<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/kulthida/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/kulthida/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 27 May 2020 16:00:10 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>&#8220;เราทำอะไรและใครตกหล่นไปบ้างในระบบการศึกษาของประเทศไทย&#8221; – กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/thai-education-situation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 27 May 2020 15:06:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<category><![CDATA[a day 238]]></category>
		<category><![CDATA[Wish]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=98613</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปิดเทอมกับเจ้าโควิดนี้พอได้เห็นเด็กๆ หาวิธีสนุกสนานด้วยตัวเอง ได้นั่งมองดูเด็ก ลูกหลานครู และคนสวนของโรงเรียน เล่นกันกลางแดดอุ่นบนสนามหญ้าผืนใหญ่สีเขียว แทบไม่มีใครรุ่นราวคราวเดียวกัน ตัวเล็ก ตัวใหญ่ เขาหาวิธีเล่น กระโดดบ้าง ลื่นไปกับดินเหนียวชุ่มน้ำฝนจากเมื่อคืน วิ่งไล่กันไปมา ไม่หันมาสนใจจอได้ทีละหลายๆ ชั่วโมง ก็ชวนให้ทบทวนหลายเรื่อง ที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นคำถามที่ว่า ‘เราทำอะไรและใครตกหล่นไปบ้างในระบบการศึกษาของประเทศไทย’ การคิดทุกอย่างแยกส่วน ไม่เชื่อมโยงกัน คือปัญหาเชิงหลักการข้อสำคัญในการศึกษาไทย &#160; เมื่อทุกอย่างสำคัญ&#8230;จะไม่มีอะไรสำคัญ เมื่อการศึกษาคือการสร้างคน ท่ามกลางสภาวะที่หลายคนกังวลถึงความไม่แน่นอนในอนาคต เรียนจบแล้วจะตกงานหรือไม่ เราทับถมความกลัวและความกังวลเหล่านั้นด้วยเนื้อหาและข้อมูลมหาศาลที่เด็กๆ ต้องท่องจำ แทนที่จะได้นำไปใช้ในชีวิตของเขา เรามีสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มฯ กับตัวชี้วัดมากมายที่เด็กๆ ต้องไปให้ถึงในแต่ละช่วงวัยของเขา ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเข็มทิศนำทางให้คุณครูได้เดินไปตามแนวทางนั้น ปัญหาอยู่ที่ว่าเมื่อเราใส่เนื้อหาเข้าไปมากขนาดนี้และทำเสมือนว่าทุกอย่างต้องสำคัญเท่ากันหมด ทุกอย่างจะไม่สำคัญเลย ทุกคนจึงหลงทางเพราะเข็มทิศพาเราไปทุกทิศทุกทาง ประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นวัยที่เด็กกำลังปรับตัวจากการเรียนแบบอนุบาล ที่ทั้งไม่ได้เน้นเนื้อหาความรู้มากมายเท่ากระบวนการเรียนรู้ ปรับตัวเข้าสู่วัยที่ต้องเริ่มเน้นข้อมูลความรู้ แต่ทันทีที่ปีนป่ายมาถึงชั้น ป.1 เด็กๆ ต้องเรียนสัญลักษณ์บวก-ลบ แสดงวิธีหาคำตอบโจทย์ปัญหาของจำนวนนับไม่เกิน 100 สาระที่เด็กๆ ต้องเรียนคือการแก้โจทย์ การสร้างโจทย์ พร้อมทั้งหาคำตอบ อยากให้ทุกๆ คนลองอ่านดูและย้อนนึกถึงวัยเด็กของตัวเองว่าถ้าเราอายุ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thai-education-situation/">&#8220;เราทำอะไรและใครตกหล่นไปบ้างในระบบการศึกษาของประเทศไทย&#8221; – กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปิดเทอมกับเจ้าโควิดนี้พอได้เห็นเด็กๆ หาวิธีสนุกสนานด้วยตัวเอง ได้นั่งมองดูเด็ก ลูกหลานครู และคนสวนของโรงเรียน เล่นกันกลางแดดอุ่นบนสนามหญ้าผืนใหญ่สีเขียว แทบไม่มีใครรุ่นราวคราวเดียวกัน ตัวเล็ก ตัวใหญ่ เขาหาวิธีเล่น กระโดดบ้าง ลื่นไปกับดินเหนียวชุ่มน้ำฝนจากเมื่อคืน วิ่งไล่กันไปมา ไม่หันมาสนใจจอได้ทีละหลายๆ ชั่วโมง ก็ชวนให้ทบทวนหลายเรื่อง</p>
<p>ที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นคำถามที่ว่า ‘เราทำอะไรและใครตกหล่นไปบ้างในระบบการศึกษาของประเทศไทย’</p>
<p>การคิดทุกอย่างแยกส่วน ไม่เชื่อมโยงกัน คือปัญหาเชิงหลักการข้อสำคัญในการศึกษาไทย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>เมื่อทุกอย่างสำคัญ&#8230;จะไม่มีอะไรสำคัญ</b></h3>
<p>เมื่อการศึกษาคือการสร้างคน ท่ามกลางสภาวะที่หลายคนกังวลถึงความไม่แน่นอนในอนาคต เรียนจบแล้วจะตกงานหรือไม่ เราทับถมความกลัวและความกังวลเหล่านั้นด้วยเนื้อหาและข้อมูลมหาศาลที่เด็กๆ ต้องท่องจำ แทนที่จะได้นำไปใช้ในชีวิตของเขา เรามีสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มฯ กับตัวชี้วัดมากมายที่เด็กๆ ต้องไปให้ถึงในแต่ละช่วงวัยของเขา ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเข็มทิศนำทางให้คุณครูได้เดินไปตามแนวทางนั้น ปัญหาอยู่ที่ว่าเมื่อเราใส่เนื้อหาเข้าไปมากขนาดนี้และทำเสมือนว่าทุกอย่างต้องสำคัญเท่ากันหมด ทุกอย่างจะไม่สำคัญเลย ทุกคนจึงหลงทางเพราะเข็มทิศพาเราไปทุกทิศทุกทาง</p>
<p>ประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นวัยที่เด็กกำลังปรับตัวจากการเรียนแบบอนุบาล ที่ทั้งไม่ได้เน้นเนื้อหาความรู้มากมายเท่ากระบวนการเรียนรู้ ปรับตัวเข้าสู่วัยที่ต้องเริ่มเน้นข้อมูลความรู้ แต่ทันทีที่ปีนป่ายมาถึงชั้น ป.1 เด็กๆ ต้องเรียนสัญลักษณ์บวก-ลบ แสดงวิธีหาคำตอบโจทย์ปัญหาของจำนวนนับไม่เกิน 100 สาระที่เด็กๆ ต้องเรียนคือการแก้โจทย์ การสร้างโจทย์ พร้อมทั้งหาคำตอบ</p>
<p>อยากให้ทุกๆ คนลองอ่านดูและย้อนนึกถึงวัยเด็กของตัวเองว่าถ้าเราอายุ 6-7 ขวบ เพิ่งเปลี่ยนจากอนุบาล 3 มาเข้า ป.1 แต่ต้องเรียนรู้เนื้อหามากมาย (เพราะนี่เป็นเพียงกลุ่มสาระฯ เดียว) สิ่งที่หายไปจากสมการนี้คือการคิดและการมองภาพรวมว่าเด็กๆ ได้เรียนรู้วิธีคิด กระบวนการคิดแก้ปัญหาพื้นฐานต่างๆ หรือยัง ซึ่งนี่คือแก่นแท้หนึ่งของการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในวัยเด็ก</p>
<p>การมุ่งเน้นที่ ‘สาระ’ มากกว่ากระบวนการเรียนรู้แบบที่หลักสูตรเรากำลังทำอยู่และทำมาตลอดนั้นส่งผลให้การออกแบบระบบการเรียนการสอนมองเห็นเฉพาะเนื้อหา ซึ่งเป็นเพียงด้านเดียวของการเรียนรู้ แต่ละเลยเรื่องที่สำคัญที่สุดไป นั่นคือการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายการเรียนรู้ ที่ไม่ได้มีเฉพาะเนื้อหาเท่านั้น</p>
<p>เมื่อจุดเริ่มต้นไม่ถูกที่ถูกทาง สิ่งที่สำคัญกลับไม่สำคัญ เราจึงทำเรื่องสำคัญตกหล่นไปอีกหลายประการ</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="size-full wp-image-98752 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_1987-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_1987-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_1987-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_1987-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_1987-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_1987-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_1987-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>อย่าแยกกายกับใจเด็กออกจากกัน</b></h3>
<p>เมื่อเนื้อหานำ เราต่างวิ่งไปสู่ปริมาณโดยหลงลืมว่าเมื่อวิ่งเร็วเด็กๆ ของเราจะหมดแรง การจัดการเรียนการสอนหลายๆ คาบติดกันต่อเนื่องจนเด็กๆ แทบไม่ได้พักทำให้พวกเขาล้าตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้นเรียนรู้อะไรเป็นรูปเป็นร่าง</p>
<p>ความอ่อนล้านี้แสดงออกมาในรูปแบบของความเหนื่อยหน่าย เบื่อหน่าย ไร้แรงบันดาลใจ และหาสิ่งอื่นๆ ทดแทนการเรียนตรงหน้า เมื่อไม่มีแรงใจ จะไปหาแรงกายมาจากไหน ความอยากเรียนรู้จะมีที่ยืนตรงไหน แต่หลายคนก็ติดอยู่กับระบบที่ไม่สามารถสร้างจุดสมดุลของกายและใจได้ ถ้าไม่เรียน สอบไม่ได้ จะเรียนต่อได้ไหม จะเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือเปล่า แต่เรียนเยอะแยะไปก็เหนื่อยล้า เสียเงินทองมากมายและได้ความเครียดมาเป็นของแถมแทน</p>
<p>คิดดูง่ายๆ ก็ได้ นักเรียนนั่งเรียน แปะอยู่ที่เก้าอี้ แทบไม่ได้ขยับไปมาอะไรมากมาย จะทำให้เกิดอะไรบ้าง พวกเราผู้ใหญ่ยังเป็นออฟฟิศซินโดรมกัน แล้วการเรียนแบบนั่งนิ่งๆ เงียบๆ นานๆ มันจะไปสนุก มันจะน่าอยากเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ได้ยังไงกัน</p>
<p>คำตอบที่สมบูรณ์แบบของคำถามนี้ไม่มีอยู่ เว้นเสียแต่ว่าจะมีผู้ที่ทำความเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้นและพยายามหลุดออกจากกรอบความคุ้นชินเดิมๆ ให้มากขึ้น เพิ่มเวลาพัก เข้าใจว่าระหว่างอยู่ในคาบก็ต้องให้เด็กๆ ได้ยืดเส้นยืดสายทำกิจกรรมอื่นๆ รับออกซิเจนผ่านการขยับร่างกายบ้าง เราจะ<br />
จำกัดการเคลื่อนไหวร่างกายเด็กๆ ไว้ที่วิชาพลศึกษาแต่เพียงอย่างเดียวหรือ เราต้องทดลองดูว่าจะสามารถทำให้เด็กๆ เรียนรู้อย่างมีคุณภาพด้วยเวลาที่น้อยลงได้จริงหรือไม่ อย่างน้อยๆ จะทำให้เขาสนใจเรียนรู้ได้มากขึ้นหรือไม่</p>
<p>นี่คือเรื่องเล็กที่ไม่เล็กซึ่งการศึกษาประเทศไทยแทบไม่เคยมองเห็น</p>
<p><span class="Apple-converted-space"><img decoding="async" class="size-full wp-image-98753 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_1920.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_1920.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_1920-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_1920-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_1920-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_1920-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_1920-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ข้างใน-ข้างนอกห้องเรียนก็คือห้องเรียน</b></h3>
<p>ยิ่งโตเรายิ่งหมกตัวอยู่ในห้องเรียนมากขึ้น ด้วยเนื้อหาที่มากขึ้น ภาระการท่องจำที่เพิ่มขึ้น ทำให้โลกในห้องเรียนของเราเป็นโลกที่มีเพียงกรอบตำราเรียนและตัวชี้วัดการเรียนรู้เท่านั้น ทั้งที่นอกห้องเรียนซึ่งหมายความรวมทั้งการใช้พื้นที่นอกห้องเรียนและการใช้พื้นที่ในห้องเรียนแต่พานักเรียนออกไปเรียนรู้โลกกว้างผ่านเทคโนโลยีต่างๆ กลับเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในระบบการศึกษาไทย</p>
<p>คำอธิบายกลับไปสู่จุดเดิมที่ว่า เราถูกการทดสอบและข้อสอบกำหนดเอาไว้ว่าเด็กต้องรู้ จำ และแค่เข้าใจอะไรได้บ้าง มากกว่าจะฝึกฝนให้เด็กๆ ได้ใช้เครื่องมือทางความคิดเพื่อนำไปใช้ต่อยอดการเรียนรู้ของตนเอง เมื่อนั้นการศึกษาจะสามารถนำพาให้เด็กๆ ได้สร้างความหมายและคุณค่าของชีวิตตนเองต่อไป ยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่นอกห้องเรียนหลายแห่งมีทั้งธรรมชาติ ชุมชน ปัญหาตรงหน้าชวนให้ขบคิด แก้ไข มีวัฒนธรรม ผู้คนหลากหลายน่าสนใจ ชวนให้ทำความเข้าใจและปรับตัว แต่เหล่านี้กลับถูกนำมาใช้ในการเรียนรู้ของเด็กๆ น้อยมาก</p>
<p>อีก 2 เหตุปัจจัยของปัญหานี้คือ กระบวนการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมที่เป็นความเคยชินของครู และกระบวนการผลิตครูที่ยังคงใช้วิธีเดิมอยู่ หรือหากมีครูสักคนที่พยายามอย่างยิ่งที่จะหลุดออกจากกรอบคิดนี้ พวกเขาจะถูกระบบการประเมินและวิธีคิดชุดเดิมฉุดรั้งเอาไว้</p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-98755 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_2048w.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_2048w.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_2048w-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_2048w-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_2048w-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_2048w-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/IMG_2048w-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>เมื่อโลกการศึกษาไทยหมุนรอบตัวชี้วัด เราจึงทำเด็กตกหล่นไปเป็นจำนวนมาก</b></h3>
<p>คำว่า ‘ตกหล่น’ ในที่นี้ขอแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือเด็กที่ตกหล่นเพราะไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้ และเด็กที่การศึกษาไม่สามารถทำให้เขารู้จักและเข้าใจตนเองได้มากพอ</p>
<p>การวัดประเมินด้วยตัวชี้วัดบนทรัพยากรที่แตกต่างกันไปตามขนาดโรงเรียนทำให้ความเหลื่อมล้ำเป็นหัวข้อสำคัญของการศึกษามานานหลายทศวรรษ ความเหลื่อมล้ำที่ว่าหน้าตาเป็นแบบนี้</p>
<p>เรามีเด็กๆ ที่แทบจะไม่มีอาหารกลางวันที่เหมาะสมกิน ครูไม่พอสอนแต่ละห้อง เด็กๆ อาจต้องนั่งดูโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดผ่านห้องเรียนทางไกลมาโดยไม่มีครูอยู่ และเขาก็ไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังนั่งดูอะไรอยู่ ที่นั่นการมาโรงเรียนหมายถึงการมีข้าวกลางวันกินหนึ่งมื้อ และการได้ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนๆ</p>
<p>และเรามีเด็กๆ ที่เรียนมากมายตั้งแต่ในโรงเรียน นอกโรงเรียน เรียนพิเศษ เพิ่มทักษะ เพิ่มความรู้ ไม่ต้องกังวลเรื่องอะไรนอกจากพาตัวเองไปเรียนตามตารางที่ถูกกำหนดมา</p>
<p>แน่นอนว่าความเหลื่อมล้ำยังมีอีกหลายรูปแบบ คงอรรถาธิบายกันได้ไม่จบสิ้น แต่ถ้ามองภาพรวมแล้วตัวเลขของความเหลื่อมล้ำคือประเทศไทยมีเด็กจำนวน 2 ล้านคนที่ถูกผลักออกไปนอกระบบการศึกษาเพราะความยากจน และมีเด็กที่เสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษาถึง 6.7 แสนคน หรือร้อยละ 5 ของเด็กวัยเรียน (ปัจจุบันตัวเลขขยับขึ้นสูงแล้วเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและโควิด-19)</p>
<p>และแม้เด็กๆ เหล่านี้จะเข้าถึงการศึกษาได้ คุณภาพยังเป็นคำถามต่อมาที่ต้องตอบให้ได้ ซึ่งเรามีคำตอบมากมาย ทางเลือกมากมาย แต่ยังทำไม่ได้ ด้วยติดเงื่อนไขการบริหารทรัพยากรที่เหลื่อมล้ำของระบบราชการซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพนัก</p>
<p>ส่วนเด็กๆ อีกกลุ่มที่ ‘ตกหล่น’ ไป พวกเขาสูญเสียความสนใจใคร่รู้ทั้งกับตัวเองและโลกภายนอก เครื่องบ่งชี้ที่ดีที่สุดคือระบบการศึกษาไทยไม่เคยให้ความสำคัญกับวิชาอย่างแนะแนวหรือสุขศึกษา ที่นักเรียนจะได้เรียนรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจของตนเอง แทบไม่มีการใช้ศาสตร์อย่างจิตวิทยาเข้ามามีส่วนร่วมในการโอบอุ้มดูแลนักเรียนเลย</p>
<p>ถ้าตัวเลขของความเสียหายทางเศรษฐกิจของเด็ก 6.7 แสนคนที่เสี่ยงออกนอกระบบคือ 2 แสนล้านบาทต่อปี มูลค่าความเสียหายของผู้ใหญ่ที่เติบโตแบบ ‘ไม่รู้’ อะไรเลยนั้นแทบจะประเมินค่าไม่ได้ และหากความท้าทายของโลกใหม่ทั้งผันผวนและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ยากเลยที่เทคโนโลยีจะเข้ามาทดแทนคนกลุ่มนี้ และไม่ยากเลยที่เราจะต้องเจอกับปัญหาทั้งจำนวนเด็กเกิดน้อย ไปพร้อมกับประชากรที่ไม่พร้อมปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เพราะพวกเขาไม่ได้รับการเตรียมพร้อมที่ดีเพียงพอ</p>
<p>เขียนมาจนถึงตรงนี้คำว่า ‘ตกหล่น’ คงดูเล็กน้อยไปสำหรับปัญหาภาพรวมการศึกษาของประเทศไทย เราทำทั้งหลักคิด เด็ก นักเรียน และครู หล่นหายระหว่างทาง แต่กลับโดนบังคับด้วยระบบที่ยึดถือตัวชี้วัดบนกระดาษ ที่เราเองก็ไม่แน่ใจว่าเข้าใจมันดีพอหรือยัง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-98754 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-dv118005.jpg" alt="" width="675" height="447" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-dv118005.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-dv118005-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/05/GettyImages-dv118005-600x397.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<hr />
<p><strong><em>อ้างอิง</em></strong></p>
<p>กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thai-education-situation/">&#8220;เราทำอะไรและใครตกหล่นไปบ้างในระบบการศึกษาของประเทศไทย&#8221; – กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
