Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
เพราะเป็นนักแสดงจึงเจ็บปวด : เจเจ–กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม

เพราะเป็นนักแสดงจึงเจ็บปวด : เจเจ–กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม

12/10/2018
Q and a day
AUTHOR: น้ำปาย ไชยฤทธิ์
SHARE:

 ใครอยากเป็นสะใภ้คุณประเสริฐบ้าง ยกมือขึ้น

 นอกจากละคร ‘เลือดข้นคนจาง’ ของ ย้ง–ทรงยศ สุขมากอนันต์ จะทำเอาคนดูใจเต้นไปกับการลุ้นว่า #ใครฆ่าประเสริฐ แล้ว หลายคนยังเก็บใจไว้ให้ตั่วซุงของเรื่องอย่าง ‘พีท’ ลูกชายคนโตของประเสริฐที่หล่อ รวย และเป็นสุภาพบุรุษ จนพีทโผล่มาซีนไหน ใจคนดูอาจจะเต้นถี่กว่าฉากสืบคดีเสียด้วยซ้ำ

 เพราะอย่างนี้ บ่ายวันหนึ่ง เราจึงโผล่มานั่งคุยกับ เจเจ–กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม นักแสดงผู้ใส่ชีวิตให้บทพีทกลายเป็นที่รักของทุกคน แต่กว่าจะถึงวันนี้ เจเจก็เคยใจเต้นมาแล้ว เมื่อคาแร็กเตอร์พีทกดดันให้เขาต้องเติบโตพรวดพราดขึ้นจากเรื่องก่อนๆ ที่บทบาทค้างอยู่ในวัยมัธยม (ดูอย่างบทไทเกอร์ เพลย์บอยในเรื่อง I Hate You, I Love You หรือบทท็อป จาก ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ สิ)

 เจเจ กฤษณภูมิ

 เจเจ กฤษณภูมิ

 ถ้าการแสดงคือการหยิบชิ้นส่วนของตัวเองใส่ลงไปในตัวละคร และหยิบบางเสี้ยวของตัวละครกลับมาเก็บไว้กับตัว นั่นอาจเป็นที่มาของความนิ่งสงบของเจเจ แม้ในชั่วขณะที่เขาเล่าไซด์เอฟเฟกต์ของการแสดงที่ทำเอาจิตใจปั่นป่วนด้วยมวลแปลกประหลาดจนนอนไม่หลับ หรือร้ายที่สุด มันอาจไปไกลจนทำให้อารมณ์กลายเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

 ‘มันเป็นสิ่งที่นักแสดงทุกคนต้องแลก’ เจเจว่าอย่างนั้น แล้วแอบบอกว่าที่เขายังอยู่ในวงการไหว เพราะวัยหนุ่มทำให้เขาพอมีแรงเหลือไปสู้กับคลื่นอารมณ์ที่ถาโถม

 แต่ถ้าถามเรา กลไกมันน่าจะเกิดในทางกลับกันมากกว่า

 เพราะเท่าที่คุยกันบ่ายวันนั้น เราว่าเจเจอดทนได้เพราะเขาเติบโต

 เจเจ กฤษณภูมิ

 รู้สึกยังไงที่ได้รับบทเด็กรวยอีกแล้ว

 ผมว่าก็โอเคนะครับ ความเป็นเด็กรวยมันเป็นเรื่องของฐานะ แต่ด้วยตัวคาแร็กเตอร์ล่ะ เราจะสามารถทำให้มันน่าสนใจและแตกต่างกันได้ยังไง อันนี้คือความท้าทายมากกว่า

 เจเจตีความว่าตัวละครพีทกับไทเกอร์จากซีรีส์ I Hate You, I Love You เป็นเด็กรวยที่ต่างกันยังไง

 ผมว่าสิ่งที่เหมือนกันมันคือฐานะเฉยๆ แต่ว่าพีทกับไทเกอร์ค่อนข้างต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งนิสัยหรือการเข้าสังคม พีทจะมีความเป็นผู้ดีกว่า แล้วก็ถูกปลูกฝังเลี้ยงดูมาอย่างดี พอโตมาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ส่วนไทเกอร์ก็เป็นลูกคนรวย แต่จากที่ดู ผมว่าไม่น่ารวยเท่าพีท ไทเกอร์จะเป็นประเภทที่โดนสปอยล์เยอะๆ จนได้ใจ เอาแต่ใจ

 เจเจ กฤษณภูมิ

 ย้ง ทรงยศ (ผู้กำกับ เลือดข้นคนจาง) เคยบอกเราว่าเรื่องนี้เขาตั้งใจให้บทที่ท้าทายเจเจเป็นพิเศษ พอต้องมาเล่น บทพีทถือว่าท้าทายยังไง

 ตัวละครพีทมันต้องเจอเซอร์ไพรส์ตลอดเวลา มี turning point ตลอดทั้งเรื่อง เลยเป็นความท้าทายว่าเราจะเล่นยังไงให้อารมณ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปัญหา จนสุดท้ายอารมณ์ของพีทมันเลยระเบิดออกมา คือพีทก็ถือว่าเป็นเด็กที่ค่อนข้างจัดการอารมณ์ตัวเองได้ดีทั้งที่เรื่องที่มันเจอมันหนักหนามาก แต่พอถึงช่วงหลังๆ เดี๋ยวคนดูจะได้เห็นมุมมองของพีทที่หลากหลายมากขึ้น มันคือการพูดเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ว่าทุกคนมีความเทาในตัว ไม่มีใครขาวสุดหรือดำสุด

 ด้วยความที่ เลือดข้นฯ มันมีสเกลเป็นละคร ไม่ใช่ซีรีส์ทั่วๆ ไป และด้วยนักแสดงพี่ๆ รุ่นใหญ่ที่มีสกิลและประสบการณ์ด้านการแสดงเยอะ มันทำให้เวลาเด็กอย่างเราไปเล่นกับเขาเราจะดูดรอป เพราะฉะนั้น จะมีวิธีไหนที่เราจะดึงตัวเองขึ้นมาให้ชนกับรุ่นผู้ใหญ่ได้ มันก็คือการคิดว่าเราจะเล่นยังไงให้ชัดขึ้น รู้สึกมากขึ้น คนดูรับรู้ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นซีนที่เราเจอกับผู้ใหญ่ หรือซีนที่เราต้องเล่นกับตัวเองก็ตาม

 เจเจ กฤษณภูมิ

 ซีนไหนที่รู้สึกว่าตัวเองดูดรอปสุดๆ

 ในเรื่องจะมีซีนเปิดกระเป๋าเดินทางแล้วเจอรูปถ่ายที่นักสืบถ่ายไว้เยอะๆ ซีนนั้นผมเล่นกับพี่เจี๊ยบ ผมรู้สึกว่าเราก็เล่นโอเคนะ เราก็รู้สึกกับมัน แต่พอไปดูที่หน้ามอนิเตอร์ ด้วยความที่พี่เจี๊ยบเขามีประสบการณ์เยอะและเก่งมาก พอดูการแสดงของเขาที่รู้สึกมากๆ มันเลยทำให้ผมหายไปเลย คือผมก็ว่าผมรู้สึกแล้ว แต่มันก็ไม่เท่าพี่เจี๊ยบอยู่ดี

 ความเก่งที่พูดถึงคือการทำให้คนดูรู้สึกได้ถึงอารมณ์ใช่ไหม

 ใช่ครับ พอผมไปถามพี่ย้งเรื่องนี้ เขาก็บอกว่ามันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมาก เราไม่มีทางจะเล่นได้เท่าเขาแน่นอนเพราะประสบการณ์ชีวิตมันไม่เท่ากัน สิ่งที่เราเจอมายังน้อย ทำให้บางทีเราไม่สามารถจินตนาการออกว่าอารมณ์นี้มันคืออะไร แต่กับนักแสดงรุ่นใหญ่ เขาอาจจะเคยเจอเหตุการณ์ใกล้เคียงที่สามารถเอามาเชื่อมโยงได้ มันจะทำให้การแสดงสมจริงมากขึ้น

 

 ถ้ารู้ตัวว่าเราไม่มีประสบการณ์มากเท่านักแสดงรุ่นใหญ่ วิธีการไหนที่จะทำให้เราเล่นได้ดีขึ้น รู้สึกมากขึ้น

 ดูครับ ดูจากมอนิเตอร์นี่แหละ แล้วก็ปรับตรงนั้นเลย เราจะคอยถามพี่เจี๊ยบกับพี่ย้งค่อนข้างเยอะว่าเราควรจะปรับแก้ตรงไหน ถ้าให้เปรียบเทียบ เลือดข้นคนจาง มันเหมือนเป็นโรงเรียนของเด็กระดับหัวกะทิ พอเรากระโดดเข้ามาในโรงเรียนนี้แล้ว ตอนแรกเราก็รู้สึกว่าเราพอไปได้ แต่พอเราเริ่มเรียน เริ่มสอบจริงๆ เรากลายเป็นเด็กหลังห้อง เราก็ต้องรีบแก้ตรงนั้นและต้องรีบถีบตัวเอง

 พี่ๆ นักแสดงแนะนำเรื่องแอ็กติ้งให้เจเจเยอะไหม

 เอาจริงๆ ไม่เยอะมาก แต่กับพี่เจี๊ยบจะเยอะหน่อย เพราะว่าผมจะถามพี่เจี๊ยบค่อนข้างเยอะ พี่เจี๊ยบเขาก็ให้เกียรติเราตรงที่เขาจะไม่พูดจนกว่าเราจะไปถาม เหมือนเป็นการให้เกียรติกันระหว่างนักแสดง ผมไม่รู้นะ มันคงไม่มีใครที่เป็นนักแสดงแล้วเดินมาพูดว่าเล่นอย่างนั้นสิ เล่นอย่างนี้สิ โชคดีที่ผมไม่มีกำแพงกับพี่เจี๊ยบ มันก็เลยทำให้ผมถามอะไรแบบ พี่เจี๊ยบครับ มันคือยังไงเหรอครับ ผมควรจะปรับแก้ตรงไหนดี

 

 เรารู้สึกว่าพีทเป็นตัวละครที่ไม่เน้นการพูด แต่เน้นสีหน้าและท่าทางค่อนข้างเยอะ การต้องใช้ร่างกายแสดงออกแบบนี้ถือว่ายากหรือเปล่า

 สำหรับผม เรื่องสายตาไม่ค่อยยากเท่าไหร่ เพราะพอถ่ายทำ เลือดข้นคนจาง เราก็ได้เรียนรู้จากนักแสดงคนอื่นเยอะ การที่อารมณ์มันจะออกทางสายตาได้มันคือการที่ข้างในเรารู้สึกมากๆ แล้วเราแสดงออกผ่านทางสายตา

 แต่ว่าในส่วนร่างกาย เอาจริงๆ ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี ผมเป็นคนใช้ร่างกายไม่ได้ดีขนาดนั้นกับการแสดง ถามว่ามันมีปัญหาไหม ก็ไม่ แต่ว่ามันก็ดูแปลกๆ ในบางจังหวะ บางทีมันอาจจะดูธรรมชาติเกินไปจนเหมือนเราไม่ได้ควบคุมมัน มันไม่ใช่การขยับที่มีความหมาย

 ในฐานะของนักแสดงที่เล่นมาแล้วทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ และละคร วิธีการแสดงของสื่อสามประเภทนี้ต่างกันไหม

 ในความคิดผมนะ ถ้าเป็นภาพยนตร์เราจะแสดงผ่านทางสายตาเยอะกว่า ไม่ต้องเล่นเยอะ แค่เรารู้สึกก็พอแล้ว แต่ซีรีส์จะเป็นละครผสมกับหนัง จะมีความกลางๆ ไม่ได้โดดไปทางไหนมาก ส่วนถ้าเป็นละคร ผมว่ามันต้องใช้ร่างกายค่อนข้างเยอะ อารมณ์ค่อนข้างเยอะ เพื่อที่จะสะกดให้คนที่ดูทีวีไม่เปลี่ยนช่องไปไหน

 

 มันเหมือนที่เขาชอบพูดกันว่าเล่นใหญ่ไหม

 ไม่ใช่ครับ มันคือการบาลานซ์ ผมเพิ่งรู้เหมือนกันว่าการเล่นใหญ่ที่เขาพูดๆ กันมันคือการที่อารมณ์และความรู้สึกข้างในมันไม่เท่ากับสิ่งที่เราแสดงออกมา เหมือนรู้สึกนิดเดียวทำไมถึงเล่นโอเวอร์ขนาดนั้น สิ่งนี้ก็ได้เรียนรู้จากพี่เจี๊ยบว่าเราอย่าไปคิดว่าเราแสดงละครแล้วเราจะเล่นใหญ่​ โอเวอร์ เราแค่ทำอารมณ์ของเราให้มันมากจนคนดูรู้สึกได้ เดี๋ยวร่างกายของเรามันจะตามออกมาเอง แต่ในขณะนั้นเราก็ต้องมีสติควบคุมมันด้วย

 ตอนแรกที่รู้ว่าตัวเองจะต้องเล่นละคร คิดภาพไว้ยังไง

 พอเราได้ยินว่ามันเป็นละคร ด้วยความที่เราไม่ได้เข้าใจศาสตร์ละครขนาดนั้น สำหรับผมเองผมก็จะติดกับคำว่าเล่นโอเวอร์ เล่นใหญ่ จนเราได้มาลงมือทำและได้เรียนรู้จากพี่ๆ รุ่นใหญ่ ผมรู้สึกว่ามันก็เป็นการแสดงอีกศาสตร์หนึ่งที่น่าสนใจ และมีรายละเอียดที่บางคนอาจจะมองไม่เห็น

 พูดถึงเฉพาะในส่วนของ เลือดข้นคนจาง นะ เพราะผมก็เพิ่งเล่นเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ผมรู้สึกว่าละครมันต้องตรงไปตรงมา ไม่ว่าสถานการณ์หรือบทพูดของตัวละครในซีนนั้นๆ จะมีความซับซ้อนหรือว่าเล่นเกมมากขนาดไหน แต่สิ่งที่สื่อสารผ่านอารมณ์หรือดวงตาคือความตรงไปตรงมา ให้คนที่ดูทีวีดูแล้วเข้าใจว่า อ๋อ มึงคิดอย่างนี้อยู่ มันจะไม่คลุมเครือ มันเหมือนจะซับซ้อนแต่ไม่ได้ซับซ้อนเลย

 

 อย่างนี้ต้องปรับตัวให้เข้ากับความเป็นละครไหม

 เราไม่ได้โฟกัสกับเรื่องนั้น แค่โฟกัสกับคาแร็กเตอร์ที่พี่ย้งโยนมาว่าอยากให้พีทดูโตกว่าคาแร็กเตอร์อื่นๆ ที่ผมเคยได้รับ ช่วงที่ถ่ายทำเราก็จะมีการปรับ physical ของเรา ท่าเดิน ท่านั่งต้องดูเป็นผู้ดี หลังตรง เวลาพูดต้องชัดถ้อยชัดคำ พูดช้าๆ

 ต้องทำการบ้านก่อนไปแสดงหรือเปล่า

 เราจะอ่านบท เขียนอินเนอร์ของตัวละคร เขียนว่าซีนก่อนหน้านี้เป็นยังไง ซีนหลังจากนี้เป็นยังไง ตัวละครต้องการอะไรในซีนนี้ และทำสิ่งที่เรียกว่า inner monologue มันเหมือนกับระหว่างที่คุยกันอย่างนี้ ในหัวผมมันก็จะมีความคิดที่รันไปพร้อมกันด้วย สายตาของเรามันก็จะดูมีความคิดอะไรอยู่ ถ้าเราท่องบทอย่างเดียวแล้วไปแสดงเลยมันจะทำให้ตาเราดูว่าง เราก็เลยต้องเขียนอินเนอร์เป็นคำพูดออกมาว่าตอนที่พีทพูดไดอะล็อกนี้ ในหัวมันพูดว่าอะไร ต้องทำทุกซีน ทุกคำพูด ว่ามีความหมายอะไรแฝงหรือเปล่า หรือมีอะไรรันอยู่ในหัวหรือเปล่า

 

 

 จากเรื่อง เลือดข้นฯ เราเห็นหลายคนคอมเมนต์ว่าเจเจแสดงดีขึ้นมาก ไปเรียนการแสดงมาเพิ่มเหรอ

 ผมเรียนการแสดงของ 9 by 9 อยู่ช่วงหนึ่ง ก็น่าจะถือว่าเป็นการเรียนการแสดงมั้ง แต่ผมว่าสิ่งที่มันไดรฟ์ให้ผมตั้งใจมากๆ ก็คือการที่เราเห็น 9 by 9 อีก 8 คน และนักแสดงรุ่นใหญ่ที่เขามีไฟและตั้งใจกับโปรเจกต์นี้มากๆ มันเลยทำให้เกิดอารมณ์ยอมไม่ได้ ผมก็เลยใส่เต็ม

 ที่ผ่านมาผมไม่เคยเรียนแอ็กติ้งจริงจัง จะอาศัยการเวิร์กช็อปจากโปรเจกต์อย่างเดียวเลย รวมทั้งการออกกอง ประสบการณ์ และการเรียนรู้จากคนอื่น

 การดูหนังช่วยเรื่องการแสดงไหม

 ช่วยครับ บางทีเราอาจจะก๊อปการแสดงของคนนี้มา ใส่ตัวเราเข้าไป แล้วก็เกลี่ยให้มันออกมาเป็นตัวละครในแบบฉบับของเรา

 

 ทำยังไงให้เราไม่ก๊อปเขามาเป๊ะๆ เลย

 มันไม่มีทางที่จะเหมือนกันเป๊ะครับ ด้วยสถานการณ์หรือไดอะล็อกที่เกิดขึ้นในซีน และด้วยความที่มันมีตัวเราผสมอยู่ ผมว่ามันไม่ทางที่จะเหมือนร้อยเปอร์เซ็นต์ อาจจะมีกลิ่นๆ อยู่ แต่ไม่มีทางเป๊ะ

 ตัวละครพีทมีส่วนไหนคล้ายเจเจไหม

 เอาจริงๆ ผมใส่ความเป็นตัวเองลงไปในพีท 70-80 เปอร์เซ็นต์ เลยนะ ด้วยความที่พีทไม่ได้มีคาแร็กเตอร์อะไรที่โดดเด่นออกมา ผมเลยเครียดมากว่าจะเล่นเป็นพีทยังไงให้แตกต่างและน่าสนใจ จนผมได้ไปคุยกับพี่ต่อ พี่ต่อก็บอกว่าให้ใส่ความเป็นตัวเองเข้าไปสิ คือการที่เขาให้เรารับบทนี้มันแสดงว่าเขาเห็นอะไรบางอย่างในตัวเรา ที่ทำให้เราเล่นเป็นคาแร็กเตอร์นี้แล้วจะไม่มีใครเล่นเหมือนเรา มันคือการใส่ซิกเนเจอร์ความเป็นเรา ใส่ความคิดของเราลงไปบ้าง ทำให้มันแตกต่าง

 

 แล้วสิ่งที่พีทแตกต่างกับเจเจคืออะไร

 ความอยากเอาชนะมั้งครับ ตอนท้ายๆ ของเรื่องพีทจะมีความอยากเอาชนะอยู่ แต่มันจะไปไม่สุด

 ตัวจริงเจเจเป็นคนอยากเอาชนะไหม

 ผมไม่ได้อยากเอาชนะแต่ผมจะแพ้หรือจะด้อยกว่าไม่ได้(หัวเราะ) หมายถึงว่าเราไม่ได้อยากเอาชนะเขา แต่อย่างน้อยเราก็ต้องไม่ด้อยกว่าเขา

 

 เราเคยได้ยินนักแสดงบางคนบอกว่าเข้าบทแล้วออกไม่ได้ เจเจเคยเป็นหรือเปล่า

 ผมไม่ค่อยเป็นนะ แต่พอเราทำงาน ใช้อารมณ์มาทั้งวัน มันจะมีพลังงานที่ยังพุ่งอยู่ในตัว พอเรากลับไปถึงบ้านเราก็ต้องนั่งนิ่งๆ ให้ผ่อนคลาย

 แล้วถ้าไม่ผ่อนคลายจะเกิดอะไรขึ้น

 นอนไม่หลับครับ ช่วงถ่าย เลือดข้นฯ ก็เป็นนะครับ พอวันไหนที่เราแสดงแล้วใช้อารมณ์เยอะๆ ใช้พลังเยอะๆ มันจะมีความรู้สึกว่าร่างกายไม่ไหวแล้ว แต่นอนไม่หลับ

 มันเหมือนหยุดคิดไม่ได้ไหม

 มันเหมือนเราเหนื่อยแต่พลังงานมันยังปั่นอยู่ เหมือนเราหยุดวิ่งแล้วแต่ในหัวเรายังวิ่งอยู่ ไม่เชิงเป็นความคิดซะทีเดียว แต่เป็นเชิงมวลรวมทางร่างกาย เพราะพอเราแสดงอารมณ์ ไม่ว่าจะโกรธ​ เศร้า หรืออารมณ์อื่นๆ มันเกิดการปั่นอารมณ์ในหัวตัวเอง ทำให้บางทีเราจิตตกหรือเครียดหลังจากที่แสดงเสร็จ ผมรู้สึกว่าพอเป็นนักแสดง เราต้องเล่นกับอารมณ์ตัวเอง เลยทำให้บางทีมันเลยเถิดจนเราจัดการอารมณ์ตัวเองไม่ได้

 

 มันเหมือนเป็นสิ่งที่นักแสดงต้องแลกเนอะ

 ผมว่าต้องแลกครับ การเป็นนักแสดง กฎข้อแรกเลยคือต้องจัดการอารมณ์ให้ได้ ถ้าจัดการอารมณ์ตัวเองไม่ได้มันจะค่อยๆ กัดกินตัวเราไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายแล้วมันจะพังไปเลย

 คิดว่าถ้าเราจัดการไม่ได้ มันจะพาเราไปถึงจุดไหน

 (คิดนาน) สติไม่ดีมั้ง มันไม่เชิงบ้า แต่ก็อาจจะทำให้ภาวะการควบคุมสติของเราไม่เท่าเดิม ผมไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไรเหมือนกันแต่มันจะมีกำแพงของมันอยู่ คือถ้ามันเลยเถิดไปแล้วมันก็จะไปเลย

 อะไรคือสิ่งที่ทำให้เจเจยังเลือกเป็นนักแสดงต่อ

 ยังเด็กอยู่ครับ ถ้าแก่ไปก็ไม่ไหวเหมือนกัน แต่ก็ยังรับปากไม่ได้เพราะในอนาคต เราอาจจะเจอจุดที่เรารู้สึกสบายและดีลกับมันได้ แต่ตอนนี้เรารู้สึกว่าเรายังทำไม่ได้ ที่ยังทำอยู่มันเป็นเพราะเรายังเด็ก ยังมีแรงรับมือ

 

 เคยถามนักแสดงรุ่นใหญ่ๆ หรือเปล่าว่าเขามีภาวะแบบนี้กันไหม

 ผมไม่เคยถามแต่ว่าเราก็จะได้ยินจากพี่ๆ อย่างพี่เจี๊ยบ พี่แท่ง หรือพี่แหม่ม คัทลียา ว่าตอนที่เขาเล่นเรื่องนี้เขาก็มีอาการนอนไม่หลับหรืออารมณ์ติดไปที่บ้าน หรืออย่างพี่แท่งก็เคยเล่าให้ฟังว่าท้องผูก (หัวเราะ) เพราะบทมันเครียดมาก คือความเป็นนักแสดงมันซับซ้อนน่ะครับ

 แต่ในด้านดีๆ คนมักจะพูดว่าการแสดงทำให้ได้เรียนรู้มนุษย์ ที่ผ่านมา ตัวละครไหนที่ทำให้เจเจได้เรียนรู้มากที่สุด

 ไทเกอร์มั้งครับ ผมรู้สึกว่าไทเกอร์เป็นตัวละครที่มีความใกล้เคียงกับผม ด้วยวัยหรือด้วยสังคมรอบตัวของผมที่ใกล้เคียงกับไทเกอร์ มันสอนให้เวลาเราจะทำอะไร เราต้องคิดให้ดี เราไม่รู้หรอกว่าทุกก้าวที่เราเดินจะไปกระทบใครบ้าง เราก็ควรจะระวังให้มากที่สุด เพราะมันมีทั้งคนคอยเหยียบเรา มีคนที่คาดหวังกับเรา มีคนที่พร้อมจะทำตามเรา ผมรู้สึกว่าทุกก้าวของเรา เราต้องเดินให้ดีเพื่อตัวของเราเองและเพื่อตัวของคนอื่นที่เขาจับตาดูเราอยู่

 

 สุดท้ายแล้ว เป้าหมายในการเป็นนักแสดงของเจเจคืออะไร

 ผมอยากทำให้คนดูเซอร์ไพรส์ไปเรื่อยๆ กับบทบาทที่ได้รับ ความท้าทายของนักแสดงมันคือการเล่นบทที่คล้ายกันให้ไม่เหมือนกันและยังน่าสนใจอยู่ เราอาจจะคิดว่า โอ๊ย บทแบบนี้เหรอเจก็เคยเล่น แต่ผมว่าตัวละครแต่ละตัวแตกต่างกันและมีเสน่ห์เป็นของตัวเอง ทำยังไงให้คนดูชื่นชอบตัวละครนั้นๆ และสามารถลบภาพตัวละครเก่าที่เราเคยเล่นมาได้ ถึงจะเป็นเด็กรวยก็ไม่ติดภาพเจ้าชู้ ไม่ติดภาพไทเกอร์ นั่นคือความน่าสนใจและความน่าตื่นเต้นครับ

 

Tags:ภาพยนตร์ซีรี่ส์การแสดงละครทรงยศ สุขมากอนันต์เจเจ กฤษณภูมิ พิบูลสงครามนาดาว บางกอก
Share :
Author
น้ำปาย ไชยฤทธิ์
Photographer
-
วิญญาณ ตัวตนใหม่ และสิ่งที่อยากทิ้งไว้ก่อนตายของเฌอปรางและเจมส์ ธีรดนย์
Q and a dayวิญญาณ ตัวตนใหม่ และสิ่งที่อยากทิ้งไว้ก่อนตายของเฌอปรางและเจมส์ ธีรดนย์นักเขียน : น้ำปาย ไชยฤทธิ์
ย้ง ทรงยศ และวิธีคิด ‘เลือดข้น คนจาง’ ละครเข้มข้น ที่ความเป็นคนไม่จืดจาง
Culture & Entertainmentย้ง ทรงยศ และวิธีคิด ‘เลือดข้น คนจาง’ ละครเข้มข้น ที่ความเป็นคนไม่จืดจางนักเขียน : น้ำปาย ไชยฤทธิ์
“ฝันใหญ่ก็ไม่เห็นเป็นอะไร” ความฝันเรื่องฮอลลีวูดของ นนกุล-ชานน สันตินธรกุล ก่อนวัย 30
Culture & Entertainment“ฝันใหญ่ก็ไม่เห็นเป็นอะไร” ความฝันเรื่องฮอลลีวูดของ นนกุล-ชานน สันตินธรกุล ก่อนวัย 30นักเขียน : ภาณุพันธ์ วีรวภูษิต