เผลอแป๊บเดียวจะสิ้นปีแล้ว ไยน้องแก้วยังนกอยู่เอ้ย! คอลัมน์ของเราเดือนนี้อยากส่งท้ายปีเก่าด้วยการเอาใจสายนก โดยพาไปชมนกที่นอกจากสวยงามเลอค่าแล้วยังมีเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับยุคบุกเบิกการศึกษาธรรมชาติวิทยาในประเทศไทยด้วยนกที่ว่านี้คือนกปักษาสวรรค์สตัฟซ่อนอยู่ในตู้โบราณของพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั่นเอง
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็น 1 ใน 5 พิพิธภัณฑ์ในเครือของภาควิชาชีววิทยาตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ตึกชีววิทยา 1 คณะวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เท้าความดูว่าน่าจะเป็นหนึ่งในคอลเลกชั่นวัตถุพิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยเดิมก่อตั้งตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อประมาณ พ.ศ. 2415 โดย Henry Alabaster แต่ในช่วงแรกไม่มีผู้สนใจสืบสานจึงทำให้ต้องปิดไป
หลังจากนั้นเมื่อไปดูจดหมายเหตุเราจึงพบคอลเลกชั่นสัตว์สตัฟที่คาดว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน (สมัยนั้นใช้คำว่า ‘สัตว์ชำแหละเนื้อแล้วอาบน้ำยา’) ในมิวเซียมหลวงที่วังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 5 -6 ซึ่งเคยจัดแสดงวัตถุรวมหลายๆสาขาวิชาไว้ด้วยกันอย่างเช่นโบราณวัตถุศิลปวัตถุสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์รวมไปถึงวัตถุทางธรรมชาติวิทยาด้วย
ในหนังสือวัธนธัมไทยเรื่องของในพิพิธภันทแห่งชาติบันทึกไว้ว่าช่วงพ.ศ. 2469 มีการปรับเปลี่ยนมิวเซียมหลวงให้เป็นพิพิธภัณฑสถานประเภทโบราณคดีและศิลปะวัตถุอื่นๆ ที่ไม่เข้ากับโบราณคดีจึงถูกกระจายออกไปตามสถานศึกษาต่างๆซึ่งในขณะเดียวกันนั้นภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถือเป็นหนึ่งในภาควิชาด้านวิทยาศาสตร์ที่มีมาตรฐานสากลเป็นอันดับหนึ่งในประเทศเนื่องด้วยการทำสัญญาร่วมมือกับมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ทำให้มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและอาจารย์จำนวนมากกับอเมริกาโดยเฉพาะสาขาชีววิทยาที่เคยมีหัวหน้าแผนกเป็นชาวต่างชาติเกือบสิบปี ตั้งแต่ศาสตราจารย์ Thomas F. Morrison (พ.ศ. 2468-2470) ศาสตราจารย์ Gordon E. Alexander (พ.ศ. 2471-2473) และศาสตราจารย์ Ottis R. Causey (พ.ศ. 2473-2477) มีการเรียนการสอนที่ใช้เครื่องมือทันสมัยอาจารย์บางท่านถึงกับสั่งสัตว์สตัฟจากต่างประเทศเข้ามาใช้เป็นสื่อการสอนดังนั้นคงไม่แปลกที่สัตว์สตัฟบางส่วนจากมิวเซียมหลวงจะถูกส่งมาร่วมทัพอยู่ณที่นี้ด้วย

สัตว์สตัฟกลุ่มนี้ถูกจัดแสดงแยกไว้จากวัตถุอื่นๆโดยเมื่อเข้าไปด้านในห้องนิทรรศการหลัก พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาจะเห็นตู้โบราณอยู่ด้านขวามือมีสัตว์สตัฟ ‘รวมมิตร’อยู่ด้านใน 14 ตัวซึ่งถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าแต่ละตัวนั้นล้วนเป็นสัตว์ที่ไม่ใช่สัตว์ท้องถิ่นในไทย เช่น นกแก้วมาคอว์ตัวเขื่องสล็อทหรืออาร์มาดิลโลยิ่งถ้ามองใกล้ๆ เราจะเห็นกระดาษระบุเลขทะเบียนสีซีดที่เขียนด้วยเลขไทยแถมกรรมวิธีการสตัฟก็โบราณกว่าตัวอย่างอื่นๆ
อย่างบนหลังของอาร์มาดิลโลเราจะเห็นเส้นฟางที่แยงออกมาจากใต้เกล็ดซึ่งหมายความตัวสัตว์เหล่านี้ถูก ‘ยัดไส้’ด้วยฟางหรือสำลีซึ่งเป็นกรรมวิธีดั้งเดิม (เป็นที่มาของคำว่า stuffed animal หรือสัตว์สตัฟ ที่เราเรียกๆ กัน) ก่อนที่นักสัตววิทยาจะเปลี่ยนวิธีสตัฟในช่วงศตวรรษที่ 20 เป็นการสร้างตุ๊กตาโฟมในท่าและขนาดของสัตว์แล้วค่อยเอาหนังครอบโครงนั้นทีหลัง
หรืออีกตัวอย่างคือการจัดนกฮัมมิงเบิร์ดใส่โหลแก้วร่วมกับใบไม้แห้งซึ่งเป็นวิธีการจัดแสดงเพื่อความสวยงามและเป็นที่นิยมอย่างมากในยุควิกตอเรียน
แต่ในปัจจุบันการเก็บสัตว์เพื่อการศึกษานักสัตววิทยาจะไม่ใส่ซากพืชหรือสิ่งอื่นๆ ที่ทำให้เกิดแบคทีเรียหรือการย่อยสลายเพิ่มเติมใกล้กับตัวสัตว์สตัฟอีกต่อไปเพื่อรักษาให้ชิ้นส่วนของสัตว์อยู่ในสภาพสมบูรณ์ยาวนานเท่าที่จะทำได้

หนึ่งในสัตว์ที่จัดแสดงในกระจกครอบของตู้นี้ซึ่งยกมาพูดถึงคือ ‘นกปักษาสวรรค์’หรือ bird of paradise โดยถ้ามองเผินๆ อาจดูไม่รู้เนื่องจากสีสันที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของสายพันธุ์ปักษาสวรรค์นั้นได้จางหายไปกับกาลเวลาเสียแล้วคาดว่าเกิดจากการสลายตัวของพิกเมนต์อื่นๆทำให้น่าจะมีแค่เม็ดสีพื้นฐานอย่างสีน้ำตาลเข้มของกลุ่มเมลานินที่คงทนเหลืออยู่ในเคราตินและโครงสร้างขนเท่านั้น
ยังโชคดีที่เรายังเห็นลักษณะเด่นของนกตัวนี้ที่ขนหางซึ่งม้วนเป็นวงกลมสองเส้นและแผงขนที่แผ่ออกจากไหล่ทำให้เราสันนิษฐานได้ว่านกตัวนี้น่าจะเป็นสายพันธุ์ king bird-of-paradise (Cicinnurus regius) ซึ่งมีชื่อเล่นว่า ‘อัญมณีที่มีชีวิต’ถือเป็นนกขนาดเล็กที่สุดและสีสันงดงามที่สุดในสายพันธุ์ปักษาสวรรค์ตัวผู้จะมีสีแดงสดตัดกับช่วงท้องสีขาวเท้าสีน้ำเงินและที่สำคัญคือมีปลายขนด้านข้างสีเขียวมรกตกับขนหางที่เด้งออกมาเป็นเอกลักษณ์
องค์ประกอบที่ดูแปลกตาและเวอร์วังนี้มีหน้าที่หลักในการดึงดูดตัวเมียเพื่อผสมพันธุ์โดยนกปักษาสวรรค์ตัวผู้แต่ละชนิดจะมีการระบำขนหางที่พิสดารและสวยงามน่าชม ถือเป็นจุดเด่นของนกประเภทนี้ก็ว่าได้
นกเหล่านี้จะกระจายพันธุ์อยู่ในป่าดิบชื้นของนิวกินีหมู่เกาะโมลุกกะในอินโดนีเซียและบางส่วนของออสเตรเลียแบ่งออกเป็น 15 สกุลและมีมากกว่า 40 ชนิดขนของพวกมันเคยใช้แทนเงินได้สำหรับคนท้องถิ่นและถือเป็นเครื่องบรรณาการหรือสินค้ามีค่ามานานกว่า 2,000 ปี

เมื่อนักเดินทางชาวยุโรปได้ไปค้นพบนกเหล่านี้และนำล่องเรือกลับมาที่ทวีปของตน (มีบันทึกว่านกปักษาสวรรค์ตัวแรกเดินทางจากหมู่เกาะมหาสมุทรแปซิฟิกไปพร้อมกับกองเรือของ Ferdinand Magellanเทียบท่าสเปนเมื่อค.ศ. 1522) ก็เกิดกระแสนิยมต้องการสะสมนกเหล่านี้อย่างแพร่หลายโดยนกชุดแรกๆ ที่เดินทางมาถึงนั้นไร้ขา เนื่องจากชาวพื้นเมืองมักตัดออกก่อนนำมาเป็นบรรณาการให้กับแขกเหรื่อ อีกทั้งพวกเขายังเรียกมันว่า bolong diwata หรือนกของทวยเทพ
ชาวยุโรปผู้ไม่เคยเห็นนกตัวจริงในป่าดงดิบจึงมโนกันไปว่านกเหล่านี้มีชีวิตอยู่ในอากาศและไม่เคยร่อนเหยียบพื้นดินเป็นที่มาของชื่อ ‘ปักษาสวรรค์’บ้างเอาไปเขียนต่อยอดอีกว่าเป็นนกที่มีเสียงไพเราะที่สุดในโลกกินแต่น้ำค้างสวรรค์ฯลฯ
ตำนานเหล่านี้ทำให้การล่านกสายพันธุ์นี้ดุเดือดยิ่งขึ้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็นการแข่งขันของชนชั้นสูงในยุโรปที่จะส่งทีมนักสำรวจไปค้นพบ (ล่า) สกุลนกปักษาสวรรค์ใหม่ๆ แล้วตั้งชื่อตามชื่อของตนเราจึงจะเห็นชื่ออย่าง Count Raggi’s, Emperor of Germany’s, Prince Rudolph’s, Count Salvadori’s ฯลฯนำหน้าสายพันธุ์ปักษาสวรรค์ในสารานุกรมอยู่เสมอ


อีกทั้งยังมีความต้องการขนของนกเหล่านี้เพื่อประดับหมวกสตรีชาวยุโรปตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20ที่นิวกินีมียอดส่งออกนกชนิดนี้ถึงปีละ 80,000 ตัวต่อปีจนสุดท้ายรัฐบาลต้องออกกฎหมายควบคุมในที่สุด
แต่ความพิสดารของนกนี้ยังไม่จบเพียงเท่านั้นเมื่อมันถูกนำมาเทียบเคียงกับนกการเวกในตำนานของบ้านเราด้วย!
นกการเวก (หรือนกกรวิก ใน ไตรภูมิพระร่วง) ถือเป็นสัตว์ในตำนานของป่าหิมพานต์มีเสียงเสนาะไพเราะอย่างยิ่งสัตว์ทุกชนิดเมื่อได้ยินแล้วจะต้องหยุดฟังบ้างว่ามันหาตัวจับยากนักเพราะอยู่แต่บนท้องฟ้ากินลมเป็นอาหารจึงไปตรงกับเรื่องเล่าของนกปักษาสวรรค์ทางตะวันตกพอดี
นอกจากนี้ยังมีข้อที่ว่ากษัตริย์ปาปัวนิวกินีมักใช้ขนนกมีค่าเหล่านี้ประดับมงกุฎของตนและใช้เป็นเครื่องบรรณาการประหนึ่งทองคำก็ไปสอดคล้องกับใน ไตรภูมิพระร่วง ที่กล่าวไว้ว่าขนนกการเวกกลายเป็นทองคำได้การที่จะได้ขนมานั้นต้องทำพิธีโดยทำนั่งร้านไว้บนยอดไม้เอาขันใส่น้ำไปวางไว้นกการเวกจะมาอาบน้ำในขันแล้วสลัดขนร่วงไว้ให้ความมีค่านี้ก็ไปผูกกับนกวายุภักษ์ที่เป็นตรากระทรวงการคลังด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ตรัสสั่งไปต่างประเทศให้ส่งตัวปักษาสวรรค์ตัวจริงๆ มาถวายเสียให้รู้เรื่องรู้ราวจึงได้ตัวจริงเป็นนกยัดไส้มีขนบริบูรณ์เข้ามาและต่อมาทรงจัดเอาขึ้นเกาะคอน มีด้ามให้เด็กถือนำพระยานมาศในพระราชพิธีโสกันต์ของสมเด็จเจ้าฟ้าด้วย
แม้ตัวนกที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์จะไม่ใช่สัตว์หิมพานต์เสียทีเดียวแต่เรื่องราวความอัศจรรย์ของมันยังตอกย้ำกับเราว่า มนุษย์นั้นยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้จากธรรมชาติด้วยความเคารพอยู่อีกมากมาย
พิกัดขุมทรัพย์
พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ห้อง 230 ชั้น 2 ตึกชีววิทยา 1 ภาควิชาชีววิทยาคณะวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เวลาทำการ :วันจันทร์–ศุกร์เวลา 9:00-16:00 น. ปิดวันหยุดนักขัตฤกษ์ (ไม่เสียค่าเข้าชม)
โทรศัพท์ : 0 2218 5266
เว็บไซต์ :museum.stkc.go.th





