ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมทั่วโลกที่กำลังร้อนระอุ สถานการณ์ฝั่งโลกศิลปะเอง ก็กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก ผลงานศิลปะหลายชิ้นของศิลปินหลายคนเริ่มตกเป็นเป้าโจมตี หลังจากที่พวกเขาใช้ผลงานของเขาในการเผยแพร่อุดมการณ์และจุดยืนทางการเมืองของตน
และถ้าจะยกตัวอย่างผลงานของศิลปินสักคนที่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ ก็อาจต้องยกข่าวล่าสุดของ ‘Banksy’ ศิลปินกราฟิตีชื่อดัง ผู้ไม่เคยมีใครเคยเห็นตัวจริงของเขา มาพูดกันในครั้งนี้
ผลงานชิ้นหนึ่งของ Banksy ซึ่งนำเสนอภาพของผู้พิพากษาในชุดครุยและวิกอันศักสิทธิ์กำลังทุบตีผู้ประท้วงที่มีเพียงแผ่นป้ายเปื้อนเลือดเพียงแผ่นเดียว ด้วยค้อนของผู้พิพากษา อย่างที่เราเคยเห็นตามหนัง โดยภาพดังกล่าวถูกสร้างขึ้นบริเวณข้าง Royal Courts of Justice ในกรุงลอนดอน
หลังจากภาพนี้ปรากฏสู่สายตาประชาชนได้ไม่นาน ก็ได้มีคำสั่งให้ทำลายทิ้งแทบจะทันที โดยให้เหตุผลว่า อาคารดังกล่าวมีอายุกว่า 143 ปี และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ต้องรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้ แถมเจ้าหน้าที่ยังร้องเรียนด้วยว่าผลงานชิ้นดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายทางทรัพย์สิน
นำไปสู่ข้อโต้เถียงของประชาชน ทั้งในสังคมและบนโลกออนไลน์ เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของศิลปิน โดยเฉพาะเหล่าศิลปินกราฟิตี ในการสื่อสารและแสดงออกถึงอุดมการณ์และแนวคิดผ่านผลงานศิลปะของตนเอง ซึ่งหลายคนได้ตั้งคำถามต่อว่า แล้วใครกันแน่ที่เป็นผู้มีสิทธิ์กำหนดขอบเขตของการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ
ก่อนจะลงรายละเอียดให้ลึกกว่านี้เกี่ยวกับเรื่องของศิลปะและเสรีภาพในการแสดงออก เชื่อว่าหลายคนอาจยังไม่คุ้นชื่อของ Banksy หากแต่ใครได้เห็นผลงานของเขาจะต้องร้องอ๋อกันอย่างแน่นอน เพราะผลงานของเขาค่อนข้างเป็นที่ประจักษ์และโด่งดังไปทั่วโลกพอสมควร
แม้เราจะไม่รู้แน่ชัดว่าตัวจริงของเขาเป็นใครกันแน่ แต่ข้อมูลเพียงน้อยนิดเกี่ยวกับตัวเขานี่ ก็อาจเป็นกุญแจสำคัญที่พาเราไปรู้จักถึงตัวตนของ Banksy ผ่านผลงานศิลปะมากมายของเขาได้เช่นเดียวกัน
Banksy ศิลปินกราฟิตีหัวขบถ ผู้ไม่เคยอยู่ในกรอบใคร
ถ้าจะพูดถึงศิลปินผู้มีความลึกลับมากที่สุด หนึ่งในลิสต์นั้นจะต้องมีชื่อของ Banksy ศิลปินกราฟิตีผู้สร้างผลงานศิลปะดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

ทั้งนี้ชื่อและตัวตนที่แท้จริงของ Banksy เป็นความลับที่ไม่มีใครเคยรู้ และยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าตัวจริงของเขาเป็นใครกันแน่ ครั้งหนึ่งในบทสัมภาษณ์จากสื่อ The Guardian เมื่อปี 2003 อธิบายลักษณะของ Banksy เอาไว้ว่า “เขาเป็นคนผิวขาว อายุราวๆ 28 ปี แต่งกายด้วยชุดลำลอง สวมกางเกงยีนส์ เสื้อยืด เครื่องประดับเงิน แถมเขาเป็นเหมือนลูกผสมระหว่าง จิมมี่ เนล (Jimmy Nail) กับ ไมค์ สกินเนอร์ (Mike Skinner) จาก The Streets”
และในบทสัมภาษณ์ปีเดียวกันของรายการข่าวช่อง ITV มีการสัมภาษณ์สั้นๆ กับบุคคลที่ถูกระบุในรายงานข่าวว่าชื่อ Banksy ด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับตัวของเขา ใจความประมาณว่า ตัวเขาเริ่มต้นเป็นศิลปินเมื่ออายุ 14 ปี แต่ดันถูกไล่ออกจากโรงเรียนและต้องโทษจำคุกในคดีทางอาชญากรรมเล็กน้อยด้วย
Banksy เริ่มเป็นที่รู้จักหลังจากที่เขาเริ่มพ่นกราฟิตีในเมืองบริสตอลราวๆ ต้นทศวรรษ 1990 และว่ากันว่า ตัวของ Banksy มีวงดนตรีอย่าง Massive Attack และ Portishead เป็นแรงบันดาลใจให้กับผลงานชิ้นต่างๆ ของเขา
กระทั่งประมาณทศวรรษ 2000 Banksy ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเชื่อว่า ตัวเขาได้ย้ายเข้ามาอยู่ในลอนดอน และสร้างผลงานหลายชิ้นที่นี้จนกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และในช่วงเวลานี้เองที่ผลงานของเขาเริ่มปรากฏไปหลากหลายประเทศ โดยเฉพาะโซนยุโรป และสหรัฐอเมริกา
ด้วยความสนใจในผลงานหลากหลายชิ้น ทำให้หลังจากนั้น ตัวเขาได้มีนิทรรศการเป็นของตัวเองอยู่หลายครั้ง แต่ครั้งที่โด่งดังและสร้างความฮือฮามากที่สุดคงหนีไม่พ้น เหตุการณ์ที่บริษัทประมูลผลงานศิลปะ Sotheby’s ในปี 2018 ที่กรุงลอนดอน กับการจัดฉากทำลายผลงาน ‘Girl with Balloon’ เพียงไม่กี่อึดใจหลังจากที่มันถูกขายไปในราคา 1 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของ Banksy ตั้งแต่แรกเริ่ม

ด้วยเสน่ห์แห่งความลึกลับจากการปกปิดตัวตนที่แท้จริงของ Banksy จึงเปรียบเสมือนใช้กลยุทธ์อีกขั้น ที่ชักนำให้ผู้คนหันมาจับจ้องสารที่ศิลปินต้องการสื่อ มากกว่าจะจมอยู่กับการค้นหาตัวตนของเขาเอง ผลลัพธ์คือผู้ชมสามารถเข้าถึง แปลความ และเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการนำเสนอได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ศิลปะคือภาพสะท้อนอุดมการณ์ของศิลปิน?
เมื่อพูดถึงศิลปะ ทุกคนคาดหวังว่าจะเห็นสิ่งใดสะท้อนออกมาจากผลงานศิลปะของเหล่าศิลปินกัน?
บางคนก็อาจคาดหวังที่มองเห็นถึงความงดงามของศิลปะตามแบบแผนความงามของสุนทรียศาสตร์ต่างๆ หรือบางคนก็อาจคาดหวังที่จะเห็นนัยและข้อความที่ซุกซ่อนอยู่ภายในผลงานที่มีความสลับซับซ้อนทางแนวคิดและความลุ่มลึกทางอารมณ์

อย่างไรก็ตาม Banksy ไม่ได้สร้างสรรค์ผลงานของตนเพื่อตอบรับอุดมคติทางศิลปะอย่างที่เราคาดหวังทั่วไป หากแต่ตัวเขาเลือกใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการนำเสนออุดมการณ์อันแรงกล้าของตน ควบคู่ไปกับการสะท้อนภาพความจริงอันแสนโหดร้ายของสังคม ซึ่งยากจะถ่ายทอดออกมาให้กลายเป็นภาพความงามในกรอบของศิลปะ
หลายผลงานของ Banksy จึงเป็นภาพสะท้อนถึงเหตุการณ์หรือความเป็นจริงในสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนไม่กล้าแสดงออกมา แต่ตัวเขาในฐานะศิลปินใช้พื้นที่ของตัวเองเป็นกระบอกเสียงให้กับกลุ่มคนในสังคมเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น Napalm (2004) ภาพของเด็กหญิงจากภาพถ่ายสงครามเวียดนามที่ถูกระเบิดนาปาล์ม กำลังถูกมิกกี้เมาส์และโรนัลด์ แมคโดนัลด์จูงมือ สะท้อนถึงการใช้ความรุนแรงในสงครามควบคู่ไปกับการบริโภควัฒนธรรมทุนนิยม

The Flower Thrower (2003) ภาพของชายหนุ่มในท่าปาระเบิด ทว่าสิ่งที่เขาถืออยู่ในมือกลับเป็นช่อดอกไม้ สื่อถึงความรุนแรงที่ถูกแทนที่ด้วยสันติภาพและความสงบเรียบร้อย สะท้อนถึงภาพสงครามและความขัดแย้งในหลากหลายพื้นที่ทั่วโลก ซึ่งแม้เวลาจะผ่านมากว่า 20 ปี แต่ภาพนี้ยังคงนำกลับมาใช้อธิบายถึงสถานการณ์โลกปัจจุบันได้เช่นเดิม เพราะความรุนแรงยังคงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ทั่วทุกมุมโลก
หรือกระทั่งภาพผู้พิพากษากับผู้ประท้วงที่ตกเป็นข่าวในช่วงที่ผ่านมา แม้ตัวเขาจะไม่ได้ออกมาเปิดเผยอย่างตรงไปมาตรงมาว่าเขาต้องการสื่อสารสิ่งใด แต่บรรดานักเคลื่อนไหวต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ภาพนี้ต้องการสื่อถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันของอังกฤษ จากเหตุการณ์ที่รัฐบาลอังกฤษออกคำสั่งให้กลุ่ม ‘Palestine Action’ เป็นองค์กรก่อการร้าย แถมเมื่อไม่นานมานี้ก็มีการจับกุมผู้ชุมนุมเกือบ 900 คนจากการประท้วงคำสั่งดังกล่าวของรัฐบาลด้วย

งานศิลปะของ Banksy จึงเปรียบเสมือนเครื่องมือที่ใช้สื่อสารถึงความจริงอันโหดร้ายของโลก ทั้งสงคราม ความเหลื่อมล้ำ และอำนาจรัฐที่กดทับผู้คน ซึ่งถูกตีความออกมาเป็นภาพกราฟิตีที่ช่วยให้ทุกคนในสังคมสามารถเข้าถึง ตลอดจนกล้าที่จะตั้งคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวได้อย่างตรงไปตรงมา
แม้ตัวตนของ Banksy จะยังคงเป็นปริศนา แต่ผลงานของเขาก็ประกาศชัดแล้วว่า ศิลปะไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อมอบประสบการณ์ทางสุนทรียะเท่านั้น หากยังทำหน้าที่จุดประกายความคิดผู้คนในสังคมให้ได้เห็นถึงความเป็นจริงที่ถูกคนบางกลุ่มปิดบังและซุกซ่อนเอาไว้
อ้างอิงจาก




