ว่าก็ว่าเถอะกรุงเทพฯ ไม่เคยรักผมเลย เมืองนี้มันไม่เคยมีที่ว่างให้คำตอบของผมพักอยู่เลยจริงๆ
ถ้าให้หลับตาลงก็คงนึกถึงจราจรที่ติดขัด ตารางชีวิตที่แน่นเอี๊ยด หรือไม่ก็คู่รักสวีตกันบนรถไฟฟ้า คงมีแต่ผมละมั้ง ที่ความรักของเมืองนี้ไม่ใจดีด้วยเลย แต่ในเมื่อหาโอกาสมาเที่ยวได้แล้ว ผมเลยเลือกที่จะไม่สนใจเรื่องวันนี้รัก พรุ่งนี้ไม่รักของเมืองนี้อีกแล้ว
แต่ไม่สามารถปฏิเสธได้เต็มปากว่าจะไม่เชื่อในความรัก
เพราะชีวิตเรายังมีอะไรให้ตกหลุมรักอีกเยอะ จริงไหม?
ผมตั้งนาฬิกาปลุกไว้ที่เจ็ดโมงเช้า เพื่อที่จะได้กระโดดออกจากมุมเดิมๆ ในกรุงเทพมหานครนี้สักที

หลายคนในกรุงเทพฯ พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘อยู่เมืองกรุงเราทำแต่งาน พลังลบเลยเข้ามาง่ายดาย และท้ายที่สุดเราก็จะเบิร์นเอาต์ ไม่อยากทำอะไรอีกแล้ว’ เหตุผลนานาประการนี้ทำให้เขาใหญ่เป็นปลายทางของคนกรุงที่อยากพักใจแบบด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋า หนึ่งในนั้นคือผมเองที่เลือกเดินทางมาตามหาที่ว่างนี้ โดยใช้ระยะเวลาเพียง 2 – 3 ชั่วโมงเท่านั้น!
หลังจากที่ผมหลับไปโดยไม่สนทางด่วน เที่ยงตรงผมได้มาถึงเขาใหญ่แล้ว
เฉดสีเขียวของใบไม้สองข้างและภูเขาน้อยใหญ่ที่สลับกันไปอย่างน่าฉงนก็เริ่มเข้ามาทักทายผม อินเทอร์เน็ตเริ่มขาดสัญญาณไปบ้าง แต่น่าแปลกใจที่เพลย์ลิสต์ Nostalgia ของผมยังฟังได้อยู่
อีกทั้งช่วงนี้ออฟฟิศ a day ทำธีมทิ้งทวนสิ้นปีด้วยเศษซากของวันวานที่น่าประทับใจด้วย เลยทำให้ผมหมกมุ่นกับความคลาสสิกน่าพิสมัยเช่นนี้ตลอดเวลา
ในบรรยากาศของเดือนธันวาคมที่อากาศด้านนอก 25 องศาพอดีเป๊ะ ราวกับเปิดแอร์แต่ไม่ได้เปิด

สถานที่ที่ผมเดินทางมาในวันนี้คือ ‘เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์’ หรือศิลป่าเขาใหญ่ พื้นที่จัดแสดงงานศิลปะที่ได้มาปะทะกับธรรมชาติของเขาใหญ่กว่า 161 เอเคอร์ ช่างเหมาะสมกับหนุ่มอาร์ตอย่างผมได้โลดแล่นเสียจริงๆ
ที่นี่เป็นป่าดิบชื้น มีความเขียวชอุ่มตลอดทั้งปี มีภูเขาที่ไม่สูงมากต่างจากภูเขาทางภาคเหนือที่ผมเคยเห็นมา ทางเข้าจะเต็มไปด้วยเกษตรเชิงเดี่ยว ไร่ข้าวโพด สับปะรด ต้นปาล์ม และทางคดเคี้ยวลูกรัง ถ้าคุณตามผมมาก็ถือว่าคุณมาถูกทางแล้ว

ผมเป็นพวกฟังเพลงแล้วนึกถึงใครบางคน จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความสัมพันธ์รักใคร่เช่นนี้ไม่เคยเกิดกับผม ผมจึงซ่อนใครบางคนไว้ในเพลงบางเพลง
พอสถานะหัวใจว่างเปล่า การคิดถึงอดีตเลยแปลงร่างเป็นฆาตกรโรคจิต มาคอยทำให้ผมเหงาหงอยและไม่อยู่กับปัจจุบัน
ที่ว่างตรงนี้เลยย้ำเตือนเสียงในหัวให้ผมเข้าใจชีวิตมากขึ้น
เข้าใจว่าเราต่างต้องเติบโต
เข้าใจว่าเราต้องเดินไปพบความจริงของตัวเองกันมากขึ้น
เนื้อเพลงท่อนติดหูดังขึ้น จึงทำให้ผมเข้าใจ
ก่อนเคยคิดว่ารักต้องอยู่ด้วยกันตลอด เติบโตจึงได้รู้ความจริง
หากเคียงชิดใกล้ แต่เธอต้องทิ้งทุกอย่างเพื่อฉัน
ประโยชน์ที่ใด หากรักทำร้ายตัวเอง
ความรักที่ผ่านมาของผมเต็มไปด้วยความรักที่เป็นความรักจริงๆ เพราะผมทำเวลานั้นเต็มที่แล้ว (ผมพูดกับตัวเอง)
มองย้อนกลับไปผมเสียใจ แต่ไม่เสียดายแล้ว
เพลงนี้สอนผมให้หวนคิดถึงอดีตที่สุขใจ แต่ก็ไม่อยากย้อนกลับไปอยู่ดี
ถึงจะรักยังไง แต่ก็หนีความจริงไม่ได้ ความจริงที่ว่าต้องยอมรับว่าไม่มีเขาอยู่อีกต่อไปแล้ว
เป็นเหตุผลให้ผมออกเดินทางเพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ และเลือกตัวเองเป็นอันดับแรก


เหตุด้วยเขาใหญ่ไม่เคยต้อนรับใครด้วยความหวือหวา ป่าดิบชื้นผืนนี้เลยเลือกใช้ความเงียบ
ความชื้นในอากาศ และส่วนประกอบของธรรมชาติเป็นภาษาทักทาย
ผมได้มาเขาใหญ่เป็นครั้งแรก และเพิ่งรู้ว่าที่นี่ใกล้กับอุทยานมรดกโลกที่ครอบคลุมหลายจังหวัด
ความเขียวที่ทับซ้อนกันนี้ จึงมีที่ว่างที่ผมตามหาซ่อนอยู่
และผมเชื่อว่ามันจะว่างพอให้ผมได้กลับมาอยู่กับตัวเองสักที
ดูทรงแล้วคนมาเขาใหญ่ไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำอะไรหรอก แต่มาเพื่อหยุดทำอะไรหลายอย่างพร้อมกันมากกว่า หยุดใช้ชีวิตเร่งรีบ หยุดอธิบายอะไรน่าปวดหัว หยุดเปรียบเทียบตัวเอง หยุดหาวิธีเติมเต็มความเหงาภายในใจ
ผมเลยปล่อยให้ความว่างเปล่านั้นทำหน้าที่ของมัน

ไปสำรวจข้างในกันดีกว่า!
ประติมากรรมทะเลหมอกหรือ Fog Forest (2024) ที่ปรากฏด้านหน้าผมตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะที่ทำให้ผมอยากมาที่นี่เลยก็ว่าได้ พอเข้าไปสำรวจดูจริงๆ งานศิลปะชิ้นนี้เหมือนภาพฝันที่ผมอยากแหวกเมฆตอนเด็กๆ เลย ส่วนเว้าโค้งของพื้นที่ถูกคิดมาอย่างดีด้วยนวัตกรรมเมดอินเจแปนของคุณฟูจิโกะ นากายะ ผมมองไปเหมือนสวนในเทเลทับบี้ที่ไอ้เด็กตัวอ้วนกลมจะไปวิ่งเล่นกัน
พอมีสายหมอก อากาศชื้น ผืนป่า และความสงบ ผมรู้สึกเหมือนได้รับกอดจากธรรมชาติแบบเต็มๆ ยิ่งทำให้ผมมีความสุขง่ายขึ้นเวลาอยู่ที่นี่
หลายคนตีความหมายศิลปะชิ้นนี้ประมาณว่า โลกใบนี้มีเต็มไปด้วยชีวิต และแน่นอนว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มีทางจีรัง ขณะที่ผมอยู่ตรงกลางทะเลของความว่างเปล่า ก่อนหน้าที่จะออกจากเมืองที่สอนผมให้กลัวความว่างเปล่า กลัวการไม่มีใคร หรือกลัวการไม่ประสบความสำเร็จ ที่แห่งนี้กลับสอนผมต่างออกไป
มันทำให้ผมไม่รอใครอีกแล้ว เพราะผมสามารถหายใจได้เต็มปอด
ผมสามารถกอดธรรมชาติได้ตามต้องการ และไม่จำเป็นต้องครอบครองอะไรที่ทำให้หัวใจมันหนักเลย

หลังจากทะเลหมอกจากไปภายในสิบนาที ทำให้ผมรู้ว่าชั่วขณะมันจับต้องได้
ซึ่งไม่ว่าจะเป็นความสุข ความเศร้า ความเหงา และความรัก ล้วนเกิดขึ้นแค่หนึ่งช่วงเวลา ความพร่ามัวของสิ่งสวยงามที่อยู่ตรงหน้าจึงแปรผกผันตามสภาพแวดล้อมที่เป็น
ผมจึงสัมผัสความไม่แน่นอนของชีวิตอีกครั้งด้วยตัวเอง
กลางทะเลหมอกแห่งนี้ก่อนไปสำรวจศิลปะชิ้นอื่นทีละชิ้นสองชิ้น

หากใครจะมาเดินป่าสำรวจศิลปะ ผมบอกได้เลยว่าฟินแน่ๆ
ผมเดินสำรวจสวนป่าสักด้านหลังต่อ จึงได้รู้ว่างานศิลปะของที่นี่ถูกคงสภาพให้อยู่คู่ธรรมชาติ แม้เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรส จะเพิ่งเปิดได้ไม่นาน แต่งานศิลป์ส่วนใหญ่ถูกวางลงไปอย่างถ่อมตัว เหมือนเป็นเพื่อนกันตั้งแต่อนุบาล บรรยากาศข้างในนั้นเงียบสงบ แต่ไม่เหงาแบบโต้งๆ เพราะมีพนักงานคอยดูแล และรอให้คุณไปตีความชีวิตผ่านงานศิลปะ และกิจกรรมของพวกเขาอยู่เสมอ
ผมได้เห็นทั้งงานศิลปะร่วมสมัย งานศิลปะที่มาจากความเชื่อของวัฒนธรรมดั้งเดิม และงานศิลปะของชุมชนที่เอางานศิลปะชื่อดัง มาให้ชาวบ้านมาตีความเป็นศิลปะของตนด้วย
ผมชอบที่นี่ เพราะเขาไม่ได้จำกัดขอบเขตศิลปะที่ผมรัก ใครใคร่จะตีความเป็นอย่างไรนั้นล้วนแต่ใจปรารถนา อีกทั้งเขายังเอาศิลปะแห่งการใช้ชีวิตใส่ไปด้วย ดูเหมือนผมจะมาเล่นเหมือนสนามเด็กเล่น แต่ความจริงที่นี่เป็นสนามผู้ใหญ่เล่นเหมือนกัน ผมเห็นคนมาเจริญสติ มาปิกนิก มาพักผ่อน มาทำกิจกรรมน่ารักๆ กับคนรัก เป็นพื้นที่ที่อบอุ่น
อีกทั้งศิลปินที่ทำงานให้ที่นี่เขายังอุทิศการทำงาน และการสานสัมพันธ์กับธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่งานศิลปะที่จู่โจมใคร แต่เป็นงานศิลปะที่แล้วแต่ชีวิตใครจะตีความ
ที่นี่จึงสร้างมุมมองผมให้เป็นผู้ใหญ่มากกว่า นอกจากที่จะวิ่งเล่นในสนามเด็กแล้ว ก็ต้องกล้าหกล้มในสนามผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยความจริงด้วย

หนึ่งผลงานที่ผมชอบที่สุด คือ GOD (2024) ของคุณฟรานเชสโก อารีนา กลางป่าสักมีก้อนหินสองก้อนมหึมาตระหง่านอยู่ ซึ่งแก่นข้างในสลักตัวอักษรคำว่า G O D ที่แปลว่าพระเจ้าในแต่ละก้อน ผมไม่ทันตีความและสังเกตมัน พี่ไกด์นำทางเลยกระซิบบอกก่อนว่า
‘เราไม่เห็นมันแน่เพราะมันไม่ให้เห็น ของแบบนี้ต้องใช้ใจสัมผัส’
การไม่เห็นทำให้ผมมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่เข้าใจ บางคนเอาหูไปฟัง บางคนเอามือไปจับ บางคนไปโอบกอด แต่ความจริงก็ได้มารับรู้ทีหลังว่า GOD นั้นอยู่ที่ใจ และศาสนาไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็จะเป็นศาสนาอยู่ดี ท่ามกลางความเชื่อมากมายที่มนุษย์จะเชื่อ อะไรจะเป็นพระเจ้าของมนุษย์ได้บ้าง
ผมเลยคิดว่าอาจจะเป็นพระเจ้าที่แปลว่าที่เป็นที่พึ่งในจิตใจของตนก็ได้ พระเจ้าที่แปลว่าธรรมชาติก็ได้ แปลว่าศาล แปลว่าหุ่นยนต์กลางสี่แยกก็ได้ หรือแปลว่าคนที่เรารักก็ได้เหมือนกัน
ผมจึงได้แต่พร่ำอธิษฐาน เลิกเฟ้นหาคำตอบ กลับมาคุยกับตัวเองและเดินทางต่อ

ผมเดินทางมาถึงจุดสูงสุดของที่นี่แล้ว
Pilgrimage to Eternity (2024) ของคุณบัติสัตย์ เป็นงานศิลปะที่มีหินวางเป็นวงกลม สื่อถึงการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เศษซากของขนบธรรมเนียมดั้งเดิมที่เกิดจากการสร้างเจดีย์ จากรุ่นสู่รุ่นภายในประเทศ บทสนทนาระหว่างพุทธศาสนา ปรัชญา และความไม่จีรัง ร่วมสมัยแถมยังล้ำลึก ถ้ามองจากมองฟ้าก็จะเห็นได้เลยว่ามันเหมือนจุดเรียกยูเอฟโอเลยแหะ (ผมคิดในใจ)
ผมสัมผัสได้ถึงธรรมชาติและความสงบตั้งแต่ก้าวเข้ามาที่นี่แล้ว หากกลับไปก็คงต้องเข้าใจตัวเองให้เก่งขึ้นแบบนี้เช่นกัน


กลับมาโซนป่าสนแสนเย็นเยือกด้านหน้า
ก็รู้ว่าผมคงต้องได้อำลาเขาใหญ่แล้วสินะ
แต่ก่อนร่ำลาผมขอทบทวนที่นี่ไปบทกวีของอาหารมื้อพิเศษของ ‘เชฟวุฒิ’ สักหน่อย
เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์ เต็มไปด้วยเชฟที่ทำอาหารด้วยความรักในศิลปะ เชฟวุฒิเลยเป็นหนึ่งในคนสำคัญที่นำอาหารมาใส่จานศิลปะให้ผมอิ่มหนำในวันนี้ โดยเมนูจะปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล และจินตนาการของเชฟ เหมือนอาชีพนักเขียนของผมเลย ที่จะเขียนอะไรต้องใช้หัวใจในการรู้สึกจริงๆ
เมนูส่วนใหญ่เป็นรสชาติดั้งเดิมพื้นบ้าน เกิดขึ้นมายังไงก็จะเป็นอยู่อย่างนั้น แต่ถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบออกไปให้มันเป็นศิลปะ เชฟวุฒิบอกกับผมว่าเขาเรียนจบวิศวะเหมืองแร่ เทคนิคที่เขาถนัดเลยเป็นการเล่นแร่แปรธาตุ การตกแต่งอาหารเลยเหมือนดูคนที่เรารักแต่งตัว ถ้าเรามองว่าเรารัก เราก็จะรู้ว่าเราจะทำยังไงให้มันดีขึ้น และพัฒนาความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ (หมายถึงเรื่องอาหาร)

เขาจึงคอยมองศิลปะอาหารพื้นบ้านเสมอว่าใส่กับสีอะไรถึงจะสวย
มองความเป็นจริง และพรีเซนต์ออกมาให้ดูร่วมสมัย

ผมสะดุดตากับเมนูครีมมันปูนา เพราะเป็นเมนูที่ผมชอบที่สุด จากหลนปูสู่น้ำมันปู โมเป็นรูปปูหน้าตาน่ารัก กินกับแจ่วพริกสด ผักเบี้ยดอง หน่อไม้ย่าง กระเจี๊ยบสด และมีผงกุหลาบโรยข้างบน ช่างเป็นเมนูธรรมดาแสนพิเศษที่เหมาะกับการเดินทางของผมวันนี้จริงๆ

หากการเดินทางคือการเรียนรู้ มันจึงต้องมาคู่กับความเข้าใจ
การเดินทางมาที่เขาใหญ่ของผมในวันนี้เลยทำให้ผม
เข้าใจและยอมรับความรักที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มากขึ้น
บางสิ่งไม่ได้สร้างมาเพื่ออยู่ด้วยกันตลอดไป อาจจะถูกสร้างมาเพื่อสอนอะไรบางอย่าง
เราแล้วจากกันก็ได้
แต่ถึงอย่างนั้นก็จงอย่าคิดว่าตัวเองไม่เหมาะสมกับความรักเลยนะ
คำอธิษฐานเดียวที่ผมอธิษฐาน GOD และตัวเอง เลยเป็นคำว่า
‘เธอดีพอ เธอดีพอ และเธอดีพอ’
พอแล้วสำหรับทุกความรักที่เกิดขึ้น
เขาใหญ่จึงเป็นพื้นที่ว่างที่ให้ผมได้กลับมาคิด กลับมารู้สึกอยู่กับตัวเอง
และเป็นที่ที่ทำให้ผมรู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องเติมเต็มทุกที่ว่างในหัวใจ
พื้นที่ว่างนี้เลยทำให้ได้สำรวจสิ่งใหม่ๆ ให้ความหมายกับช่องว่างหัวใจด้วยตัวเอง
และปล่อยวางสิ่งต่างๆ ให้อยู่แบบที่มันจะเป็น
เป็นอีกครั้งที่ผมให้โอกาสตัวเองได้เริ่มใหม่ และได้ใจดีกับตัวเอง
พวกคุณเองก็อย่าลืมใจดีกับตัวเองกันนะ
และต่อให้ไม่มีใครอยู่ในหัวใจ แต่มันไม่เป็นไรเลย
เราไม่ได้โดดเดี่ยวคนเดียวบนโลกหรอกนะ
ไปใช้ชีวิตให้มีความสุขกันเถอะ




