Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
ทริปล่าแสงเหนือที่เมือง ‘อิลลูลิสแซต’ ประเทศกรีนแลนด์ ดินแดนไร้ซึ่งสีเขียว

ทริปล่าแสงเหนือที่เมือง ‘อิลลูลิสแซต’ ประเทศกรีนแลนด์ ดินแดนไร้ซึ่งสีเขียว

17/11/2019
Journey
AUTHOR: นิติรัฐ กีฬาแปง
SHARE:

 จะว่าไปนี่มันก็ครั้งที่สามแล้วที่ผมได้มาดูแสงเหนือสิ่งมหัศจรรย์ธรรมชาติที่ช่วงสิบปีให้หลังเป็นกระแสเป็น common dream destination ของคนยุคเรานักท่องเที่ยวต่างชวนกันไปมากขึ้นกว่าแต่ก่อนผมและเพื่อนอีกสามคนถกเถียงกันเรื่องสถานที่ซึ่งสุดท้ายเราเห็นตรงกันในเงื่อนไขความต้องการและข้อจำกัดของทุกคนว่าควรจะเป็นที่นี่แหละดินแดนที่ฟังจากชื่อน่าจะเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของโลกแต่เพราะครั้งหนึ่งมันถูกทำให้เข้าใจผิดว่าพื้นที่นี้เป็นสีเขียวแต่จริงๆ แล้วเป็นหิมะล้วนๆใช่ครับมันคือที่นี่ ‘กรีนแลนด์’ ดินแดนไร้ซึ่งสีเขียว

 นอกเหนือจากเครื่องบินแอร์บัส 330 ลำเดียวของ Air Greenland ที่เรียกว่าแทบจะผูกขาดเส้นทางจากยุโรปสู่ที่นี่พวกเรามาจากโคเปนเฮเกนเดนมาร์กเครื่องจึงพาเราแตะพื้นเมืองแคงเกอร์ลุสสวก (Kangerlussuaq) ก่อนแล้วจึงไปต่อกับเครื่อง Dash-8-200 เครื่องเล็กบรรจุผู้โดยสารได้แค่ 37 คนเท่านั้นและลูกเรือเพียงคนเดียวก็เพียงพอที่จะดูแลผู้โดยสารทั้งลำในกรณีเหตุฉุกเฉินพร้อมใบพัดใบใหญ่สองข้างของลำตัวเครื่องบินล้อเล็กๆ ใต้ห้องเครื่องคล่องแคล่วและไม่เทอะทะหักเลี้ยวได้ง่ายไม่เงอะงะพาเราไปต่อที่เมืองอิลลูลิสแซตเป้าหมายแรกของพวกเรา

 

 ความตกตะลึงไม่ลดน้อยลงไปเลยแม้เราจะมองแผ่นดินที่นี่จากบนเครื่องระหว่างที่อยู่บนเครื่องได้ตะลึงไปไม่น้อยแล้วช่วงลดระดับลงมายิ่งทึ่งพอถึงพื้นแล้วทึ่งมากขึ้นไปอีกทุกที่ที่พวกเราไปล้วนเป็นที่แปลกตาไปซะทุกจุดด้วยความที่ภูมิประเทศเป็นเกาะล้อมรอบด้วยทะเลที่มีภูเขาน้ำแข็งอยู่โดยรอบช่างต่างเหลือเกินกับที่นี่ประเทศไทยประเทศที่กรมอุตุฯ ระบุว่าได้เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว

 ช่วงที่เราเดินทางเป็นเดือนตุลาคมให้เวลาทริปนี้ทั้งหมด 8 วันซึ่งเราตั้งใจว่าจะใช้เวลาที่เมืองนี้ 4 วันด้วยความตื่นเต้นกับสิ่งแวดล้อมจึงรีบโยนกระเป๋าที่ห้องพักแล้วออกไปเดินเล่นรอบเมืองกันทันทีเมืองนี้เป็นเมืองที่เล็กมากประชากรประมาณ 4,500 คนซึ่งชนชาติที่อาศัยมากเป็นอันดับหนึ่งบนประเทศคือชาวอินูอิต (ชาวพื้นเมือง) ชาวยุโรปโดยเฉพาะชาวเดนมาร์กและอันดับสาม (ที่ไกด์เราบอกมา) คือคนไทย! ซึ่งถูกเพิ่มเข้ามาในนี้ในฐานะนักท่องเที่ยว 4 คน

 

 เหลือเวลาไม่มากก่อนตะวันจะตกดินเรารีบออกไปเดินเล่นรอบเมืองภูมิประเทศเป็นเกาะที่มีเนินสูงบ้างต่ำบ้างพวกเราเดินตามทางที่เป็นถนนไปทางทิศตะวันตกของเกาะแวดล้อมไปด้วยทุ่งหญ้าสีทองสะท้อนแดดยามเย็นแทรกแซมกับโขดหินตะปุ่มตะป่ำใหญ่บ้างเล็กบ้างกระโดดเหยียบได้บ้างข้อเท้าพลิกได้บ้างปรากฏบ้านเรือนหลากสีที่ลักษณะไม่ต่างกันมากแต่ที่น่าสนใจคือสีสันแต่ละโซนจะทาสีให้คล้ายๆ กันหรือจับคู่สีให้แมตช์หรือคอนทราสต์กันไปเลยใครหลงใหลการถ่ายรูปเน้นสีสันจะต้องรักที่นี่มากแน่นอน

 หลายบ้านมีบ้านเล็กๆ อยู่ในนั้นอีกที สูงประมาณเอวตีไม้เป็นคอกบ้างเป็นกล่องบ้างทำเป็นที่อยู่อาศัยของน้องหมาหลายตัวที่ออกมาต้อนรับพวกเราส่ายห่างยิ้มและกระโดดเล่นด้วยความดีใจใช่พวกเราดูออกตามคำบอกเล่า ชาวบ้านมักเลี้ยงหมาเหล่านี้ไว้นอกบ้านไม่พาไปเดินเล่นหรือมีปฏิสัมพันธ์เท่าไหร่นักจะเจอกันแค่เพียงช่วงเวลาให้อาหารเท่านั้นที่เหลือคือปล่อยตามยถากรรม ไม่ว่าวันนั้นจะแดดออกฝนตกหรือกระทั่งหิมะตก

 และสังเกตได้ว่า พวกเราเล่นและทักทายได้แค่เจ้าตัวเล็กๆ ที่อายุไม่น่าเกิน 6 เดือนเท่านั้นส่วนที่อายุเกิน 1 ปีจะถูกล่ามโซ่ไว้อย่างแน่นหนาเพื่อเตรียมไว้ใช้งานลากเลื่อนหิมะในช่วงเทศกาลโดยก่อนหน้านี้จะไม่มีการล่ามโซ่ไว้ใดๆจนเมื่อเกิดเหตุสุนัขไปทำร้ายและกินคนขึ้นมาเนื่องจากเจ้าของบ้านไม่ดูแลกฎหมายนี้จึงถูกบังคับนับแต่นั้นเป็นต้นมา

 

 เมื่อถึงเวลากลางคืน สิ่งที่เป็นกิจกรรมหลักของพวกเราก็คือการล่า ‘แสงเหนือ’ ก่อนหน้านี้เราเคยไปดูมาที่ไอซ์แลนด์และอลาสก้ามีแสงเหนือให้เห็นบ้างตามปกติซึ่งก็ตื่นเต้นไม่น้อยแต่ครั้งนี้แสงเหนือแห่งอิลลูลิสแซตนั้นออกมาต้อนรับพวกเราอย่างเต็มที่แรงกว่าทุกครั้งที่เคยเห็นมาหากใครเคยดูหนัง แฮร์รี่ พอตเตอร์ให้นึกถึงตอนที่เหล่าผู้เสพความตายเสกตรามารขึ้นไปบนท้องฟ้า

 

 การเคลื่อนที่ของแสงเหนือในคืนนั้นโดดเด่นวูบไหวสาดส่ายรุนแรงไปทั่วท้องฟ้าร่างกายของผมสั่นไปด้วยความเหน็บหนาวจากลมทะเลณจุดที่เรายืนดูอยู่หัวใจก็สั่นกับปรากฏการณ์ครั้งนี้ไม่แพ้กัน

 

 นอกจากกิจกรรมดูแสงเหนือทุกคืนที่เราสามารถใช้เวลากับมันได้ตอนกลางวันนั้นมีกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวชอบทำคือการเดินเทรกกิ้ง ที่เส้นทางเดินเท้านั้นเป็นมรดกโลกด้วยนักท่องเที่ยวสามารถเลือกเดินหลายเส้นทางทั้งระยะสั้น 1 กิโลเมตร ไปจนถึง 7 กิโลเมตรแบ่งเป็นสีระบุระยะเวลาในการเดินและความยาก-ง่ายของแต่ละเส้นทางแน่นอนว่านักท่องเที่ยวที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลอย่างพวกเราเลือกอันง่ายที่สุด

 แต่ในความง่ายที่พวกเราเลือกนั้นได้เจอกับภูมิประเทศที่น่าสนใจหลากหลายเป็นเนินสลับทางลาดที่ปูเป็นระแนงไม้เพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินไปตามจุดซึ่งส่วนที่เป็นไม้ระแนงนั้นเป็นจุดชมวิวที่สวยงามอันเป็นจุดขายมองออกไปจะเห็นเป็นเวิ้งทะเลที่มีภูเขาน้ำแข็งก้อนใหญ่ลอยอยู่ไม่ไกลมากนักใกล้เข้ามาเป็นเศษน้ำแข็งที่แตกออกมาจากภูเขาซึ่งไหลและถูกพัดไปตามกระแสลมทะเลตามช่วงเวลาของวันหากเป็นช่วงเช้าเศษก้อนน้ำแข็งจะลอยห่างจากฝั่งพอถึงกลางวันและตอนเย็นจะมีให้เห็นริมฝั่งทางเดิน

 

 สิ่งหนึ่งที่ผมชอบระหว่างทางเดินคือแอ่งน้ำเล็กๆบริเวณเนินระหว่างที่เราเดินไปตามเส้นทางโดยปกติจะเป็นแอ่งน้ำลึกประมาณครึ่งแข้งหรือท่วมข้อเท้าแต่จะมีบางแอ่งที่กลายเป็นน้ำแข็งไปแล้วซึ่งส่วนตัวผมชอบไปยืนเล่นและถ่ายรูปเอาไว้หลายอันยืนได้สบายแต่แน่นอนว่ามีบางอันเหยียบแล้วแตกขาจมลงไปรองเท้าเปียกเรียกเสียงหัวเราะในหมู่เพื่อนกันไป

 

 พวกเราถือโอกาสเข้าไปใกล้กับเหล่าเศษก้อนน้ำแข็งที่ลอยมาอยู่ใกล้ๆ โขดหินที่พอจะยืนอยู่ได้หยิบขึ้นมาถ่ายภาพในมือบ้างให้เพื่อนถ่ายมาจากอีกโขดหินห่างออกไปบ้างภาพที่ได้ออกมาสวยและแปลกตาใช้เวลาอยู่ที่นั่นสักพักมีคนท้องถิ่นตะโกนมาบอกพวกเราว่าให้ออกไปจากตรงนั้นให้ระวังตอนนั้นเราไม่เข้าใจว่าทำไมต้องตะโกนด้วยท่าทางที่ตกใจขนาดนั้นเมื่อถ่ายรูปได้หนำใจแล้ว พอเราออกมา คนที่เตือนก็อธิบายว่าตรงจุดนั้นไม่ควรมีใครอยู่เพราะเวลาภูเขาน้ำแข็งที่แตกจากภูเขาก้อนใหญ่หล่นลงทะเลริมขอบที่พวกเรายืนอยู่นั้นอาจโดนคลื่นที่คล้ายสึนามิพัดเข้าก็เป็นไปได้

 

 ก่อนเขาจะเดินจากไปพวกเรากล่าวขอโทษที่ไม่รู้ และขอบคุณที่เขาเตือนพวกเราและสำนึกว่าโชคดีนะที่ไม่ได้เจอแบบนั้น

 

 อีกไฮไลต์หนึ่งที่หากใครมาที่นี่แล้วจะพลาดไม่ได้คือการล่องเรือไปดูภูเขาน้ำแข็งบริเวณนี้ถูกเรียกว่าเป็นIcefiord พวกเราเดินไปขึ้นเรือกันที่ท่าเรือประมงของเมืองนักท่องเที่ยวทุกคนต่างแต่งชุดกันหนาวมากกว่าทุกวันอย่างเห็นได้ชัดผ้าพันคอแบบหนาที่ปิดหูถุงมือหมวกกันหนาวที่บางคนคลุมเกือบทั้งหน้าเมื่อพร้อมแล้วก็ออกเรือไปตรงจุดหมายบริเวณที่มีดงแห่งภูเขาน้ำแข็ง

 

 

 สองข้างทางไกลๆเรามองเห็นภูเขาน้ำแข็งก้อนใหญ่ตกตะลึงกับความใหญ่และสวยงามของมันที่ก่อนหน้านี้อาจจะเคยเห็นในสารคดีโลกร้อนที่ภูเขากำลังถล่มและหมีขั้วโลกออกท่าทางอิดโรยหาที่เกาะเพื่อรอดชีวิตณบางจุดมองไปข้างหน้าเป็นแผ่นน้ำแข็งที่หากมองผิวเผินไม่น่าจะล่องเรือต่อไปได้แต่ผู้นำเที่ยวของเรือประกาศว่าไม่ต้องกังวลเราจะไปทางนั้นกันเราต่างสงสัยทำหน้าเลิ่กลักแล้วหันมาเมาท์กันมองหาจุดที่เก็บเสื้อชูชีพและภาวนากันเบาๆ ว่าอย่าให้เจอเหตุการณ์เหมือนไททานิก

 ไม่แน่ใจว่าหัวเรือมีอุปกรณ์พิเศษที่สามารถเจาะแผ่นน้ำแข็งได้หรือเป็นปกติของเรือประเภทนี้เรือแล่นไปอย่างมั่นใจไม่ออกอาการถึงความหนักหน่วงของแผ่นน้ำแข็งพวกเราทึ่งกับภาพที่สวยงามนึกถึงว่าเราอยู่ในเครื่องทำน้ำปั่นสเลอปี้ที่บดน้ำแข็งให้แตกและแยกออกจากกันเบียดเศษน้ำแข็งหมุนวนเป็นคลื่นอยู่ข้างๆ เรือผมตื่นเต้นกับภาพนี้มากและถ่ายคลิปไว้ว่าครั้งนี้ดวงตาได้เคยเห็นภาพนี้จริงๆ

 

 ถึงแม้วันนั้นพวกเราจะแต่งตัวกันพร้อมและหนาเป็นพิเศษแต่เมื่อสิ่งแวดล้อมทุกอย่างรอบตัวปรากฏให้เห็นกับตาขนาดนี้ผมกลับมีอาการขนลุกไปทั้งตัวไม่แน่ใจว่าเพราะอากาศที่เย็นและลมหนาวที่ปะทะเข้ากับเรือตลอดบ่ายวันนี้หรือว่าขนลุกจากความสวยงามของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่วิ่งเข้ามากระทบม่านตาและถูกบันทึกอย่างอัตโนมัติไว้ในความทรงจำของผมไปอีกนาน

 

 แต่วันนี้ผมมั่นใจแล้วเพราะรีโมตเครื่องปรับอากาศที่วางอยู่ข้างๆมันบอกว่าตอนนี้ 18 องศา!

Tags:journeyแสงเหนือGreenlandillulisatกรีนแลนด์อิลลูลิสแซต
Share :
Author
นิติรัฐ กีฬาแปง
Photographer
-
วักกาไน : เหนือสุดแดนอาทิตย์อุทัย เมืองแห่งสายลม ชมวิวได้ถึงรัสเซีย
Journeyวักกาไน : เหนือสุดแดนอาทิตย์อุทัย เมืองแห่งสายลม ชมวิวได้ถึงรัสเซียนักเขียน : สุรศักดิ์ สุขใส
ลองแกล้งๆ เป็นคนชนบทอังกฤษไปสูดกลิ่นทะเลแบบไม่เหนอะที่อุทยาน Seven Sisters Cliffs
Journeyลองแกล้งๆ เป็นคนชนบทอังกฤษไปสูดกลิ่นทะเลแบบไม่เหนอะที่อุทยาน Seven Sisters Cliffsนักเขียน : มัฆวรรณ สนิทชน
ตามไปเก็บภาพความทรงจำสุดท้ายของธารน้ำแข็ง Grinnell Glacier ก่อนจะหายไปในปี 2030
Journeyตามไปเก็บภาพความทรงจำสุดท้ายของธารน้ำแข็ง Grinnell Glacier ก่อนจะหายไปในปี 2030นักเขียน : พระจันทร์ เอี่ยมชื่น