ตอนนี้คนกลุ่มหนึ่งกำลังส่งเสียงบอกว่าการแยกขยะรีไซเคิลนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายสนุกและสะดวก
ใครๆก็ช่วยกันดูแลโลกได้โดยไม่ต้องรู้สึกอึดอัดหรือต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตกันเกินไปนักพวกเขาเข้าใจดีว่าเรายังต้องใช้ถุงพลาสติกแก้วน้ำขวดน้ำหลอดกระดาษในชีวิตประจำวันหากเลิกใช้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรแค่แยกขยะไว้ก็พอ
คนกลุ่มนี้กำลังสร้างระบบรับซื้อขยะที่ตอบโจทย์กับความต้องการของคนทุกประเภทแค่เข้าใจเรื่องขยะอย่างถูกต้องก็ทำได้เลย
พวกเขาชื่อว่า GEPP Sa-Ard (เก็บสะอาด) แพลตฟอร์มเรียกรถรับซื้อขยะรีไซเคิลตามวันเวลาและสถานที่พวกเขากำลังเชื่อมโยงให้คนอยากขายขยะกับคนอยากซื้อขยะมาเจอกันง่ายขึ้นและวันนี้เรามีนัดคุยกับโดมบุญญานุรักษ์ CMO และผู้ร่วมก่อตั้ง GEPP
GEPP เชื่อว่าจริงๆแล้วการแยกและขายขยะรีไซเคิลไม่ควรเป็นเรื่องที่ยากชาวเมืองที่ยังต้องหิ้วถุงพลาสติกกันอยู่ทุกวันก็สามารถแยกและขายขยะรีไซเคิลได้ส่วนคนที่ตั้งใจอยากแยกขยะแต่ยังไม่รู้จะเอาไปขายที่ไหน ก็แค่ยกหูโทรศัพท์ทักไลน์ไปหา หรือเพียงใช้นิ้วจิ้มผ่านแอพพลิเคชั่น GEPP ก็จะมีคนรับซื้อขยะไปหาคุณถึงที่ง่ายๆเท่านี้เลย


ก่อนเก็บ
ก่อนมาเป็น GEPP Sa-Ard ในวันนี้ต้องย้อนเวลาไปเมื่อปีที่แล้ว
ในวันนั้นโดมยังคงทำงานในแวดวงสถาปนิกและอสังหาริมทรัพย์ตามวิชาความรู้ที่ตัวเองร่ำเรียนมาเขาเป็นคนหนึ่งที่ยังไม่ได้สนใจประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมเท่าไหร่จนกระทั่งแหม่ม–มยุรีอรุณวานนท์ CEO สาวของ GEPP ผู้มีแพสชั่นอยากจัดการปัญหาขยะของชาวเมืองมาชวนให้โดมลองทำงานนี้ด้วยกัน
แหม่มคือคนที่เห็นว่าในสังคมเรายังรีไซเคิลขยะกันไม่มากเท่าไหร่นักและปัญหานี้แก้ได้ด้วยการมีเครื่องมือที่ค่อยๆเปลี่ยนพฤติกรรมคนเธอต้องการสร้างวิถีการแยกขยะที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนหมู่มาก
ส่วนโดมในวันนั้นคือชายหนุ่มที่กำลังประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเป็นอย่างสูงเขาเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตว่าตัวเองสามารถช่วยสังคมนี้ให้ดีขึ้นอย่างไรได้บ้างนั่นทำให้โดมตัดสินใจกระโจนเข้าใส่โปรเจกต์นี้อย่างไม่ลังเล
“แต่ก่อนเราทำงานเป็นสถาปนิกยังไม่สนใจเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมระหว่างทางไปออฟฟิศเราก็ยังซื้อของริมทางจะใส่ถุงพลาสติกกี่ใบเราก็ไม่ว่าจะมีแค่บางครั้งที่เริ่มรำคาญว่าถุงมันเยอะไปรวมๆกันก็ได้อย่างดีก็มีฟีลแค่นี้
“จริงๆเราอยากทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ปัญหาสังคมเราเริ่มทำสตาร์ทอัพเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์แล้วแต่พอไปนั่งมองมันลึกๆแล้วยังไงต่อล่ะทำเป็นแพลตฟอร์มขายบ้านเหรอ แบบนี้มันไม่อิมแพกต์เลยเราไม่อินน่ะ แล้วพี่แหม่มเอาเรื่องขยะมาคุยกับเราอยู่พักหนึ่ง จนเริ่มทำกันราวๆกันยายนปีที่แล้ว ช่วยคิดกันว่าจะแก้ปัญหาเรื่องขยะยังไงดีพอคิดไปคิดมาก็เลยมาออกที่เรื่องขยะรีไซเคิล
“เราลองดูตัวอย่างประเทศที่มีการจัดการขยะดีอย่างญี่ปุ่นเราไม่เคยเห็นเขาลดแพ็กเกจจิงที่ใช้ห่ออาหารหรือของใช้เลยนะเราไปเมื่อ 20 ปีก่อนกับไปปีที่แล้วญี่ปุ่นก็ยังเหมือนเดิมทำไมเขาไม่มีปัญหาเรื่องการจัดการขยะพวกนี้แล้วคำว่าบรรจุภัณฑ์โดยนิยามของมันหมายถึงอะไรบางอย่างที่ห่อหุ้มเพื่อความสะดวกสบายของเราให้เราถือได้ให้เราจับได้ห่ออาหารได้ไม่ให้มันเสียนั่นคือเป้าประสงค์ของมันเพราะงั้นแล้วตัวมันก็ไม่ผิดและตัวเราก็ไม่ผิดที่จะใช้สำคัญคืออยู่ที่จัดการกับมันยังไงมากกว่าเราคงพยายามลดการใช้เพราะนั่นคือสิ่งที่ควรทำแต่บางโอกาสสำหรับหลายๆคนมันไม่ใช่เขายังคงต้องใช้อยู่” โดมอธิบายถึงปัญหาที่ตัวเองพบเจอด้วยความเข้าใจการจัดการขยะรีไซเคิลให้ง่ายที่สุดจึงเป็นสิ่งที่ GEPP กำลังหยิบยกขึ้นมา


แรกเก็บ
การทำงานที่สร้างผลกระทบต่อคนหมู่มากเริ่มต้นจากก้าวเล็กๆของคนไม่กี่คนโดมและแหม่มเริ่มจากกระบะหนึ่งคันกับทีมงานไม่กี่ชีวิต
ทีม GEPP เริ่มลองเข้าไปเก็บขยะอย่างสุภาพและน่าเชื่อถือด้วยความตั้งใจที่จะทำให้การรับซื้อขยะเป็นบริการที่มีคุณภาพเริ่มจากการผลัดเวียนกันไปรับขยะตามตารางเวลาโดยมีคุณป้าแม่ค้าในฟู้ดคอร์ตย่านสาทรคนหนึ่งเป็นลูกค้าคนแรก
“เราเข้าไปถามป้าว่าแยกขยะขายหรือเปล่าป้าบอกไม่ได้แยกเพราะบางทีเก็บไว้นานแล้วคนเก็บขยะมาบ้างไม่มาบ้างหรือมาแล้วก็ไม่รับเพราะงั้นป้าเลยเลือกที่จะไม่แยกขยะดีกว่านี่เป็น pain point ของเขาเลยเพราะถ้าแยกขยะไว้ก็ต้องมาพะว้าพะวังว่าคนซื้อขยะจะมาหรือเปล่าตอนนั้นเราเลยชวนป้ามาขายขยะให้กับเรา
“ตอนนั้นเราคิดว่าความสะดวกคือการใช้ไลน์ติดต่อเราเลยมุ่งเน้นที่เทคโนโลยีก็เหมือนเราทำสตาร์ทอัพมันก็ต้องจับกับเทคโนโลยีอย่างใดอย่างหนึ่งใช่ไหมพอไปเจอเข้าจริงๆป้าใช้แค่โทรศัพท์แบบกดเท่านั้นเองเขาไม่ได้มีสมาร์ตโฟนซึ่งแปลว่ามันคือความผิดพลาดที่เรายังไม่เข้าใจ persona อย่างแท้จริงแล้วเด็กบางร้านบอกกับเราว่าหลังเขาตอกบัตรเข้าร้านแล้วเล่นไลน์ไม่ได้หรอกแต่ถ้าขออนุญาตเฮียเพื่อโทรเรียกคนเก็บขยะมาเนี่ยทำได้นะเราก็ซื้อซิมโทรศัพท์เลยเปลี่ยนแผนมาใช้เบอร์โทรศัพท์แทนเปลี่ยนใบปลิวใหม่หมดเดินแจกถนนเส้นเดิม
“ตอนนั้นเราพบเลยว่าการบริการเป็นเรื่องสำคัญเราเข้าหาคนอย่างสุภาพเดินเฉิดฉายเข้าไปเลยว่าฉันมาเก็บขยะรีไซเคิลนะไม่ต้องเหนียมอายว่าถ้าเป็นคนเก็บขยะแล้วจะสกปรกเราทำเสื้อที่มีโลโก้เป็นกิจจะลักษณะเราทดลองทำแบบนั้นเลยกลายเป็นว่าคนเรียกเพียบคนเขาบอกว่าชอบเพราะมันดูน่ารักและสุภาพเขารู้สึกดีที่เจอพวกเราขายขยะได้ง่ายแล้วก็ได้เงินด้วย” โดมเล่า

ทีม GEPP เริ่มมีโมเดลที่แข็งแรงมากขึ้นก่อนจะพัฒนามาเป็นการเก็บ data ปริมาณขยะในระยะต่อมาแล้วค่อยๆพัฒนาตัวเองให้เป็น data house เรื่องขยะที่มีประสิทธิภาพ
ปัจจุบัน GEPP ให้บริการใน 13 พื้นที่ทั่วกรุงเทพฯได้แก่ราชเทวีปทุมวันคลองเตยวัฒนาพญาไทลาดพร้าวจตุจักรบางกะปิหัวหมากยานนาวาสาทรบางรักและบางคอแหลมรวมถึงในเขตพื้นที่ของเทศบาลนครเชียงใหม่ ทั้งหมดนี้พวกเขาใช้เวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น
“ตอนแรกคนก็ยังงงอยู่เพราะมันไม่เคยมีบริการแบบนี้ปกติคนแค่เอาขยะไปใส่ถังขยะเขียวเดี๋ยวมันก็หายไปไปไหนไม่รู้ไม่สนใจรู้แค่ว่ามันหายไปจากบ้านแล้วก็พอเราว่าทุกคนเคยได้ยิน hate speech เกี่ยวกับขยะมากมายในบ้านเราเช่นคนไทยไม่ชอบแยกขยะหรอกนิสัยแบบนี้ต้องเริ่มตั้งแต่เด็กมาเปลี่ยนตอนนี้ไม่ทันหรอกซึ่งจริงๆแล้วคุณคิดไปเองหรือเปล่า
“พอเราเริ่มทำจริงจังคุณป้าคนนี้เปลี่ยนไปเลยป้าแยกขยะอย่างดีแล้วก็แยกมากขึ้นทั้งที่เขาก็ไม่ได้เป็นคนรักโลกอะไรมากมายเราเห็นเลยว่าเรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีแค่คนรักโลกเท่านั้นที่จะทำแค่มีระบบที่มันสะดวกมีอะไรที่ทำให้คนเข้าใจปฏิบัติได้ง่ายทุกคนก็ทำได้แล้วและก็อยากทำด้วยคุณป้าคือเคสที่เป็นกำลังใจให้กับทีมเรามากเราสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ” เขาเล่าด้วยความดีใจ


เก็บสะอาด
สถิติบนหน้าเว็บไซต์บอกกับเราว่าตอนนี้ GEPP เก็บขยะรีไซเคิลไปกว่า 2 ตันเท่ากับลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกไปแล้ว 460 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์และมีสมาชิกที่ร่วมกันเก็บกว่าพันคน
พวกเขาปักธงไว้ว่าต้องเก็บ data ขยะแล้วเอามาพัฒนาต่อยอดเพราะบ้านเรายังไม่มี data เกี่ยวกับขยะที่เพียงพอจนบอกได้ว่าที่ไหนหรือบริเวณใดมีขยะเยอะหรือน้อยถ้าหากมีข้อมูลตรงนี้อย่างเป็นกิจจะลักษณะก็จะช่วยให้จัดการขยะได้ดีขึ้นเป็นประโยชน์ทั้งฝั่งคนรับซื้อขยะผู้ประกอบการร้านค้าไปจนถึงบริษัทใหญ่ๆเลยด้วย
“เราเจอเลยว่าโซนร้านอาหารแก้วเยอะมากขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขวดเบียร์ขวดโซดากระป๋องถ้าบริษัทที่จะทำระบบรับคืนแก้วรู้ว่าตรงไหนมีแก้วเยอะเขาก็ไปทำ two-way station ตรงนั้นได้อย่างโรงเรียนก็อาจมีพลาสติกหรือขวดนมเยอะร้านอาหารบางทีกล่องลังเยอะ” โดมพูดพร้อมยกแก้วกาแฟร้อนที่ซื้อมาจากร้านกาแฟข้างๆขึ้นมาดื่ม
“เมื่อก่อนเรานึกไม่ออกนะว่าร้านกาแฟแบบนี้มีขยะอะไรเยอะแก้วกาแฟเหรอไม่ใช่เลยนะปัญหาของพวกเขาคือกล่องลังต่างหากเพราะว่าห้องเก็บของของร้านมีพื้นที่จำกัดเวลาเอาของเข้ามาแต่ละสัปดาห์ก็ต้องรื้อลังออกหมดแล้วเอาของใส่สต็อกแล้วก็เช็กสต็อกร้านก็จะมีกล่องลังมหาศาลถ้าเราไม่เก็บ data เราจะไม่เคยเห็นเลยว่าจริงๆแล้วแฟกต์เรื่องขยะของร้านกาแฟคืออะไร”
และอีกแฟกต์ที่น่าสนใจคือแก้วกาแฟร้อนที่ชาวออฟฟิศถือกันทุกเช้านั้นสามารถรีไซเคิลได้ทุกส่วนร้อยเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ตัวแก้วฝาและกระดาษลังคอตต็อนที่พันรอบแก้วก็สามารถขายได้ในราคากิโลกรัมละ 3 บาทถ้าหากชิ้นส่วนแต่ละชิ้นถูกแยกอย่างถูกต้องและไปอย่างถูกทางก็เท่ากับว่าเราสามารถดื่มกาแฟโดยไม่ทิ้งขยะอะไรไว้กับโลกเลย
ยิ่งทำไปเรื่อยๆพวกเขายิ่งค้นพบเรื่องราวการแยกขยะรีไซเคิลที่น่าสนใจตั้งแต่ระดับคนทั่วไปจนถึงระดับร้านค้านั่นทำให้ทีม GEPP ยิ่งเห็นว่าการมี data นั้นสำคัญ

“มีร้านทำผมชวนให้เราไปเก็บเขาบอกว่าของทุกอย่างในร้านแทบจะเป็นขยะอันตรายไม่แน่ใจว่าจะรีไซเคิลได้ไหมพอเราไปถามคนรับซื้อปรากฏว่าของทุกอย่างในร้านรีไซเคิลได้หมดเลยเช่นกระป๋องสเปรย์ก็รีไซเคิลได้ เอาไปขายเป็นเหล็กเราก็ไม่เคยรู้มาก่อนแล้วพยายามเก็บ data ตรงนี้อยู่เรื่อยๆ
“ส่วนสถานที่ใหญ่ๆอย่างห้างสรรพสินค้าเรามองว่ามันอาจจะต้องมีการพัฒนาจุดทิ้งขยะรีไซเคิลที่จริงจัง แล้วสร้างระบบเพื่อชักจูงธุรกิจร้านค้าในพื้นที่ของตัวเองมารีไซเคิลมากขึ้นด้วย data ก็ได้เช่นถ้าร้านไหนรายงานขยะให้ทุกวันแล้วมีปริมาณขยะรีไซเคิลมากขึ้นก็จะได้รับการโปรโมตในอีเวนต์เราว่าแรงจูงใจพวกนี้ถ้าทำให้ครบทุกขั้นตอนได้ใครก็อยากทำ”
เพื่อที่จะไปให้ถึงจุดหมายแห่งการสร้างอิมแพกต์ต่อคนหมู่มาก GEPP จึงวางแผนเส้นทางเดินของตัวเองไว้ 3 อย่างด้วยกัน
หนึ่งยกระดับอาชีพรับซื้อของเก่าให้เป็นทางการและมีคุณภาพมากขึ้นซึ่งตอนนี้พวกเขาทำสำเร็จแล้ว
สองร่วมมือแบบ B2B กับบริษัทค้าขายขยะรีไซเคิลในระดับเอสเอ็มอีที่มีรถรับซื้อขยะเป็นของตัวเองให้สามารถมาวิ่งรับซื้อขยะในพื้นที่ที่ GEPP กำลังดูแลอยู่
สามแผนในระยะยาวที่เป็นเหมือนภาพสุดท้ายปลายทางคือ ให้คนทั่วไปที่มีรถขับอยู่แล้วสามารถรับทริปซื้อขยะผ่านแอพพลิเคชั่น GEPP ทำการซื้อ-ขายขยะโดยการโอนเงินผ่านระบบออนไลน์ให้ผู้คนได้ขับรถไปรับซื้อขยะในละแวกบ้านของตัวเองได้
นอกจากนี้ GEPP กำลังเข้าถึงผู้คนในหลากหลายพื้นที่ไม่ใช่แค่ในกรุงเทพฯพวกเขามีเป้าหมายในการขยายระบบ GEPP ไปยังหัวเมืองหลักที่มีความเข้มข้นของขยะมากได้แก่เชียงใหม่ภูเก็ตหาดใหญ่ชลบุรีพัทยาระยองขอนแก่นและโคราช ซึ่งตอนนี้ดำเนินการแล้วในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่
“ระบบนี้มันจะสอดคล้องกับพื้นที่ที่มีความหนาแน่นเราพบว่าปัญหาขยะมันเกิดจาก 2 เหตุผลหนึ่งคือเราไม่มีความรู้มากพอมันเหมือนจะง่ายแต่มันใช้ความรู้เยอะนะ และสองคือความคุ้มค่าในการจัดการเราเลยต้องเลือกหัวเมืองที่มีความหนาแน่นของขยะเพราะคนก็จะเรียกเยอะ”
แล้ววันหนึ่งปัญหาขยะจะไม่รบกวนใจคนในเมืองใหญ่อีกต่อไป

ชวนคนเก็บ
ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งคือสิ่งของที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวันนั้นรีไซเคิลได้แทบทุกอย่างแต่บ้านเรานั้นมีอัตราการรีไซเคิลอยู่แค่ 20 เปอร์เซ็นต์นั่นแปลว่าถ้าเราใช้ของ 10 ชิ้นก็จะมีของเพียงแค่ 2 ชิ้นที่ถูกนำไปรีไซเคิลในขณะที่บางประเทศสิ่งของเหล่านั้นจะถูกนำไปรีไซเคิลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
โดมบอกเราว่าหัวใจสำคัญของการผลักดันเรื่องนี้อยู่ที่ ‘การสื่อสาร’
“การทำให้เรื่องนี้เอฟเฟกต์กับคนหมู่มากอยู่ที่การทำความเข้าใจและการสื่อสาร เช่นว่าโฟมเป็นแพ็กเกจจิงที่ไม่มีที่ไปถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้เลิกใช้ ในขณะที่แก้วเป็นแพ็กเกจจิงที่มีที่ไป ก็ควรจะใช้มากกว่าเราอยากบอกแฟกต์พวกนี้
“บ้านเรายังขาดการสื่อสารแล้วคนก็ไม่รู้จะถามใครว่าชิ้นนี้รีไซเคิลได้ไหมเราเชื่อว่าถ้าคนเขารู้เขาก็จะทำเรามองว่าความรู้ความเข้าใจเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะเราก็ทดลองหลายอย่าง ตั้งแต่สอนคนแยกพลาสติก 7 ชนิดพบว่ามันดูน่าเบื่อมากเลยแต่ถ้าคนเขารู้ว่าพลาสติก PET จะกลายเป็นเสื้อได้นะเส้นใยเสื้อที่พวกคุณใส่อยู่มีส่วนผสมของพลาสติก PET นะทุกคนจะมองมันเป็น material ทันทีพอความรู้เปลี่ยนคนก็จะมองสิ่งของเปลี่ยนไป
“อย่างที่ญี่ปุ่นเขาจะสื่อสารเลยว่าของชิ้นนี้หลังใช้เสร็จจะเอาไปเป็นพลังงานนะมันทำให้เราไม่มองว่านี่คือขยะเราก็พยายามศึกษาจากญี่ปุ่นแล้วสื่อสารเรื่องที่ไปของขยะถ้าเราสอนเด็กรุ่นใหม่ว่าของทุกอย่างที่คุณใช้ต้องคืนนะไม่สอนให้ใช้แล้วทิ้งแล้วเรามีที่สำหรับคืนเขาก็จะไปคืนของเอง ที่สำคัญคือต้องบอกด้วยว่าของพวกนี้ไปไหนความหมายของคำว่าขยะจริงๆคือสิ่งที่เราไม่ใช้แล้ว แต่มันอาจมีคนอื่นต้องการใช้ต่อก็ได้”

GEPP ในวันนี้จึงไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มรับซื้อขยะปลายทางแต่พวกเขากำลังพยายามเปลี่ยนความเข้าใจของผู้คนจากต้นทางด้วยการสื่อสารเนื้อหาเรื่องขยะที่สนุกและเข้าใจง่ายทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ GEPPด้วยยอดไลก์กว่า 8,000 คนแสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขากำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง
“เราเป็น CMO จึงต้องดูแลเรื่องการสื่อสารเป็นหลักว่า เราจะเอาเรื่องแบบนี้เข้าถึงคนหลายๆกลุ่มได้ยังไงแต่ละคนก็มีมุมมองเรื่องวัสดุรีไซเคิลต่างกันคนแยกขยะหรือซาเล้งรับซื้อขยะเขาไม่ได้มองว่าฉันรักโลกหรือฉันจะช่วยโลกนะแต่เขามองว่าพลาสติกมันมีราคาแปลว่าจริงๆแล้วตรรกะของพวกเขาคือ urban mining ต่างหาก
“เราพยายามเข้าถึงคนกลุ่มนี้ให้ได้ซึ่งยากพอสมควรเพราะบางทีเขาก็ไม่อยากคุยเขาอายที่จะบอกว่าเขาเก็บและแยกขยะขายเพราะมันเป็นพื้นฐานความคิดว่าฉันดูเหมือนคนขาดหรือเปล่ามันคือ self-esteem ของคนเขาไม่อยากพูดเพราะ self-esteem เขาดร็อปเราต้องไปนั่งคุยกับเขาถึงจะเข้าใจจริงๆและเรารู้เลยว่าสิ่งหนึ่งที่ GEPP ทำอยู่คือการพัฒนาอาชีพ
“บางทีคนเก็บขยะเขาไม่กล้าเข้าไปในร้านเพราะเขาแต่งตัวไม่ดี เราแก้ปัญหาด้วยการทำเสื้อให้ ต่อไปเราจะสร้าง SOP (Standard Operating Procedure) กันทำให้เป็นมาตรฐานในการเก็บขยะถึงเวลาเข้าไปให้สวัสดีก่อนบอกลูกค้าว่าผมมาแล้วนะครับถ้าสะดวกเมื่อไหร่ให้เรียกผมรออยู่หน้าร้านถ้าพร้อมเรียกได้เลยแล้วเราก็ไปเตรียมกับลูกค้าว่านี่คือ SOP ของเรานะนี่คือขั้นตอนการปฏิบัติพี่คนเก็บขยะก็ได้รับการยอมรับ” โดมชี้ให้เห็นว่าหากเข้าใจปัญหาอย่างตรงจุดแล้วแก้มันอย่างถูกต้องย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีเสมอ

โอกาสในการเก็บ
จุดแข็งอย่างหนึ่งคือบ้านเรามีโรงงานรับซื้อขยะทุกประเภทอยู่ทุกพื้นที่แม้แต่ขยะที่จัดการได้ยากอย่างกล่องนมที่เป็นกระดาษ multi-layer ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการแยกบ้านเราก็มีโรงงานที่จัดการได้บ่งบอกได้ว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเรื่องนี้ได้สูงแถมเรายังมีระบบโลจิสติกขยะที่ได้เปรียบสามารถขนส่งขยะได้สะดวกทั้งทางถนนและทางเรือในต้นทุนต่ำ
สิ่งที่น่าชื่นใจมากกว่านั้นคือ คนไทยหลายส่วนเริ่มตระหนักถึงความรับผิดชอบขยะและการดูแลสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
“ในเชิง movement บ้านเรานี่ดีมากนะต้องยอมรับว่าในช่วง 2017-2019 เราเจอวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติสุดโต่งกรุงเทพฯ ไม่เคยมีปัญหา PM2.5 อยู่ดีๆก็มีขึ้นมาอย่างบ้าระห่ำอากาศมันบ้าระห่ำมากพูดตรงๆว่าปัญหาพวกนี้มันไดรฟ์กระแสให้แรงคนก็เลยพยายามเทกแอ็กชั่น นี่เป็นโอกาสที่เราจะเปลี่ยนกระแสนี้ให้มันเป็น new norm ที่ต้องเหนือกว่ากระแสเพราะมันเป็นผลกระทบระยะยาว
“พวกเราทั้งทีมได้พัฒนาเรื่องนี้รวมถึงตัวเราเองด้วยตั้งแต่ทำ GEPP มาเรามีมุมมองต่อขยะต่างไปเลยก่อนหน้านี้เราทำสถาปัตย์เรามองห้องขยะเป็นห้องขยะออกแบบไว้สำหรับใส่ขยะแค่นั้นพอแต่ตอนนี้เรารู้สึกว่าเราทำงานมาได้ยังไงเพิกเฉยต่อเรื่องขยะมาตลอด 7 ปีที่ทำงานสถาปนิกแต่ตอนนี้เราเห็นถังขยะเป็นท่อว่าถ้าทิ้งขยะลงถังนี้แล้วขยะมันจะไปไหนทิ้งให้ลงถังมันไม่พอแล้วต้องทิ้งให้ถูกถังด้วย
“เราเริ่มที่จะเลือกใช้มากขึ้นเราไม่ได้เป็นคนรักโลกแบบสุดโต่งเราเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยเหตุผลอย่างอื่นมากกว่าเราเปลี่ยนมาใช้กระติกลดการใช้หลอดนั่งทานข้าวที่ร้านเลยไม่ต้องซื้อกลับพวกนี้เล็กๆน้อยๆ แต่ก็ช่วยได้เยอะ
“ทีม GEPP ทำระบบแบบนี้ขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมได้ง่ายไม่ว่าจะเป็นใครอยากให้ทุกคนทรีตเรื่องนี้แบบใหม่เข้าใจมันใหม่ร้านค้าหรือบริษัทก็เอา data จากเราไปใช้ลดต้นทุนได้เราอยากให้ทุกคนเข้าใจว่านี่ไม่ใช่กระแส แต่เป็นเรื่องด่วนที่เราต้องรีบจัดการเพราะวันนึงมันจะถึง point of no return ซึ่งในหลายพื้นที่มันก็ถึงไปแล้วด้วยถ้าทุกคนทรีตเรื่องนี้เป็นเรื่องด่วนเราว่าทุกคนก็จะระวังมากขึ้น”


ขอบคุณภาพบางส่วนจาก GEPP
หากสนใจเข้าไปพูดคุยสอบถามข้อมูลได้ที่เฟซบุ๊กเพจ GEPP





