นอกจากเสียงเพลงซานตาลูชีอาที่ถูกร้องประสานดังกึกก้องในบริเวณมหาวิทยาลัยศิลปากรเมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมาอาจารย์ศิลป์พีระศรี (ชื่อเดิม Corrado Feroci)ยังเป็นผู้นำเข้าอีกหลากหลายสรรพสิ่งจากประเทศอิตาลี ซึ่งตกทอดมาในวงการศิลปวัฒนธรรมไทยจวบจนปัจจุบัน
เราจึงขอถือโอกาสเล่าเรื่อง ‘ขุมทรัพย์’นำเข้าอีกชิ้นหนึ่ง ที่น้อยคนจะรู้จักแต่แสดงให้เห็นถึงคุณูปการของอาจารย์ศิลป์ต่อวงการศิลปะสมัยใหม่ของบ้านเราได้อย่างดีแถมยังเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ไทย–อิตาลีที่เวียนมาครบ 150 ปีในปี 2019 นี้ไปด้วยในตัว
ขุมทรัพย์ที่ว่านี้คือปูนปั้นจำลอง ‘ลำตัวแห่งเบลเวเดเร่’(Belvedere Torso) นั่นเอง

ปูนปั้นนี้มีต้นแบบมาจากซากประติมากรรมหินอ่อนโบราณของชาวโรมันซึ่งคาดกันว่าน่าจะจำลองมาจากรูปสำริดของชาวกรีกอีกทีคำนวณอายุได้เก่ากว่า 2,000 ปีตรงฐานมีการสลักชื่อผู้สร้างไว้ว่า‘Apollonius, Son of Nestor, Athenian’วัตถุชิ้นนี้อยู่ในบันทึกสมบัติของพระราชาคณะ Prospero Colonna ในโรมตั้งแต่ ค.ศ. 1430ต่อมาถูกนำมาวางที่ Cortile del Belvedere ในวาติกันเป็นที่มาของชื่อเรียกว่า ‘ลำตัวแห่งเบลเวเดเร่’
เมื่อพิจารณาดูจะเห็นว่าแม้ประติมากรรมหินอ่อนชิ้นนี้แตกหักไปมากแต่ก็ยังถือว่าเป็นหนึ่งในศิลปวัตถุที่สมบูรณ์ที่สุดที่หลงเหลือมาจากยุคกรีก-โรมันนอกจากนี้ยังแสดงถึงความงามในอุดมคติและความเชี่ยวชาญของประติมากรสมัยนั้นอย่างดีเยี่ยมกล่าวคือแม้รูปปั้นนี้จะเป็นเรือนร่างบุรุษที่กำยำใหญ่โตแต่กลับไม่รู้สึกถึงความแข็งกระด้างแม้แต่น้อยช่วงลำตัวในที่นี้ถูกปั้นในท่วงท่านั่งขณะเดียวกันก็บิดเอียงเผยให้เห็นแผงหน้าอกและกล้ามเนื้อหน้าท้องใต้กระดูกซี่โครงที่โป่งพองขึ้นเล็กน้อยราวกับว่ากำลังสูดอากาศหายใจต้นขาขวาอยู่เหนือขาซ้ายเล็กน้อยทำให้การทิ้งน้ำหนักของมวลร่างกายดูพลิ้วไหวและมั่นคงพร้อมๆ กัน
หากจะบอกว่ามันดูสวยงามจนเกินมนุษย์ก็ไม่ผิดนักเพราะความงามในอุดมคติของชาวกรีกโบราณนั้นมาจากความพยายามตัดทอน ผสมผสาน ส่วนที่ดีที่สุดของมนุษย์หลายๆ คนเข้าด้วยกันเกิดเป็นกายภาพของเทพเจ้าที่พวกเขาบูชาสำหรับลำตัวแห่งเบลเวเดเร่นี้ เนื่องจากตรงฐานมีรูปทรงของหนังสัตว์อยู่ด้วยนักประวัติศาสตร์จึงระบุว่าน่าจะเป็นรูปปั้นของวีรบุรุษในเทพปกรณัมอย่าง Hercules ผู้มักถูกปั้นคู่กับหนังสิงโตเสมออย่างไรก็ดียังมีการเสนอความเป็นไปได้อื่นว่าอาจเป็นรูปของ Polyphemus, Marsyas, หรือ Ajax ด้วยเช่นกัน
ท่วงท่าการเอี้ยวบิดและกายภาพอันมหัศจรรย์พันลึกนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อศิลปินในยุคเรอเนซองซ์คำว่าเรอเนซองซ์เองแปลว่าการเกิดใหม่ซึ่งกรณีนี้หมายถึงการฟื้นฟูแนวคิดและปรัชญากรีก-โรมันกลับมาอีกครั้งในช่วงศตวรรษที่ 15 ของอิตาลี กระแสนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสงครามครูเสดที่ทำให้ชาวอิตาเลียนได้เข้าถึงงานปรัชญาโบราณที่สูญหายไปอีกครั้งจากอาณาจักรไบแซนไทน์เราจึงได้เห็นกลิ่นอายของเทพปกรณัมกรีกที่ผสมเข้ากับศาสนาคริสต์ซึ่งเป็นแกนกลางของสังคมในสมัยนั้นอยู่มาก
อย่างในงานของ Michelangelo (ค.ศ. 1475-1564) มีการใช้รูปปั้นลำตัวแห่งเบลเวเดเร่นี้เป็นแบบสำหรับวาดงานชิ้นเอกของเขาหลายชิ้นมีเรื่องเล่าว่าพระสันตะปาปาจูเลียสที่ 2เคยสั่งให้ไมเคิลแองเจโลทำการบูรณะรูปปั้นนี้แต่เขากลับปฏิเสธและบอกว่าหินอ่อนชิ้นนี้สวยงามเกินกว่าจะแต่งเติมนอกจากนี้ไมเคิลแองเจโลยังใช้ลำตัวนี้เข้าไปในภาพ The Last Judgement ในวิหารซิสทีนด้วย (ที่ชัดที่สุดคือรูปร่างของประกาศกที่กำลังถือหนังที่โดนถลกออกจะเห็นว่าลำตัวเป็นทรงนี้เป๊ะๆส่วนหนังที่ถูกถลกออกมาว่ากันว่าไมเคิลแองเจโลตั้งใจวาดให้เป็นรูปตัวเขาเอง)
จากนั้นมาภาพของลำตัวแห่งเบลเวเดเร่ก็ได้รับยกย่องให้เป็นชิ้นงานศึกษาของศิลปินทุกๆ สถาบันมันถูกทำซ้ำและปรากฏอยู่ในงานศิลปะของศิลปินทั่วโลก เช่น ภาพสเกตซ์ของ Peter Paul Rubens, ภาพเหมือนของ Benjamin West, Angelica Kauffmann ฯลฯ

ตัดภาพมาที่ประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 6 พระองค์มีพระราชประสงค์ให้หาช่างปั้นมาช่วยปฏิบัติราชการในไทยทางรัฐบาลอิตาลีจึงเสนอนายคอร์ราโดเฟโรชีประติมากรฝีมือเยี่ยมผู้ชนะการประกวดออกแบบเหรียญเงินตราสยามที่จัดขึ้นในยุโรปเมื่อปี2466 ให้ทางสยามพิจารณาโดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าจิตรเจริญกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเป็นบุคคลสำคัญในการคัดเลือกในที่สุดศาสตราจารย์เฟโรชีจึงได้เข้ามาทำงานในสยามเมื่อวันที่ 14 มกราคมพ.ศ. 2466ด้วยอัตราเงินเดือนเริ่มต้น 800 บาท
ศาสตราจารย์เฟโรชีค่อยๆ ได้รับความไว้วางใจในหน้าที่การงานมากขึ้นเรื่อยๆจนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์สอนวิชาช่างปั้นหล่อ แผนกศิลปากรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภาและได้วางหลักสูตรวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมพร้อมกับก่อตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรมขึ้นในเวลาต่อมาเมื่อกรมศิลปากรแยกจากกระทรวงศึกษาธิการไปขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อปี2485จอมพลป. พิบูลสงครามจึงได้มีคำสั่งให้อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น (พระยาอนุมานราชธน)ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตร และมีการตราพระราชบัญญัติยกฐานะโรงเรียนศิลปากรขึ้นเป็น ‘มหาวิทยาลัยศิลปากร’โดยมีศาสตราจารย์เฟโรชีดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนแรก
ในปี2487สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงและประเทศอิตาลีอยู่ฝั่งผู้แพ้สงครามหลวงวิจิตรวาทการจึงทำเรื่องขอโอนสัญชาติศาสตราจารย์เฟโรชีเป็นสัญชาติไทย และเปลี่ยนชื่อเป็น ‘นายศิลป์พีระศรี’อย่างไรก็ดีวิธีสอนของท่านก็ยังคงความเป็น academy แบบอิตาเลียนอยู่เช่นเดิม
การเรียนการสอนแบบ academy นั้นเน้นเรื่องพื้นฐานอย่างมากโดยเฉพาะพื้นฐานด้านกายวิภาคมนุษย์ซึ่งเป็นเหตุผลที่อาจารย์ศิลป์นำเข้าปูนปั้นปลาสเตอร์มาจากอิตาลีเพื่อสอนในศิลปากรหลายชิ้นแน่นอนว่าในจำนวนนั้นย่อมมีลำตัวแห่งเบลเวเดเร่รวมอยู่ด้วยเรียกได้ว่าเป็นทักษะที่เปลี่ยนวิธีการสร้างงานศิลปะในไทยไปอย่างสิ้นเชิง

ปัจจุบัน รูปปั้นนี้ตั้งอยู่ในหอประติมากรรมต้นแบบ ภายในรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระโดยพื้นที่นี้มีประวัติย้อนไปตั้งแต่เมื่อสมัยที่เคยเป็นวังของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลากรมพระยาบำราบปรปักษ์เป็นที่สำหรับข้าราชการกองหัตถศิลป กรมศิลปากรใช้ปฏิบัติงานปั้นหล่ออนุสาวรีย์สำคัญๆเรียกว่า ‘โรงปั้นหล่อ’จนต่อมากรมศิลปากรต้องการขยายพื้นที่ปฏิบัติงานจึงมีมติให้ย้ายที่ทำการกองหัตถศิลปและโรงปั้นหล่อไปตั้งใหม่ณตำบลศาลายาอำเภอนครชัยศรีจังหวัดนครปฐมและเปิดพื้นที่โรงปั้นหล่อเดิมเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงต้นแบบของอนุสาวรีย์สำคัญๆ มากมายของไทยที่อาจารย์ศิลป์เป็นผู้ออกแบบ
หากเราพิจารณาดีๆ จะเห็นว่ามีอิทธิพลของศิลปะยุคคลาสสิกของอิตาลีอยู่มากดูง่ายๆ อย่างท่ายืนของรูปปั้นบุคคลมักใช้ท่า contrappostoหรือตริภังค์ (ท่าพักสะโพก) ซึ่งท่ายืนแบบนี้ไม่ค่อยปรากฏในงานศิลปะของไทยในอดีตแต่เดิมเท่าไหร่ (อาจจะมองว่าไม่สุภาพเรียบร้อย) ชิ้นที่ชัดเจนมากๆ คือต้นแบบอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีหรือ ย่าโมที่ท่ายืนถือดาบของท่านสามารถเทียบกับรูปปั้นสำริดเดวิดของ Donatelloซึ่งเป็นรูปสำริดนู้ดท่ายืน (โดยไม่มีซัพพอร์ต) ขนาดใหญ่ชิ้นแรกของศิลปะยุคเรอเนซองซ์ได้เลย

อาจารย์ศิลป์ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมพ.ศ. 2505 ที่โรงพยาบาลศิริราช เนื่องจากภาวะหัวใจล้มเหลวภายหลังเข้ารับการผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยอายุ 69 ปีอัฐิของท่านถูกแยกไปบรรจุใน 3 สถานที่ด้วยกันคือ ส่วนแรกที่สุสาน Cimitero degli Alloriเมืองฟลอเรนซ์ประเทศอิตาลีส่วนที่สองที่อนุสาวรีย์ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระและส่วนที่สามถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติศิลป์พีระศรีอนุสรณ์ในสังกัดกรมศิลปากร
ส่วนมรดกที่ท่านทิ้งไว้ให้กับประเทศไทยนั้นนอกจากวัตถุที่จับต้องได้เช่นปูนปั้นชิ้นนี้แล้วก็คือความก้าวหน้าในวงการศิลปะไทยซึ่งส่งต่อผ่านบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายทั้งที่ได้เรียนโดยตรงและไม่ได้เรียนโดยตรงกับท่านจนอาจเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งหลักฐานความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศที่ยังคงดำเนินมายาวนานจนถึงทุกวันนี้





