<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สุทาธาร นกวิเชียร, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/sutatan-nokwichian/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 11 Oct 2021 06:23:22 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>อ่าห์ ดูแล้วหิวจัง รวม 7 หนังและซีรีส์อาหารชวนท้องร้อง หัวใจพองโต</title>
		<link>https://adaymagazine.com/album-recommend-foodseriesandmovie/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[นวภัทร์ นาวาเจริญ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Oct 2021 15:58:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Recommend]]></category>
		<category><![CDATA[chef]]></category>
		<category><![CDATA[Fresh Fried and Crispy]]></category>
		<category><![CDATA[food]]></category>
		<category><![CDATA[The Hundred-Foot Journey]]></category>
		<category><![CDATA[series]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารอินเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารอเมริกัน]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารฝรั่งเศส]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[The Way Of The Hot & Spicy]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[What Did You Eat Yesterday?]]></category>
		<category><![CDATA[สารคดี]]></category>
		<category><![CDATA[Samurai Gourmet]]></category>
		<category><![CDATA[recommend]]></category>
		<category><![CDATA[Life Is Fruity]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=148025</guid>

					<description><![CDATA[<p>มีคนเคยบอกว่าถ้ากำลังหดหู่หรือหมดไฟ ลองหยุดทำ ซีรีส์อาหาร ทุกอย่างแล้วไปหาอะไรอร่อยๆ กินก่อน หลายครั้งเรื่องวุ่นวายใจไม่ว่าใหญ่แค่ไหน แค่เห็นของที่อยากกินอยู่ตรงหน้า ปัญหาที่เรามีนั้นก็ดูเล็กลง แม้เราไม่ได้จะกินของที่อยากกินทุกวัน แต่บางทีแค่เห็นคนอื่นกินก็มีความสุขแล้ว ในลิสต์นี้เราจึงอยากแนะนำ 7 หนังและซีรีส์เกี่ยวกับการกิน! กิน! กิน! และกิน! ที่นอกจากจะช่วยให้เจริญอาหารแล้วยังช่วยปลอบประโลมหัวใจที่เหี่ยวเฉาให้พองโตขึ้นมาด้วย The Way Of The Hot &#38; Spicy (2021) เคนตะ ซารุกาวะ เซลส์ขายเครื่องดื่มชาวโอซาก้าที่เพิ่งย้ายมาทำงานสาขาโตเกียวพบว่าเพื่อนร่วมงานของเขาทุกคน (รวมไปถึงหัวหน้า) ชอบกินอาหารเผ็ดมาก และมักชวนกันไปหาร้านอาหารที่ขึ้นชื่อเรื่องความเผ็ดในเมืองเป็นประจำ ความเวียร์ดกว่านั้นคือทุกครั้งที่กินอาหารรสจัดจ้าน พวกเขาจะได้ข้อคิดการทำงานอันแปลกประหลาดซึ่งเรียกมันว่า ‘วิถีเผ็ดแซบร้อน’ ชนิดที่ทำให้เราและซารุกาวะได้แต่คิดว่า ‘มันเกี่ยวกันได้ไงวะ’ ไม่ว่าคุณจะชอบกินเผ็ดหรือไม่ รับรองว่าเมนูในเรื่องจะทำให้ท้องร้องจ๊อกๆ แน่นอน (ยิ่งถ้าคุณเป็นแฟนอาหารรสจัดบอกเลยว่าซีรีส์เรื่องนี้คือสวรรค์!) นอกจากเรื่องอาหารการกินแล้ว The Way of The Hot &#38; Spicy ยังเต็มไปด้วยอารมณ์ขันของมนุษย์เงินเดือนที่ต้องปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมการทำงานใหม่ๆ ด้วยใจเปิดกว้าง การได้เห็นซารุกาวะ (ที่เราขอเรียกว่ามนุษย์กินจืด) ค่อยๆ เพิ่มพริกทีละเม็ดให้ชีวิตเข้าสู่ ‘วิถีเผ็ดแซบร้อน’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/album-recommend-foodseriesandmovie/">อ่าห์ ดูแล้วหิวจัง รวม 7 หนังและซีรีส์อาหารชวนท้องร้อง หัวใจพองโต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-08-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-148029" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-08-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-08-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-08-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-08-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-08-1-2048x1366.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-08-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-08-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-08-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-08-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>มีคนเคยบอกว่าถ้ากำลังหดหู่หรือหมดไฟ ลองหยุดทำ<span style="display: none;"> ซีรีส์อาหาร </span>ทุกอย่างแล้วไปหาอะไร<a href="https://adaymagazine.com/category/style/food/%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">อร่อยๆ</a> กินก่อน หลายครั้งเรื่องวุ่นวายใจไม่ว่าใหญ่แค่ไหน แค่เห็นของที่อยากกินอยู่ตรงหน้า ปัญหาที่เรามีนั้นก็ดูเล็กลง</p>



<p>แม้เราไม่ได้จะกินของที่อยากกินทุกวัน แต่บางทีแค่เห็นคนอื่นกินก็มีความสุขแล้ว ในลิสต์นี้เราจึงอยากแนะนำ 7 หนังและซีรีส์เกี่ยวกับการกิน! กิน! กิน! และกิน! ที่นอกจากจะช่วยให้เจริญอาหารแล้วยังช่วยปลอบประโลมหัวใจที่เหี่ยวเฉาให้พองโตขึ้นมาด้วย</p>



<figure class="wp-block-image size-large is-resized"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-01-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-148027" width="840" height="840" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-01-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-01-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-01-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-01-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-01-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-01.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-01-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-01-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-01-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-01-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 840px) 100vw, 840px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">The Way Of The Hot &amp; Spicy (2021)</h3>



<p>เคนตะ ซารุกาวะ เซลส์ขายเครื่องดื่มชาวโอซาก้าที่เพิ่งย้ายมาทำงานสาขาโตเกียวพบว่าเพื่อนร่วมงานของเขาทุกคน (รวมไปถึงหัวหน้า) ชอบกินอาหารเผ็ดมาก และมักชวนกันไปหาร้านอาหารที่ขึ้นชื่อเรื่องความเผ็ดในเมืองเป็นประจำ ความเวียร์ดกว่านั้นคือทุกครั้งที่กินอาหารรสจัดจ้าน พวกเขาจะได้ข้อคิดการทำงานอันแปลกประหลาดซึ่งเรียกมันว่า ‘วิถีเผ็ดแซบร้อน’ ชนิดที่ทำให้เราและซารุกาวะได้แต่คิดว่า ‘มันเกี่ยวกันได้ไงวะ’</p>



<p>ไม่ว่าคุณจะชอบกินเผ็ดหรือไม่ รับรองว่าเมนูในเรื่องจะทำให้ท้องร้องจ๊อกๆ แน่นอน (ยิ่งถ้าคุณเป็นแฟนอาหารรสจัดบอกเลยว่าซีรีส์เรื่องนี้คือสวรรค์!) นอกจากเรื่องอาหารการกินแล้ว <a href="https://www.youtube.com/watch?v=D6g69lg0U9o" target="_blank" rel="noreferrer noopener">The Way of The Hot &amp; Spicy</a> ยังเต็มไปด้วยอารมณ์ขันของมนุษย์เงินเดือนที่ต้องปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมการทำงานใหม่ๆ ด้วยใจเปิดกว้าง การได้เห็นซารุกาวะ (ที่เราขอเรียกว่ามนุษย์กินจืด) ค่อยๆ เพิ่มพริกทีละเม็ดให้ชีวิตเข้าสู่ ‘วิถีเผ็ดแซบร้อน’ เป็นอะไรที่ทั้งตลก น่ารัก น่าเห็นใจ และเอาใจช่วยไปพร้อมๆ กัน</p>



<p>ถ้าคุณอยากรู้ว่าการกินยำวุ้นเส้นสุดเผ็ดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่ยังไง หรือเต้าหู้หม่าโผหุบเขานรกช่วยให้ซารุกาวะขายเครื่องดื่มกับลูกค้าสุดเขี้ยวได้ยังไง ไปหาคำตอบใน Netflix ได้เลย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-02-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-148028" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-02-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-02-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-02-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-02-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-02-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-02.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-02-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-02-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-02-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-02-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">What Did You Eat Yesterday? (2019)</h3>



<p>ซีรีส์ว่าด้วยเรื่องราวของชิโระและเคนจิ คู่รักชายรักชายที่อาศัยอยู่ด้วยกันและต้องประคับประคองความสัมพันธ์ในบ้านเมืองที่คู่เกย์ยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก ซึ่งตัวซีรีส์เก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในความสัมพันธ์ของคู่รักเพศเดียวกันอย่างเข้าอกเข้าใจ เราจะได้เห็นทั้งความหวานชื่นและขื่นขมผ่านสถานการณ์ บทสนทนา และตัวละครหลากหลายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของทั้งคู่</p>



<p>ซีรีส์อาหารส่วนใหญ่มักให้ตัวละครไปตกหลุมรักเมนูใหม่ๆ นอกบ้าน แต่เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะ <a href="https://www.youtube.com/watch?v=XzJsZcVYmF4" target="_blank" rel="noreferrer noopener">What Did You Eat Yesterday</a> ยั่วเราด้วยเซตกับข้าว home cook ฝีมือชิโระที่ทำจากวัตถุดิบราคาสุดคุ้มแต่หน้าตาน่ากินไม่แพ้เมนูในภัตตาคารดัง และเพราะเป็น home cook ทั้งวัตถุดิบ อาหาร และวิธีการทำ จึงดูเป็นมิตรและชวนทำตามมากกว่าซีรีส์เรื่องอื่นๆ</p>



<p>เชื่อว่าหลังดูจบหลายคนจะหลงรักฝีมือการทำอาหารของชิโระ รวมทั้งคนกินสุดร่าเริงอย่างเคนจิ เผลอๆ จะจดสูตรอาหารมาทำตามไปจนถึงขั้นกดเอฟเครื่องครัวตามชิโระเลยก็ได้ เพราะพูดก็พูดเถอะ เครื่องครัวในเรื่องน่ะนุบนิบน่าใช้สุดๆ!</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-03-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-148031" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-03-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-03-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-03-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-03-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-03-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-03.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-03-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-03-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-03-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-03-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">Samurai Gourmet (2017)</h3>



<p>นี่คือเรื่องจริงกึ่งเซอร์เรียลของคุณลุงคาซุมิ มนุษย์เงินเดือนวัย 60 ที่เพิ่งเกษียณอายุจากกงานมาหมาดๆ และได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระในที่สุด เป้าหมายของเขาคือการออกไปกินอาหารเลิศรสที่อยากกินในช่วงเวลาที่เดิมทีจะต้องนั่งทำงานงกๆ อยู่ในออฟฟิศ อ่าห์ เรานี่มันเหมือนซามูไรไร้นายที่ไม่ต้องรับใช้ใครแล้วจริงๆ (คุณลุงคิดในใจ)</p>



<p>เชื่อว่าใครได้ดู <a href="https://www.youtube.com/watch?v=r8lvlgu8Qa4" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Samurai Gourmet</a> ก็คงจะหลงรักคุณลุงคาซูมิ เพราะบุคลิกเป็นมิตร ขี้เกรงอกเกรงใจ และช่างสรรหาของกินยั่วน้ำลายมานำเสนอ นอกจากเรื่องของกินที่ทำให้เราอยากจะจองตั๋วไปญี่ปุ่นซะพรุ่งนี้เลย ซีรีส์เรื่องนี้ยังมีกิมมิกพี้ยนๆ อย่างการ ‘คิดในใจ’ ของลุงคาซูมิในสถาณการณ์อันน่าอึดอัด เช่น การกินอาหารในร้านหรูทำให้ไม่กล้าซดเส้นสปาเกตตี้เสียงดัง การเจอร้านอาหารที่ไม่ใส่ใจลูกค้าสุดๆ หรือการไม่กล้าสั่งเบียร์ตั้งแต่หัววัน ซึ่งสร้างเสียงหัวเราะและทำให้เราเอาใจช่วยคุณลุงสุดๆ</p>



<p>เรื่องนี้ดูง่ายและสั้นมาก (ตอนละประมาณ 15 นาทีเท่านั้น) เหมาะกับการดูไปกินข้าวไปเป็นที่สุด ใครจะตามไปดูขอเตือนไว้ก่อนว่าตอน ’ปลาแมคเคอเรลยามเช้า’ เป็นตอนที่ดูแล้วดีต่อใจเป็นภัยต่อความหิวสุดๆ หาอะไรรองท้องก่อนดูสักนิดน่าจะดี</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-05-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-148235" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-05-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-05-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-05-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-05-1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-05-1-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-05-1.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-05-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-05-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-05-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-05-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">Life Is Fruity (2016)</h3>



<p>สารคดีที่เล่าเรื่องของ<a href="https://www.youtube.com/watch?v=TYYesR1hYi0" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ชูอิจิ สึบาตะ</a> สถาปนิกวัย 90 ปี กับฮิเดโกะ ภรรยาวัย 87 ที่ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ด้วยกันในบ้านหลังเล็กๆ ที่ชูอิจิออกแบบเอง โดยทั้งคู่มีความฝันที่อยากจะสร้างสถาปัตยกรรมชิ้นสุดท้ายให้เป็นที่พักกายพักใจของผู้คนก่อนตนจะจากโลกนี้ไป ซึ่งถึงแม้แก่นของเรื่องจะว่าด้วยสถาปัตยกรรมของชูอิจิเป็นหลัก แต่ฮิเดโกะก็เป็นเหมือนกองสนับสนุนที่ดูแลชูอิจิอย่างรู้ใจด้วยพืชผล ผักสด และอาหารที่ประกอบจากวัตถุดิบในรั้วบ้าน</p>



<p>ใครที่เคยฝันถึงชีวิตบั้นปลายแสนสงบสุข ภาพของชูอิจิและฮิเดโกะอาจเป็นสิ่งที่คุณคิดไว้ในหัว ระหว่างดูคุณจะได้ยิ้มและน้ำตาซึมไปกับความอบอุ่นใจดีของทั้งคู่ที่ทำให้ความร่วงโรยดูเป็นเรื่องไม่น่ากลัว กลับกัน เราอาจได้ตระหนักถึงความไม่แน่นอนของชีวิต</p>



<p>สำหรับคนที่เติบโตมาในประเทศไทยอย่างเรา สิ่งที่กระทบใจเป็นพิเศษคือการได้เห็นภาพบ้านเมืองที่สนับสนุนคนสูงอายุให้ใช้ชีวิตด้วยตนเองและทำสิ่งที่ตัวเองรักได้ อย่างชูอิจิที่มีส่วนร่วมกับการออกแบบผังเมืองของบ้านเกิด และฮิเดโกะที่สามารถออกไปตลาดปลาได้เองด้วยการคมนาคมที่ออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ใช้งานทุกคน สิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้ว่าความชราภาพไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเมื่อคุณอยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-04-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-148033" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-04-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-04-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-04-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-04-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-04-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-04.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-04-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-04-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-04-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-04-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">Fresh, Fried and Crispy (2021)</h3>



<p>โยนอาหารออร์แกนิกที่ดีต่อสุขภาพทิ้งไป มาดูอาหารที่กินแล้วไขมันจะอุดตันกันบ้าง เพราะนี่คือรายการอาหารที่ Daym Drops นักวิจารณ์อาหารและยูทูบเบอร์ชื่อดัง จะชวนทุกคนไปกินของทอดแสนอร่อยทั่วอเมริกา!</p>



<p>เมนูกูร์เมต์คอร์นด็อก, โอรีโอทอด, ราวิโอลีทอด, เกี๊ยวปูทอดจิ้มซอสเผ็ด, แซนวิชปูทอดขนาดมหึมา ฯลฯ คงไม่ใช่เมนูแนะนำจากคุณหมอโรคไขมัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาหารชุ่มน้ำมันเหล่านี้คือจานโปรดของใครหลายคน <a href="https://www.youtube.com/watch?v=Cuaz6QaGdoE" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Fresh, Fried and Crispy</a> จะพาเหล่าของทอดเลิฟเวอร์ไปรู้จักสุดยอดอาหารทอดในร้านสตรีทฟู้ดข้างทางจนถึงภัตตาคารหรู เจาะลึกถึงความเป็นมาของแต่ละเมนูและความป๊อปปูลาร์ของมันที่ส่งผลต่อผู้คนในย่าน</p>



<p>รับรองความสนุกแต่ไม่รับรองว่าปากจะว่าง เพราะเชื่อเถอะว่าคุณจะอยากสั่งไก่ทอดหรือเฟรนช์ฟรายส์มากินระหว่างดูแน่ๆ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-06-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-148034" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-06-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-06-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-06-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-06-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-06-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-06.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-06-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-06-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-06-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-06-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">Chef (2014)</h3>



<p>เหมือน Jon Favreau คิดจะพักจากหนังซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวลด้วยการทำหนังฟีลกู๊ดบ้านๆ สักเรื่องดีกว่า และเขารู้จัก Robert Downey Jr. กับ Scarlett Johansson อยู่แล้ว ลองชวนมาแจมกับหนังสเกลเล็กๆ หน่อยละกัน ความคิดนั้นคลุกเคล้าออกมาเป็นหนังเรื่อง <a href="https://www.youtube.com/watch?v=FF_rYNupPwg" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Chef</a> ว่าด้วยเชฟฝีมือเยี่ยม (นำแสดงและกำกับเองโดย Jon Favreau) ที่ชีวิตเปลี่ยนจากเชฟภัตตาคาร สู่การขายอาหารบนฟู้ดทรักของตัวเอง</p>



<p>แม้จะมีดาราใหญ่เต็มไปหมด แต่ Chef ก็เป็นหนังสเกลกะทัดรัดที่เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-ลูกผ่านการทำอาหารและผจญภัยไปทั่วอเมริกาบนรถฟู้ดทรัก ซึ่งระหว่างทางนั้น ทั้งคู่ต่างเติมเต็มสิ่งที่อีกฝ่ายขาดหายและเรียนรู้ชีวิตที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบของกันและกัน</p>



<p>พ้นไปจากเมนูอาหารธรรมดาๆ แต่น่ากิน <em>Chef</em> คือหนังฟีลกู๊ดที่มอบความบันเทิงแบบถึงแก่น เพราะมันเต็มไปด้วยสถานการณ์คับขันชวนลุ้นและตัวละครที่มีเสน่ห์ แอบกระซิบว่าการได้เห็นดาราเบอร์ใหญ่อย่าง Jon Favreau (Happy Hogan ใน <em>Iron Man</em>), Robert Downey Jr. (<em>Iron Man</em>) และ Scarlett Johansson (<em>Black Widow</em>) มารับบทเล็กๆ เป็นคนธรรมดา ไม่ต้องกู้โลกบ้าง ก็เป็นภาพแปลกตาไม่น้อยเลย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-07-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-148035" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-07-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-07-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-07-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-07-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-07-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-07.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-07-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-07-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-07-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/TypeFB_recommended-07-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">The Hundred-Foot Journey (2014)</h3>



<p>จะเป็นยังไงถ้า<a href="https://www.youtube.com/watch?v=MWo67uhzoQg" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ร้านอาหารที่ต่างกันสุดขั้ว</a>มาเปิดอยู่ตรงข้ามกัน? นี่คือหนังว่าด้วยเรื่องราวของฮัตซัน ขายหนุ่มชาวอินเดียที่ทั้งครอบครัวลี้ภัยการเมืองมาเปิดร้านอาหารอินเดียดั้งเดิมอยู่ในฝรั่งเศส แต่ดันมาเปิดอยู่ตรงข้ามกับภัตตาคารฝรั่งเศสไฮโซของมาดามมัลลอนรี่ เชฟสุดเนี้ยบที่ไม่ชอบความอึกกะทึกครึกโครมของร้านอาหารอินเดียสุดๆ</p>



<p>แม้จะชูโรงด้วยประเด็นการแข่งขัน แต่ความขัดแย้งของสองร้านอาหารถูกเล่าอย่างมีอารมณ์ขัน เต็มไปด้วยชั้นเชิงและเทคนิคของคนทำหนังที่สนุกสนาน (ฉาก long take สวยสุดๆ) ไหนจะตัวละครที่มีเสน่ห์ และฉากหลังของชนบทฝรั่งเศสที่น่าจดจำสุดๆ ส่วนผสมอันลงตัวเหล่านี้ทำให้หนังออกรส ‘อร่อย’ เหลือเชื่อ</p>



<p>และแน่นอน ใครที่ได้ดูคงต้องร้องอยากกินทั้งอาหารอินเดียและฝรั่งเศสแน่ ยิ่งถ้าได้ปั่นจักรยานไปกินใต้ต้นไม้ริมแม่น้ำชิลล์ๆ เหมือนที่ฮัตซันทำก็คงอร่อยขึ้นอีกเป็นกอง</p>


<div style="display: none;">
<h2> q ซีรีส์อาหาร </h2>
<h3> w ซีรีส์อาหาร </h3>
<h2> e ซีรีส์อาหาร </h2>
<h3> r ซีรีส์อาหาร </h3>
</div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/album-recommend-foodseriesandmovie/">อ่าห์ ดูแล้วหิวจัง รวม 7 หนังและซีรีส์อาหารชวนท้องร้อง หัวใจพองโต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลงแส้ ตีตราขับไล่ จุ่มลงในบ่อน้ำ ประวัติศาสตร์ของการทำให้อับอายในที่สาธารณะ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/shaming-punishments/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Aug 2020 18:09:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[Shaming Punishments]]></category>
		<category><![CDATA[ความอับอาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=104606</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8216;การทำให้อับอาย&#8217; เป็นหนึ่งในวิธีที่ถูกใช้เพื่อควบคุมความประพฤติของคนในสังคม ในขณะที่โลกปัจจุบัน การทำให้อับอายอาจสามารถทำได้แม้ในโลกออนไลน์ โดยผู้กระทำอาจไม่ต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรมหรือคำตัดสินจากศาล การป่าวประกาศความผิด การประทับตรา และการชี้หน้าบอกว่าบุคคลตรงหน้าได้ละเมิดบรรทัดฐานสังคมไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ แต่มีประวัติศาสตร์กลับไปไกลถึงยุคกลาง ในยุคที่โลกออนไลน์ยังไม่ตั้งไข่ และการบอกกล่าวความผิดของใครสักคนต้องใช้มากกว่าการออกประกาศ (เพราะคนส่วนมากยังไม่สามารถอ่านออกเขียนได้) การทำให้อับอายจึงเป็นการลงโทษเพื่อให้ปรากฏร่องรอยทางกาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ถูกลงทัณฑ์เป็นที่จดจำและไม่ถูกเอาเป็นเยี่ยงอย่าง พาเหรดแห่งความอับอาย ผู้ที่ถูกลงโทษโดยการทำให้อับอาย (Shame Punishments) มักทำผิดในคดีเล็กน้อย เช่น เมาในที่สาธารณะ ฉ้อโกง ใส่ร้ายป้ายสี ลวนลามสตรี ส่งบัตรเชิญงานเลี้ยงปลอมส่งผลให้เกิดความอับอายขายขี้หน้า การเผยแพร่ข่าวสารที่เป็นเท็จ ขายอาหารหมดอายุ ขายเหล้าปลอม ไวน์ปลอม ฯลฯ ผู้ทำผิดคดีเหล่านี้ไม่มีโทษคุมขัง แต่จะถูกนำไปประจานในที่สาธารณะโดยการจองจำไว้กับขื่อไม้ ซึ่งมีช่องให้สอดบางส่วนของร่างกายโดยใช้ลิ่มตรึงไว้ไม่ให้หลุด สำหรับผู้ที่ถูกตรึงที่ส่วนคอและข้อมือจะอยู่ในท่ายืน แต่หากส่วนที่ถูกตรึงคือข้อเท้า ผู้ถูกลงทัณฑ์จะอยู่ในท่านั่ง ความผิดของผู้ถูกลงโทษมักถูกเขียนไว้ในพื้นที่ใกล้กัน ดังนั้นพื้นที่สำหรับลงโทษจึงมักเป็นลานว่างที่มีผู้คนเดินผ่านไป-มามาก ประชาชนทั่วไปสามารถหัวเราะ ล้อเลียนหรือขว้างปาสิ่งของใส่ผู้ถูกลงโทษได้แต่ห้ามทำร้ายร่างกาย สิ่งของที่ถูกขว้างปาสามารถเป็นของทั่วไปอย่างอาหารเน่า ซากสัตว์ อุจจาระ ปัสสาวะ น้ำเสีย ฯลฯ แต่ห้ามการขว้างปาก้อนหิน ของแข็ง และของมีคม (กฎนี้ไม่เข้มแข็งนักเพราะมักมีรายงานว่าผู้ถูกลงทัณฑ์ต้องเสียเลือดหรือบาดเจ็บเล็กน้อยอยู่เสมอ)&#160; ระยะเวลาในการถูกยืน (หรือนั่ง) ประจานอาจยาวนานแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อวัน และอาจต้องมารับโทษติดต่อกันเป็นเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shaming-punishments/">ลงแส้ ตีตราขับไล่ จุ่มลงในบ่อน้ำ ประวัติศาสตร์ของการทำให้อับอายในที่สาธารณะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">&#8216;การทำให้อับอาย&#8217; เป็นหนึ่งในวิธีที่ถูกใช้เพื่อควบคุมความประพฤติของคนในสังคม ในขณะที่โลกปัจจุบัน การทำให้อับอายอาจสามารถทำได้แม้ในโลกออนไลน์ โดยผู้กระทำอาจไม่ต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรมหรือคำตัดสินจากศาล การป่าวประกาศความผิด การประทับตรา และการชี้หน้าบอกว่าบุคคลตรงหน้าได้ละเมิดบรรทัดฐานสังคมไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ แต่มีประวัติศาสตร์กลับไปไกลถึงยุคกลาง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคที่โลกออนไลน์ยังไม่ตั้งไข่ และการบอกกล่าวความผิดของใครสักคนต้องใช้มากกว่าการออกประกาศ (เพราะคนส่วนมากยังไม่สามารถอ่านออกเขียนได้) การทำให้อับอายจึงเป็นการลงโทษเพื่อให้ปรากฏร่องรอยทางกาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ถูกลงทัณฑ์เป็นที่จดจำและไม่ถูกเอาเป็นเยี่ยงอย่าง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-104851" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/shamingparade.jpg" alt="" width="853" height="526" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/shamingparade.jpg 853w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/shamingparade-300x185.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/shamingparade-768x474.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/shamingparade-600x370.jpg 600w" sizes="(max-width: 853px) 100vw, 853px" /></p>
<h3></h3>
<h3><b>พาเหรดแห่งความอับอาย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้ที่ถูกลงโทษโดยการทำให้อับอาย (Shame Punishments) มักทำผิดในคดีเล็กน้อย เช่น เมาในที่สาธารณะ ฉ้อโกง ใส่ร้ายป้ายสี ลวนลามสตรี ส่งบัตรเชิญงานเลี้ยงปลอมส่งผลให้เกิดความอับอายขายขี้หน้า การเผยแพร่ข่าวสารที่เป็นเท็จ ขายอาหารหมดอายุ ขายเหล้าปลอม ไวน์ปลอม ฯลฯ ผู้ทำผิดคดีเหล่านี้ไม่มีโทษคุมขัง แต่จะถูกนำไปประจานในที่สาธารณะโดยการจองจำไว้กับขื่อไม้ ซึ่งมีช่องให้สอดบางส่วนของร่างกายโดยใช้ลิ่มตรึงไว้ไม่ให้หลุด สำหรับผู้ที่ถูกตรึงที่ส่วนคอและข้อมือจะอยู่ในท่ายืน แต่หากส่วนที่ถูกตรึงคือข้อเท้า ผู้ถูกลงทัณฑ์จะอยู่ในท่านั่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความผิดของผู้ถูกลงโทษมักถูกเขียนไว้ในพื้นที่ใกล้กัน ดังนั้นพื้นที่สำหรับลงโทษจึงมักเป็นลานว่างที่มีผู้คนเดินผ่านไป-มามาก ประชาชนทั่วไปสามารถหัวเราะ ล้อเลียนหรือขว้างปาสิ่งของใส่ผู้ถูกลงโทษได้แต่ห้ามทำร้ายร่างกาย สิ่งของที่ถูกขว้างปาสามารถเป็นของทั่วไปอย่างอาหารเน่า ซากสัตว์ อุจจาระ ปัสสาวะ น้ำเสีย ฯลฯ แต่ห้ามการขว้างปาก้อนหิน ของแข็ง และของมีคม (กฎนี้ไม่เข้มแข็งนักเพราะมักมีรายงานว่าผู้ถูกลงทัณฑ์ต้องเสียเลือดหรือบาดเจ็บเล็กน้อยอยู่เสมอ)&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-104843" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Metal-Masks.jpg" alt="" width="960" height="700" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Metal-Masks.jpg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Metal-Masks-300x219.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Metal-Masks-768x560.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Metal-Masks-600x438.jpg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-104852" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/TitusOates-pilloried_300dpi-695x1024.jpg" alt="" width="695" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/TitusOates-pilloried_300dpi-695x1024.jpg 695w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/TitusOates-pilloried_300dpi-204x300.jpg 204w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/TitusOates-pilloried_300dpi-768x1132.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/TitusOates-pilloried_300dpi-600x884.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/TitusOates-pilloried_300dpi.jpg 800w" sizes="(max-width: 695px) 100vw, 695px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ระยะเวลาในการถูกยืน (หรือนั่ง) ประจานอาจยาวนานแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อวัน และอาจต้องมารับโทษติดต่อกันเป็นเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ในระหว่างการถูกลงทัณฑ์ห้ามสวมหมวกหรืออุปกรณ์ปกปิดใบหน้า และบางครั้งการประจานก็อาจไม่ได้ส่งผลร้ายกับเจ้าตัวเสมอไป แดเนียล เดโฟ (1660-1731) ถูกตัดสินโทษให้ถูกตรึงกับขื่อเพื่อประจานจากความผิดที่เขาตีพิมพ์บทความต่อต้านศาสนาและการปกครอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อเขียนของเขาถูกใจประชาชนจนทำให้สิ่งของที่ถูกขว้างปาออกมาเป็นสายฝนของดอกไม้และเสียงแซ่ซ้องยินดี ในปี 1763 ชายแก่ชาวอังกฤษสองคนถูกประจานในลานกว้าง ข้อหาของพวกเขาคือการเล่นสวาท (คาดว่าชายสองคนเป็นคู่รักเพศเดียวกัน) พนักงานไปรษณีย์ที่ผ่านมาบันทึกไว้ “ชายทั้งสองร้องไห้อย่างหนัก ผู้คนผ่านไป-มารู้สึกเห็นใจ หลายคนถึงขั้นให้เงินช่วยเหลือพวกเขา”&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-104839" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/defoe.jpg" alt="" width="730" height="572" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/defoe.jpg 730w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/defoe-300x235.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/defoe-600x470.jpg 600w" sizes="(max-width: 730px) 100vw, 730px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-104847" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/royal-jubilee-new-bedford.jpg" alt="" width="600" height="401" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/royal-jubilee-new-bedford.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/royal-jubilee-new-bedford-300x201.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/royal-jubilee-new-bedford-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/royal-jubilee-new-bedford-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/royal-jubilee-new-bedford-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 (ครองราชย์ปี 1509-1547) มีบันทึกการลงโทษผู้ทำความสะอาดห้องน้ำสาธารณะที่หาญกล้านำสิ่งปฏิกูลไปเททิ้งกลางถนน เขาถูกลงโทษให้คุกเข่าลงบนกองสิ่งปฏิกูลที่สูงถึงเข่า มีขื่อตรึงไว้ไม่ให้ขยับหนี และมีหมวกกระดาษสวมไว้บนหัว เขียนประจานความผิดพลาดต่อหน้าที่ การลงโทษแบบนี้อาจไม่ได้จำเป็นต้องอยู่กับที่เสมอไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 1552 มีบันทึกการลงโทษชาย-หญิงที่นำหมูจากต่างเมืองเข้ามาในลอนดอนโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งสองถูกตัดสินให้โดนแห่ประจาน โดยการแขวนซากหมูไว้ที่คอ สวมกีบหมูไว้บนหัว ขบวนประจานของทั้งคู่มีผู้ป่าวประกาศความผิดไปตลอดทาง การประจานแบบนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำลายชื่อเสียงเป็นหลักจึงมักจะไม่ทำให้บาดเจ็บหรือถึงตาย ในอังกฤษมีบันทึกว่านักโทษถูกฝูงชนทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตเพียง 10 รายเท่านั้นในช่วงศตวรรษที่ 18&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-104844" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/murder_of_becket.jpg" alt="" width="546" height="600" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/murder_of_becket.jpg 546w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/murder_of_becket-273x300.jpg 273w" sizes="(max-width: 546px) 100vw, 546px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-104841" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/King-Henry-II-724x1024.jpg" alt="" width="724" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/King-Henry-II.jpg 724w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/King-Henry-II-212x300.jpg 212w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/King-Henry-II-600x849.jpg 600w" sizes="(max-width: 724px) 100vw, 724px" /></p>
<h3></h3>
<h3><b>การลงแส้ในที่สาธารณะ&nbsp;</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบางครั้งการถูกตรึงไว้กับขื่อ อาจไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายมากที่สุด เพราะสิ่งที่เจ็บปวดมากกว่าคือการถูกหวดด้วยแส้ท่ามกลางสายตาคนทั้งเมือง ในกรณีนี้ผู้กระทำความผิดจะถูกบังคับให้เดินตามเส้นทางที่ผู้คนพลุกพล่านโดยมีคนด้านหน้าประกาศความผิด และคนด้านหลังคอยลงแส้ตลอดเส้นทาง การลงโทษเช่นนี้มักไม่จบลงหากผู้ถูกลงทัณฑ์ไม่โชกไปด้วยเลือด ผู้ถูกลงทัณฑ์ถูกบังคับให้ถอดเสื้อหรือเดินตัวเปล่าเปลือยในที่สาธารณะ การลงโทษแบบนี้แม้ไม่ถือเป็นโทษตายแต่ทำให้เจ็บสาหัส หลายคนเสียชีวิตในภายหลังด้วยภาวะติดเชื้อเพราะไม่มีเงินมากพอไปหาหมอ หรืออับอายเกินกว่าจะเข้ารับการรักษา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับผู้ใหญ่ การลงแส้จะเน้นไปที่บริเวณไหล่ ในขณะที่หากผู้กระทำผิดเป็นเด็ก การลงแส้จะหวดไปที่บั้นท้าย ในปี 1533 มีหญิงท้องแก่ถูกลงโทษด้วยการลงแส้ในที่สาธารณะเพียงเพราะกล่าวว่าพระนางแคทเธอรีนแห่งอารากอนคือราชินีที่แท้จริงของอังกฤษ ไม่ใช่แอนน์ โบลีน (ปี 1533 เป็นปีที่พระเจ้าเฮนรีที่ 8 หย่าขาดจากพระนางแคทเธอรีนแห่งอารากอนเพื่อสมรสใหม่กับแอนน์ โบลีน)&nbsp;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>การตีตราและขับไล่</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การตีตราถือเป็นโทษที่หนักกว่าเพราะปรากฏร่องรอยถาวรบนร่างกาย การตีตรานอกจากจะทำให้อับอายยังเป็นการขับไล่ทางอ้อมให้บุคคลผู้นั้นไม่สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ในสังคม การประทับตรามักทำในส่วนที่มองเห็นได้ชัด ส่วนมากกระทำกันบนใบหน้า โดยใช้ตัวอักษรแสดงความผิดของบุคคลผู้นั้นเช่น T มาจากคำว่า Thief (ขโมย) B มาจากคำว่า Blaspheme (ดูหมิ่นศาสนา) F มาจากคำว่า Fraymaker (ผู้ที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาท) FA มาจากคำว่า Falsely Accused (กล่าวเท็จ) M มาจากคำว่า Murderer (ฆาตกร)&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-104837" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/brand2.jpg" alt="" width="820" height="577" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/brand2.jpg 820w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/brand2-300x211.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/brand2-768x540.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/brand2-600x422.jpg 600w" sizes="(max-width: 820px) 100vw, 820px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 1598 เบน จอห์นสัน กวีและนักเขียนชาวอังกฤษ ฆ่าเกเบรียล สเปนเซอร์ นักแสดงหนุ่มตายในการดวลดาบ โทษของเขาควรถูกประหารด้วยการแขวนคอ แต่ด้วยความสามารถด้านภาษา จอห์นสันถือเป็นบุคคลมีค่าของประเทศ เขาได้รับการละเว้นโทษถึงตาย เหลือแค่การประทับตราไว้เท่านั้น การลงทัณฑ์แบบนี้เป็นที่มาของปัญหาบานปลาย หลายคนไม่กล้ากลับเข้าเมืองหรือไม่ได้รับความไว้วางใจให้ประกอบอาชีพสุจริตจึงหนีเข้าป่ากลายเป็นโจร เท่ากับเป็นการผลักปัญหาจากสังคมเมืองไปอยู่รอบนอก น่าเสียใจว่าการลงโทษแบบนี้ถูกใช้ในอังกฤษจนถึงต้นศตวรรษที่ 19&nbsp;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ลงทัณฑ์ด้วยความเงียบ&nbsp;</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับผู้หญิงที่ชอบเถียงสามี ซุบซิบนินทาหรือว่าร้ายเพื่อนบ้าน หนึ่งในการลงโทษที่น่าอับอายและเจ็บปวดที่สุดคือการสวมหมวกเหล็กที่มีแท่งแหลมแทงเข้าไปในปาก แท่งที่ว่าทำให้ผู้ถูกลงทัณฑ์ไม่สามารถพูดจาได้ และหากพยายามส่งเสียง แท่งเหล็กที่ว่าจะทิ่มแทงปากและลิ้นจนทำให้เกิดบาดแผล หญิงผู้โชคร้ายจะถูกบังคับให้เดินไปทั่วเมืองเพื่อเป็นการประจาน การบังคับให้เงียบเป็นการสั่งสอนกลายๆ บอกให้ผู้หญิงรู้จักหน้าที่ของตัวเองที่ต้องเงียบ เชื่อฟัง และทำตามคำสั่งของผู้ชาย&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-104849" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/scolds-bridle.jpg" alt="" width="610" height="602" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/scolds-bridle.jpg 610w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/scolds-bridle-300x296.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/scolds-bridle-600x592.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/scolds-bridle-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/scolds-bridle-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/scolds-bridle-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 610px) 100vw, 610px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-104848" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/scold.jpg" alt="" width="730" height="426" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/scold.jpg 730w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/scold-300x175.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/scold-600x350.jpg 600w" sizes="(max-width: 730px) 100vw, 730px" /></p>
<h3></h3>
<h3><b>เก้าอี้จมน้ำ&nbsp;</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าการลงโทษด้วยการสวมหมวกเหล็กยังไม่มากพอ การลงโทษที่น่าอับอายและอันตรายมากกว่าคือการนำผู้หญิงที่กระทำความผิดไปผูกติดไว้กับเก้าอี้ซึ่งจะถูกจุ่มลงในบ่อน้ำ ลำธาร หรือแม่น้ำจนมิดหัวก่อนถูกยกขึ้นมาและจุ่มซ้ำกลับลงไปเรื่อยๆ การลงโทษแบบนี้เชื่อว่าจะช่วยให้ผู้หญิงที่ ‘อารมณ์ร้อน’ รู้จักใจเย็นลง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในความเชื่อของตะวันตก ผู้หญิงมีความเกี่ยวข้องกับธาตุเย็น ในขณะที่ผู้ชายมีความเกี่ยวของกับธาตุร้อน ทารกเกิดมาเป็นเพศหญิงเพราะแม่ไม่ได้ดูแลครรภ์ให้ดีทำให้เด็กอยู่ในสภาพอากาศที่เย็นและเปียกชื้น ในขณะที่ทารกเพศชายเกิดมาในสภาพสมบูรณ์กว่าเพราะแม่ดูแลครรภ์ให้อบอุ่นและแห้งสบาย ดังนั้นการระบุเพศในยุคกลางถึงเรอเนซองซ์จึงกำหนดให้สีของเพศชายเป็นสีแดงและชมพู แต่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของผู้หญิงมักมีสีโทนเย็นอย่างฟ้าและน้ำเงิน ผู้หญิงที่หัวร้อนเกินไปจนกล้าถกเถียง ไม่เชื่อฟังหรือมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับผู้อื่นหมายถึงผู้หญิงที่มีความผิดปกติทางอารมณ์และกำลังทำตัวเกินฐานะ ดังนั้นต้องถูกทำให้เย็นลงด้วยการจับแช่น้ำ&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-104838" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Cucking_stool-1024x737.jpg" alt="" width="1024" height="737" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Cucking_stool-1024x737.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Cucking_stool-300x216.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Cucking_stool-768x553.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Cucking_stool-600x432.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/Cucking_stool.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสือพิมพ์ <em>London Evening Post</em> รายงานว่ามีผู้มาชมการลงทัณฑ์ผู้หญิงด้วยวิธีนี้ถึงครั้งละ 2-3 พันคน นั่นคือปี 1745 แน่นอนว่าผู้ชมหลายท่านมองว่าเป็นความบันเทิงและเป็นเรื่องที่รับได้ (เพราะเป็นการช่วยปรับจิตใจผู้หญิงให้กลับมาเป็นปกติ) การถูกจับแช่น้ำอาจกลายเป็นเรื่องทรมานมากหากถูกกระทำในช่วงหน้าหนาว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-104842" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/man-rings-a-bell.jpg" alt="" width="610" height="495" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/man-rings-a-bell.jpg 610w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/man-rings-a-bell-300x243.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/man-rings-a-bell-600x487.jpg 600w" sizes="(max-width: 610px) 100vw, 610px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่าการลงโทษด้วยการทำให้อับอายจะถือเป็นเรื่องสามัญทั่วไปที่เกิดขึ้นในทุกวัน แต่การลงโทษเหล่านี้ก็ถูกจำกัดไว้ใช้กับบุคคลธรรมดา ไม่สามารถใช้กับขุนนางมีศักดิ์หรือราชวงศ์ ยกเว้นแต่ว่าสมาชิกชนชั้นสูงจะเต็มใจรับการลงโทษด้วยวิธีแบบนี้ด้วยตัวเอง กษัตริย์อังกฤษเพียงองค์แรกและองค์เดียวที่เต็มใจรับการลงทัณฑ์ให้อับอาย คือพระเจ้าเฮนรีที่ 2 (ครองราชย์ปี 1154-1189) พระองค์เคยแต่งตั้งเพื่อนรักให้ดำรงตำแหน่งอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรีแต่เกิดเรื่องผิดใจกันในภายหลัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กล่าวกันว่าอาร์ชบิชอปเคร่งครัดเกินไปจนขัดใจกับกษัตริย์หลายครั้ง วันหนึ่งพระเจ้าเฮนรีตรัสกับกลุ่มทหารโดยไม่ตั้งใจว่า “จะไม่มีใครช่วยกำจัดนักบวชคนนี้ให้พ้นจากสายตาเลยหรือ?” กลายเป็นว่ากลุ่มทหารเข้าใจว่าพระองค์ทรงสั่งให้ไปสังหารท่านอาร์ชบิชอปทิ้งเสีย จึงยกพลบุกเข้าโบสถ์ไปสังหารนักบวชในคืนนั้น ข่าวดังไปทั่วยุโรปว่ากษัตริย์อังกฤษช่างโหดร้ายฆ่าได้กระทั่งพระ พระเจ้าเฮนรีไม่รู้ว่าจะสยบข่าวลือยังไงจึงตั้งใจเดินเข้างานศพของอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรีด้วยเท้าเปล่า ทรงขอให้นักบวชทุกรูปฟาดพระองค์ด้วยแส้คนละหนึ่งครั้งเพื่อเป็นการลงโทษ หากมองกันตรงนี้การลงโทษให้อับอายอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาได้เหมือนกัน&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-104836" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/methode-sundaytimes-prod-web-bin-7327390c-bb35-11e7-8b2e-f28d30e9c9fd-1024x575.jpg" alt="" width="1024" height="575" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/methode-sundaytimes-prod-web-bin-7327390c-bb35-11e7-8b2e-f28d30e9c9fd-1024x575.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/methode-sundaytimes-prod-web-bin-7327390c-bb35-11e7-8b2e-f28d30e9c9fd-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/methode-sundaytimes-prod-web-bin-7327390c-bb35-11e7-8b2e-f28d30e9c9fd-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/methode-sundaytimes-prod-web-bin-7327390c-bb35-11e7-8b2e-f28d30e9c9fd-600x337.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/08/methode-sundaytimes-prod-web-bin-7327390c-bb35-11e7-8b2e-f28d30e9c9fd.jpg 1180w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การลงโทษให้อับอายจะลดลงไป หลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมความต้องการแรงงานทำให้เกิดการลงโทษแบบใหม่ คือการส่งไปใช้แรงงานหนักตามโรงงานซึ่งเป็นการฝึกอาชีพไปในตัว ปัจจุบันระบบเรือนจำและการลงทัณฑ์ในยุโรปพัฒนาไปถึงขั้นการพยายาม rehabilitate (ฟื้นฟู) และพาคนกลับคืนสู่สังคม ไม่ใช่การลงโทษเพื่อให้อับอายหรือตัดขาดผู้กระทำผิดออกจากสังคม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแนวคิดในการมองผู้กระทำผิดไม่ได้คิดว่าบุคคลผู้นั้นเป็นคนเลวร้ายโดยกำเนิด แต่มองมุมกว้างว่าความผิดต่างๆ อาจเกิดจากระบบสังคมที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วมกันรับผิดชอบ การพัฒนาระบบการลงโทษเปลี่ยนจากการตีตราขโมยด้วยตัว T (Thief) เป็นการให้คำปรึกษา ช่วยฝึกหาอาชีพ เป็นแนวคิดที่เปลี่ยนจากการลงโทษให้อับอายเป็นการมอบโอกาสที่สองให้ทุกคนสามารถกลับใจและใช้ชีวิตที่สุจริตได้ในสังคม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="https://londonist.com/2015/12/publicshaming1"><span style="font-weight: 400;">londonist.com</span></a></p>
<p><a href="https://londonist.com/2015/12/a-history-of-public-shaming-in-london-part-2?ref=related_links"><span style="font-weight: 400;">londonist.com/2015/12/a-history-of-public-shaming-in-london</span></a></p>
<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=dlSRcqy3qNo"><span style="font-weight: 400;">www.youtube.com</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/shaming-punishments/">ลงแส้ ตีตราขับไล่ จุ่มลงในบ่อน้ำ ประวัติศาสตร์ของการทำให้อับอายในที่สาธารณะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ส้มถูกเรียกตามสี หรือสีถูกเรียกตามส้ม ว่าด้วย &#8216;ผลส้ม&#8217; และ &#8216;สีส้ม&#8217; ในประวัติศาสตร์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/orange-history/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิชา รุ่งชวาลนนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Jul 2020 15:54:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Past Forward]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[past forward]]></category>
		<category><![CDATA[ส้มหยุด]]></category>
		<category><![CDATA[ส้ม]]></category>
		<category><![CDATA[สีส้ม]]></category>
		<category><![CDATA[appelsien]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์สีส้ม]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=101756</guid>

					<description><![CDATA[<p>สีส้ม เราเห็นผลส้มเป็นสีส้ม หรือเราเห็นสีส้มเป็นเหมือนผลไม้ที่ใช้ชื่อว่าส้ม น่าสนใจว่าคำถาม &#8216;ส้มมาก่อนสี&#8217; หรือ &#8216;สีมาก่อนส้ม&#8217; ไม่ได้โลกแตกเหมือนอย่างไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน เรื่องเล่านี้มีคำตอบน่าสนใจและเต็มไปด้วยประเด็นทางประวัติศาสตร์ ถ้าคุณอยากลองทายก่อนตอนนี้ เราให้เวลาคุณคิดอีกทีก่อนจะเลื่อนไปเจอคำตอบในย่อหน้าต่อไป&#160; คำตอบคือ ผลส้มมีชื่อเรียกมาก่อนสี ส่วนเหตุที่ผลไม้ชนิดนี้สร้างความเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นศัพท์ใหม่ในภาษาอังกฤษต้องย้อนกลับไปพิจารณาที่มาของผลส้มตั้งแต่ต้น ส้มเป็นผลไม้ที่มีที่มาจากเอเชีย บางเสียงเชื่อว่ามาจากจีน อีกเสียงเชื่อว่ามาจากอินเดีย ในขณะที่บางประเทศเรียกผลส้มว่า appelsien (ภาษาเยอรมัน) หรือ sinaasappel (ภาษาดัตช์) แปลว่า แอปเปิลของจีน อังกฤษและฝรั่งเศสกลับได้ชื่อของผลไม้นี้มาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤตว่า naranga ซึ่งส่งต่อมายังภาษาเปอร์เซียว่า narang และส่งผ่านภาษาอาหรับว่า naranji อีกที กว่าคำนี้จะมาถึงฝรั่งเศสก็มีการออกเสียงเพี้ยนไปจนกลายเป็น orenge และเมื่อผลส้มเดินทางมาถึงอังกฤษ ชื่อเรียกของผลไม้ก็ถูกแผลงให้ง่ายต่อการออกเสียง กลายเป็นคำว่า orange การเปลี่ยนแปลงทางภาษานอกจากจะบอกประวัติที่มาของคำ ยังสร้างข้อสันนิษฐานการเดินทางของผลส้มผ่านการค้าขายจากอนุทวีปอินเดียจนมาถึงเกาะอังกฤษ ผลส้มมาถึงยุโรปครั้งแรกในศตวรรษที่ 12 เชื่อกันว่าผลไม้ไปถึงอังกฤษช้ากว่านิดหน่อย คือราวศตวรรษที่ 13 ผลส้มในสมัยนั้นไม่ได้ถูกใช้กินกันสดๆ เหมือนในปัจจุบัน แต่มักใช้ประกอบอาหารหรือนำมาคั้นน้ำสำหรับผสมเป็นเครื่องดื่ม ที่เป็นเช่นนี้เพราะส้มในยุคก่อนไม่ได้หวานหอมเหมือนปัจจุบัน ออกจะเปรี้ยวและขมด้วยซ้ำไป เนื่องจากเป็นสินค้านำเข้า ส้มจึงถือเป็นสินค้าราคาแพงที่สงวนไว้สำหรับคนมีฐานะ ในภาพวาดช่วงยุคกลางถึงเรอเนซองซ์ผลส้มในภาพเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แสดงความมั่งมี ยิ่งมีผลส้มมากเท่าไหร่หรือหากผลส้มถูกวางไว้ในตำแหน่งที่ไม่สำคัญ (เช่น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/orange-history/">ส้มถูกเรียกตามสี หรือสีถูกเรียกตามส้ม ว่าด้วย &#8216;ผลส้ม&#8217; และ &#8216;สีส้ม&#8217; ในประวัติศาสตร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<div style="display:none;">
<p style="display: none;">สีส้ม</p>
<p style="display: none;"><a href="https://adaymagazine.com/"></a></p>
</div>


<p><span style="font-weight: 400;">เราเห็นผลส้มเป็นสีส้ม หรือเราเห็นสีส้มเป็นเหมือนผลไม้ที่ใช้ชื่อว่าส้ม น่าสนใจว่าคำถาม &#8216;ส้มมาก่อนสี&#8217; หรือ &#8216;สีมาก่อนส้ม&#8217; ไม่ได้โลกแตกเหมือนอย่างไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน เรื่องเล่านี้มีคำตอบน่าสนใจและเต็มไปด้วยประเด็นทางประวัติศาสตร์ ถ้าคุณอยากลองทายก่อนตอนนี้ เราให้เวลาคุณคิดอีกทีก่อนจะเลื่อนไปเจอคำตอบในย่อหน้าต่อไป&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบคือ ผลส้มมีชื่อเรียกมาก่อนสี ส่วนเหตุที่ผลไม้ชนิดนี้สร้างความเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นศัพท์ใหม่ในภาษาอังกฤษต้องย้อนกลับไปพิจารณาที่มาของผลส้มตั้งแต่ต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส้มเป็นผลไม้ที่มีที่มาจากเอเชีย บางเสียงเชื่อว่ามาจากจีน อีกเสียงเชื่อว่ามาจากอินเดีย ในขณะที่บางประเทศเรียกผลส้มว่า appelsien (ภาษาเยอรมัน) หรือ sinaasappel (ภาษาดัตช์) แปลว่า แอปเปิลของจีน อังกฤษและฝรั่งเศสกลับได้ชื่อของผลไม้นี้มาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤตว่า naranga ซึ่งส่งต่อมายังภาษาเปอร์เซียว่า narang และส่งผ่านภาษาอาหรับว่า naranji อีกที กว่าคำนี้จะมาถึงฝรั่งเศสก็มีการออกเสียงเพี้ยนไปจนกลายเป็น orenge และเมื่อผลส้มเดินทางมาถึงอังกฤษ ชื่อเรียกของผลไม้ก็ถูกแผลงให้ง่ายต่อการออกเสียง กลายเป็นคำว่า orange การเปลี่ยนแปลงทางภาษานอกจากจะบอกประวัติที่มาของคำ ยังสร้างข้อสันนิษฐานการเดินทางของผลส้มผ่านการค้าขายจากอนุทวีปอินเดียจนมาถึงเกาะอังกฤษ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-101796 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/50318c4d1588a0aeb365333eca1de667.jpg" alt="สีส้ม" width="450" height="584" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/50318c4d1588a0aeb365333eca1de667.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/50318c4d1588a0aeb365333eca1de667-231x300.jpg 231w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลส้มมาถึงยุโรปครั้งแรกในศตวรรษที่ 12 เชื่อกันว่าผลไม้ไปถึงอังกฤษช้ากว่านิดหน่อย คือราวศตวรรษที่ 13 ผลส้มในสมัยนั้นไม่ได้ถูกใช้กินกันสดๆ เหมือนในปัจจุบัน แต่มักใช้ประกอบอาหารหรือนำมาคั้นน้ำสำหรับผสมเป็นเครื่องดื่ม ที่เป็นเช่นนี้เพราะส้มในยุคก่อนไม่ได้หวานหอมเหมือนปัจจุบัน ออกจะเปรี้ยวและขมด้วยซ้ำไป เนื่องจากเป็นสินค้านำเข้า ส้มจึงถือเป็นสินค้าราคาแพงที่สงวนไว้สำหรับคนมีฐานะ ในภาพวาดช่วงยุคกลางถึงเรอเนซองซ์ผลส้มในภาพเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แสดงความมั่งมี ยิ่งมีผลส้มมากเท่าไหร่หรือหากผลส้มถูกวางไว้ในตำแหน่งที่ไม่สำคัญ (เช่น บนพื้นหรือขอบหน้าต่าง) ยิ่งหมายความว่าคนในภาพร่ำรวยมากเท่านั้น&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-101806" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Pomona.jpg" alt="" width="450" height="575" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Pomona.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Pomona-235x300.jpg 235w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำว่าส้มกลายเป็นชื่อของสีได้ยังไง? คำนี้ถูกบันทึกในฐานะชื่อสีเป็นครั้งแรกช่วงต้นปี 1500s ก่อนหน้านี้ชาวอังกฤษมีคำอธิบายสีไม่มาก จักรวาลภาษาของอังกฤษมอบชื่อให้สีเพียง 6 คำเท่านั้น คือ hwit &#8211; white (ขาว), sweat &#8211; black (ดำ), read &#8211; red (แดง), grene &#8211; green (เขียว), geolo &#8211; yellow (เหลือง) และ graeg &#8211; grey (เทา) แน่นอนว่าสีในโลกของเราไม่ได้มีแค่ 6 สี ชาวอังกฤษใช้วิธีอธิบายสีอื่นด้วยการผสมคำที่มีอยู่แล้วเข้าด้วยกัน เช่น สีส้มนั้นเป็นสีที่อยู่ระหว่างสีแดงและสีเหลือง คำเรียกแทนสีจึงเป็นการผสมสองคำเข้าด้วยกัน เรียกว่าสี geoluread &#8211; yellow-red (เหลือง-แดง) การนำคำว่าผลส้ม (orange) มาใช้เป็นชื่อสีเกิดจากความนิยมผลไม้ชนิดนี้ในเวลาต่อมา คำว่า organge ที่หมายถึงผลไม้ เริ่มใช้ในศตวรรษที่ 13 ส่วนคำว่า orange ที่หมายถึงสี ปรากฏช้ากว่านี้อีกหลายร้อยปีต่อมา การใช้ชื่อ orange แทนสีมีบันทึกครั้งแรกๆ อยู่ในคำบรรยายชุดสีส้มที่พระนางมาร์กาเรต ทิวดอร์ ราชินีแห่งสกอตแลนด์ ทรงสวมใส่ในขณะยังเป็นเจ้าหญิง &nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><em>&#8216;ในวันที่ 23 กรกฎาคม 1502 เรือจ้างของนายจอห์น ราล์ฟ เดินทางจากเวสต์มินสเตอร์ไปยังลอนดอนเพื่อรับชุดผ้าไหมเนื้อละเอียดสีส้มของพระนางมาร์กาเรต&#8217;</em>&nbsp;</span></p>
<div id="attachment_101805" style="width: 350px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-101805" class="wp-image-101805 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Margaret_Tudor.jpg" alt="" width="340" height="599" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Margaret_Tudor.jpg 340w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Margaret_Tudor-170x300.jpg 170w" sizes="(max-width: 340px) 100vw, 340px" /><p id="caption-attachment-101805" class="wp-caption-text">พระนางมาร์กาเรต ทิวดอร์ ราชินีแห่งสกอตแลนด์</p></div>
<h3><b>ถ้าสีส้มถูกเรียกตามผลไม้ ทำไมสีส้มถึงไม่ถูกเรียกตามแคร์รอต?&nbsp;</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">น่าสนใจว่าแคร์รอตที่ปรากฏในยุคแรกๆ ของยุโรปไม่ได้มีสีส้ม แต่มักมีสีขาว แดง และม่วง การเกิดขึ้นของแคร์รอตสีส้มมาจากการผสมข้ามสายพันธุ์ของเกษตรกรชาวดัตช์ที่นำเอาแคร์รอตสีม่วงในฝั่งตะวันออกมาผสมกับแคร์รอตสีขาวและแดงในฝั่งตะวันตก จนเกิดเป็นลูกผสมสีส้มที่มีชื่อเรียกว่า Long Orange Dutch ส่วนเหตุที่แคร์รอตสีนี้ได้รับความนิยมจนสามารถเอาชนะแคร์รอตสีดั้งเดิมได้ก็เพราะรสชาติที่หวานอร่อยกว่าสายพันธุ์ทั่วไป ยังมีข้อสังเกตว่าชาวดัตช์ตั้งใจโปรโมตแคร์รอตสีนี้ในฐานะอาวุธทางวัฒนธรรมและการเมือง เพราะสีส้มเป็นสีประจำชาติเนเธอร์แลนด์ (นำมาจากชื่อวิลเลียมที่ 1 เจ้าชายแห่งออเรนจ์ วีรบุรุษของชาวดัชต์ที่นำชาติประกาศอิสระจากการปกครองของสเปนในช่วงศตวรรษที่ 17)&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-101802 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Dutch-Flag-in-orange-.jpg" alt="สีส้ม" width="639" height="453" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Dutch-Flag-in-orange-.jpg 639w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Dutch-Flag-in-orange--300x213.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Dutch-Flag-in-orange--600x425.jpg 600w" sizes="(max-width: 639px) 100vw, 639px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สีธงชาติเนเธอร์แลนด์ก่อนจะเป็นสีแดง ขาว น้ำเงิน แบบปัจจุบัน ก็เคยเป็นสีส้ม ขาว น้ำเงิน มาก่อน เหตุที่สีธงถูกเปลี่ยนเพราะสีส้มนั้นอยู่ไม่ทน เมื่อทำปฏิกิริยากับอากาศนานๆ มักเปลี่ยนเป็นสีแดง โดยเฉพาะเมื่อธงถูกนำไปติดบนเรือที่ต้องเดินสมุทรเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี การเปลี่ยนธงที่สีเพี้ยนบ่อยๆ ไม่คุ้มค่าการผลิตทำให้รัฐบาลดัตช์ตัดสินใจเปลี่ยนสีธงชาติจากสีส้มมาเป็นสีแดงอย่างเป็นทางการในปี 1937</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าแคร์รอตจะมีสีส้มเพราะเหตุผลทางการเมืองหรือไม่ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าชาวอังกฤษไม่รู้จักแคร์รอตสีนี้จนศตวรรษที่ 16-17 แปลว่าผลส้มสีส้มมาถึงเกาะอังกฤษก่อนแคร์รอตสีส้มร่วม 300 ปี</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-101797" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/23132050_2297751070234973_2817173169755389015_n.jpg" alt="" width="322" height="380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/23132050_2297751070234973_2817173169755389015_n.jpg 322w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/23132050_2297751070234973_2817173169755389015_n-254x300.jpg 254w" sizes="(max-width: 322px) 100vw, 322px" /></p>
<h3><b>Redhead Weasley </b><b>ทำไมคนผมส้มอย่างครอบครัววีสลีย์ใน <em>แฮร์รี่ พอตเตอร์</em> ถึงถูกเรียกว่าพวกหัวแดง&nbsp;</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในความย้อนแย้งในภาษาอังกฤษคือการเรียกคนที่มีสีผมเหมือนควีนเอลิซาเบทที่ 1 หรือสมาชิกตระกูลวีสลีย์ใน <em>แฮรรี่ พอตเตอร์</em> ว่า พวกหัวแดง (redheads) ทั้งที่สีผมที่ว่ามันดูคล้ายสีส้ม (เหมือนแคร์รอตหรือส้ม) มากกว่าสีแดง (อย่างสตรอว์เบอร์รีหรือมะเขือเทศ)</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-101803 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Elizabeth-2.jpg" alt="สีส้ม" width="450" height="647" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Elizabeth-2.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Elizabeth-2-209x300.jpg 209w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำอธิบายมีอยู่คล้ายกัน คือคำว่าสีส้ม (orange) มาถึงอังกฤษช้ากว่าการปรากฏของบุคคลที่มีสีผมออกไปทางสีส้ม ในขณะที่สีแดง (red) มีที่มาจากรากศัพท์ในตระกูล Proto-Germanic ผันมาจากคำที่มีความหมายเดียวกันคือ Ruddy, Rufus, Reid (ปัจจุบันเป็นชื่อสกุลของตระกูลเก่าแก่ในยุโรป) การบรรยายสีผมของคนว่า redhead ปรากฏหลักฐานมานานกว่า คือตั้งแต่ช่วงกลางปี 1200s ก่อนที่ส้มผลแรกจะมาถึงอังกฤษเสียอีก&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-101807" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Redhead-Weasley.jpg" alt="" width="625" height="415" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Redhead-Weasley.jpg 625w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Redhead-Weasley-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Redhead-Weasley-600x398.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/Redhead-Weasley-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 625px) 100vw, 625px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนเหตุผลที่คนอังกฤษไม่เปลี่ยนคำเรียกคนที่มีเส้นผมสีส้มจาก redhead เป็น orangehead น่าจะเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ไม่เห็นความจำเป็นต้องจำแนกสีที่ใกล้เคียงกันให้ละเอียดไปกว่านี้ เช่นเดียวกับที่คนอังกฤษไม่สนใจจะแยกเรียกสีฟ้ากับสีน้ำเงิน แต่ใช้คำว่า blue รวมๆ กันไป</span></p>
<h3><b>หรือแอปเปิลสีทองในตำนานกรีกที่จริงแล้วคือผลส้ม?</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">‘แอปเปิล’ สีทองถูกพูดถึงในตำนานเทพเจ้ากรีกอยู่หลายครั้ง ตามตำนานต้นแอปเปิลสีทองเป็นของขวัญที่พระแม่ธรณีไกอามอบให้เฮร่าตอนนางตกปากรับคำแต่งงานกับซุส ราชาแห่งทวยเทพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เฮร่าทั้งรักทั้งห่วงต้นแอปเปิลถึงขนาดให้มังกรร้อยหัวที่ไม่มีวันหลับมาคอยป้องกันและให้นางไม้แห่งสวนเฮสเพอริเดสคอยดูแล แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นของวิเศษเรื่องวุ่นวายจึงมักเกิดกับต้นแอปเปิลเป็นประจำ แอปเปิลเจ้ากรรมถูกพูดถึงเป็น 1 ใน 12 ภารกิจสุดหินของเฮอร์คิวลิสที่ต้อง ‘ขโมย’ มาให้ยูริทัสเพื่อไถ่บาป</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-101801" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/DL7_7jGX4AYeNeB.jpg" alt="" width="450" height="548" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/DL7_7jGX4AYeNeB.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/DL7_7jGX4AYeNeB-246x300.jpg 246w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกตำนานกล่าวถึงเอรีส เทพีแห่งความโกลาหล ที่อยากเล่นซนโยนแอปเปิลสีทองสลักคำว่า kallisti (for the fairest–สำหรับผู้งดงามที่สุด) เข้าไปในงานฉลอง มีเทพี 3 องค์ยืนกรานว่าแอปเปิลนี้ควรเป็นของตน คนแรกคือเฮร่า ราชินีแห่งสวรรค์ สองคืออะโฟรไดต์ เทพีแห่งความรักและความงาม คนสุดท้ายคืออะธีน่า เทพีแห่งปัญญา&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มาถึงจุดนี้ไม่มีใครยอมแพ้ใคร ร้อนถึงซุสผู้เป็นราชาต้องมาตัดสิน แต่ซุสก็ไม่อยากมีปัญหา จึงโยนเผือกร้อนไปให้ปารีส เจ้าชายหนุ่มรูปงามที่ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่หล่อที่สุดในโลก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าการแข่งขันระดับนี้ไม่มีคำว่าแฟร์ เทพีทั้งสามต่างแอบไปติดสินบนเจ้าชายหนุ่มให้เลือกตนเป็นผู้ชนะ ฝ่ายเฮร่าเสนอว่านางจะให้เขาเป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ครอบครองดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล อะธีน่าเสนอจะมอบปัญญาอันเฉียบแหลมให้ ส่วนอะโฟรไดต์ในฐานะที่เป็นเทพีแห่งความรักเสนอหัวใจของหญิงที่รูปงามที่สุดในโลกให้เขาเป็นเจ้าของ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เจ้าชายปารีสไม่อยากได้ทั้งความรู้และอำนาจแต่ปรารถนาหญิงงามมาคู่ใจจึงตัดสินให้อะโฟรไดต์เป็นฝ่ายชนะ ซึ่งอะโฟรไดต์ก็ทำตามสัญญาโดยไม่สนว่าหญิงงามที่สุดในปฐพีมีสามีอยู่แล้ว เรื่องราวความรักระหว่างเฮเลน ราชินีแห่งสปาร์ตา และปารีส เจ้าชายหนุ่มรูปงาม กลายเป็นสงครามครั้งใหญ่ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า ‘สงครามกรุงทรอย’</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-101800 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/ad3c399d31da612c510b8703ce89c11a.jpg" alt="สีส้ม" width="480" height="334" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/ad3c399d31da612c510b8703ce89c11a.jpg 480w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/ad3c399d31da612c510b8703ce89c11a-300x209.jpg 300w" sizes="(max-width: 480px) 100vw, 480px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับไปยังแอปเปิล นักวิชาการที่ศึกษาตำนานปกรณัมกรีกให้ความเห็นว่า แอปเปิลสีทองที่ถูกกล่าวถึงตามตำนานน่าจะหมายถึง ‘ผลส้ม’ ผลไม้ล้ำค่าที่ไม่เป็นที่รู้จักในทวีปยุโรปจนกระทั่งยุคกลาง คือราวศตวรรษที่ 12</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหตุผลที่หลายคนเชื่อทฤษฎีนี้ก็เพราะตำนานกรีกมักมีที่มาจากสถานที่ที่มีอยู่จริง อย่างกรุงทรอยน่าจะหมายถึงเมืองทรูวาในตุรกี ในขณะที่สวนเฮสเพอริเดส ที่ตั้งของต้นแอปเปิลทองคำ น่าจะหมายถึงดินแดนแถบคาบสมุทรไอบีเรีย (บริเวณสเปนและโปรตุเกสในปัจจุบัน)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่น่าเชื่อไปกว่านั้นคือคำว่า ‘ส้ม’ ในภาษากรีกปัจจุบันคือ πορτοκαλί (portokali) แผลงมาจากคำว่า Portugal (โปรตุเกส) และถ้าย้อนไปไกลอีกนิด คำเรียกผลไม้ในตระกูล citrus (มะนาว มะกรูด) ของภาษากรีกโบราณคือคำว่า ἑσπεριδοειδῆ (hesperidoids) ก็ดันไปพ้องเสียงกับสวนเฮสเพอริเดสของเฮร่าเอาเสียอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">น่าคิดเหมือนกันว่าต้นไม้สุดหวงของราชินีเฮร่าอาจจะไม่ใช่แอปเปิลอย่างที่เข้าใจ แต่เป็นต้นส้มแสนรักของราชินีแห่งสวรรค์ต่างหาก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-101808 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/still-life-with-basket-and-six-oranges-1888.jpgLarge.jpg" alt="สีส้ม" width="675" height="561" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/still-life-with-basket-and-six-oranges-1888.jpgLarge.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/still-life-with-basket-and-six-oranges-1888.jpgLarge-300x249.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/07/still-life-with-basket-and-six-oranges-1888.jpgLarge-600x499.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><span style="font-weight: 400;">อ้างอิง</span></h4>
<p><a href="http://www.aloveofwords.com/2009/09/09/basic-color-terms-germanic-old-english/">aloveofwords.com</a></p>
<p><a href="https://aquileana.wordpress.com/2014/06/18/greek-mythology-the-golden-apple-of-discord-poetry-who-is-the-fairest-by-christy-birmingham/?fbclid=IwAR1Hgt5w5cDlJU1HeqdSVvgiUTO_nv0fN0xisQKyC6vqcILSMDNUft5aP1o"><span style="font-weight: 400;">aquileana.wordpress.com</span></a></p>
<p><a class="yt-simple-endpoint style-scope yt-formatted-string" dir="auto" spellcheck="false" href="https://www.youtube.com/watch?v=c9Jf7KC0KWo">Name Explain</a></p>
<p><a href="https://nextnature.net/2009/08/why-are-carrots-orange-it-is-political?fbclid=IwAR3m-0Du1VTbpep6dCDeDX3qoyUVbThWQCTrQ4WHoIbTAQdCdZOnqi-nJMY"><span style="font-weight: 400;">nextnature.net</span></a></p>
<p><a href="https://www.quickanddirtytips.com/education/grammar/why-do-we-call-people-redheads-instead-of-orangeheads"><span style="font-weight: 400;">quickanddirtytips.com</span></a></p>
<p><a href="https://tudortimes.co.uk/people/margaret-tudor-life-story/marriage-treaty"><span style="font-weight: 400;">tudortimes.co.uk</span></a></p>
<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=iFLcaYUPphY&amp;feature=youtu.be&amp;fbclid=IwAR1JLMXXdkeIno_QtPFfugH7JeWjSBn6cukrkFRuqjTDCAOsnCgZkgCDtsM">WonderWhy</a></p><p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/orange-history/">ส้มถูกเรียกตามสี หรือสีถูกเรียกตามส้ม ว่าด้วย &#8216;ผลส้ม&#8217; และ &#8216;สีส้ม&#8217; ในประวัติศาสตร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
