Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
ตามรอยแหล่งตกปลาของ ‘เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์’ ที่ริเบร่า แคว้นกาลิเซียประเทศสเปน

ตามรอยแหล่งตกปลาของ ‘เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์’ ที่ริเบร่า แคว้นกาลิเซียประเทศสเปน

24/05/2020
Journey
AUTHOR: นิติรัฐ กีฬาแปง
SHARE:

 “บวนโปรเบ๊โช (Buen Provecho) กิ้นกิ้นกิ้น”

 ลุงโตโน่เจ้าของบ้านชาวท้องถิ่นออกเสียงดังลั่นกลางโต๊ะอาหารชวนรับประทานอาหารมื้อแรกของผมในจังหวัดริเบร่า แคว้นกาลิเซียควันโขมงพวยพุ่งจากปากหม้อต้มลอยตามไปเป็นเมฆหมอกแห่งความอร่อยอยู่เหนือจานของกุ้ง ‘ซีการ์ราส’ (Cigarras) หอย ‘เทฆิญย่อน’ (Mejillón) ปู ‘เน้โกหระ’ (Nécora) ที่เพิ่งถูกนำมาวางบนโต๊ะลุงโตโน่หยิบร่างไร้วิญญาณที่ต้มจนสุกกลายร่างเป็นอาหารทะเลคุณภาพดีเข้าปากคนแรกเคี้ยวเสียงดังสูดความเอร็ดอร่อยเข้าปากนำไปก่อน 1-0

 สายตาของผมกำลังมองหาน้ำจิ้มแต่คุณน้ามาเรีย (ชื่อเดิมคือมาลัย) ภรรยาคนไทยของคุณลุงรีบกระซิบบอกผมว่าที่นี่พวกเขาจะกินอาหารทะเลแบบสดๆเท่านั้นไม่จิ้มน้ำจิ้มใดๆ เด็ดขาดหากมีนั่นหมายถึงการดูถูกคุณภาพอาหารของพวกเขาทำให้เสียรสชาติที่แท้จริงของอาหารทะเลที่ชาวเมืองริเบร่าต่างภาคภูมิใจ

 

 ผมมีโอกาสได้มาที่กาลีเซียด้วยคำเชิญของน้ามาเรียเขาเป็นลูกของเพื่อนแม่ย้ายตามสามีมาอยู่ที่เมืองนี้กว่า 15 ปีแล้วในเดือนพฤษภาคมของแคว้นกาลิเซียนั้นอากาศดีที่สุดในรอบปีเพราะเป็นช่วงที่มีแดดแรงแต่ลมเย็นจากทะเลเข้าปะทะชายฝั่งตลอดทั้งวันทำให้มองเห็นท้องฟ้าใสค่าอากาศตามมาตรฐาน AQI ระบุตัวเลข 30 บนพื้นสีเขียวผมถือโอกาสหนีปัญหาฝุ่น PM2.5 จากเมืองหลวงของประเทศไทยมาพื้นที่ส่วนใหญ่นั้นเป็นป่าสีเขียวสดไปทั่วอาจจะไม่ถึงฝนแปดแต่ก็บ่อยประมาณฝนสี่แดดสี่มากพอที่จะระบายสีเขียวให้ริเบร่าชอุ่มไปทั้งเมืองตลอดทั้งปี

 เออร์เนสต์เฮมิงเวย์ ระบุในหนังสือ By-Lineสารคดี 29 ชิ้นแรกแบบฝึกหัดทางวรรณกรรมของนักเขียนหนุ่มว่า “แหล่งตกปลาเทราต์ที่ดีที่สุดของยุโรปนั้นอยู่ที่สเปนเยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนสเปนนั้นอาจกล่าวได้ว่ามีแหล่งตกปลาที่ดีที่สุดอยู่ในกาลิเซีย…” ผมถามน้ามาเรียว่าข้อความข้างต้นจริงไหม น้าตอบว่าแหล่งตก ‘ตรูชา’ (Trucha) หรือปลาเทราต์มีอยู่เหลือบ้างในธรรมชาติโดยเฉพาะในจังหวัดลูโก (Lugo) แต่ปัจจุบันแหล่งธรรมชาติจริงๆ ค่อนข้างหาได้ยากแล้วบ่อเลี้ยงที่สร้างขึ้นใหม่จึงมีคนนิยมไปตกมากกว่า

 

 ว่ากันตามจริง กาลิเซียเป็นอีกแหล่งที่มีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งในยุโรปนั่นทำให้ริเบร่ามีท่าเรือ ‘ปอร์โตเดริเบร่า’ (Porto de Ribeira) เป็นต้นทางของการนำเข้าสุดยอดวัตถุดิบอาหารทางทะเลที่เป็นกำลังหลักแห่งหนึ่งสำหรับประเทศสเปนลุงโตโน่แอบกระซิบว่า “อาหารทะเลที่บาร์เซโลน่านั้นส่งออกให้ชาวยุโรปแต่ไม่อร่อยเท่ากับของริเบร่าหรอกซึ่งมีไว้แค่สำหรับคนสเปนเท่านั้นแต่ที่สำคัญคือคนกาลิเซียได้กินก่อน” เขาหัวเราะเสียงดังหลังจบประโยค

 เสียงหวูดเรือสินค้าอาหารทะเลส่งเสียงมาจากเรือในระยะสายตาอย่างผมพอจะสังเกตได้ว่ามีฝูงนกสีขาวชาวทะเลมากมายบินตามเรือตั้งแต่เข้าเขตท่าเรือแห่งนี้แวะเวียนเปลี่ยนกันชมอาหารทะเลอันโอชะแม้พวกมันจะไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสอย่างจุใจอย่างคนที่นี่

 คุณน้ามาเรียพาเราไปดูแหล่งตลาดปลาที่ ‘ลาลองช่า’ (La Lonxa) การเขียนแบบนี้เป็นเฉพาะภาษากาเยโก (Gallego) หรือเรียกว่าภาษากาลิเซียที่ใช้กันเฉพาะในแคว้นตะวันตกเฉียงเหนือของสเปนเป็นอีกภาษาหนึ่งไม่ใช่สำเนียงภาคต่างๆ เหมือนในไทยการสะกดและการออกเสียงจะต่างจากสเปนกลางบ้างและหยิบยืมตัวอักษรจากภาษาโปรตุเกสด้วยเหตุผลทางภูมิศาสตร์ที่เพียงขับรถไปทางใต้แค่หนึ่งชั่วโมงครึ่งก็จะข้ามสะพานแม่น้ำ ‘มิญโย’ (Minho) เส้นแบ่งพรมแดนธรรมชาติระหว่างทั้งสองประเทศ

 

 

 หากพูดถึงกาลิเซียนักท่องเที่ยวและนักอ่านรีวิวท่องเที่ยวคงไม่ค่อยคุ้นเคยนักไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวที่เป็น dream destination อย่างมาดริดหรือบาร์เซโลน่าแต่ที่นี่มีสถานที่สำคัญทางศาสนาที่ชาวคริสต์ทั่วยุโรปผู้รักการแสวงบุญต้องมาที่นี่มหาวิหาร ‘ซานติอาโกเดกอมโปสเตลา’ (Santiago de Compostela) อันเป็นที่ฝังศพของนักบุญเจมส์ผู้เป็น 1 ใน 12 สาวกของพระเยซูผู้เคยแสวงบุญมายังที่นี่จนวาระสุดท้ายของชีวิต

 

 ผมนึกถึงภูมิศาสตร์ของแคว้นกาลิเซียขึ้นมาว่าหากเราได้ขึ้นไปจุดชมวิวแห่งหนึ่งของเมืองนี้มองไปทิศตะวันออกแน่นอนเราคงจะมองไปยังแผ่นดินฝั่งภาคกลางของประเทศสเปนแต่หากมองออกไปทางทิศตะวันตกเราจะต้องได้เห็นทะเลแอตแลนติกเส้นทางที่ครั้งหนึ่งมีเรื่องราวการค้นพบทวีปใหม่ของคริสโตเฟอร์โคลัมบัส นักเดินเรือชื่อดังผู้ออกเดินทางไปทางทิศตะวันตกตามการแบ่งสันปันส่วนพื้นที่ในโลกระหว่างสเปนกับโปรตุเกส สองมหาอำนาจทางเรือในสมัยก่อน สเปนจะมุ่งไปทางซ้ายของโลกนั่นคือมุ่งหน้าสู่ทวีปอเมริกาแต่เขาเข้าใจว่าเป็นอินเดียจึงเรียกชื่อคนพื้นเมืองในพื้นที่นั้นว่าชาวอินเดียนตรงข้ามกับโปรตุเกสที่จะไปทางขวาของโลกทำให้เศษเสี้ยววัฒนธรรมของพวกเขายังคงเหลือไว้ในประเทศเราบ้างตามที่เราคุ้นเคยอย่างในละคร บุพเพสันนิวาสหรือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆอย่างหมู่บ้านโปรตุเกสในจังหวัดอยุธยา

 

 

 

 

 หลังการตื่นจากช่วงนอนกลางวันที่เรียกว่า ‘เซียสต้า’ (siesta) ของลุงโตโน่ในบ่ายวันหยุดสุดสัปดาห์เขาชวนน้า
มาเรียพาผมไปนั่งรถเล่นชมจุดชมวิวของที่นี่ทำให้ผมได้ไปชมวิวอย่างที่ตั้งใจจุดแรกที่พวกเขาพาไปคือ ‘โปบราโดคารามิญยัล’ (Pobra do Caramiñal) พื้นที่เนินเขาสุดลูกหูลูกตายอดบนสุดของจุดนี้มีจุดชมวิวชื่อ ‘มิราดอร์ลากูโรตา’ (Mirador la Curota) เป็นห้องทำงานเล็กๆ ที่ทำด้วยหินก้อนใหญ่

 ติดกับห้องมีเสาส่งสัญญาณสูงเป็นจุดเด่นนักท่องเที่ยวปีนขึ้นไปถ่ายรูปแสดงท่ากอดจูบกันใกล้ชิด เป็นปกติของชาวสเปนโดยมีฉากหลังไม่ว่าจะมองไปทิศทางไหนก็เต็มไปด้วยเนินเขาตกแต่งด้วยพุ่มไม้หนาสีเหลืองแทรกแซมระหว่างหินก้อนใหญ่ไปตลอดทางและกังหันลมที่ปักอยู่แนวเส้นขอบฟ้าอยู่รอบด้านที่เรามองออกไปพร้อมกับอ่าว ‘อะราวซา’ (Arousa) ที่กำลังสะท้อนแสงอาทิตย์เก๊กท่าอยู่ไกลๆ

 

 

 

 อาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำฉาบให้บรรยากาศแคว้นกาลิเซียเปลี่ยนสีไปและน่าหลงใหลขึ้นไปอีกคุณลุงโตโน่พาผมขับรถไปอีกฝั่งของเมืองไปยังจุดชมวิวยอดฮิตอีกแห่งหนึ่งคือฟาโรเดกอร์รูเบโด (Faro de Corrubedo) ซึ่งเป็นศูนย์รับข้อมูลการเดินเรือเพื่อสื่อสารกับชาวประมงมีประภาคารตั้งอยู่ซึ่งตอนนี้ทำเป็นร้านกาแฟและร้านอาหารที่มีคนมานั่งกินข้าวพบปะพูดคุยกันเสียงดังลั่นร้านแข่งกับเสียงลมทะเลและต่างรอเวลาให้แสงอาทิตย์ค่อยๆ หมดลงเพื่อพบภาพที่สวยงามที่สุดของวัน

 นอกร้านโดยรอบเป็นบริเวณโขดหินสูง-ต่ำในระดับที่พอปีนขึ้น-ลงได้ปูด้วยหญ้าธรรมชาติลักษณะเหมือนขนมจีนสีเขียวสูงประมาณข้อเท้าปลิวไสวและปกคลุมบริเวณที่ไม่มีหินก้อนใหญ่ทับอยู่ลาดลงไปมีห้องเล็กๆ ตรงปลายแหลมฝั่งหนึ่งในละแวกก่ออิฐถือปูนแน่นหนามีเพียงช่องหน้าต่างเล็กๆ เท่านั้นเพื่อกันลมท่ามกลางสถานที่รับลมที่ยังพัดอย่างไม่เคยลดกำลัง

 ผมเดินลงไปรับลมปะทะหน้าที่แรงขึ้นบริเวณหินก้อนที่เคยใหญ่แปรสภาพกลายเป็นก้อนเล็กกระจัดกระจายปูทางไปยังชายหาดหินลาดเอียงลงทะเลบังเอิญสบตากับทุ่งดอกไม้สีขาวเล็กๆ น่ารักสะดุดตากระซิบให้ผมมาเก็บภาพหยิบมือถือออกมาและกดถ่ายแบบเงียบๆเหมือนมันกลัวว่าใครจะรู้ว่าเราเคยมีประสบการณ์ร่วมกันจนเมื่อภายหลังผมเปิดภาพย้อนหลังให้น้ามาเรียดูเธอบอกว่านี่มันดอก ‘นาโมราเดร่า’ (Namoradeira) ซึ่งคำว่า namora ในภาษากาเยโกมีความหมายเชิงความรักความมีเสน่ห์เลยคิดเอาเองว่ามันน่าจะเป็นดอกหญ้าเจ้าชู้เสียดายไม่ได้เดินผ่านเลยไม่แน่ใจว่ามันจะเกาะขากางเกงตามกลับบ้านมาด้วยหรือเปล่าเหมาะแล้วแหละที่พวกมันอยู่กันที่นี่ในสถานที่สวยงามและบรรยากาศโรแมนติกแบบนี้

 

 เป็นไปได้ไหมว่าจุดชมวิวหอประภาคารคือการถ่ายทอดลักษณะนิสัยความเป็นคนช่างสังเกตอันเป็นเบื้องหลังของคุณสมบัติของการต่อสู้เพื่อความยิ่งใหญ่ของชนชาติสเปนการมองโลกออกไปในมุมมองไกลๆฝากความหวังไว้ในดินแดนที่ไม่รู้จักวันนี้ผมได้อยู่ในมุมมองและระดับสายตาเดียวกันกับที่เขายืนอยู่ตรงนี้เพื่อสังเกตการณ์

 แม้วันนี้ผมจะห่างไกลกับเรื่องราวเหล่านั้นมากมายหลายร้อยปีไม่เข้าใจระบบภาษาการเดินเรือหรือแผนที่ทางทะเลอันเป็นความรู้อันยิ่งใหญ่ของยุคสมัยก่อนหน้านี้แต่สิ่งที่ผมสังเกตได้เสมอและมั่นใจมากๆคือชาวสเปนที่ผมได้เจอในช่วงเวลานี้ความสุขของพวกเขาอยู่กับการพบเจอกันพูดคุยกันและที่สำคัญคือการกิน

 “เตงโกอัมเบร (Tengo Hambre) ฮิววแลวว” ลุงโตโน่บอกภรรยาของเขาว่าถึงเวลาอาหารเย็นแล้วพวกเรามุ่งหน้ากลับบ้านพร้อมแผนการอาหารเย็นที่เขาเลือกแล้วว่าจะให้น้ามาเรียทำอะไรเป็นอาหารเย็นเพราะเรายังมีปลาอีกมากมายที่ได้ซื้อมาไว้ในวันที่ผมได้ไปตลาดปลาที่ท่าเรือวันก่อนและเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้นผมก็อยู่บนโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยอาหารทะเลอีกครั้งแน่นอนว่าไม่มีน้ำจิ้มซีฟู้ด

 มื้อส่งท้ายก่อนอำลาผมได้เจอกับเมนู ‘เปสกาดิญยาอะลากาเยกา’ (Pescadilla a la Gallega) เป็นอาหารท้องถิ่นของชาวกาลิเซียทำมาจากปลา ‘เมร์ลูซา’ (Merluza) ที่หั่นเป็นท่อนๆต้มกับมันฝรั่งและหอมหัวใหญ่ราดผงปาปริก้าหรือพริก ‘ปิเมนตอน’ (Pimenton) ที่แช่ในน้ำมันมะกอกไว้สองชั่วโมง ข้างๆ กันมีขนมปังก้อนใหญ่พร้อมมีดหั่นด้ามยาวในตะกร้าที่มากับเนยและไวน์ขาวในแก้วไวน์ทรงสูงแหล่งกำเนิดเสียงกระทบกิ๊ง! เป็นสัญญาณว่าเราเริ่มกินมื้อนี้กันเถอะ

Tags:journeyจากทางบ้านริเบร่ากาลิเซียประเทศสเปน
Share :
Author
นิติรัฐ กีฬาแปง
Photographer
-
ให้ขุนเขาและป่าสนอิตาลีโอบกอดเราไว้ในหมู่บ้านสีพาสเทลแห่งโอติเซ
Journeyให้ขุนเขาและป่าสนอิตาลีโอบกอดเราไว้ในหมู่บ้านสีพาสเทลแห่งโอติเซนักเขียน : สุทธิดา พุกสุริย์วงศ์
พักใจใน Muir Woods National Monument ป่าไม้แดง 600 กว่าปีที่ซานฟรานซิสโก
Journeyพักใจใน Muir Woods National Monument ป่าไม้แดง 600 กว่าปีที่ซานฟรานซิสโกนักเขียน : พลอยอาภา ชุณหะนันทน์
ทริปล่าแสงเหนือที่เมือง 'อิลลูลิสแซต' ประเทศกรีนแลนด์ ดินแดนไร้ซึ่งสีเขียว
Journeyทริปล่าแสงเหนือที่เมือง 'อิลลูลิสแซต' ประเทศกรีนแลนด์ ดินแดนไร้ซึ่งสีเขียวนักเขียน : นิติรัฐ กีฬาแปง