Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

“แค่ผมคนเดียวหรือเปล่าที่เห็นว่าโลกนี้บ้ากันไปหมดแล้ว” 55 ข้อคิดเห็นจากเราถึง JOKER

Highlights

  • ในทรรศนะส่วนตัว เราไม่ผิดหวังกับภาพยนตร์เรื่อง JOKER แม้แต่น้อย
  • หนังพาเราด่ำดิ่งลงสู่มิติของตัวละคร Arthur Fleck ได้อย่างลึกซึ้งและหม่นเศร้า แม้จังหวะของหนังจะช้าๆ แต่การแสดงของ Joaquin Phoenix พาเราตามต่อไปได้เรื่อยๆ จนหนังจบ ทั้งหมดกลายเป็นความประทับใจที่เราเชียร์มากๆ ให้เขาก้าวขึ้นไปคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมให้ได้
  • คำเตือน หนังเรื่องนี้ไม่เหมาะสำหรับเด็กและผู้ป่วยจิตเวช เราแนะนำว่าคุณควรระมัดระวังในการรับชมหนังเรื่องนี้เช่นกัน

1. เราคิดอยู่นานว่าจะเขียนรีวิวภาพยนตร์เรื่อง JOKER ในรูปแบบไหนดี เพราะหนึ่งคือเราเบื่อกับการรีวิวแบบเดิมๆ แล้ว และสองคือเพราะมันเป็น JOKER จึงอยากทำออกมาให้แตกต่างสมกับหน้าหนังที่มีเอกลักษณ์และลายเซ็นชัดขนาดนั้น

 

2. สุดท้ายคิดไอเดียหนึ่งออกมาได้ นั่นคือก็อย่าไปรีวิวสิ พูดถึงความรู้สึกของตัวเองไปก็พอ และต่อจากนี้จะเป็นการพูดถึงหนัง JOKER เป็นข้อๆ ในมุมของเรา แต่ทำความเข้าใจกันก่อนสักนิด ในบทความต่อจากนี้จะมีการพูดถึง JOKER ในแง่รายละเอียดหนังอยู่บ้าง รวมถึงสถานที่ในหนังด้วยแต่เรายืนยันว่าจะไม่กระทบเนื้อหาหลักของหนังแน่นอน

 

3. พร้อมไหม ถ้าพร้อมแล้ว มาเริ่มกันเลย

4. สำหรับเราที่ผ่านการดู JOKER มาแล้วในหลายเวอร์ชั่น เรากล้าออกตัวว่าชอบการแสดงของ Heath Ledger มากที่สุด ฝีมือการแสดงใน The Dark Knight ที่ฮีทฝากไว้เรียกว่าเข้าขั้นตำนาน เราเชื่อจริงๆ ว่าคนในชุดสูทสีม่วงเบื้องหน้าได้กลายเป็น JOKER จริงๆ ไปแล้ว

 

5. ‘HA… HA… HA HA… HA’ จนถึงตอนนี้เสียงหัวเราะนั้นยังก้องอยู่ในหัวเราอยู่เลย

 

6. ในวันที่เราได้ข่าวว่าฮีท เลดเจอร์ เสียชีวิต แม้ไม่ได้มีข่าวออกมายืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราก็เหมือนทุกคนที่คิดอยู่ในใจว่าการจากไปของฮีทนั้นเกี่ยวข้องกับบท JOKER ที่เขาเล่นใน The Dark Knight แน่ๆ ถึงบทบาทนั้นจะส่งให้เขาได้รับรางวัลออสการ์ แต่เขาเองก็ไม่อยู่รับรางวัลเสียแล้ว และนี่เป็นความสูญเสียอันใหญ่หลวงในวงการภาพยนตร์อย่างแท้จริง

 

7. เพราะเหตุนั้น เราคิดตั้งแต่วันนั้นแล้วว่ายังไงเสียบท JOKER ก็ต้องมีผู้สานต่อ หรือแม้กระทั่งการหยิบจับ JOKER มาใช้ในภาพยนตร์ ไม่ช้าก็เร็วต้องเกิดขึ้น แน่นอนว่าที่ตามมาคือความกดดันจากสิ่งที่ฮีทสร้างไว้

 

8. ดังนั้นในวันเปิดตัว Suicide Squad แม้จะเป็นหนังรวมวายร้ายในจักรวาล DC เราเองก็คาดหวังในตัว JOKER ที่รับบทโดย Jared Leto พอสมควร แต่ด้วยปัญหาอะไรไม่ทราบได้ แอร์ไทม์ของเขาน้อยมากจนกลายเป็น JOKER ที่ตื้นเขินไม่น่าจดจำในวงการภาพยนตร์ไปเสียอย่างนั้น

 

9. ในตอนนั้นเราเสียดาย และคิดต่อไปว่าแล้วต่อจากนี้ไปใครจะกล้ามารับบทนี้กันล่ะ

10. ในวันที่วอร์เนอร์ฯ ประกาศสร้างหนังภาคแยกของ JOKER เรื่องนี้ พอรู้ว่าหนังจะมีเนื้อเรื่องของตัวเอง ไม่อยู่ในจักรวาลหนัง DC เรื่องอื่น เราเองก็เหมือนหลายคนที่เลิกคิ้วสงสัย

 

11. ทำไม DC ถึงยังอยากไปต่อกับ JOKER ทำไมไม่ต่อยอดจากของเดิมที่มีพื้นฐานที่คนเข้าใจอยู่ประมาณหนึ่ง ทำไมถึงเลือกหยิบจับมาปัดฝุ่นใหม่

 

12. สารภาพว่าเราไม่ค่อยมั่นใจ แต่สักพักก็มีข่าวว่าพวกเขาวางตัวคนที่จะเล่นเป็น JOKER ไว้แล้ว พูดง่ายๆ ว่าเขาตัดสินใจแล้วว่าใครจะมาแบกรับความกดดันอันหนักอึ้งนี้

 

13. คำตอบมาตกที่เพื่อนของฮีทเอง ผู้มีทักษะ method Acting ขั้นเทพ–Joaquin Phoenix

 

14. ก่อนหน้านี้ถ้าใครติดตามวงการหนัง ทุกคนต่างรู้ว่าวาคีนเป็นนักแสดงฝีมือจัดคนหนึ่ง เขาขึ้นชื่อเรื่องการเอาตัวเองไปเป็นตัวละครนั้นในช่วงเวลาที่ถ่ายทำหนัง กล่าวคือถ้าช่วงนั้นเขาเล่นหนังเรื่องอะไร ชีวิตทั้งชีวิตของเขาจะถูกดัดแปลงให้คล้ายกับชีวิตตัวละครนั้นๆ เพื่อให้อินกับการแสดงมากขึ้น

 

15. ในตอนนั้นเราทั้งดีใจและหวั่นใจ ใช่ เรารู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับฮีท และเราก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอีก แต่ก็คิดว่าในฐานะของภาพยนตร์ เราเชื่อขนมกินได้เลยว่า JOKER เวอร์ชั่นนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน

 

16. เวลาผ่านไปแรมปี จนวันนี้มาถึง วันที่ JOKER ของวาคีนเผยโฉมต่อสาธารณะ

 

17. เราไม่รอช้าที่จะ day one ทันทีเมื่อวานนี้

18. ในขั้นต้น ต้องขอบอกว่าเรา ‘ไม่ผิดหวัง’ กับหนังเรื่องนี้

 

19. มาพูดกันในฐานะของภาพยนตร์ก่อน ถ้าดูจากโทนเรื่อง JOKER ถูกเซตมาให้เป็นคนละเรื่องกับหนังซูเปอร์ฮีโร่อย่างสิ้นเชิง นี่ไม่ใช่บทขยายของ The Dark Knight หรือ Suicide Squad ใดๆ นี่คือหนังของ JOKER อย่างที่โฆษณาไว้จริงๆ และมันก็เจ๋งมากๆ ด้วย

 

20. JOKER เล่าเรื่องในไทม์ไลน์ที่อยู่ประมาณยุค 70s หนังพาเราไปอยู่ในเมืองก็อตแทมให้เราเห็นความเสื่อมโทรม ต่ำตม สามานย์ของเมืองและสังคมเหล่านั้นในบรรยากาศรอบๆ โดยที่สิ่งเหล่านี้อบอวลอยู่รอบตัวละครหลักที่มีชื่อว่า Arthur Fleck

 

21. ถ้าจะพูดถึงพล็อตเรื่องคร่าวๆ หนังเรื่องนี้เล่า ‘ที่มาที่ไป’ ของตัวละครอาร์เทอร์ เฟลก ว่าเขากลายมาเป็น JOKER ได้อย่างไร (สิ่งนี้มีในตัวอย่างหนัง) หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นหนังแบบ character study ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น แต่ว่าในความ ‘เท่านี้’ ที่ JOKER มี สำหรับเรา มันแข็งแรงเอามากๆ

 

22. หนังพาเราไปสัมผัส ‘เหตุผล’ ของตัวละครของ JOKER ในช่วงเวลาสั้นมาก ช่วงเวลาในหนังกินเวลาประมาณ 1 อาทิตย์เท่านั้น แต่ด้วยเวลาแค่นั้น เราได้เห็นจริงๆ ว่าอาร์เทอร์กลายเป็น JOKER ได้อย่างสมเหตุสมผล

 

23. พูดง่ายๆ ว่าหนังทำให้เรา ‘เข้าใจอย่างถ่องแท้’ 

24. ลองมองเปรียบเทียบกับความเป็นจริงก็ได้ เวลาที่เราเห็นอาชญากรหรือคนที่ทำผิดพลาดในสังคม บางคนเราไม่อาจทราบเหตุผลของการกระทำเหล่านั้นได้เลย แต่บางคนเราก็พอเห็นเหตุผลอยู่บ้าง นั่นเองคือไอเดียตั้งต้นที่เราคิดว่าผู้กำกับอยากให้ JOKER เป็น

 

25. “อะไรจะเกิดขึ้นถ้าโลกความจริงผลิตคนอย่าง JOKER ขึ้นมา”

 

26. และนั่นแหละคือสิ่งที่เราชอบ 

 

27. JOKER พาเราไปเข้าใจความแปลกประหลาดเหล่านี้ในจิตใจมนุษย์ เข้าใจในระดับที่ว่าถ้าคล้อยตามมากๆ เราจะเกิดความเข้าอกเข้าใจและเห็นใจ JOKER ขึ้นมาได้ง่ายๆ แม้จะเป็นการกระทำที่ชั่วร้าย แต่เราได้สัมผัสจริงๆ ว่าปีศาจเหล่านั้นมีที่มา

 

28. ในตอนนี้รีวิวของ JOKER เริ่มออกมาจากหลายๆ สื่อ ในรีวิวเหล่านั้น หลายๆ เจ้าแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกันว่าเด็กหรือคนที่เป็นโรคทางจิตเวชควรระวังในการรับชมภาพยนตร์ ซึ่งนี่เป็นเรื่องหนึ่งที่เราเห็นด้วย

 

29. นอกจากเหตุผลที่ JOKER เล่าถึงตัวละครที่มีเหตุผลในการกลายเป็นปีศาจ อีกสิ่งหนึ่งที่นำมาทั้งข้อดีและข้อเสียคือน้ำเสียงที่หนังเล่า หนังดำเนินไปด้วยอารมณ์เศร้าหม่นและชวนให้คนดูดำดิ่งไปได้ง่ายๆ

 

30. ทั้งแสง สี เสียง หรือมุมกล้อง หนังจงใจให้เรารู้สึกแบบที่อาร์เทอร์รู้สึก ยิ่งบวกกับสิ่งที่หนังอยากจะสื่อ ฉากหลังในหนัง หรือแม้แต่คำพูดคำจาของทุกตัวละคร โดยส่วนตัวเราในฐานะของคนที่เคยเป็นโรคจิตเวชมาเหมือนกัน เราสนับสนุนคำเตือนเหล่านี้ (ถ้าระหว่างดูแล้วใครรู้สึกไม่ไหว คุณลุกออกจากโรงภาพยนตร์ได้ อย่าฝืนตัวเองขนาดนั้น)

 

31. แต่อย่างที่ว่ามา ทั้งหมดนี้ก็นำมาสู่สิ่งที่หลายคนอาจจะไม่ชอบ เพราะ JOKER ไม่ใช่หนังเกี่ยวกับซูเปอร์ฮีโร่ที่มีความเหนือจริง แอ็กชั่น หรือแม้แต่โชว์พลังพิเศษใดๆ จังหวะของหนังไม่ได้มีอะไรที่ทำให้ใจเต้นเร็ว หนังดำเนินไปในแบบจังหวะของมัน เงียบๆ และค่อยๆ ปล่อยทีเด็ดใส่คนดูเรื่อยๆ ดังนั้นถ้าใครที่ไม่ชอบหนังสไตล์นี้ก็อาจจะทำให้ไม่ชอบ JOKER ได้เช่นกัน

32. แต่พูดก็พูดเถอะ ถึงคุณอาจจะไม่ชอบหนังเนิบช้า แต่โดยส่วนตัว เราว่าเสียเงินเข้าไปดูการแสดงของวาคีนก็คุ้มแล้ว

 

33. ลองดูจากสิ่งที่เราเล่ามาทั้งหมดนี้ หนังไม่มีทางรอดได้เลยถ้าคนที่แสดงเป็น JOKER ไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดให้ ‘ถึง’ ได้ ซึ่งขอบอกเลยว่าวาคีนทำถึง

 

34. ก่อนหน้าที่จะเล่นบทอาร์เทอร์ วาคีนเตรียมตัวเข้าถึงบทบาทในหลายๆ ด้าน อย่างแรกคือสภาพร่างกายที่เขาลงทุนลดน้ำหนักลงกว่า 52 ปอนด์ (24 กิโลกรัม) เพื่อให้ใกล้เคียงกับตัวละครอาร์เทอร์ ที่เขาคิดว่าควรจะเป็น ซึ่งถ้าได้ดู JOKER มาแล้ว คุณจะรู้สึกว่าการลดน้ำหนักครั้งนี้ของเขาคุ้มค่ามาก เพราะในหลายๆ ฉาก สภาพร่างกายของอาร์เทอร์เล่าเรื่องได้ดีพอๆ กับคำพูดของเขา

 

35. อีกเรื่องที่วาคีนตรียมตัวคือเสียงหัวเราะ ถึงแม้เขาจะถูกวางตัวเป็นอาร์เทอร์แน่ๆ แต่วาคีนกลับทำสิ่งที่ผู้กำกับอย่าง Todd Phillips เองยังงง นั่นคือการขอออดิชั่น 

 

36. ไม่ใช่ออดิชั่นให้ได้บท แต่เป็นออดิชั่น ‘เสียงหัวเราะ’

37. วาคีนและทอดด์เป็นคนเล่าให้สื่อฟังเองว่าวันหนึ่งวาคีนติดต่อมาหาทอดด์เพื่อลองออดิชั่นเสียงหัวเราะ เพราะเขาเห็นว่าใน JOKER เสียงหัวเราะของอาร์เทอร์สำคัญมากๆ สุดท้ายพวกเขาต้องมาเจอกันและวาคีนก็เสนอเสียงหัวเราะหลายๆ แบบที่เขาคิดว่าเหมาะสมที่สุด

 

38. สุดท้ายพวกเขาได้เสียงหัวเราะที่คิดว่าเหมาะสมและเอามาใช้ในภาพยนตร์ เช่นเดียวกันกับการลดน้ำหนัก ถ้าไปดู JOKER มาแล้วคุณจะเห็นได้ทันทีว่าทำไมวาคีนต้องทำแบบนั้น เพราะเสียงหัวเราะของอาร์เทอร์คืออีกหนึ่งการเล่าเรื่องที่ทรงพลังมากเช่นกัน

 

39. สิ่งเหล่านี้เมื่อรวมกับฝีมือการแสดงที่เฉียบขาดของวาคีน ทั้งหมดทั้งมวลส่งผลให้ JOKER ที่เขาดีไซน์ออกมาฉีกออกจากใต้เงา JOKER ของฮีทได้อย่างหมดจด ที่สำคัญคือเราไม่อยากจะเอาทั้งสองคนมาเทียบกันด้วยซ้ำ เพราะเราเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่าพวกเขาล้วนไปคนละทางกัน และทางของแต่ละคนก็น่าสนใจทั้งสิ้น

 

40. ถ้าทางของฮีทคือ JOKER ที่เต็มไปด้วยจิตที่ไม่ปกติและความโกลาหลปั่นป่วน JOKER ของวาคีนเหมือนอยู่ในขั้วตรงกันข้าม ตัวตนและความคิดของอาร์เทอร์เป็นเหมือนน้ำเดือดในกาที่รอเวลาปะทุ จิตใจที่ผุพังค่อยๆ สลายภายใต้หน้ากากแห่งรอยยิ้ม วาคีนนำพาเราไปด้วยอารมณ์แบบนี้ได้อย่างไม่มีสะดุดแม้แต่น้อย และทำให้เราทึ่งกับการแสดงของเขาได้ในทุกๆ ฉาก

 

41. ดังนั้นในทรรศนะส่วนตัว รางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมปีนี้คงไม่ใช่ใครที่ไหนแล้วล่ะ 

42. แต่เหนืออื่นใด เรื่องสุดท้ายที่เราอยากพูดถึงคือสิ่งที่ JOKER จะสื่อ

 

43. อย่างที่บอกไปว่า JOKER เป็นหนังแบบ character study ที่พาเราดำดิ่งไปกับตัวละคร แต่ยิ่งดูนานขึ้นเท่าไหร่ เรากลับยิ่งรู้สึกคลับคล้ายคลับคลากับบรรยากาศและความรู้สึกนึกคิดของตัวละครในเรื่องอย่างประหลาด

 

44. ก็อตแทมที่เป็นฉากหลังของ JOKER เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำและเสื่อมโทรม คนส่วนใหญ่ต้องอดทนและก้มหน้ารับชะตากรรมที่ไม่ยุติธรรมเหล่านั้นโดยแทบไม่มีปากมีเสียง

 

45. ในความปกติที่ดำเนินไปทุกเมื่อเชื่อวัน ความไม่ปกติเหล่านี้แฝงตัวอยู่ในทุกหัวมุม แต่หลายคนเลือกมองข้ามและไม่ตอบโต้อะไรทั้งสิ้น ร้ายกว่านั้นคือบางคนไม่สนใจด้วยซ้ำเพราะไม่ใช่ปัญหาของตัวเอง

 

46. สังคมนี้แหละเป็นแหล่งบ่มเพาะอย่างดีให้ JOKER เกิดขึ้นมา

47. พอถึงจุดนี้ เราลองย้อนกลับมามองตรงจุดท่ีเราอยู่

 

48. ตอนนี้เราต่างอะไรจากก็อตแทม

 

49. เปล่า เราไม่ได้จะบอกว่าให้ทุกคนแก้ปัญหาหรือกลายไปเป็น JOKER เราไม่ได้เห็นด้วยและไม่สนับสนุนความรุนแรงใดๆ แต่สิ่งที่ JOKER สอนใจเราคือความสำคัญของสิ่งเหล่านี้

 

50. เราจะปล่อยให้ความ ‘ไม่ปกติ’ นี้ดำเนินไปโดยที่เราไม่รู้สึกรู้สาอะไรจริงๆ หรือ เราจะทำเป็นว่ามองไม่เห็นความบ้าที่เกิดขึ้นง่ายๆ แบบนั้นเหรอ จะต้องรอถึงวันที่มี ‘JOKER’ เกิดขึ้นจริงๆ ในเมืองเราเลยหรือเปล่า ทุกอย่างถึงจะเปลี่ยนแปลง หรือเราควรจะแก้ไข ยืนหยัดหรือต่อสู้อย่างถูกวิธีในตอนนี้เลย ทั้งหมดเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวเราจนถึงตอนนี้

 

51. แต่นั่นแหละ ชีวิตจริงไม่เหมือนกับหนังแม้แต่น้อย ถึงจะอยากเห็นสังคมที่เราอยู่ดีขึ้นแค่ไหน แต่ไอ้ความเฮงซวยที่เกิดขึ้นตรงหน้าก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงเสียเหลือเกิน

 

52. เหมือนอย่างที่หนังเรื่องหนึ่งเคยบอกเรานั่นแหละว่า ตลกดีเหมือนกันนะที่ซูเปอร์ฮีโร่ทั้งหลายเป็นแค่เรื่องแต่ง แต่ตัวร้ายเหล่านั้นล้วนเกิดขึ้นในความเป็นจริง

53. คิดได้แบบนี้แล้วก็ได้แต่ขำขึ้นมาในใจ

 

54. ขำในโชคชะตา ขำในความไม่เป็นธรรม ขำในความเหลื่อมล้ำและขำให้กับชีวิตของเราเอง

 

55. HAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHAHA

Author

ฆฤณ ถนอมกิตติ

ชายชื่อแปลกผู้เชื่อว่ามนุษย์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพราะเราต่างเติบโตขึ้นมาจากเมื่อวานตั้ง 24 ชั่วโมง

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)