ลองคิดภาพตามนะครับสมมติว่านวนิยายเรื่องดังอย่าง The Lord of the Rings ไม่ได้มีฉากหลังเป็นยุโรปหรือนิวซีแลนด์อย่างที่เราคุ้นเคยกันแต่กลับเป็นในผืนแผ่นดินรกร้างห่างไกลและไม่ค่อยเป็นที่รู้จักอย่าง ‘แอฟริกา’ คุณคิดว่าเรื่องราวของ The Lord of the Rings จะเปลี่ยนไปสักแค่ไหน
Black Leopard Red Wolfคือนวนิยายเรื่องล่าสุดของ Marlon James นักเขียนชาวจาเมกาเจ้าของรางวัล Man Booker Prize ประจำปี 2015 จากA Brief History of Seven Killings หนังสือที่เล่าถึงแผนการพยายามลอบสังหาร ‘Bob Marley’ ศิลปินเร็กเก้ผู้โด่งดังสี่ปีผ่านไป เจมส์กลับมาอีกครั้งพร้อมงานเขียนเล่มใหม่ที่ผิดแผกแตกต่างไปจากผลงานที่ผ่านมาด้วยเพราะ Black Leopard Red Wolf เล่มนี้คือวรรณกรรมผจญภัย–แฟนตาซีที่มีแอฟริกาเป็นฉากหลังนั่นเองครับ
Black Leopard Red Wolf เริ่มต้นเรื่องราวด้วยประโยคสั้นๆว่า “เด็กตายไปแล้วไม่มีอะไรต้องรู้ไปมากกว่านี้” ทว่าตลอดความหนากว่า 620 หน้าของหนังสือเล่มนี้เจมส์ก็ได้พาเราไปพบคำตอบว่าเด็กที่ตายไปแล้วคนนี้คือใครมีความสำคัญอย่างไร แล้วทำไมเราถึงไม่ควรรู้อะไรมากไปกว่าข้อเท็จจริงนี้ผ่านตัวละครเอกนาม ‘Tracker’ (นักสะกดรอย) เด็กหนุ่มผู้มีจมูกวิเศษ ที่แค่เพียงได้ดมกลิ่นตัวของใครสักครั้งก็สามารถติดตามค้นหาเจ้าของกลิ่นตัวนั้นได้ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลสักแค่ไหน ซึ่งเจมส์ได้บอกเล่าเรื่องราวของภารกิจในการค้นหา ‘เด็กคนหนึ่ง’ ผู้หายสาบสูญไปเมื่อสามปีก่อน
Tracker ไม่ได้ดำเนินภารกิจนี้โดยลำพังเพราะก็คล้ายๆกับ The Lord of the Rings หรือนวนิยายแฟนตาซีในอดีตหลายๆเรื่องที่เราคุ้นเคยคือภารกิจนี้ได้รวบรวมกลุ่มตัวละครประหลาดๆเข้าไว้ด้วยกันเช่นชายผู้สามารถแปลงร่างเป็นเสือดาวได้เพียงแต่ความน่าสนใจอยู่ที่ว่าแม้ตัวละครต่างๆจะล้วนมีเป้าหมายในการค้นหาเด็กคนนี้ให้พบทว่าความสำคัญของเด็กคนนี้กลับไม่เคยถูกพูดถึงอย่างชัดเจนกล่าวคือตัวละครในเรื่องต่างก็ไม่แน่ใจว่าเด็กคนนี้เป็นใครไม่รู้ว่าเขาหายตัวไปได้อย่างไรหรือถ้ามีตัวละครที่พอจะรู้อะไรเกี่ยวกับเด็กคนนี้บ้างเขาก็เลือกจะปิดบังความลับนี้ไว้นี่เองจึงเป็นจุดเด่นแรกที่ทำให้ Black Leopard Red Wolfต่างออกไปจากนวนิยายแฟนตาซีหลายๆเรื่องนั่นคือ ‘ความไม่ชัดเจนในภารกิจ’ เจมส์ยั่วล้อคนอ่านผ่านความสับสนของ Tracker เองที่แม้ว่าเขาจะเป็นตัวละครหลักของเรื่องทว่าเขาเองก็สับสนไม่ต่างกับคนอื่นๆเขามีเป้าหมายที่ต้องบรรลุภารกิจให้ลุล่วงแต่ในขณะเดียวกันเขากลับไม่รู้เลยว่าเขาทำสิ่งนี้ไปเพื่อจุดประสงค์อะไร
อย่างที่ได้เล่าไว้ว่า Black Leopard Red Wolf เริ่มต้นด้วยประโยคที่บอกคนอ่านอย่างชัดเจนว่า “เด็กตายไปแล้ว” ใช่ครับ ‘เด็ก’ ในที่นี้คือคนเดียวกับ ‘เด็ก’ ในภารกิจของ Tracker นั่นเท่ากับว่านิยายจงใจบอกคนอ่านตั้งแต่ต้นว่าภารกิจของ Tracker จะไม่สำเร็จและเด็กผู้หายสาบสูญไปคนนี้ไม่ว่าจะถูกค้นพบหรือไม่แต่ข้อเท็จจริงก็คือเขาได้ตายไปแล้วนี่เป็นอีกจุดหนึ่งที่ส่งให้หนังสือเล่มนี้แตกต่างออกไปลองนึกดูสิครับว่ามีนวนิยายแฟนตาซีสักแค่ไหนกันเชียวที่เลือกจะบอกตอนจบกับคนอ่านตั้งแต่ประโยคแรกแถมยังเป็นตอนจบที่ประกาศชัดกันโต้งๆว่าพระเอกของเราจะล้มเหลวในการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้แล้วอย่างนี้จะควรค่าอะไรต่อการอ่านอีกล่ะ
ตรงนี้เองที่เจมส์ได้ท้าทายต่อขนบที่ว่า ‘ทุกๆการผจญภัยจะสิ้นสุดลงที่ความสำเร็จ’ และ ‘ฮีโร่ในเรื่องจะค้นพบตัวเองผ่านการเดินทางอันยาวนานนี้’ แต่ Black Leopard Red Wolfกลับเสนอความเป็นไปได้อื่นที่ต่างออกไปเพราะไม่เพียงแค่ภารกิจในเรื่องจะล้มเหลวไม่เป็นท่าเท่านั้นแต่ Tracker เองยังเป็นตัวละครที่ไม่ได้ก้าวข้ามหรือพัฒนาไปสู่ตัวตนที่ดีกว่าอะไรพวกนั้นเขากลับพบแต่ความล้มเหลวสับสนสิ้นหวังและโทสะ Tracker ไม่ได้ค้นพบแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์และแม้ว่าภารกิจจะสิ้นสุดลงแต่ชีวิตของเขาก็จะยังมืดมิดมอดหวังและน่าเศร้าต่อไปพูดอีกอย่างคือเจมส์ต้องการจะชี้ให้เห็นว่าไม่ใช่ทุกการทุ่มเทในชีวิตจะนำมาซึ่งความสำเร็จอันสวยสดงดงามแต่อาจเป็นความพังพินาศที่เฝ้ารออยู่ณจุดสิ้นสุดของความพยายามแทบเป็นแทบตายของเรา
อ่านถึงตรงนี้หลายคนคงจะเริ่มสงสัยว่าแล้วหนังสือเล่มนี้น่าอ่านตรงไหน? ทำไมถึงต้องมาเสียเวลาอ่านนวนิยายที่ชวนจะหดหู่แบบนี้กัน? แต่ผ่านเรื่องราวการผจญภัยของ Tracker ที่เจมส์ได้สอดแทรกตำนานและปกรณัมแอฟริกันอยู่เรื่อยๆและซึ่งความน่าสนใจไม่เพียงจะอยู่แค่กับตำนานของภูมิภาคที่ไม่ค่อยจะเป็นที่รับรู้เท่านั้นแต่เจมส์ยังเขียน Black Leopard Red Wolfในลักษณะโครงสร้างภาษาแบบมุขปาฐะกล่าวคือเขาให้ความสำคัญกับจังหวะท่วงทำนองและการร้อยเรียงประโยคในระดับที่ว่าการอ่านหนังสือเล่มนี้เงียบๆในใจกับการอ่านโดยเปล่งเสียงออกมาจะให้ประสบการณ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนเพราะ Black Leopard Red Wolf ถูกเขียนขึ้นภายใต้วิธีคิดและไวยากรณ์ของการอ่านออกเสียงนั่นเอง
สำหรับเจมส์ แอฟริกาคือดินแดนชายขอบที่มักจะถูกหลงลืมโดยเฉพาะในโลกของวรรณกรรมผจญภัย–แฟนตาซีที่มักจะหยุดนิ่งอยู่กับฉากหลังของทวีปยุโรปเท่านั้น Black Leopard Red Wolf จึงคือความพยายามที่จะถางพื้นที่ใหม่ๆให้กับนวนิยายแนวนี้เพื่อจะไม่ยึดติดอยู่แต่กับคติความเชื่อแบบยุโรปโยกย้ายความสนใจมาสู่ภูมิภาคอื่นที่มักจะถูกมองข้ามอยู่บ่อยๆทั้งที่แอฟริกาเองก็รุ่มรวยไปด้วยตำนานและประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนซึ่งพร้อมจะมอบลมหายใจและจินตนาการใหม่ๆต่อโลกของวรรณกรรมแฟนตาซีในบทสัมภาษณ์หนึ่ง เจมส์กล่าวไว้ว่า
“ในฐานะที่ผมเองก็เป็นคนผิวสีพลัดถิ่นผมสนใจเป็นพิเศษกับเรื่องราวที่พ้นไปจากความเป็นทาสผมเหนื่อยที่ประเด็นนี้มักถูกมองในฐานะของอดีตที่ห่างไกลที่สุดที่เราจะไปถึงได้ประหนึ่งว่าเรื่องราวของการต่อสู้และผู้วิเศษไม่ใช่สิ่งที่เราจะเข้าถึงได้เลย”
แต่พ้นไปจากเรื่องนี้อีกประเด็นอันเป็นความปวดหัวอันน่ารื่นรมย์ของหนังสือเล่มนี้คือสถานะของ ‘ความจริง’ ในเรื่องที่เลื่อนไหลเรื่อยไปและไม่เคยจะหยุดนิ่งตายตัวครับความจริงใน Black Leopard Red Wolfเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอย่างประโยคที่ว่า “ความจริงจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อชายคนเดิมพูดถึงเรื่องเดิมเป็นครั้งที่สอง” เช่นกันที่บางครั้ง ‘ความจริง’ ที่ตัวละครหนึ่งๆเชื่อว่ากำลังเผชิญอยู่นั้นอาจเป็นสภาพความเป็นจริงที่เป็นผลลัพธ์จากอาการจิตหลอนชั่วขณะหนึ่งซึ่งเขาอาจไม่รู้ตัวก็เป็นได้เมื่อเจมส์ท้าทายกับ ‘ความพยายามที่จะประกอบสร้างความจริง’ ภายใต้บริบทพื้นที่สถานะและอคติของตัวละครที่ย่อมจะแตกต่างกันไปคำถามคือเช่นนี้แล้วจะเป็นไปได้ไหมที่ความจริงจะคือสภาวะที่จะหยุดนิ่งตายตัวและไม่เปลี่ยนแปลง? และกับความจริงที่เราเชื่อต่อๆกันมาว่าจริงก็อาจเป็นเพียงแค่คำโป้ปดของใครสักคนหนึ่งที่อาจเพราะอำนาจหรือแค่ความบังเอิญก็เลยถูกยอมรับและจดจำมากกว่าความจริงอื่นๆก็เท่านั้น
Black Leopard Red Wolf เป็นเพียงนวนิยายเล่มแรกในไตรภาค ‘Dark Star Trilogy’ ซึ่งความน่าสนใจก็คืออีกสองเล่มที่จะตามมาไม่ได้เป็นการขยายไปสู่การเดินทางใหม่ๆแต่อย่างใดหากเลือกจะบอกเล่าเรื่องราวเดิมๆในเล่มแรกเพียงแต่เปลี่ยนจากคนเล่าคนเดิมไปสู่คนเล่าคนอื่นคล้ายๆกับเรื่องสั้นในป่าละเมาะหรือราโชมอนนั่นแหละครับที่แค่เปลี่ยนผู้เล่าใหม่เรื่องราวก็กลับจะตาลปัตรไปคนละทิศละทาง
สำหรับผมนี่เองถือเป็นอีกความพยายามหนึ่งของเจมส์ที่จะท้าทายขนบธรรมเนียมของการเขียนนวนิยายผจญภัย–แฟนตาซีที่มักจะมองว่า ‘การเปลี่ยนเล่ม’ คือการนำเสนอเรื่องราวใหม่ๆไม่ว่าจะเป็นการย้อนเล่าถึงอดีตที่ไม่เคยปรากฏหรือผลักพาเนื้อเรื่องให้ดำเนินต่อไปหากทั้งหมดต่างวางอยู่บนฐานคิดที่เชื่อว่า ‘หนังสือเล่มใหม่จะต้องมาพร้อมเรื่องราวใหม่ๆ’ และแม้ว่าตอนนี้เจมส์จะเริ่มเขียนเล่มสองไปแล้วทว่าอย่างน้อยๆคงอีก 2-3 ปีกว่าที่เราจะได้พิสูจน์กันว่า ‘การเล่าเรื่องเดิมผ่านตัวละครใหม่’ จะเวิร์กหรือเปล่าแต่จนกว่าจะถึงวันนั้นใครที่อยากลองรสชาติใหม่ๆของวรรณกรรมผจญภัย–แฟนตาซี ลองหา Black Leopard Red Wolfมาอ่านดูสิครับรับรองว่านวนิยายเล่มนี้จะอัดแน่นไปด้วยความแปลกใหม่ที่ไม่น่าจะมีใครคุ้นเคยแน่นอน





