‘ทฤษฎีความฝัน’ ที่เป็นดังโรงละครลึกลับ ผู้ตกอยู่ในนิทราคือผู้เขียนบทและกำกับ

ว่ากันว่าเมื่อเราเข้าสู่ห้วงนิทรา สมองไม่ได้เงียบสงบเหมือนร่างกาย แต่กลับกลายเป็นเมืองใหญ่ที่แสงไฟส่องวาบไปทั่ว ในค่ำคืนที่เราหลับตา โลกแห่งความฝันจะค่อยๆ คลี่ม่านเหมือนโรงละครที่ไม่มีผู้กำกับ ทุกฉาก ทุกบทถูกเขียนขึ้นโดยสมองส่วนลึกที่เราไม่อาจควบคุมได้

ท่ามกลางบรรดาตัวละครนับไม่ถ้วนที่เดินผ่านเข้ามาในความฝันนั้น อาจมีเงาหนึ่งย้อนกลับมา เงาที่ครั้งหนึ่งเคยฝากเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม กระทั่งคราบน้ำตาไว้ให้ เราอาจอยากตื่นเพราะมันเป็นฝันที่ช่างทรมาน ด้วยเพราะนำความเจ็บปวดที่ซุกซ่อนอยู่ในใจออกมาอีกครั้ง เหมือนบาดแผลที่กำลังเฝ้าหยอดยาถูกทำให้ถลอกปอกเปิก หรือไม่เราคงไม่อยากตื่นเพราะมวลความคิดถึงอันหนักอึ้ง และรู้ดีว่าเมื่อลืมตาขึ้น เราไม่อาจหาเขาพบได้ในชีวิตจริงอีก

ทั้งที่เราคิดว่าลืมใบหน้านั้นได้สนิท แต่เขาดันลอยล่องอยู่ในความฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เงาที่แสนจะพร่าเลือนแจ่มแจ้งขึ้นในความฝันอย่างไม่รู้สาเหตุ นักปราชญ์ยุคใหม่เรียกสิ่งนั้นว่าความทรงจำที่ยังไม่ปิดฉาก 

ตามทฤษฎีจากนักประสาทวิทยา ความฝันนั้นเกี่ยวกับกระบวนการที่เรียกว่า Memory Consolidation ความทรงจำทั้งวันของเราจะถูกนำไปแยกแยะ เรื่องใดที่ควรเก็บไว้เป็นไฟล์ถาวร เรื่องใดที่ควรถูกลบทิ้ง แต่หากความทรงจำใดทิ้งร่องรอยทางอารมณ์ที่เข้มข้นไว้ สมองจะเปิดไฟล์นั้นซ้ำระหว่างเราหลับ ราวกับมันกำลังซ่อมแซมหรือทบทวนความทรงจำให้หนาแน่นขึ้นอีก ไม่แปลกเลยสักนิดที่เงาของความสัมพันธ์เก่าจะกลับมาปรากฏในความฝัน

อีกทฤษฎีหนึ่งอย่าง The Threat Simulation Theory เสนอว่าความฝันคือเวทีจำลองให้เราซ้อมรับมือกับสถานการณ์ที่แสนกดดัน เฉกเช่นความสูญเสีย ความกลัว หรือการต้องเผชิญหน้ากับอดีต เมื่อเราฝันถึงความสัมพันธ์เก่า ไม่ได้หมายความว่าสมองพาเราย้อนกลับไปหาเขา แต่เป็นการฝึกฝนหัวใจให้พร้อมรับมือ หากวันหนึ่งเกิดบังเอิญเดินสวนกัน หรือดันเห็นเขาบนหน้าฟีดโซเชียลอีกครั้ง

ทั้งความฝันยังเป็นส่วนหนึ่งของ Emotional Regulation ที่เป็นเสมือนกลไกการจัดการอารมณ์ที่ยังคั่งค้างไม่จบสิ้น หากความสัมพันธ์เต็มไปด้วยคำถามที่ไม่เคยได้รู้คำตอบ เรื่องค้างคาเหล่านั้นจะลอยเข้ามาในความฝันเพื่อให้เราทำความเข้าใจมันอย่างเชื่องช้า ในแง่นี้ การฝันถึงความสัมพันธ์เก่าไม่ใช่การถูกตามหลอกหลอน แต่ภายใต้จิตใจอยากย้ำเตือนว่ามีบางอย่างที่เราควรได้รับการเยียวยาอยู่

เมื่อย้อนกลับไปในแนวคิดคลาสสิก ‘ซิกมันด์ ฟรอยด์’ บิดาแห่งจิตศาสตร์ ผู้วิเคราะห์ความฝันเชื่อว่าความฝันจะสะท้อนความปรารถนาที่ถูกกดทับไว้ คนเรามักฝันในสิ่งที่ตนต้องการ แต่ไม่อาจครอบครอง โดยเกิดจากจิตไร้สำนึกที่เป็นส่วนหนึ่งของจิตใจ และเป็นส่วนหนึ่งที่ใหญ่ที่สุดเสียด้วย มันส่งผลโดยตรงกับพฤติกรรม บุคลิกภาพ การตอบสนอง ประสบการณ์ที่ทั้งประทับใจหรือไม่ประทับใจก็ตาม

ฟรอยด์เขียนหนังสือ Dream Psychology ในปี ค.ศ. 1920 ที่เนื้อหาบอกเล่าถึงการวิเคราะห์ความฝัน อธิบายกลไกการทำงานของมัน รวมไปถึงหลากหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดการฝัน ในยุคที่ยังไม่มีการรับรองกันว่าจิตใต้สำนึกมีจริงหรือเปล่า เป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่ และหนังสือเล่มนี้ทำให้ชื่อของฟรอยด์โด่งดังไปทั่ว

แต่ก็ไม่ใช่ทุกความฝันหรอกที่จะทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัย หรือไม่มีประโยชน์ ลองนึกภาพแม่กระวีกระวาดลุกจากที่นอน แล้ววิ่งไปหาสมุดทดเลขสิ ถึงแม้ว่าจะเสี่ยงไปอย่างไม่มีโชคอยู่บ่อยครั้ง ก็ยังมีอยู่บ่อยครั้งที่มีโชค จนเราได้ผลส้มหล่นไปด้วย อีกอย่างก็คงเพราะเป็นนักเสี่ยงโชค ถึงทำให้ความฝันของแม่มักจะเป็นต้นไม้ งูเขียว เลขประตูบ้าน จนใครได้ฟังก็อดหัวเราะไม่ได้

เหล่านักวิทยาศาสตร์ที่ชีวิตตั้งบนความเป็นเหตุเป็นผลก็มีความฝันเช่นนี้นะ อย่างนักเคมีชาวรัสเซีย ‘ดมิทรี เมนเดเลเยฟ’ ที่พยายามจัดเรียงธาตุตามน้ำหนักอะตอม แต่ไม่สำเร็จเสียที เขาพยายามอยู่นาน ใช้เวลาคิดหลายวันจนเกือบหมดแรง กระทั่งคืนหนึ่งที่เขาเผลอหลับคาโต๊ะทำงาน ตกอยู่ในความฝันว่าตัวเองกำลังเห็นธาตุต่างๆ จัดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ หลังจากสะดุ้งตื่นแล้ว เขาก็ทำการคว้าสมุดจรดปากกา เราถึงได้มีตารางธาตุให้ท่องกันในคาบเคมีอย่างทุกวันนี้ 

ผู้คิดค้นจักรเย็บผ้า ‘เอลียัส ฮาว’ ก็เคยติดชะงักกับปัญหาที่ว่าเข็มควรจะมีรูอยู่ตรงไหน มันถึงจะทำงานได้อย่างสมบูรณ์ เช่นเดียวกัน กระทั่งคืนหนึ่งที่เขาฝันว่าถูกชนเผ่าป่าเถื่อนจับตัวไป คนเหล่านั้นใช้หอกที่มีรูอยู่ปลายหอก เมื่อเอลียัสตื่นขึ้นก็ได้แรงบันดาลใจใหม่ทำให้เริ่มวางรูเข็มจักรเย็บผ้า กำเนิดเป็นการปฏิวัติการตัดเย็บ 

และอีกความฝันหนึ่งที่ทำเอาใครหลายคนขนลุกขนพอง หรือจะเรียกว่าเป็นกฎเหล็กขณะฝันก็ไม่ผิดนัก ห้ามทักคนในฝัน! เพราะเมื่อไรที่เขารู้ตัวว่าถูกเราเห็นเข้าให้ ก็ไม่อาจคาดเดาสถานการณ์ที่จะเกิดหลังจากนั้น เขาอาจหายตัวไปในทันที ไม่ก็หันหน้ามาอย่างช้าๆ ค่อยๆ เดินเข้าหาผู้ที่ทักทาย ฟังดูระทึกขวัญเหลือเกินจริงไหม แต่ในข้อเท็จจริง ทฤษฎีนี้ถูกเรียกว่า ‘Lucid Dreams’ คือฝันที่เรารู้ตัวว่ากำลังฝันอยู่ ทั้งบางครั้งยังสามารถควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นในฝันได้ด้วยนะ

แล้วหากไม่ฝันเลยจะดีกว่าหรือเปล่า ตามผลของการวิจัยแล้ว มันบ่งบอกถึงความเครียดสะสม สภาวะอารมณ์ที่ไม่มั่นคง ทั้งยังหมายความถึงเราอาจจดจำสิ่งที่เรียนรู้มาได้น้อยลง เพราะความฝันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของระบบประมวลผลและความทรงจำ บ่อยครั้งที่อาจรู้สึกว่าอยากนอนหลับโดยไม่ฝันเหลือเกิน เพราะมักตกอยู่ในความฝันที่ทำให้ไม่สบายใจ แต่การฝันแบบนั้นก็มีอะไรดีแฝงอยู่นะ สมองเราจะได้ปลดปล่อยความวิตกกังวลออกมา อาจช่วยได้ไม่มากก็น้อย

ดังนั้นการฝันถึงความทรงจำเก่า หรือความสัมพันธ์เก่าอาจไม่ใช่การย้อนกลับไปหาคนๆ นั้นหรอก หากแต่เป็นการย้อนกลับไปหาตัวเราในวันวาน เรียกหาตัวเราที่เคยหัวเราะง่าย ร้องไห้ฟูมฟายเก่ง เจ็บปวดจนหัวใจแทบแตกสลาย เมื่อไหร่ที่ใครคนนั้นจางหายไปจากชีวิตจริง เกิดปรากฏตัวขึ้นในความฝัน เขาอาจไม่ได้อยากเข้ามาเพื่อให้เราตั้งคำถามถึงรักที่ผ่านพ้นไปก็ได้ แต่อาจอยากให้เราได้ทบทวนกับตัวเองว่าแท้จริงแล้ว เราให้อภัยตัวเองได้หรือยัง 

ความฝันเปรียบดังโรงละครที่ผู้เขียนบทและกำกับคือตัวเราเอง ฉากหนึ่งอาจโรแมนติกหวานชื่น ฉากหนึ่งอาจกลายเป็นโศกนาฏกรรมอย่างไม่ทันตั้งตัว ฉากหนึ่งอาจเป็นนิทานที่แสนสนุก แต่ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งหมดต่างก็ทำให้รู้ถึงสภาวะจิตใจ ทั้งอารมณ์ทุกขณะที่เราลืมตาขึ้นมาใช้ชีวิต 

และความฝันจะเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย หรือไม่ปลอดภัย อยู่ที่ผู้สร้างนะ

AUTHOR

ILLUSTRATOR

พิแน

นักวาดอิสระที่ชอบออกเดินทาง ฟังเรื่องเล่า และบันทึกผ่านภาพวาดในสมุดเล่มเล็ก