<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พงศ์นรินทร์ พนมวัน ณ อยุธยา, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/pongnarin/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/pongnarin/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 22 Aug 2018 10:35:08 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>วิ่งเพื่อเรียนรู้การเสียสละ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/run-change-pongnarin/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/run-change-pongnarin/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[พงศ์นรินทร์ พนมวัน ณ อยุธยา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Aug 2018 14:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[วิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[Human Run]]></category>
		<category><![CDATA[ออกกำลังกาย]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/run-change-pongnarin/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชีวิตของผมตามปกติไม่มีอะไรพิเศษ น่าจะคล้ายชีวิตของคนทำงานส่วนใหญ่ในกรุงเทพ แถมอาจจะออกแนวธรรมดาเหลือเกินเมื่อเทียบกับคนทั่วไป จันทร์ถึงศุกร์แค่ทำงานและกลับบ้าน จะไม่มีชีวิตยามราตรีเหมือนหลายท่าน แต่ใช่ว่าร่างกายจะสมบูรณ์ กลับบ้านก็กินๆ นอนๆ ไม่สนใจสุขภาพเพราะคิดว่าเวลาทำงานก็เดินไปมาเยอะเหมือนออกกำลังกายแล้ว เสาร์อาทิตย์ก็นอนดูทีวี เล่นมือถือ นานๆ ทีถึงออกไปเดินเล่นบ้าง จนเมื่อ 3 ปีก่อน ชีวิตเปลี่ยนเพราะเพื่อนสมัครงานวิ่งไว้แต่ไปไม่ได้ ผมเลยไปวิ่งแทน ก่อนวันวิ่งไม่เคยซ้อมเลย อบอุ่นร่างกายไม่เป็นด้วยซ้ำ วันนั้นวิ่งได้ครบระยะ แม้ใช้เวลาวิ่งเกิน 1 ชั่วโมง แต่เรียกได้ว่าจบแบบเจ็บๆ เดินขึ้นสะพานยังแทบหยุดยืนเกร็งอยู่บนนั้น พอถึงบ้านแทบขยับขาไม่ได้ เป็นแบบนี้ประมาณ 2 วัน แต่จากวันนั้นทำให้ผมเหมือนเสพติดการวิ่ง ไม่รู้เพราะบรรยากาศภายในงานหรือเพราะอาหารหลังงานที่อร่อย จากนั้นผมก็ลงงานวิ่งอีกหลายรายการ แทบจะสัปดาห์ละครั้งเลย แถมเข้าฟิตเนสให้ร่างกายเราพร้อมขึ้นด้วย การสะสมเหรียญงานวิ่งเหมือนเป็นงานอดิเรก ผมแทบไม่ใช้เงินเดือนซื้อของกิน เอามาสมัครวิ่ง ที่ไม่ซื้อเพราะคิดว่าเราออกกำลังกายมาตั้งเยอะ จะกลับไปอ้วนอีกทำไม จากการวิ่งต่อเนื่อง รู้สึกว่าร่างกายเราแข็งแรงขึ้น ไม่เจ็บป่วยง่ายๆ เพื่อนๆ ทักว่ารูปร่างดูเฟิร์มขึ้นมาก แม้อาจดูผอมแห้งไปหน่อยตามสไตล์นักวิ่งมือใหม่หลายคน พอวิ่งไปหลายๆ งาน ผมเริ่มโหยหาความท้าทายมากขึ้น ทำให้ชีวิตนักวิ่งที่เริ่มไม่ใหม่มีสีสันขึ้น มีรายการวิ่งรายการหนึ่งตั้งสโลแกนว่า มาร่วมทำ Sub1 กัน (วิ่งให้จบก่อนเวลา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/run-change-pongnarin/">วิ่งเพื่อเรียนรู้การเสียสละ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ชีวิตของผมตามปกติไม่มีอะไรพิเศษ น่าจะคล้ายชีวิตของคนทำงานส่วนใหญ่ในกรุงเทพ แถมอาจจะออกแนวธรรมดาเหลือเกินเมื่อเทียบกับคนทั่วไป จันทร์ถึงศุกร์แค่ทำงานและกลับบ้าน จะไม่มีชีวิตยามราตรีเหมือนหลายท่าน แต่ใช่ว่าร่างกายจะสมบูรณ์ กลับบ้านก็กินๆ นอนๆ ไม่สนใจสุขภาพเพราะคิดว่าเวลาทำงานก็เดินไปมาเยอะเหมือนออกกำลังกายแล้ว เสาร์อาทิตย์ก็นอนดูทีวี เล่นมือถือ นานๆ ทีถึงออกไปเดินเล่นบ้าง</p>
<p>จนเมื่อ 3 ปีก่อน ชีวิตเปลี่ยนเพราะเพื่อนสมัครงานวิ่งไว้แต่ไปไม่ได้ ผมเลยไปวิ่งแทน ก่อนวันวิ่งไม่เคยซ้อมเลย อบอุ่นร่างกายไม่เป็นด้วยซ้ำ วันนั้นวิ่งได้ครบระยะ แม้ใช้เวลาวิ่งเกิน 1 ชั่วโมง แต่เรียกได้ว่าจบแบบเจ็บๆ เดินขึ้นสะพานยังแทบหยุดยืนเกร็งอยู่บนนั้น พอถึงบ้านแทบขยับขาไม่ได้ เป็นแบบนี้ประมาณ 2 วัน แต่จากวันนั้นทำให้ผมเหมือนเสพติดการวิ่ง ไม่รู้เพราะบรรยากาศภายในงานหรือเพราะอาหารหลังงานที่อร่อย</p>
<p>จากนั้นผมก็ลงงานวิ่งอีกหลายรายการ แทบจะสัปดาห์ละครั้งเลย แถมเข้าฟิตเนสให้ร่างกายเราพร้อมขึ้นด้วย การสะสมเหรียญงานวิ่งเหมือนเป็นงานอดิเรก ผมแทบไม่ใช้เงินเดือนซื้อของกิน เอามาสมัครวิ่ง ที่ไม่ซื้อเพราะคิดว่าเราออกกำลังกายมาตั้งเยอะ จะกลับไปอ้วนอีกทำไม จากการวิ่งต่อเนื่อง รู้สึกว่าร่างกายเราแข็งแรงขึ้น ไม่เจ็บป่วยง่ายๆ เพื่อนๆ ทักว่ารูปร่างดูเฟิร์มขึ้นมาก แม้อาจดูผอมแห้งไปหน่อยตามสไตล์นักวิ่งมือใหม่หลายคน</p>
<p>พอวิ่งไปหลายๆ งาน ผมเริ่มโหยหาความท้าทายมากขึ้น ทำให้ชีวิตนักวิ่งที่เริ่มไม่ใหม่มีสีสันขึ้น มีรายการวิ่งรายการหนึ่งตั้งสโลแกนว่า มาร่วมทำ Sub1 กัน (วิ่งให้จบก่อนเวลา 1 ชั่วโมง) ผมตั้งใจซ้อมเพราะคิดว่าตัวเองน่าจะทำได้ ยิ่งช่วงใกล้งานวิ่ง ยิ่งเหมือนแรงกระตุ้นมากขึ้น ใครที่ทำ Sub1 ได้จะได้เสื้อสวยๆ ที่ทำมาเฉพาะ (สวยจริงๆ นะ) รวมถึงได้ร่วมทำบุญกับโรงพยาบาลด้วย</p>
<p>พอถึงวันวิ่ง คิดว่าวันนี้คือวันที่รอคอย อยากลองทำให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้มาก วันนั้นออกสตาร์ทในโซนแรกๆ และทำเวลาช่วงแรกๆ โอเคอยู่ เกาะกลุ่มของ Pacer ระยะ Sub1 ได้ แต่ด้วยไม่ชินพื้นที่หรือสภาพสนามที่ไม่ดีมากนัก รวมถึงอากาศที่ร้อนอบอ้าว ทำให้แรงผมหายไป แต่พยายามไม่หยุดวิ่ง ทั้งด้วยแรงกระตุ้นจากภายในของผมเอง รวมถึง Pacer ในงานที่พยายามกระตุ้นช่วยนักวิ่งให้สู้ต่อไป</p>
<p>ผมวิ่งโดยไม่หยุดจนถึงประมาณช่วงกิโลเมตรที่ 8 ผมเริ่มสังเกตว่าร่างกายตัวเองอาจไม่ไหว เลยขอแอมโมเนียจากคุณพยาบาลเผื่อไว้ วิ่งไปดมไป จนถึงประมาณกิโลเมตรที่ 9 ผมสังเกตเห็นมีนักวิ่งหญิงคนหนึ่งเป็นลม (คงเพราะสภาพอากาศ) และเพื่อนเขากำลังช่วยนวดอยู่</p>
<p>ผมคิดในใจว่าจะไปต่อหรือหยุดช่วยเขาดี ใจหนึ่งก็คิดว่าถ้าไปต่อ เสื้อ Sub1 ที่อยากได้รออยู่นะ แต่อีกใจก็คิดว่า เราไปหาเสื้อแบบอื่นใส่ก็ได้</p>
<p>แต่ตรงหน้าเราคือชีวิตคน เราจะปล่อยเขาไปจริงหรือ?</p>
<p>ผมหยุดวิ่งแล้วไปช่วยนักวิ่งหญิงคนนั้นแทน เอาแอมโมเนียให้ดม เพราะคิดว่าน่าจะช่วยอะไรได้มากกว่าการนวดทั่วไป (ทีมปฐมพยาบาลในงานยังมาไม่ถึงด้วย) แล้วก็ช่วยพยุงตัวเขาเข้ามานอนราบบนฟุตปาธ เพื่อไม่ให้ขวางทางนักวิ่งคนอื่นที่กำลังทำความเร็ว เพื่อนเขาบอกว่าไปวิ่งต่อเถอะ เขาพยายามผลักดันให้ผมกลับไปวิ่งต่อเพื่อให้ได้เสื้อ แต่ด้วยความเป็นห่วง ผมอยากช่วย เลยบอกไปว่า “ไม่เป็นไรครับ ชีวิตคนสำคัญกว่า อีกอย่างทีม Pacer เพิ่งผ่านไป คงไม่ทันแล้วล่ะครับ”</p>
<p>ผมช่วยเธออยู่จนทีมปฐมพยาบาลมา น่าจะประมาณ 5 นาทีได้ ผมจึงกลับไปวิ่งต่อจนเข้าเส้นชัย</p>
<p>เมื่อเข้าเส้นชัย ผมได้ดูข้อมูลเวลาที่ตนเองทำได้ ทำให้แอบตอกย้ำตัวเองเหมือนกันว่า เป็นไงล่ะ เข้าเส้นชัยช้ากว่า Sub1 ไป 3 นาทีเอง ถ้าไม่หยุดช่วยเขาก็ได้เสื้อแล้ว เห็นไหม คนที่เขาได้เสื้อกำลังถ่ายรูปสวยๆ กันหน้างาน</p>
<p>แต่สุดท้าย ผมบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร ปีหน้ามาใหม่ ฝึกให้ดีขึ้น ปีหน้าเราต้องทำให้ได้ ปีนี้เราทำดีที่สุดแล้ว ชีวิตคนสำคัญกว่าเสื้อนะ ได้แค่เหรียญมาก็พอแล้ว แถมในใจยังกลับไปคิดถึงนักวิ่งหญิงคนนั้นว่า เธอได้วิ่งหรือเดินต่อจนถึงเส้นชัยไหม เพราะใครมางานวิ่งก็คงอยากได้เหรียญเป็นที่ระลึก แต่ผมเชี่อว่าอีก 1 กิโลเมตร เธอคงทำได้ ผมแอบเอาใจช่วย</p>
<p>ประสบการณ์ชีวิตที่ได้จากการวิ่งสอนให้ตนเองรู้ว่า การสละสิ่งหนึ่งทำให้สุขใจจากการได้ทำอีกสิ่งทดแทน ชีวิตเราถ้าสูญไปจะซ่อมหรือหาใหม่ไม่ได้ ในทางกลับกัน เรายังมีโอกาสแก้ตัวกับงานวิ่งนี้ในปีต่อๆ ไป และผมเองได้นำเรื่องนี้ไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตของตนเอง ทำให้ผมเริ่มเป็นคนใส่ใจคนรอบข้างเพิ่มมากขึ้น เห็นอกเห็นใจคนอื่นมากขึ้น มากกว่าเพียงคิดคำนึงแต่เรื่องของตนเอง</p>
<p>แค่เพียงรอยยิ้มหรือคำขอบคุณเล็กๆ จากคนๆ นั้น ผมก็สุขใจแล้ว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/edit38875588_215569139112320_4870941845120614400_n.jpg" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/run-change-pongnarin/">วิ่งเพื่อเรียนรู้การเสียสละ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/run-change-pongnarin/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
