เก็บตกทริปไต้หวันด้วยการพาไปเที่ยว Huang Huang ร้านหนังสืออิสระในเมืองไถตง ความเดิมตอนที่แล้ว เราแชร์ประสบการณ์ท่องเที่ยวในเมืองเกาสง อ่านได้ที่นี่ https://adaymagazine.com/48-hours-in-kaohsiung
ไถตงเป็นเมืองชายทะเลเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของไต้หวัน มีประชากรราว 200,000 คน ของขึ้นชื่อที่สุดคือ ธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ อากาศดี หากบรรยากาศโดยรวมก็ยังแตกต่างจากเมืองใหญ่อย่างเทไปลิบลับ ไถตงไม่มีรถไฟฟ้า ตึกสูงอย่างมากก็ 3 ชั้น เวลาไปไหนมาไหนผู้คนยังใช้มอเตอร์ไซค์เป็นหลัก หรูขึ้นมาหน่อยก็คือแท็กซี่ และอูเบอร์
ด้วยความที่เรามีเวลาอยู่ที่ไถตงแค่ 2 วัน และมีเวลาว่างแค่หลังสี่โมงเย็นเป็นต้นไป แล้วจะไปเที่ยวที่ไหนดี
เราหาที่เที่ยวน่าไปมาตั้งแต่ตอนอยู่ไทย สุดท้ายก็มาลงเอยที่ร้านหนังสือ เราเซิร์ชไปเจอร้านหนังสือแห่งหนึ่งชื่อ Huang Huang เว็บไซต์ฝรั่งเขียนไว้ว่าเป็นร้านหนังสือใจกลางชุมชน บรรยากาศอบอุ่น มีหนังสือให้เลือกมากมาย แถมรอยยิ้มของผู้หญิงในภาพก็ดูเป็นมิตร เราจึงตั้งใจมาจากเมืองไทยว่าจะไปร้านนี้ให้ได้
ความที่ร้านอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม เวลาผ่านไปไม่นานพี่อูเบอร์ก็พาเรามาถึงจุดหมาย ร้านหนังสือแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ในบ้าน 2 ชั้น ตั้งอยู่ตรงปากซอย สีสันภายนอกออกไปทางดิบ เป็นโทนเดียวกับบ้านหลังอื่นๆ ในละแวกนี้ มีแสงอบอุ่นเรื่อเรืองมาจากข้างใน และมีแมวหน้าร้านหนึ่งตัวคอยนั่งเป็นยาม
เราอยู่ที่นั่นตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึง 3 ทุ่ม เดินดูหนังสือบ้าง คุยกับเจ้าของร้านบ้าง เล่นกับแมวบ้าง
ไม่ต้องเสียเวลาเกริ่นกันให้ยืดยาว ดับความวุ่นวายในใจแล้วเข้าไปสู่อีกโลกกันดีกว่า ก่อนเปิดประตูเข้าไปในร้าน ขอเตือนไว้นิดเดียว ถ้าคุณเป็นคนโสดต้องตั้งสติดีๆ เพราะร้านหนังสือแห่งนี้โรแมนติกมาก

17.30 น.
กริ๊ง…
ทันทีที่ผลักประตูไม้แล้วก้าวเข้ามาในร้านก็มีเสียงกระดิ่งดังขึ้นเบาๆ คล้ายทักทาย เมื่อกวาดสายตาไปเราพบกับหนังสือนับพันเล่มที่วางอยู่บนชั้นไม้สูงชิดเพดาน ทอดยาวลึกไปจนถึงหลังร้าน บนผนังปูนเปลือยมีโปสเตอร์ในภาษาที่ไม่คุ้นติดไว้มากมาย บรรยากาศช่างอบอุ่นแตกต่างจากข้างนอกลิบลับ
ติดกับประตูทางเข้ามีมุมคาเฟ่เล็กๆ มีพนักงานสองคนซึ่งต้องทำทั้งเครื่องดื่ม-ขนมหวาน และดูแลร้านหนังสือไปพร้อมๆ กัน เราแวะสั่งโกโก้มาดับกระหาย ระหว่างนั้นจึงถือโอกาสแนะนำตัวว่า เป็นสื่อมาจากเมืองไทย ดูเหมือนเธอจะรู้อยู่แล้วว่าเรามาเพื่อสัมภาษณ์ ซูผิง โล่ เมื่อรับออเดอร์เสร็จ เธอก็พาเดินดูร้านด้วยตัวเอง


แม้ภาษาอังกฤษจะเป็นอุปสรรคขวางกั้นคนไทยและไต้หวันไปสักหน่อย แต่คุยๆ ไปก็ได้รู้ว่า เธอชื่อ ยู ชาน เธอทำงานที่นี่มาได้ 2 ปีกว่า แล้วเราก็เปิด Instagram ให้ดูว่านี่คือสื่อออนไลน์ของเรา ชื่อว่า a day เธอมองแล้วก็พูดภาษาที่เราไม่รู้ความหมายออกมา แม้จะไม่มั่นใจในคำพูด แต่พอเห็นเธอส่ายหัวเบาๆ ก็เดาได้เลยว่า เธอไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
อย่างน้อยวันนี้เราก็ได้รู้จักกันแล้ว
คุยกันพอหอมปากหอมคอ เราก็ขอตัวเดินไปดูมุมอื่นๆ ของร้าน ที่นี่แบ่งได้เป็น 3 ห้อง ห้องแรกคือโซนคาเฟ่และหนังสือออกใหม่หลากหลายหมวด ห้องถัดไปเป็นโซนหนังสือมือสอง และนิตยสาร ห้องสุดท้ายเป็นห้องวินเทจ คือจะวางขายหนังสือเก่า ซีดี ดีวีดี และมีบันไดขึ้นชั้น 2 ของร้าน

ที่นี่ไม่ขายเฉพาะหนังสือ หากแต่มีสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ ขายด้วย ไม่ว่าจะเป็นนิตยสาร ซีน สมุดบันทึก โปสต์การ์ด แผ่นพับนำเที่ยวเมืองไถตง โบรชัวร์ประเด็นทางสังคม (แจกฟรี) และยังมีสินค้าให้เลือกซื้อตระการตาไปหมด เราเหลือบไปเห็นที่คั่นหนังสือดิไซน์น่าใช้ ราคาน่ารัก จึงซื้อติดไม้ติดมือกลับมาด้วย

ระหว่างกำลังเดินดูหนังสืออย่างเพลิดเพลินก็มีหญิงคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาทักทาย เธอนั่นเอง ซูผิง โล่ ผู้เป็นเจ้าของร้านหนังสือบรรยากาศอบอุ่นแห่งนี้
ระหว่างที่กำลังทักทายกัน เจ้าแมวสีเทาก็เดินเข้ามานอนใต้โต๊ะ ซูผิงผายมือแนะนำว่า เจ้าตัวนี้ชื่อว่า Autobike ส่วนแมวสีเทาที่นอนรับแขกอยู่หน้าร้านนั่นชื่อ Fuji
ถ้าคิดซะว่าเป็นพนักงานคนหนึ่ง Autobike ก็จัดว่าเป็นพวกประจบประแจงใช้ได้ เดินมาให้เจ้านายลูบหัว คลอเคลียเสร็จแล้วก็เดินสะบัดก้นไปนอนในลังของตัวเอง
ว่าแล้วเรากับซูผิงก็เดินสะบัดก้นไปนั่งคุยกันที่โต๊ะในห้องที่สาม ด้วยไม่อยากรบกวนลูกค้าคนอื่นๆ ที่กำลังเลือกหนังสือ
ซูผิงบอกว่า เธอตั้งชื่อร้านหนังสือว่า Huang Huang (晃晃) ตามชื่อแมวตัวหนึ่ง
“ตอนทำร้านหนังสือใหม่ๆ ฉันยังคิดไม่ตกสักทีว่าจะตั้งชื่อว่าอะไร กระทั่งได้เจอกับแมวตัวหนึ่ง มันป่วยเป็นไข้หวัดรุนแรงจนหูหนวก มันชอบเดินโยกไปโยกมา อยู่กับฉันได้ 8 เดือนแล้วก็ถูกรถชนตาย เพราะมันไม่ได้ยินเสียงรถ เพื่อรำลึกถึงฮวง ฉันก็เลยตั้งชื่อร้านว่า ฮวงฮวง”
ฮวง ในภาษาจีนกลางแปลว่า โยกเยก ซึ่งคำว่า ฮวง ไปพ้องกับคำว่า พักผ่อนหย่อนใจ หรือคำว่า Hang out นั่นเอง
ต่อให้ไม่รู้ภาษาจีนกลางก็พอจะเดาได้ว่า เจ้าของร้านคงเป็นทาสแมวแน่นอน เพราะนอกจากเลี้ยงดูปูเสื่อแมวสองตัวให้เป็นเพื่อนกับนักอ่านแล้ว สารพัดของตกแต่งในร้านหนังสือก็วนเวียนอยู่กับแมว ทั้งโปสเตอร์ รูปถ่าย รูปเพนต์ติง และยังมีโมเดลจิ๋ววางหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ท่ามกลางหนังสือนับพันเล่ม


เห็นอย่างนั้นแล้วก็คิดเล่นๆ ว่า ของชิ้นไหนหมายถึง Autobike หรือรูปไหนฟ้องว่าเป็น Fuji เราดูอยู่นานสองนานก็จนปัญญา เพราะสีแทบไม่ซ้ำกันเลย น่าจะเป็นแมวอะไรก็ได้มากกว่า เจ้าของร้านคงไม่ได้เจาะจงไปที่แมวตัวไหนเป็นพิเศษ หากเมื่อได้นั่งคุยกับซูผิง เราถึงรู้ว่ามีของอยู่ชิ้นหนึ่งที่เจาะจงเลยว่าหมายถึงแมวตัวไหน
“ตอนฮวงเสีย ฉันถอดกระดิ่งจากปลอกคอไปแขวนตรงประตูทางเข้า ถึงตอนนี้ก็น่าจะ 14 ปีมาแล้ว”
กริ๊ง…
19.00 น.
ซูผิงบอกว่า เมื่อ 22 ปีที่แล้ว ตามประสาหนุ่มสาวที่หัวใจกำลังพองโต เธอกับแฟนหนุ่มคุยกันถึงเรื่องแต่งงาน ด้วยอยากเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่และสร้างครอบครัวด้วยกัน ทั้งคู่จึงจับมือกันเข้าสู่ประตูวิวาห์กันที่มหานครไทเป แต่แล้วก็มีเหตุให้คู่รักข้าวใหม่ปลามันต้องย้ายมาอยู่ที่ไถตง เมืองชายทะเลที่ซ่อนตัวอยู่ทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของไต้หวัน
“สามีฉันต้องไปเกณฑ์ทหารที่ไถตง เราก็เลยคุยกันว่า งั้นลองเช่าบ้านฮันนีมูนอยู่ที่ไถตงสัก 1 ปี แต่ก็อยู่ยาวมาจนถึงวันนี้” เธอพูดกับมือถือ แล้วก็ยื่นมาให้เราฟังคำตอบเป็นภาษาไทย
จะว่าไป ไต้หวันไม่ต่างอะไรจากไทย ตำแหน่งงานและความเจริญยังกระจุกอยู่ที่เมืองใหญ่มากกว่า คนไต้หวันก็จะปักหลักอยู่ที่ไทเปเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ความโชคดีของซูผิงและสามีก็คือ งานของทั้งคู่สามารถทำที่ไหนก็ได้ พวกเขาจึงทำงานอยู่ที่ไถตงได้โดยไม่มีปัญหา
สามีทำกราฟิก ซูผิงทำเว็บดิไซน์


ซูผิงว่า สมัยก่อน ร้านหนังสือในไถตงหายากมาก จะหาแหล่งซื้อหนังสือดีๆ มาอ่านนี่ไม่ง่าย เธอจึงเปิดของตัวเองเสียเลย
“ฉันซึมซับนิสัยรักการอ่านมาตั้งแต่ตอนใช้ชีวิตอยู่ไทเป พอมาอยู่ไถตง ฉันก็จะออกตามหาเสมอว่าตรงไหนมีร้านหนังสือบ้าง แต่สมัยนั้น ร้านหนังสือในไถตงส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายร้านขายเครื่องเขียน ไม่เหมือนร้านหนังสือในไทเปที่ฉันคุ้นเคย พอถึงปี 2010 ฉันจึงเปิดร้านหนังสือมือสองเล็กๆ ขึ้นมาค่ะ”
ร้านหนังสือมือสองเล็กๆ ของเธอเปิดอยู่ 6 ปี ก่อนจะย้ายมาปักหลังอยู่ที่นี่ ซึ่งเปิดต่อเนื่องมาครบ 10 ปีพอดี สรุปก็คือร้านหนังสือ Huang Huang เปิดมาแล้ว 16 ปี หากถ้านับจากวันแรกที่ย้ายมาไถตง จนมีร้านหนังสือร้านแรก ร้านที่สอง คำนวณแล้วก็เป็นเวลา 22 ปีพอดี

เราอดคิดไม่ได้ว่า อยู่มานานขนาดนี้จะเบื่อบ้างหรือเปล่า เพราะไถตงไม่เหมือนไทเป ไถตงเป็นเมืองเล็กๆ มีประชากรแค่ 200,000 คน ไม่มีตึกสูงเรียงกันเป็นตับ ไม่มีรถไฟฟ้า ไม่ได้เป็นแลนด์มาร์กที่นักท่องเที่ยวนึกถึง บรรยากาศก็ค่อนไปทางสงบ ซึ่งข้อหลัง เดี๋ยวบางคนก็มองว่าเป็นความหรูหรา
“คือที่นี่มีอากาศบริสุทธิ์ ห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติ ซึ่งเหมาะกับฉันมาก เพราะฉันมีโรคประจำตัวเป็นภูมิแพ้ คือไทเปอากาศชื้นน่ะค่ะ ฝนตก แล้วก็มลพิษเยอะ ฉันและสามีก็เลยยังไม่มีความคิดจะย้ายไปไหน น่าจะปักหลังอยู่ที่ไถตงไปยาวๆ”
ไถตงน่าจะเป็นบ้านของเธอแล้ว และถ้าเข้าใจไม่ผิด นอกจากมีไว้สำหรับซุกหัวหลับนอน บ้านเป็นสถานที่ที่เราได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนรัก ในกรณีของซูผิง ต้องเพิ่มมาอีกนิดนึงว่า และได้ทำสิ่งที่รักไปพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งก็คือการเปิดร้านหนังสือ
แล้วไถตง-เมืองที่มีทั้งคนรักและสิ่งที่รักให้ทำ จะน่าเบื่อไปได้อย่างไร
20.00 น.
ซูผิงพูดภาษาของเธอใส่มือถืออย่างตั้งใจ ส่วนเราก็รอฟังคำแปลอย่างใส่ใจ จนได้ความว่า
ร้านหนังสือ Huang Huang ขายหนังสือแค่ 2 ภาษา คือภาษาจีนและภาษาอังกฤษ
หนังสือภาษาอังกฤษมีเพียง 1% อีก 99% เป็นหนังสือภาษาจีน แทบไม่ต้องเดาเลยว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นใคร ถึงอย่างนั้น หนังสือภาษาจีนที่ซูผิงคัดเข้าร้านก็มีหลากหลายประเภท ตั้งแต่มังงะ วรรณกรรมแปล นิยาย นักเขียนไต้หวัน หนังสือเด็ก หนังสือภาพ หนังสือประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ อาหาร ดิไซน์ ดนตรี และยังมีหนังสือลดราคาเทขายแบบถูกๆ อีกเพียบ


ที่มีเสน่ห์อย่างแรงก็คือ ที่นี่มีสิ่งพิมพ์ชนิดอื่นๆ วางขายอยู่เยอะมาก ตั้งแต่นิตยสาร หนังสือทำมือ แผ่นพับนำเที่ยว แผ่นพับสูตรอาหารท้องถิ่นในไต้หวัน หรือกระทั่งโบรชัวร์ที่ย่อยประเด็นทางสังคมมาให้อ่านง่ายๆ เห็นแบบนี้แล้วก็ดีใจแทนคนไต้หวันที่ยังมีสิ่งพิมพ์ดีๆ ราคาน่ารักไว้ถือไปอ่าน และคนทำสิ่งพิมพ์ที่ยังมีพื้นที่สื่อสารเรื่องราวดีๆ แม้ใครต่อใครจะพูดกันว่า สิ่งพิมพ์ตายไปนานแล้วก็ตาม


ทุกวันนี้ ร้านหนังสือฮวงฮวงมีหนังสือใหม่ประมาณ 5,000 เล่ม และมีหนังสือมือสองราว 900 เล่ม
อย่างที่บอกไปว่า ที่นี่มีหนังสือดีๆ ครบทุกหมวด อะไรฮิตติดตลาดชาวไถตงก็สามารถเดินเข้ามาหาซื้อไปอ่านได้ หากแต่หนังสือที่จำเพาะเจาะจงในประเด็นทางสังคม ร้านของซูผิงก็มีเช่นกัน แต่ไม่ใช่มีเพราะมีนักอ่านอยากอ่าน หนังสือบางหมวดเธอก็คัดเลือกมาวางในร้าน เพราะอยากให้คนได้อ่าน
อ่านเพื่อทำความเข้าใจ เพื่อเปิดรับมุมมองใหม่ๆ เพื่อล้างอคติ
“หลังอยู่ไถตงมาเป็นสิบปี ฉันมีเพื่อนชาวพื้นเมืองที่เป็น LGBTQIA+ เยอะมาก เพื่อนๆ เหล่านี้ทำให้ฉันได้เรียนรู้และเข้าใจชุมชนเควียร์มากขึ้นกว่าเดิม แล้วฉันกล้าพูดเลยว่าที่นี่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากกว่าไทเป วัฒนธรรมก็ซับซ้อนกว่า ฉันก็เลยอยากให้ร้านหนังสือเป็นพื้นที่ตรงกลางให้คนทั่วไปได้เข้าถึง และเข้าใจเรื่องราวของพวกเขามากขึ้น”
“ในไต้หวันมีสำนักพิมพ์และนักเขียนที่ทำงานเกี่ยวกับประเด็น LGBTQIA+ อยู่ไม่น้อย ฉันจะคอยดูอยู่เสมอว่า หนังสือจากสำนักพิมพ์ไหนคนสนใจ นักเขียนคนไหนกำลังมาแรง หรือแม้แต่ประเด็นไหนที่คนในไถตงสนใจและอยากอ่าน ฉันก็จะคัดหนังสือเหล่านั้นมาจัดวางในร้าน”
ความตั้งใจของซูผิงไม่ใช่แค่เปิดพื้นที่สำหรับเข้าถึงประเด็นทางสังคมเท่านั้น หากยังสร้างสภาพแวดล้อมการอ่านให้กับคนในชุมชน เราไม่ได้หมายถึงการออกแบบร้านให้อบอุ่น หรือสวยงามเหมาะแก่การถ่ายรูป แต่ลองนึกภาพแบบนี้


ร้าน Huang Huang เป็นร้านหนังสือที่ผุดขึ้นอยู่ใจกลางชุมชนเล็กๆ ในเมืองไถตง คนแถวนั้นเดินจากบ้านไปไม่กี่นาทีก็ถึง จะเข้ามาหาหนังสือสักเล่ม แวะอ่านอะไรระหว่างวัน หรือมาร่วมกิจกรรมกับคนอื่นๆ ก็ได้ ซูผิงบอกว่าเธอจัดกิจกรรมที่ร้านเป็นประจำ ตั้งแต่วงอ่านหนังสือ เวิร์กช็อป หรือแม้แต่บุ๊กทอล์กเองก็ตาม พูดง่ายๆ คือทำทุกอย่างเพื่อให้คนในชุมชนใกล้ชิดกับการอ่านมากที่สุด
ซูผิงบอกกับเราว่า ปัจจุบันคนไต้หวันอ่านหนังสือน้อยลงมาก โดยเฉพาะเด็ก เธอบอกว่า ร้านหนังสือในชุมชนช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการอ่านให้ได้ก็จริง แต่ของแบบนี้มันต้องอาศัยการใส่ใจจากครอบครัวด้วย

“ฉันคิดว่า ถ้าพ่อแม่ไม่มีนิสัยรักการอ่าน ลูกก็ยากที่จะนั่งลงอ่านหนังสือได้ อีกส่วนหนึ่ง เด็กอาจจะรู้สึกว่าการอ่านเป็นเรื่องยาก วิธีแก้คือ อย่าบังคับและอย่าสั่งให้เขียนรายงานสรุปการอ่าน ให้เขาเริ่มสร้างความสนใจแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรีบร้อน เริ่มอ่านจาก 1 นาที 3 นาที ไปจนถึง 10 นาทีก็ได้ ตัวฉันเองมักวางหนังสือไว้บนโต๊ะ 5 – 10 เล่ม แล้วสลับอ่านตามความสนใจ”
ได้ยินแบบนั้นแล้วก็นึกถึงคำนำจากหนังสือเล่มหนึ่ง ใจความประมาณว่า
ไม่มีเวลาใส่ใจ ยังไม่ใจร้ายเท่ากับไม่มีใจจะใส่ เพราะถ้ามีใจ เรื่องอะไรก็น่าสนใจทั้งนั้น ที่สำคัญ…ถ้าเราใส่ใจมากพอ จะรู้ว่ามีอะไรมากพอให้ใส่ใจเสมอ
20.30 น.
ซูผิงบอกกับเราว่า ร้านหนังสืออิสระในไต้หวันมีเรื่องชวนให้หนักใจมากมาย
ตั้งแต่ค่าเช่าที่สูง หนังสือราคาแพง คนไต้หวันจึงหันไปซื้อทางออนไลน์กันมากกว่า เพราะหักลบกับส่วนสดหรือโปรโมชันแล้ว ราคาถูกกว่ากว่ากันเยอะ ร้านหนังสือเล็กๆ จึงต้องแข่งกับร้านออนไลน์ที่ลดราคาได้มากกว่า ขณะเดียวกันก็ต้องคิดวิธีหารายได้เข้าร้าน เพราะมีรายจ่ายประจำที่ต้องรับผิดชอบทุกเดือน เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าดูแลร้าน ฯลฯ


เขาซื้อหนังสือออนไลน์กันช่องทางไหน – เราถาม
แทนคำตอบ ซูผิงเปิดมือถือให้เราดูเว็บไซต์ที่มีชื่อว่า books.com.tw นี่คือร้านหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน มีหนังสือทุกประเภท และที่สำคัญคือสะดวกสบายขั้นสุด แค่จ่ายเงินแล้วก็เลือกรับสินค้าได้ที่ 7-11 ใกล้บ้าน เว็บไซต์นี้ขายหนังสือได้ปีละ 15 ล้านเล่ม คิดเป็นเงินกว่า 8,000 ล้านบาท ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 40%
“ตอนนี้ไต้หวันกำลังพยายามผลักดันระบบกำหนดราคาหนังสือให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพราะทุกวันนี้การซื้อหนังสือออนไลน์ถูกกว่าการซื้อจากร้านหนังสือจริงๆ มาก คนก็เลยอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อ”
ขอเล่าย้อนนิดนึงว่า เมื่อปี 2023 บรรดาร้านหนังสือออนไลน์รายใหญ่จัดโปรโมชันลดราคาหนังสือใหม่ ซึ่งถูกกว่าราคาที่วางขายหน้าร้านเยอะพอสมควร จนสำนักพิมพ์และร้านหนังสือเล็กๆ ออกมาเรียกร้องให้รัฐเข้ามาจัดระเบียบเสียใหม่ เพราะร้านเล็กๆ ไม่มีกำลังวังชามากพอจะลงไปทำสงครามราคาแข่งกับร้านหนังสือออนไลน์
ในปีเดียวกันนั้นเอง กระทรวงวัฒนธรรมไต้หวันก็ออกมาประกาศว่า จะศึกษาแนวทางระบบกำหนดราคาหนังสือ เพื่อสร้างความเป็นธรรม แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีระบบที่ชัดเจนซึ่งบังคับใช้กันในแวดวงหนังสือไต้หวัน เมื่อเป็นเช่นนั้น ร้านหนังสืออิสระจึงต้องมีกลยุทธ์ทางธุรกิจ เพื่อตรึงใจลูกค้าให้ได้
กลยุทธ์ทางธุรกิจของร้านหนังสือ Huang Huang คืออะไร
“เราขายหนังสืออย่างเดียวไม่ได้แล้ว ร้านหนังสือต้องทำธุรกิจหลายรูปแบบ เช่นว่าอาศัยแรงส่งจากนิยายที่ถูกนำไปสร้างเป็นซีรีส์โทรทัศน์ จัดตลาดนัดหนังสือ จัดเวิร์กช็อป จัดเทศกาลภาพยนตร์ แล้วก็ทำโครงการร่วมกับภาครัฐด้วย พอสร้างคอมมิวนิตีของตัวเองได้ หน่วยงานภาครัฐของไถตงก็เริ่มติดต่อให้เราช่วยจัดกิจกรรม เพราะสิ่งที่เราทำสามารถเข้าถึงผู้คนแต่ละกลุ่มที่มีความสนใจเฉพาะทางได้”

ความที่ร้านหนังสือทำกำไรได้ยาก ในร้านของเธอจึงมีข้าวของน่ารักๆ เต็มไปหมด ตั้งแต่โปสต์การ์ด สมุดบันทึก ที่คั่นหนังสือ สบู่จากธรรมชาติ เครื่องเขียน เครื่องหอม และอีกสารพัดข้าวของ ประหนึ่งว่าเป็นร้านกิฟต์ชอป ซึ่งบอกเลยว่าได้ผลมาก เพราะเราเองก็ซื้อติดมือกลับมาเพียบ
“ร้านของฉัน ดูภายนอกแล้วก็เป็นแค่ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงก็คือ เราพยายามทำให้คนได้มาเจอกันผ่านกิจกรรมต่างๆ ถึงคนอ่านหนังสือจะไม่ได้มีมากมาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนเหล่านี้ไม่มีอยู่จริง หากเราค่อยๆ สร้างกลุ่มคนที่สนใจสิ่งเดียวกันขึ้นมา และมีประเด็นชัดเจนให้ได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง ฉันเชื่อว่าร้านหนังสือก็สามารถมีฐานแฟนคลับเป็นของตัวเองได้เหมือนกัน”
แฟนคลับ กับ ลูกค้า สองคำนี้ต่างกันอย่างไร
ลูกค้า หมายถึงคนที่เข้ามาซื้อสินค้าและบริการ แฟนคลับ ก็อาจเป็นคนที่เข้ามาซื้อสินค้าและบริการเหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ ความผูกพันกับร้าน ชื่นชอบสิ่งที่ร้านทำ บรรยากาศ ฯลฯ
พูดแล้วก็อยากชวนผู้อ่านนึกถึงร้านหนังสือที่มักไปเป็นประจำ อะไรทำให้คุณกลับไปที่นั่นบ่อยๆ
ชักอยากรู้ขึ้นมาอีกด้วยว่า คุณเป็นลูกค้า หรือแฟนคลับร้านนั้น
แฟนคลับหรือลูกค้าก็สำคัญกับร้านหนังสือทั้งนั้น
20.50 น.
ว่ากันว่าคนทำธุรกิจมักคิดถึงอนาคตมากกว่าปัจจุบัน
แล้วซูผิงคิดบ้างไหม เธอเห็นภาพร้านหนังสือแห่งนี้เติบโตไปยังไง
“ไม่เคยคิดเลยค่ะ เพราะฉันเริ่มเปิดร้านจากความต้องการอ่านหนังสือของตัวเอง สิ่งที่ทำให้เปิดร้านได้อย่างสบายใจคือ การไม่ยึดเอารายได้จากร้านหนังสือเป็นรายได้หลักเพียงทางเดียว ฉันจึงไม่เครียดกับการวางแผนอนาคตมากเกินไป ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราเลยมีความสุข และสนุกกับการทำร้าน”
นอกจากมีความสุข และสนุก อีกหนึ่งเรื่องความรู้สึกที่ซูผิงมีต่อร้านหนังสือที่เธอสร้างมากับคือ ความภูมิใจ
“ฉันเปิดร้านนี้ขึ้นมาจากความต้องการส่วนตัว แต่กลายเป็นว่ามันเป็นสิ่งที่อยู่เคียงข้างและเติบโตไปพร้อมกับชาวไถตง นั่นคือสิ่งที่ฉันภูมิใจที่สุด”
“คือฉันเป็นคนประเภทที่ถ้าอยากทำอะไรก็ลงมือทำเลย ไม่ค่อยคิดเยอะ อาจเป็นเพราะลึกๆ แล้วฉันเองก็ต้องการร้านหนังสือแบบนี้เหมือนกัน พอมองย้อนกลับไป ฉันว่าคนที่ได้อะไรจากการเปิดร้านหนังสือแห่งนี้มากที่สุด ก็คงเป็นตัวฉันเองนี่แหละ”

เธอบอกกับเราว่า ร้านหนังสือ Huang Huang จะเปิดมายาวนานถึง 16 ปีไม่ได้เลย หากปราศจากคนที่คอยสนับสนุนอยู่ใกล้ๆ คนคนนั้นจะเป็นใครได้อีก ถ้าไม่ใช่หนุ่มผู้ถูกเรียกมาเกณฑ์ทหารอยู่ที่ไถตง กระทั่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้เขาและเธอสร้างครอบครัว และร้านหนังสือสุดอบอุ่นแห่งนี้ขึ้นมา

“เห็นชั้นหนังสือไม้ไหม ที่มีอยู่เต็มร้าน” เธอถามเป็นภาษาอังกฤษ “เขาทำหมดเลย (หัวเราะ)”
“ฉันชอบพูดติดตลกว่าสามีของฉันเป็นเหมือนหัวหน้าฝ่ายช่างประจำร้านหนังสือที่มีลูกน้องคนเดียวก็คือตัวเอง ไม่ว่าร้านจะต้องซ่อมงานไม้ ซ่อมระบบประปา ดูแลระบบขายหน้าร้าน หรือมีงานอะไรที่ต้องใช้แรง เขาก็จัดการให้ทั้งหมด ฉันต้องขอบคุณเขาจริงๆ เพราะเขาคือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังทุกสิ่งที่ฉันทำ”
ในโลกของผู้ประกอบการและธุรกิจ การทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้มีเพียงเรื่องทุนที่เป็นตัวเงินเท่านั้น หากหมายรวมถึงทุกสิ่งที่สั่งสมมาตลอดการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นไอเดีย ความเชื่อ แพสชัน ประสบการณ์ คนในทีม ฯลฯ ไม่ว่าจะธุรกิจหมื่นล้านหรือหมื่นบาทต่างก็มีต้นทุนในแบบของตัวเอง มากน้อยต่างกันไป
จะว่าไป หลักสูตร MBA ควรบรรจุลงไปด้วยว่า การเป็นคนเล็กๆ ทำอะไรเล็กๆ ต้นทุนที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ซัปพอร์ตเตอร์
เหมือนอย่างที่ร้านหนังสือ Huang Huang ไม่เคยขาดนายช่าง
21.00 น.
“คุณรีบกลับไหม”
“ไม่ขนาดนั้น”
“เดี๋ยวฉันพาไปดูเกสต์เฮาส์ อยู่ใกล้ๆ นี่เอง จะได้เจอโฮปด้วย”
ตอนนี้ดึกมากแล้ว บรรยากาศสามทุ่มในไถตงเข้าขั้นสงัด นานๆ ทีจะมีรถวิ่งผ่านสักคัน แต่ไม่ถึงกับวังเวง ด้วยยังมีแสงไฟอบอุ่นบนถนน และพอได้ยินเบาๆ ว่าบ้านแต่ละหลังก็ยังใช้ชีวิตกันอยู่ ซูผิงขี่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้านำไปก่อน เราเดินเข้าซอยตามเธอไป 2 – 3 นาที ก็ถึงเกสต์เฮาส์

เกสต์เฮาส์หลังนี้ซ่อนตัวอยู่ตึกคอนกรีต 3 ชั้น ที่นี่เป็นทั้งบ้าน ห้องสมุด และแบ่งไว้ชั้นหนึ่งเปิดเป็นเกสต์เฮาส์สำหรับนักท่องเที่ยว ซูผิงตั้งชื่อเกสต์เฮาส์ของเธอว่า SuSu Guest House เธอบอกให้เราเดินดูได้ตามสบาย เดี๋ยวเธอขอขึ้นไปข้างบนสักครู่
เกสต์เฮาส์แห่งนี้อัดแน่นไปด้วยหนังสือ สมกับที่เจ้าของบ้านเป็นเจ้าของร้านหนังสือ และยังมีรูปแมวกับฟิกเกอร์ ‘ฟรีเรน’ วางอยู่ทั่วไป ตอนหลังถึงรู้ว่าฟรีเรนคืออนิเมะเรื่องโปรดของซูผิง ขณะที่กำลังบันทึกวันเวลาดีๆ แบบนี้ไว้ในภาพถ่าย ซูผิงก็เดินลงมาพร้อมกับสามี
โฮป คือชื่อสามีของเธอ

เรานั่งคุยกับพวกเขาอีกสักพักก็ได้รู้ว่า ซูผิงกับโฮปเป็นคู่รักนักผจญภัย ชอบแบกเป้ไปเที่ยวเมืองนู้นเมืองนี้ และเคยมาออกทริปในประเทศไทยด้วย เธอเปิดกูเกิลแมปให้ดูด้วยว่าไปไหนมาบ้าง น่าเสียดายที่เราจำไม่ได้
สิ่งที่น่ารักมากของเกสต์เฮาส์แห่งนี้คือ นโยบายเข้าพัก เราไม่เคยเห็นเกสต์เฮาส์ที่ไหนมีนโยบายแบบนี้มาก่อน และถือว่าใจกว้างมากๆ นโยบายที่ว่าก็คือ นักท่องเที่ยวที่เอาหนังสือมาแลก สามารถเข้าพักที่นี่ ฟรี 1 คืน ถ้ารู้ก่อนเราคงติดหนังสือมาด้วยแล้ว อยากจะลองพักที่นี่สักคืนจริงๆ
ขณะที่กำลังกดเรียก Uber กลับโรงแรม ทันใดนั้นซูผิงก็พูดขึ้นว่า
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราขับรถไปส่ง”
“จะดีเหรอ”
“ตอนนี้รถจะมีหรือเปล่าไม่รู้ เดี๋ยวเราไปส่ง คุณพักอยู่ที่ไหน”
ก่อนกลับ เราขอถ่ายภาพซูผิงกับโฮปเอาไว้ เพื่อบันทึกประสบการณ์และความทรงจำดีๆ ซูผิงดึงสามีมายืนใกล้ๆ นายช่างของร้านหนังสือ Huang Huang ดูเขินอายนิดๆ ก่อนที่ชัตเตอร์จะบันทึกพวกเขาเอาไว้

ระหว่างทางกลับโรงแรมมีเพื่อนของซูผิงติดรถมาด้วยอีกคน พวกเขาสามคนคุยกันด้วยภาษาที่เราไม่มีทางเข้าใจ เรานั่งเงียบๆ ท่ามกลองเสียงจอแจ ใจก็คิดอะไรไปเรื่อย
เรานึกถึงตอนที่ซูผิงบอกว่า เธอย้ายมาฮันนีมูนที่ไถตง
ว่ากันด้วยความหมาย ฮันนีมูน หมายถึง ช่วงเวลาที่คู่บ่าวสาวเดินทางไปพักผ่อน และใช้เวลาร่วมกันหลังจากพิธีแต่งงาน เพื่อฉลองการเริ่มต้นชีวิตคู่ ระยะเวลาที่คู่รักพากันไปฮันนีมูนก็แตกต่างกันไป บางคู่แค่ 1 สัปดาห์ บางคู่สวีตกันเป็นเดือน
หรือบางคู่ก็ 22 ปี
พิกัด: Huang Huang Bookshop
FB: https://www.facebook.com/089catbooks
ติดต่อ: +886 914 073 170 / [email protected]
พิกัด: SuSu Guest House
เว็บไซต์: https://bit.ly/4itnRqd
ติดต่อ: 089-347793 / [email protected]




