I มิตร You
ซีรีส์คอนเทนต์ว่าด้วย 20 เรื่องราวที่จะชวนคุณคิดถึง ‘มิตรภาพ’ ที่มีความหมาย
หลายวันก่อนมีผู้ใช้บัญชี X รายหนึ่งแชร์ว่า เพื่อนเปลี่ยนไปตามช่วงวัย วัยเรียนเคยมีเพื่อนสนิทกลุ่มหนึ่ง จากนั้นพอช่วงวัยขยับเข้าสู่มหาวิทยาลัย เพื่อนสมัยมัธยมก็ค่อยๆ ห่างหายกันไป และเกิดขึ้นอีกครั้งกับกลุ่มเพื่อนมหาวิทยาลัย ครั้นเมื่อเติบโตถึงอายุหนึ่งก็พบว่า ภาระหน้าที่ เวลา และปัจจัยอีกมากมาย ทำให้เพื่อนสนิทมิตรสหายเหลือน้อยลง
จากนั้นก็มีผู้ใช้ X อีกจำนวนมากตบเท้ามาแชร์เรื่องราวของตัวเอง คล้ายว่านี่คือหัวข้อน่าพูดคุย หรืออย่างน้อยก็ขอให้ได้ระบายออกมาเป็นตัวอักษร บ้างก็เข้ามาอ่านแล้วย้อนนึกถึงมิตรภาพของตัวเอง แต่น่าแปลกที่ความเห็นส่วนใหญ่นั้นมักลงท้ายทำนองว่า ท้ายที่สุดแล้ว เราก็แยกย้ายกันไปเติบโต คล้ายว่าทุกคนเข้าใจและยอมรับแต่โดยดีว่าวันและวัยที่เติบโตขึ้นอาจทำให้ ‘มิตรภาพ’ ที่ครั้งหนึ่งเคยสำคัญมาก เบาบางและจางหายได้ในสักวันหนึ่ง
ในวาระที่ a day มีอายุครบ 27 ปี เราจึงชวนผู้คนในแวดวงต่างๆ 20 คน มาคุยถึงมิตรภาพที่มีความหมายในชีวิต เปล่าคุยเพื่อตามหานิยามและความหมาย ตรงกันข้าม เราเพียงต้องการนำประสบการณ์และเรื่องราวของพวกเขาเหล่านั้นมาถ่ายทอดต่อ ด้วยหวังว่าผู้อ่านจะได้ประโยชน์ สนุก หรืออย่างน้อยที่สุด ย้อนคิดถึงเพื่อนบางคน-หลายคน ในชีวิต
ด้วยความตั้งใจแบบที่ว่า เราจึงตั้งใจถามผู้คนจากหลากหลายวงการ-ช่วงอายุ ด้วยชุดคำถามเดียวกัน
มีวิธีรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนอย่างไร
ถึงที่สุดแล้ว เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเพื่อนยังมีความจำเป็นอยู่ไหม
สิ่งที่เราพบก็คือ แต่ละคนมีมุมมองเรื่องเพื่อนที่แตกต่างหลากหลาย แต่โดยมากยืนยันว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่แค่ไหนเพื่อนก็ยังมีความจำเป็นแน่นอน บางคำตอบก็บอกว่าเพื่อนนั้นจำเป็น หากแต่ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า เรามิควรหลงรักไอเดียของการมีใครอีกคนอยู่ด้วยตลอดเวลา
ท่ามกลางคำตอบมากมาย สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคำตอบว่าเพื่อนยังจำเป็นหรือไม่ก็คือเรื่องราวระหว่างทางที่ทำให้พวกเขาตอบเช่นนั้น ทั้งมิตรภาพที่รักษาไว้ได้ คนที่ยังอยู่ข้างกัน ไปจนถึงคนที่แม้ไม่ได้พบกันแล้ว-เป็นเพื่อนกันแล้ว หากแต่ยังทิ้งบางสิ่งไว้-บางสิ่งที่มิได้ไร้ค่าหรือไร้ความหมายเพียงเพราะความสัมพันธ์นั้นสิ้นสุดลง
20 คน 20 เรื่องราว เราหวังว่าจะมีสักเรื่อง สักประโยค หรือสักแง่มุม ที่ช่วยให้ผู้อ่านพบวิธีวางมิตรภาพไว้ในชีวิตภายใต้เงื่อนไขของตัวเอง หรือคลายล็อกบางอย่างในใจได้ และอย่างน้อยที่สุด หากเรื่องราวเหล่านี้ทำให้คุณคิดถึงเพื่อนสักคนและอยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง นั่นก็เกินความคาดหมายของเราแล้ว
เห็นด้วยไหมว่า เรื่องมิตร (น.) นั้นน้อยนิดมหาศาลจริงๆ
Dear friend ขอให้ฟ้าอวยพร
เราจะอยู่ด้วยกัน กระทั่งในฝันตอนหลับตาก็จะมีเธอ มีเธออยู่ในนั้น เคียงกันในทุกวัน
ตื่น ลืมตา หลับตา นอนฝัน ทุกคืน ทุกวัน มีแค่ฉันและเธอ
เพราะเธอและฉันที่ว่านอนอยู่ข้างๆ ในบ้านเดียวกัน…
“ถ้าถามว่า ‘เพื่อน’ ยังจำเป็นมากน้อยแค่ไหน เราไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับสายงานด้วยหรือเปล่า เพราะเราทำงานแต่กับเพื่อน บ้านก็เช่าอยู่กับเพื่อน และเพื่อนกลุ่มนี้ก็เป็นเพื่อนที่สนิทที่สุด สำหรับเราเพื่อนแทบจะเป็นทุกอย่างในชีวิต เป็นทุกอย่างเลยจริงๆ ดังนั้นความสัมพันธ์นี้จึงถือว่าจำเป็นมากเลยล่ะ” —แอนท์
“เราว่าสำคัญเป็นอันดับต้นแบบต้นที่สุดเลยนะ เพื่อนอยู่ในช่วงเวลาของการเติบโต สามารถเติมเต็มเราได้ในหลายๆ มุม เป็นความสัมพันธ์ที่ในบางทีแฟนหรือแม้กระทั่งครอบครัวในบางทีก็ไม่อาจให้ได้”
ความสำคัญของเพื่อนสำหรับอูปิมสำคัญระดับที่ว่า ถ้าวันหนึ่งเธอตื่นขึ้นมาแล้วไม่เหลือเพื่อนเลยสักคน ก็คงทำเธอเขวจนไปต่อไม่ถูกเลยทีเดียว มวลอารมณ์คงถาโถมด้วยความเศร้า ด้วยเหตุนี้เธอจึงขอชูความสัมพันธ์นี้ไว้ในระดับสูงถึงสูงมาก
กาลเวลาก่อร่างสร้างความผูกพันธ์มาครอบงำความเป็นเพื่อนไว้ ทับถมด้วยประสบการณ์ที่ตอกย้ำว่าคนตรงหน้าที่เราเรียกว่า ‘เพื่อน’ นั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราไปโดยปริยาย
“เอาจริงความคิดนี้มันสิ้นสุดไปตั้งแต่ช่วง ป.4 ปัจจุบันแทบไม่ทันคิดเรื่องแบบนี้เลย พอเป็นเพื่อนกันมานานมันคงเหลือแค่ความรู้สึกสบายใจกับคนคนนั้น ส่วนเรื่องที่เหลือมันจะค่อยตามมาเอง”
ถึงแม้แอนท์จะได้รับตำแหน่งที่พึ่งพาติดโผอันดับต้นจากผองเพื่อน แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ได้ภูมิใจในสายสะพายหรือถ้วยรางวัลเพื่อนคนเก่งอะไรทำนองนั้นมากนัก เพราะความสำคัญที่เธอมองเห็นเป็นเพียงแค่ความสุขสบายทางใจ
“ความเป็นเพื่อนกันถึงแม้ว่าเขาจะช่วยอะไรเราได้ไม่มาก แต่เราก็ยังรักในการได้เป็นเพื่อนเขาอยู่ดี” —แอนท์
“ส่วนของปิมคงเป็นความตลก คำตอบกวนตีนไปเปล่า”
เสียงขำจากเพื่อนข้างๆ คงการันตีคำตอบของเธอแล้วว่าสามารถใช้งานได้จริงสมคำร่ำลือ
จากเพื่อนเล่นตบแปะที่เจอกันแค่จันทร์ถึงศุกร์
พอเข้ารั้วมหาวิทยาลัยแม่งดันมีเสาร์อาทิตย์เข้ามา
ไม่พอตอนกลางคืนพากันไปกินดื่มอีก
(โอ้โฮ คราวนี้ก็ซึมซับอยู่ในชีวิตกันเต็มที่เลย)
พอเข้าสู่ช่วงทำงานก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นวิถีพึ่งพาอาศัยกันเพื่อเอาชีวิตรอด
“พอยิ่งโตเรายิ่งเริ่มละเอียดอ่อนกับความรู้สึกมากขึ้น ความสัมพันธ์ในสายตาเรามันเลยค่อยๆ ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ”
เด็กหญิงอูปิมขอย้อนไปเกริ่นถึงวัยเด็กที่ค่อนข้างแปลกประหลาดขนานนามได้ว่าค่อนข้างเป็นเด็กที่หลุดๆ รั่วๆ กว่าจะค้นพบใครสักคนที่เข้าใจเธอจริงก็เข้าสู่วัยเด็กโต(มาก)แล้ว
“ตอนเด็กๆ เราเคยอยากเท่ด้วยนะ มีแก๊งที่อยากเข้าด้วย คิดภาพไว้แล้วว่าอยู่แก๊งนี้ต้องกลายเป็นผู้หญิงที่ดูแรงๆ มีอำนาจแน่นอน แต่พอได้อยู่ เรากลายเป็นเด็กซื้อน้ำคอยดูต้นทางให้ซะงั้น”
“ของกูน่าจะเข้มข้นช่วงมัธยมต้น คือการที่เรามีเพื่อนที่ดีมากและเราว่าการที่มีเพื่อนที่ดีเร็วส่งผลให้เรารู้ว่าสามารถอยู่กับคนประเภทไหนได้บ้าง”—แอนท์
ความรู้สึกดีๆ เหล่านี้คงเป็นตัวการหล่อหลอมให้เธอกลายเป็นคนที่หวงแหนความสัมพันธ์มากๆ คนหนึ่ง

“เราเป็นคนที่พยายามคิดเสมอว่าจะรักษาความสัมพันธ์นี้อย่างไรให้ไม่จบลง วิธีการสำหรับเราคงเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกันแบบมากถึงมากที่สุด การไม่ก้าวก่ายนั่นคือวิธีรักษาความสัมพันธ์ของทั้งเราและสำหรับบ้านนี้ด้วย”
“ปิมเห็นด้วยนะ มีประโยคหนึ่งที่เราเชื่อมั่นมากๆ คือ ถึงแม้จะสนิทกันเท่าไหร่ก็ยังคงต้องเกรงใจกันอยู่เสมอ สิ่งนี้จะคอยอุ้มความสัมพันธ์นี้ให้อยู่ต่อไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ผิดใจกันจริงๆ”
ความเป็นมนุษย์คงปฏิเสธไม่ได้ว่าบางคราวคนเราอาจพลั้งมือทำสิ่งที่ผิดพลาดไปบ้าง จนบางครั้งอาจมือหนักจนถึงขั้นทำให้ความสัมพันธ์ต้องจบลง ในเวลานั้นคงทำได้แค่จดเป็นบทเรียนว่าการเติบโตทำให้เราได้เรียนรู้อะไร

“จริงๆ เราเป็นคนเสียดายอยู่ตลอดทุกความสัมพันธ์เลย รู้สึกว่าการเดินทางที่ผ่านมาถึงแม้มันจะมีผิดพลาดไปบ้างแต่มันก็มีส่วนที่งดงามอยู่ซึ่งเราเสียดายตรงนั้น แต่เราทำได้เพียงแค่ต้องเก็บมาเรียนรู้เพราะถ้ามัวแต่เสียดายเราก็จะไม่สามารถก้าวผ่านไปได้เลย” —อูปิม
“ส่วนเรา…ปลง”
“จะว่ายังไงดี เราค่อนข้างเป็นพวกที่ไม่ค่อยซีเรียสกับอดีต อดีตคืออดีต ไม่ได้มาย้ำคิดย้ำทำหรือนั่งรู้สึกเสียดาย ทุกอย่างมันเกิดขึ้นด้วยความเข้าใจ เช่น ถ้าส่วนไหนเราผิดเราก็จะยอมรับผิดแล้วก็จะไม่ทำแบบนี้อีก
เพราะเรารู้สึกรักตัวเองในวันนี้มาก อดีตทั้งหมดมันน่าจะทำให้เราเป็นเราในวันนี้ เราเลยไม่ได้รู้สึกว่าควรไปนั่งหวนความหลังแล้วย้ำคิดย้ำทำว่ากูไม่น่าทำอย่างนั้นเลย
เราเชื่อว่าทุกการตัดสินใจทั้งหมดที่ผ่านมาคือการตัดสินใจที่ดีที่สุดของตัวเอง ณ ตอนนั้น เพราะตัวเรามันก็มีจุดที่ต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ต่อให้มันเป็นการตัดสินใจที่เรามองย้อนกลับไปแล้วมันไม่ดีแต่มันคือสิ่งที่ดีที่สุดของเรา ณ ตอนนั้นอยู่ดี” —แอนท์
แด่ เพื่อนที่ผ่านมาเห็น
เราค่อนข้างติดตามชีวิตเพื่อนอยู่จริงๆ เท่าที่จะนึกออก คุยกับเพื่อนทุกคนอยู่ตลอดยันเพื่อนม.ต้น อย่างที่เราบอกว่าเรากลัวทำใครตกหล่นจึงพยายามรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้อยู่ตลอด เอาเป็นว่าสำหรับใครที่ตกหล่นไป เราอยากบอกว่าทุกคนยังคงอยู่ในความทรงจำเรา พื้นฐานเราก็ไม่ได้เป็นคนที่ลืมง่ายขนาดนั้น (หัวเราะ) เราให้ค่าความสัมพันธ์ที่ผ่านมาในชีวิตเราเสมอ
ขอบคุณที่เดินร่วมทางกันมาแม้ในวันนี้จะไม่ได้เจอหน้ากันบ่อยเท่าสมัยที่เจอกันตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์แต่ยังคิดถึงทุกคนอยู่เสมอนะ
แอนท์
“เราขอฝากถึงเพื่อนคนนี้โดยเฉพาะเลยได้ไหม เผื่อเขาจะผ่านมาเห็น” อูปิมพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นพลางนึกขึ้นได้ว่ามีอีกหนึ่งคนสำคัญที่เธออยากพูดถึง
“แล้วไม่กลัวเพื่อนคนอื่นน้อยใจหรอ” แอนท์ว่าพลางสงสัย
“แต่คนนี้ต้องยกให้จริงๆ!”
ถึง พราว
พราวเป็นคนที่พิเศษมากสำหรับเรา เป็นเพื่อนที่ทำให้เราได้รู้จักคำว่าเพื่อนจริงๆ คนแรกในชีวิต ไม่ใช่ว่าทุกคนไม่ใช่เพื่อนนะ แต่พราวมีความละเอียดอ่อนและใจดีพอที่จะพยายามเข้าใจเรา พราวเป็นคนที่สอนให้เรามีความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น เข้าใจคนอื่นมากขึ้น เรารู้สึกชอบที่อยู่กับพราวมากถึงแม้ตอนนี้จะไม่ได้เจอกันมานานมากแล้วก็ตาม
คิดถึงเสมอ
อูปิม
เพื่อน (น.)
ฉบับ ลานดอกไม้
แอนท์ — หมา (อันนี้จริงจัง)
เหมือนด่าแต่เรารู้สึกว่าหมามันเป็นเพื่อนคู่ใจ ถ้าฉลาดหน่อยก็ช่วยงานได้ที่สำคัญคือซื่อสัตย์
เป็นความรู้สึกที่ชุบชูหัวใจเราเล็กๆ
อูปิม — ห้องนั่งเล่น
เป็นเหมือนห้องที่เปิดเข้าไปแล้วเราพร้อมที่จะทิ้งตัวได้อย่างเต็มที่
เป็นพื้นที่ที่สามารถเป็นตัวเองได้อย่างสบายใจ
สองเสียงหารือกันพร้อมคำอวยพรว่า “หวังว่าบทสัมภาษณ์ครั้งนี้จะพอหลงเหลือประโยชน์อยู่บ้างแม้ว่าหากเผยแพร่ไปแล้วเสน่ห์ของพวกเธอจะหร่อยหลอลงก็ตาม (หัวเราะ)”
จากกันไกลแสนไกล แต่รักฉันยังคงอยู่ รักฉันยังคงอยู่ตลอดไป
บทกวีของใจ ถูกแขวนไว้ในห้องเก่า ที่สองเราเคยร่วมสุขร่วมทุกข์กันมา





