สารภาพตามตรงว่าในโมงยามปกติ ผมไม่ใช่คนที่ชอบอ่านหนังสือฮาวทูเท่าไหร่
อาจเพราะไม่ถูกจริต ไม่ถูกใจในการนำเสนอหรืออะไรก็ตามแต่ ผมกับหนังสือฮาวทูมักไม่ค่อยพบเจอกันบ่อย พอประมาณได้เลยว่าในหนึ่งปี หนังสือจำพวกนี้มักผ่านตาผมแค่ 2-3 เล่มเท่านั้น
แต่สำหรับปีนี้ เล่มแรกเกิดขึ้นแล้ว
และก็เหมือนกับทุกๆ ครั้งก่อนหน้า ผมมักเดินไปหาหนังสือฮาวทูในวันที่ชีวิตตัวเองมีปัญหาเสมอ

It Doesn’t Have to Be Crazy at Workหรือ ทำงานยังไงไม่ให้บ้าไปซะก่อน! คือหนังสือโดย Jason Fried และ David Heinemeier Hansson ที่ว่าด้วยเรื่องวัฒนธรรมการทำงานในบริษัท Basecamp อธิบายอย่างสั้น บริษัท Basecamp คือบริษัทซอฟต์แวร์ที่ก่อตั้งโดยเจสัน ฟรายด์ เมื่อปี 2004 ตั้งแต่วันแรกที่ Basecamp เกิดขึ้น ทั้งเจสันและพนักงานในบริษัทต่างเชื่อในวิถีการทำงานที่ต่างไปจากขนบเดิมๆ พวกเขาไม่เน้นการเข้าออฟฟิศ ไม่เน้นการตั้งเป้าหมาย หรือแม้กระทั่งไม่เน้นการทำกำไรสูงสุด แนวคิดและที่มาของวัฒนธรรมองค์กรของ Basecamp นี่เองคือเนื้อในของหนังสือเล่มนี้ที่เจสันและเดวิดหยิบมาถ่ายทอดให้กับผู้อ่าน
ว่ากันตามตรง ถ้าดูผิวเผินจากตัวอย่างสั้นๆ หรือจากการลองพลิกอ่าน 2-3 หน้า หลายคนน่าจะเกิดความคิดว่านี่เป็นอีกแค่หนึ่งหนังสือฮาวทู การทำงานที่พูดเรื่องคล้ายเดิม คือเน้นสร้างแนวคิดและแรงบันดาลใจโดยที่เนื้อหาอาจไม่ได้สดใหม่กับยุคสมัย ผมเองก็เช่นกัน ดังนั้นในตอนแรกก่อนหยิบเล่มนี้ขึ้นมาเปิดอ่าน ผมเริ่มตั้งต้นโดยการตั้งแง่และไม่เชื่อใจในเนื้อความข้างในเท่าไหร่นัก
แต่เพียงแค่ประโยคแรกที่จั่วเปิดหัวมา ต้องยอมรับว่าผู้เขียนจี้ใจดำผมได้ถูกจุด
‘บ่อยแค่ไหนที่คุณพูดว่า ‘ทำงานแทบบ้าตาย“’
นี่มันคือประโยคที่ผมพูดกับตัวเองบ่อยๆ ในช่วงนี้นี่!

คงเป็นเรื่องของปริมาณงานที่กองล้นกับสถานการณ์บ้านเมืองที่ส่งผลกระทบ การทำงานในโมงยามนี้ของสังคมจึงกลายเป็นเรื่องเครียดมากขึ้นทุกที รู้ตัวอีกทีผมเห็นตัวเองเป็นหนูติดจั่นที่ต้องวิ่งไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้เลยว่าเส้นชัยของตัวเองอยู่ตรงไหน
ดังนั้นหลังจากประโยคเปิดของ ทำงานยังไงไม่ให้บ้าไปซะก่อน! ผมจึงเริ่มจัดแจงตัวเองใหม่และตั้งใจอ่านหนังสือขนาดความยาว 212 หน้าแบบรวดเดียวจบ

อย่างแรกที่พอพูดได้สำหรับคนที่สนใจอ่านหนังสือเล่มนี้ ผมอยากแนะนำว่าให้เลิกคิดก่อนเลยว่านี่เป็นหนังสือฮาวทู
เปล่า ในแง่ของการจัดหมวดหมู่ งานเขียนนี้อยู่ในประเภทหนังสือฮาวทูน่ะถูกแล้ว แต่ผมคิดว่าถ้าตอนอ่าน เราถอดเอาวาทกรรมการสอนหรือคำพูดขวานผ่าซากของผู้เขียนออกไป หลายคนน่าจะได้ประโยชน์จากแก่นแท้ในหนังสือเล่มนี้ได้มากกว่า
ทุกบทในหนังสือทั้งเจสันและเดวิดเลือกเล่าวิธีการทำงานและแนวคิดต่อเรื่องต่างๆ โดยมีพื้นฐานจากบริษัท Basecamp เป็นหลัก ดังนั้นพวกเขาจึงใช้ภาษาและสื่อสารจากฝั่งของผู้ที่ได้ประโยชน์จากวิธีการทำงานเหล่านี้เท่านั้น จนในบางครั้งพวกเขาเลือกใช้คำรุนแรงเพื่อกระแทกใจเมื่อพูดถึงสิ่งที่อยู่ตรงกันข้าม
ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของการประชุม ในปัจจุบันการประชุมแบบออนไลน์อาจเป็น new normal แต่ที่ Basecamp พวกเขาทำแบบนี้มาก่อนกาลนานมากแล้ว พนักงานทุกคนล้วนทำงานออนไลน์โดยปราศจากออฟฟิศเป็นหลักแหล่ง และพวกเขาไม่เห็นด้วยเลยกับการใช้ชีวิตแบบมนุษย์ออฟฟิศไปวันๆ หรืออย่างเวลาทำงาน พวกเขาก็กำหนดให้พนักงานทุกคนทำงานแค่วันละ 8 ชั่วโมง และไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถ้าเกินกว่านี้พวกเขานิยามคนเหล่านั้นว่าไม่มีคุณภาพ และเป็นการไม่เคารพคนอื่นอย่างยิ่งถ้าติดต่องานไปในช่วงวันหยุด รวมถึงการมุ่งเน้นความสบายในการทำงานมากกว่าความลำบาก
พวกเขาไม่ตั้งเป้าหมายเพราะเชื่อว่าแค่ทำทุกวันให้ดีที่สุดก็เพียงพอ พวกเขาไม่ต่อสู้ทางธุรกิจเพราะเชื่อว่าแค่ทำทุกวันให้ดีที่สุดก็เพียงพอ และพวกเขาไม่ขับเคี่ยวตัวเองด้วยวิธีการใดทั้งนั้นเพราะเชื่อว่าแค่ทำทุกวันให้ดีที่สุดก็เพียงพอ!
ฟังมาถึงแค่นี้ หลายคนน่าจะเลิกคิ้วสงสัยแล้ว แต่นั่นแหละคือเหตุผลที่ผมคิดว่าถ้าถอดเอาคำว่าฮาวทูออกไปจากหนังสือเล่มนี้เราจะพบสิ่งที่สามารถนำไปใช้จริงได้มากกว่า

ไม่รู้คนอื่นเป็นไหม แต่เวลาอ่านหนังสือฮาวทูผมรู้สึกว่าหลายครั้งข้อความที่ผู้เขียนหลายคนใช้มักเต็มไปด้วยการสอนสั่ง หลายคนถึงกับเบือนหน้าหนีหนังสือฮาวทูเพราะเหตุผลข้อนี้ และหลังจากอ่าน ทำงานยังไงไม่ให้บ้าไปซะก่อน! ผมพบว่าบางครั้งหนังสือก็สื่อสารออกมาในแนวทางนั้นเช่นกัน
มีมากกว่าห้าครั้งแน่ๆ ที่ตอนอ่าน ผมนึกเถียงขึ้นมาในใจว่าสิ่งที่เจสันและเดวิดแนะนำใช้ไม่ได้ผลกับทุกบริบท ในรูปแบบบริษัทบางแห่ง (เช่นในประเทศไทย) สิ่งที่พวกเขายึดมั่นถือมั่นและนำมาเล่าไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงแบบปัจจุบันทันด่วน หลายๆ อย่างที่เป็นพื้นฐานของสังคมทำงานทำให้หลายวิธีการดูไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่นัก แต่ถึงเป็นแบบนั้น ผมพบว่าการเลือกปิดหนังสือเล่มนี้ไปโดยไม่อ่านจบทั้งหมดมีข้อเสียมากกว่าข้อดีแน่ๆ
ภายใต้ตัวอย่างแนวคิดและการทำงานของบริษัท Basecamp ในหนังสือเล่มนี้ ถ้าเราถอดวิธีการและภาษาสั่งสอนออก ผมพบว่าแก่นแท้ของ Basecamp ต่างหากที่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานได้ทั้งในแง่ของการเป็นพนักงานและผู้นำ เช่น ถ้าเราถอดประโยค ‘ไม่คิดถึงกำไรสูงสุด’ ออก เราจะพบว่าแท้จริงแล้วคำว่า ‘ทำทุกวันให้ดีที่สุดก็เพียงพอ’ นั้นเป็นสัจนิยมของโลกที่หลายคนมักหลงลืมไปเมื่อติดอยู่ในวังวนการทำงาน เราอาจนำมาใช้และบอกตัวเองได้ว่าอย่าคิดถึงผลที่ตามมามากเกินไปจนลืมการทำงานตรงหน้าในปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งในหัวข้อ ‘การไม่ต่อสู้ทางธุรกิจ’ ใจความจริงๆ แล้วก็คือบริษัท Basecamp เน้นความยั่งยืนมากกว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วโดยไร้รากฐานที่แข็งแรง พวกเขายังคงใส่ใจเรื่องกำไร เพียงแต่ไม่นำมันมาขับเคลื่อนบริษัทมากเกินไปจนหลงลืมความสุขในการทำงานของพนักงาน
นี่เป็นแค่ 2-3 ตัวอย่างเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงเมื่อได้ลองเอามุมมองนี้มาใช้ยามตัวเองไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาในหนังสือ ผมพบว่าแท้จริงแล้วหนังสือเล่มนี้มีประโยชน์สูงมากกับสภาวะหนูติดจั่นที่ผมเจอ
แนวคิดจากทั้งเจสันและเดวิดทำให้ผมได้ตรึกตรองถึงวิธีการทำงานของตัวเองและจุดที่ยืนอยู่ ผมได้ถามตัวเองด้วยหลายๆ คำถามที่มีที่มาจากหนังสือเล่มนี้
ทุกวันนี้กับงาน ผม (และคุณ) ให้ค่ากับอะไรกันแน่?
ผม (และคุณ) ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากพอหรือยัง?
กับชีวิตส่วนตัว ผม (และคุณ) หลงลืมมันไปขนาดไหนแล้ว?
และที่สำคัญ งานยังทำให้ผม (และคุณ) มีความสุขอยู่หรือเปล่า?

แม้หลังจากตอบคำถามบางข้อ ผมอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงถึงขั้นเดียวกับบริษัท Basecamp แต่นั่นก็เพียงพอแล้วเพราะหนังสือเล่มนี้ทำให้ผม (และอาจรวมถึงคุณ) ได้เห็นและเริ่มสร้างรูปแบบการทำงานที่เหมาะสมกับตัวเองจริงๆ
เมื่อปิดหนังสือลง งานผมอาจไม่ได้ลดลงหรอก ผมและอีกหลายคนล้วนยังต้องเป็นฟันเฟืองที่ทำงานอย่างหนักในโลกทุนนิยม อย่างผมเอง ขนาดอ่าน ทำงานยังไงไม่ให้บ้าไปซะก่อน! ผมยังต้องเอามาเขียนเป็นบทความนี้เลย แต่เหนืออื่นใดผมว่าเวลาที่ใช้ไปกับสิ่งที่ได้มานั้นเป็น ‘ความคุ้มค่า’ อย่างน้อยหนังสือเล่มนี้ก็ทำให้ผมได้ตกตะกอนบางอย่าง และได้คิดถึงหลายๆ อย่างเกี่ยวกับงานตรงหน้ามากขึ้น
สุดท้ายนี้ ขอตัวไปทำงานที่รักก่อนนะ
ไว้เจอกันใหม่ในวันใกล้บ้า และวันนั้นผมหวังว่าจะเข้าใจตัวเองมากขึ้น





