หนังสือผจญโลกแสนโรแมนติกที่ร้ายนิดๆ ‘Dear Traveler, ขอให้เธอยินดีกับการหลงทางครั้งใหม่’

“ปลายทางของการเดินทางคือปริศนาที่ไม่มีใครล่วงรู้ มันอาจเป็นได้ทั้งความว่างเปล่าและการเริ่มต้นใหม่ หากเขียนจดหมายถึงตัวเองในอดีตและอนาคตได้ ข้อความในนั้นคงจะเรียบง่ายแค่ว่าจนกว่าจะถึงวันสุดท้าย โปรดรักษาหัวใจและร่างกายของเธอให้ดีที่สุด”

เสื้อผ้าสีชมพูเหมือนสายไหมของหนุ่มแว่นดำแขวนอยู่เต็มตู้ ความชอบของเขาต่างจากหนุ่มหลายคนรอบตัวที่เฉดสีขาวดำเปล่าเป็นทางเลือก มันเป็นเฉดสีคลาสสิก ต่างกระทั่งความฝันที่ไม่อยากหมุนไปกับอำนาจของทุนนิยม จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่กัดกินจิตวิญญาณดวงน้อยในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อเป็นของขวัญวันเกิด แทนที่จะเป็นขนมปักเทียนก้อนเล็ก เขาหวังให้พิมพ์ดีดเครื่องโตสีราสเบอร์รีได้ออกผจญโลกไปด้วยกันอย่างอิสระ ฟังเสียงต๊อกแต๊กของบทกวีในยามค่ำคืนหรือในร้านกาแฟเล็กๆ ในชนบท ไม่ใช่เสียงร้องไห้กระซิกของตัวเองเพียงลำพังในห้องน้ำ

เขารู้ว่าไม่อาจค้นพบตัวตนที่สูญหายได้ หากไม่ยอมก้าวขาออกเดินทาง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หนุ่มแว่นดำยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าเป็นเวลานาน แต่เป็นครั้งแรกที่เขากวาดเสื้อทั้งราวลงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 

‘วิน นิมมานวรวุฒิ’ เป็นชื่อบนพาสปอร์ต และหมุดหมายของเขาอยู่ที่นิวยอร์กไม่ใช่เชียงใหม่

“นี่คงเป็นฉากของตัวฉันในวัยสามสิบที่รู้สึกยินดีกับการหลงทางครั้งใหม่ ฉันตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะตามหาที่ของตัวเองให้เจอ”

นอร์ทแคโรไลนา, เดือนสิงหาคม 2017 

แม้ว่าเสื้อสีชมพูทั้งหมดต่างก็เป็นตัวเก่งที่ทำให้เขามั่นใจ แต่บ่อยครั้งที่มันไม่อาจเติมเต็มความโหวงเหวงข้างในได้ การนั่งเครื่องบินที่ตกหลุมอากาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้ทรมานอย่างบอกไม่ถูก เหมือนว่าความแปรปรวนไม่ได้อยู่แค่ในสภาพอากาศ แต่ในหัวใจของเขาก็มีพายุฝนห่าใหญ่ มิหนำซ้ำเที่ยวบินไปชิคาโกยังดีเลย์ไปจนถึงเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ไร้วี่แววว่าจะได้ขึ้นบิน เขารอจนกระทั่งไฟในสนามบินเริ่มดับลงทีละดวง 

เสียงก่นด่าของผู้คนซาลง พวกเขาทยอยหาที่หลับนอนในคืนนั้น แต่หนุ่มแว่นดำไม่รู้จะไปที่ไหน โทรศัพท์ก็ตายสนิทด้วยแบตหมดเกลี้ยง หากมีกระจกสะท้อน ใบหน้าเขาคงกำลังเศร้าอยู่ เพราะรู้สึกถึงความโดดเดี่ยวราวว่าทั้งจักรวาลมีเขาตัวคนเดียว และการพยายามข่มตาให้หลับบนที่นั่งช่างยากเย็น ก็มันไม่ใช่ที่นอนอุ่นสบาย ทั้งหนาวเหน็บจนต้องกอดกระเป๋าเดินทางไว้แนบกาย 

ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกได้ถึงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เดาเอาเองว่าเธอคงชื่อ ‘เวนดี้’ อุปนิสัยชอบแอบกินช็อกโกแลตในตู้เย็น เสพติดการพลิกตัวไปมาบนเตียงจนถึงตีสอง อยู่ในความคิดว่าอยากชกหน้าผู้ชายที่ทำให้เธอเจ็บปวดบ่อยครั้ง แต่เวนดี้ทำให้หนุ่มแว่นรู้สึกเหมือนมีเพื่อน อย่างกับเธอบินได้แล้วกำลังโปรยผงกลิตเตอร์อยู่รอบ จะบอกว่าเป็นนางฟ้าก็ไม่ผิดนัก เวนดี้ทำให้เปลือกตาที่ฝืนตื่นได้หลับใหลอย่างสบายใจ 

หนุ่มแว่นนักกวีผ่านค่ำคืนแสนโหดร้ายมาเพราะ ‘เวนดี้’ เพื่อนในจินตนาการของเขา และนี่คงเป็นความอัศจรรย์ของการเป็นคนมีจินตนาการ

“Little Wendy, come and play with me. Light the neon in the darkest night. Little Wendy, kiss me foolishly. As loneliness won’t last forever.”

บทกวีเพื่อขอบคุณเวนดี้ถูกเรียงร้อยขึ้นในเดือนธันวาคม

รันเวย์แห่งชีวิต

ขณะที่เขาฝันอยากจะเปลี่ยนโลกทั้งใบ แต่มันก็ชิงเปลี่ยนเขาไปเสียก่อนอย่างไม่ทันระแวดระวัง มาตรฐานความงามสำหรับหนุ่มแว่นไม่ได้ทำร้ายแค่ผู้หญิง ตัวเขาเองก็ไม่ต่างกัน การฮึกเหิมจนหันไปออกกำลังกายทั้งที่รักในการเป็นชับบี้บอยนั้นน่าเศร้า มื้อปกติควรจะเป็นวาฟเฟิลราดน้ำผึ้งตบท้ายด้วยไอศกรีมมินต์ช็อกที่เป็นของโปรด แต่อาจต้องกล้ำกลืนอาหารลีนอยู่พักใหญ่เพื่อทรวดทรงที่ไร้ไขมัน 

เพื่อนนักแสดง ดารา และอินฟลูเอนเซอร์กลายเป็นสังคมที่กรอบให้เขาต้องบีบคั้นตัวเอง เผลอเปรียบเทียบความงามที่มีกับคนอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความรู้สึกไร้ค่าว่าตนไม่เป็นที่รักหวนกลับมา เขานอนซึมเหมือนหมีแพนด้าอดกินใบไผ่ ไม่ยอมออกไปผจญโลกอย่างที่ตั้งใจ

แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก แบรนด์ชื่อดังอย่างมาริเมกโกะเป็นหมวกคัดสรรให้หนุ่มแว่นออกเดินบนรันเวย์ เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองมีแววอะไรที่ฉายถึงการเป็นนายแบบได้ แม้จะหวาดหวั่นแต่คิดว่าลองดูหน่อยคงไม่เสียหาย บนหน้ายูทูบในเวลานั้นถึงได้มีแต่การฝึกฝนเดินแบบ การเดินร่อนไปมาคนเดียวในห้องนอนเรียกความมั่นใจให้เขาได้เสมอ เพราะผู้ชมเป็นตุ๊กตาและผืนผ้าห่ม แล้วเมื่อผู้ชมเป็นคน คำถามที่เกิดขึ้นในใจหนุ่มแว่นคือฉันงดงามพอไหมที่จะเดินแบบ 

ยิ่งใกล้เวลาต้องออกโชว์ เขาก็ยิ่งมีอาการแพนิกที่รุนแรงขึ้น จนเพื่อนร่วมรันเวย์ต้องสอนวิธีฝึกหายใจให้ไม่ระส่ำระส่าย หนุ่มแว่นปลอบใจตัวเองก่อนที่หมวกลายดอกป๊อปปี้จะสวมลงหัว เขารักตัวเองไม่เก่ง บ่อยครั้งที่ต้องพึ่งพากำลังใจจากคนรอบข้าง และแน่นอนว่ามันไม่มีอะไรโรแมนติกไปกว่าการที่เรามองเห็นความงามในตัวกันและกัน โลกนี้อาจเต็มไปด้วยคนสวยมากมาย แต่คนสวยที่สะท้อนความสวยของคนรอบข้างต่างหากคือคนที่น่าตกหลุมรักที่สุด

บนรันเวย์ที่เต็มไปด้วยความกลัว กลับกลายเป็นที่ที่ทำให้หนุ่มแว่นกล้าหาญ ในวันนั้นเขาอาจไม่ใช่คนที่หุ่นดีที่สุด เดินในองศาเป๊ะอย่างมืออาชีพ คนที่นั่งอยู่ข้างหลังอาจไม่ยิ้มแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายเขากันทุกคน แต่ภาพถ่ายในวันนั้นที่ปรากฏ เป็นวันที่หนุ่มแว่นเชิดหน้าขึ้นมากที่สุด 

เขาคงกลับบ้านไปด้วยความตั้งใจใหม่ว่าจะบีบน้ำผึ้งอีกเป็นลิตรลงบนวาฟเฟิลกรุบกรอบ

ชายในเสื้อสีโรสควอตซ์ 

การเดินทางแบบกางแผนที่ทั้งวงโลเคชันว่าจะต้องไปถึงให้ได้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น แต่อาจกลายเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดเมื่อเราดันหลงทาง แผนที่อาจถูกต้องแล้ว แต่ที่ทำให้คลาดไปคือทางเดินในยุคสมัยใหม่ถูกรีโนเวทโดยไม่มีใครล่วงรู้ เราพลัดจากหมุดหมายอย่างไม่ตั้งใจ

เมื่อเดินจนปวดขาแล้วยังมองไม่เห็นปลายทาง เราย่อมทดท้อ ละทิ้งตัวเองลงกลางทางเป็นธรรมดา สิ่งสำคัญคือเราจะนั่งไม่ยอมลุกแล้วตึงตังกล่าวโทษตัวเองซ้ำๆ หรือเปล่า มันอาจมีทางลัดอีกสิบกิโลเมตรรออยู่ อาจมีต้นไม้พันธุ์แปลกรอให้เราค้นพบ อาจมีอะไรอีกมากมายที่เราไม่คาดฝันระหว่างทาง เหมือนหนุ่มแว่นที่หลงทางอยู่หลายครั้ง ได้เจอะเจอกับคนที่ผ่านเข้ามาทักทายและผ่านออกไป เห็นข้อบกพร่องของตัวเองเต็มไปหมด พยายามปกปิดแต่ก็ไม่เคยมิด หลุมดำแห่งความเศร้ากัดกินเขา ทว่ามันไม่อาจกลืนกินเขาได้

เพราะขณะที่นอนโดดเดี่ยวในสนามบิน เขาจินตนาการถึงใครสักคนที่ทำให้รู้สึกอบอุ่น ขณะที่เดินไปบนย่านเกียวโตกับแม่ เขาเห็นร่องรอยความชราของเธอ แต่ก็เห็นเด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งข้างในที่ช่วยสะท้อนเด็กชายตัวเล็กข้างในตัวเขา จนมาถึงคราวของเด็กชายตัวโต พิมพ์ดีดและบทกวีของวินได้โลดแล่นอยู่ในใจผู้อ่าน ราวกับว่ามันมีเวทมนตร์ร่ายสะกดบนกระดาษสีชมพูทุกแผ่น

“มันช่างตลกร้ายที่ฉันตั้งใจมาเกียวโตเพื่อค้นหาแรงบันดาลใจในการเขียนบทกวีที่ไม่ซ้ำใคร แต่สิ่งที่ค้นพบกลับเรียบง่าย เราต่างไม่เคยหยุดเดินทางและค้นพบจักรวาลที่เราเฝ้าตามหา บางครั้งเราแค่ต้องหยุดเพื่อหายใจ แล้วดื่มด่ำกับปัจจุบันให้เต็มหัวใจ” 

หนังสือ ‘Dear Traveler, ขอให้เธอยินดีกับการหลงทางครั้งใหม่’ เป็นหนังสือเยียวยาจิตใจตัวเองชั้นดีสำหรับผู้ที่กำลัง Lost และอยากถูก Found 

ภาษาเรียบง่ายของนักกวีในเสื้อสีชมพูจะทำให้เราหลุดไปนิวยอร์ก ได้เดินลัดเลาะประเทศอื่นชั่วขณะ ทั้ง Self-love พาสปอร์ต โปสการ์ดจากลายเส้นของ ‘Monnnae’ และบทกวีย้ำเตือนให้หลงรักการมีชีวิตที่สอดแทรกอยู่ในหนังสือ เชื่อเลยว่าหลังอ่านจบจะไม่จิ๊ปากให้แก่การหลงทางอีกแล้ว แต่จะหลงรักมันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

AUTHOR