<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ธนินท์รัฐ พิริยเตชะนนท์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/gotp/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sun, 14 Feb 2021 18:02:04 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>หากเสียงของประชาชนคือเสียงของพระเป็นเจ้า เหตุใดเหล่าชนชั้นปกครองจึงหวั่นกลัว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/philosophy-of-people/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[กิตติพล สรัคคานนท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 09 Nov 2020 16:46:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Philosophy of everything]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ราษฎร]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาชน]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎี]]></category>
		<category><![CDATA[การปกครอง 2475]]></category>
		<category><![CDATA[นักปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[พลเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[การปกครอง]]></category>
		<category><![CDATA[ชนชั้น]]></category>
		<category><![CDATA[คณะราษฎร]]></category>
		<category><![CDATA[philosophy of everything]]></category>
		<category><![CDATA[ชนชั้นสูง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=113747</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘ราษฎร’ และ ‘ประชาชน’ เป็นสองคำที่เราพบเห็นหรือใช้กันบ่อยในห้วงเวลานี้ ตามที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2555 บัญญัติไว้ &#8216;ราษฎร&#8217; นั้นมีความหมายว่า &#8216;พลเมืองของประเทศ&#8217; แต่มีนักประวัติศาสตร์ความคิดบางคนเสนอว่าคำนี้มีความหมายมากกว่านั้น เพราะในห้วงเวลาหนึ่ง คำว่าราษฎรได้สื่อถึงความเป็นการเมืองหรือสภาวะตรงกันข้ามกับ ‘เจ้าผู้ปกครอง’ หรือ ‘บรรดาชนชั้นเจ้านาย’ ด้วยเหตุที่คำว่าราษฎรนั้นไม่ได้นับรวมบุคคลชนชั้นปกครองเข้าไปด้วย รวมไปถึงข้าราชการและคนในบริวารทั้งหลายด้วยซ้ำ ‘ราษฎร’ เป็นคำที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ก่อนหน้าการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 โดยมีนัยถึง ‘คนสามัญ’ และเคยเป็นชื่อของหนังสือพิมพ์รายวันที่ออกมาในช่วงปี 2471-2472 สื่อสิ่งพิมพ์ในเวลาดังกล่าวมักเลือกใช้คำนี้ในข่าวที่เกี่ยวข้องกับกรณีพิพาทระหว่างคนสามัญกับชนชั้นเจ้านาย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใดที่ ‘คณะราษฎร’ ผู้นำพาประเทศสยามไปสู่การอภิวัฒน์จะเลือกใช้คำนี้เป็นชื่อกลุ่มของตน ว่ากันว่าในช่วงที่คำว่า &#8216;ราษฎร&#8217; ปรากฏให้เห็นเกลื่อนกลาด สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพแสลงใจจนถึงขั้นต้องลบล้างแก้ไขเอาคำว่า ‘ราษฎร’ และ ‘ประชาชน’ ออกจากพระนิพนธ์ของท่านเลยทีเดียว ‘ราษฎร’ เป็นคำที่มีรากมาจากคำสันสกฤต राष्ट्र ซึ่งมีความหมายครอบคลุมตั้งแต่ความเป็นรัฐ ชาติ ราชอาณาจักร ราชวงศ์ ไพร่ฟ้า และประชาชน ถึงอย่างนั้นตลอดระยะเวลาที่คำนี้ถูกบัญญัติขึ้นมาความหมายเหล่านี้กลับไม่เคยปรากฏในพจนานุกรมไทยเล่มใด เหมือนดังเช่นที่ธเนศ วงศ์ยานนาวา ตั้งข้อสังเกตไว้ในหนังสือ ว่าด้วยประชาชน ว่า “ในโลกภาษาไทยนั้น ผลงานที่บรรยายและช่วยทำความเข้าใจว่า ‘ประชาชน’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/philosophy-of-people/">หากเสียงของประชาชนคือเสียงของพระเป็นเจ้า เหตุใดเหล่าชนชั้นปกครองจึงหวั่นกลัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">‘ราษฎร’ และ ‘ประชาชน’ เป็นสองคำที่เราพบเห็นหรือใช้กันบ่อยในห้วงเวลานี้</span></p>
<p>ตามที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2555 บัญญัติไว้ &#8216;ราษฎร&#8217; นั้นมีความหมายว่า &#8216;พลเมืองของประเทศ&#8217; แต่<strong><span style="font-weight: 400;">มีนักประวัติศาสตร์ความคิดบางคนเสนอว่าคำนี้มีความหมายมากกว่านั้น เพราะในห้วงเวลาหนึ่ง คำว่าราษฎรได้สื่อถึงความเป็นการเมืองหรือสภาวะตรงกันข้ามกับ ‘เจ้าผู้ปกครอง’ หรือ ‘บรรดาชนชั้นเจ้านาย’ ด้วยเหตุที่คำว่าราษฎรนั้นไม่ได้นับรวมบุคคลชนชั้นปกครองเข้าไปด้วย รวมไปถึงข้าราชการและคนในบริวารทั้งหลายด้วยซ้ำ</span></strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘ราษฎร’ เป็นคำที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ก่อนหน้าการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 โดยมีนัยถึง ‘คนสามัญ’ และเคยเป็นชื่อของหนังสือพิมพ์รายวันที่ออกมาในช่วงปี 2471-2472 สื่อสิ่งพิมพ์ในเวลาดังกล่าวมักเลือกใช้คำนี้ในข่าวที่เกี่ยวข้องกับกรณีพิพาทระหว่างคนสามัญกับชนชั้นเจ้านาย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใดที่ ‘คณะราษฎร’ ผู้นำพาประเทศสยามไปสู่การอภิวัฒน์จะเลือกใช้คำนี้เป็นชื่อกลุ่มของตน ว่ากันว่าในช่วงที่คำว่า &#8216;ราษฎร&#8217; ปรากฏให้เห็นเกลื่อนกลาด สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพแสลงใจจนถึงขั้นต้องลบล้างแก้ไขเอาคำว่า ‘ราษฎร’ และ ‘ประชาชน’ ออกจากพระนิพนธ์ของท่านเลยทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘ราษฎร’ เป็นคำที่มีรากมาจากคำสันสกฤต राष्ट्र ซึ่งมีความหมายครอบคลุมตั้งแต่ความเป็นรัฐ ชาติ ราชอาณาจักร ราชวงศ์ ไพร่ฟ้า และประชาชน ถึงอย่างนั้นตลอดระยะเวลาที่คำนี้ถูกบัญญัติขึ้นมาความหมายเหล่านี้กลับไม่เคยปรากฏในพจนานุกรมไทยเล่มใด เหมือนดังเช่นที่ธเนศ วงศ์ยานนาวา ตั้งข้อสังเกตไว้ในหนังสือ </span><i><span style="font-weight: 400;">ว่าด้วยประชาชน</span></i><span style="font-weight: 400;"> ว่า “ในโลกภาษาไทยนั้น ผลงานที่บรรยายและช่วยทำความเข้าใจว่า ‘ประชาชน’ คืออะไรนั้น เป็นสิ่งที่ขาดแคลนมากๆ” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทความชิ้นนี้จึงขอเป็นอีกหนึ่งตัวบทที่นำพาทุกคนย้อนกลับไปตั้งคำถามและแสวงหาคำตอบอันอยู่รอบๆ ราวๆ คำว่า ‘ประชาชน’ แบบพอสังเขป</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัชกาลที่ 5 เรายังไม่มีคำว่า ‘ประชาชน’ คำที่ใช้เรียกคนโดยทั่วไปมีเพียงแค่ &#8216;สัปเยก&#8217; (subject) หรือ ‘คนในบังคับ’ เท่านั้น ความเป็นคนสยาม ณ เวลานั้นจึงเป็นเพียงแค่สัปเยกสยามหรือคนภายใต้การปกครองของสยามซึ่งถูกกำหนดขึ้นเพื่อแบ่งแยกชาวสยามจากคนชาติอื่นๆ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เดนมาร์ก เป็นต้น การมีอยู่ของสัปเยกจึงเป็นเรื่องข้อกฎหมายหรือความสัมพันธ์อันซับซ้อนยุ่งเหยิงในโลกของสิทธิสภาพนอกอาณาเขต (สิทธิพิเศษทางกฎหมาย) ที่คนในบังคับของชาติอื่นๆ ต่างก็ต้องการใช้กฎหมายของตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตามเมื่อคำว่า ‘ประชาชน’ ถือกำเนิดขึ้น สิทธิและเสรีภาพต่างๆ ก็ไม่ได้มาพร้อมกับคำเรียกโดยอัตโนมัติ ภายใต้คำคำนี้เรายังคงอยู่ใต้อำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์แทบไม่ต่างจากระบอบมูลนายเดิม และต้องรอจนถึงกระทั่งก่อนการอภิวัฒน์ 2475 เพียงไม่นานที่ ‘ประชาชน’ หรือ ‘ราษฎร’ จึงได้เริ่มชิมลางความหมายของประชาชนในโลกสมัยใหม่ที่เชื่อกันว่า “เสียงของมหาชนคือเสียงของพระเป็นเจ้า” (หรือที่ในภาษาละตินกล่าวว่า Vox Populi, Vox Dei)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำว่า ‘ประชาชน’ เกิดขึ้นจากการผนวกรวมของคำว่า ‘ประชา’ และ ‘ชน’ คำแรกมาจากคำสันสกฤต  प्रजा (prajā) ที่หมายความถึงคน มวลมนุษย์ เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ คำหลังมาจาก  जन (jana) ที่มีความหมายตั้งแต่สิ่งมีชีวิตทั่วไป ไปจนถึงมนุษย์ เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ต่างๆ จะเห็นว่าทั้งสองคำต่างก็มีนัยความหมายเหลื่อมซ้อนกันอยู่ การผนวกรวมกันจึงควรเป็นการขยายกำลังหรืออำนาจอธิบาย แต่ปรากฏว่ามันไม่เป็นเช่นนั้น นักภาษาศาสตร์บางคนตั้งข้อสังเกตว่าคำที่เหมือนจะมีความหมายเชิงอุดมคติกว้างไกลนี้สามารถแสดงถึงความขัดแย้งไม่ลงรอยกันเองได้ด้วยคำว่า ‘ชน’ ในภาษาไทยซึ่งมีนัยว่าเป็นการปะทะ ทำให้สามารถแปลได้ว่าเป็นการต่อสู้กันเองของ ‘ประชา’ ทั้งหลายหรือการที่ ‘ประชา’ ไปปะทะกับอะไรบางอย่าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกของภาษาอังกฤษ คำว่า people หรือ peple ถูกใช้ครั้งแรกในศตวรรษที่ 13 โดยมีรากศัพท์มาจากคำฝรั่งเศสเก่าคือ pople หรือ peupel ซึ่งมาจากคำว่า populus ในภาษาละตินอีกที คำนี้หมายความถึงผู้คนและมวลชนทั้งหลาย และสามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงสังคมโรมันยุคโบราณที่ในสายตาของผู้ปกครอง ประชาชนไม่ได้เป็นเสียงสวรรค์แต่อย่างใด นักทฤษฎีการเมืองชาวโรมันโบราณอย่าง Cicero มองว่าพวก populus คือบรรดาชนชั้นต่ำไร้หัวนอนปลายเท้าที่ย้ายเข้ามาในพื้นที่ของชาวโรมัน เป็นคนต่างด้าวประเภทที่ไม่อาจจะนำมาฝึกฝนเป็นกำลังในกองทัพโรมันอันเกรียงไกรได้ </span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="size-large wp-image-113755 alignnone" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/roman-people-754x1024.jpg" alt="" width="754" height="1024" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/roman-people-754x1024.jpg 754w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/roman-people-221x300.jpg 221w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/roman-people-768x1043.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/roman-people-600x815.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/roman-people.jpg 800w" sizes="(max-width: 754px) 100vw, 754px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขณะที่มหากวี Virgil กลับเห็นว่า populus แท้จริงก็คือชาวนาและมีหน้าที่ภาระไม่แตกต่างจากทหารโรมัน หากพวกเขาไม่ได้รบกับมนุษย์แต่ทำการรบกับธรรมชาติ แม้คำว่า “งานหนักไม่เคยฆ่าคน” จะเป็นที่ยอมรับในสังคมไทย แต่สำหรับชาวโรมันนั้นงานหนักทำให้ชาวนาจำนวนไม่น้อยตัดสินใจฆ่าตัวตาย การฆ่าตัวตายรวมไปถึงคำตัดสินต่างๆ ของผู้ปกครองที่ขาดความชอบธรรมนำไปสู่การลุกฮือเพื่อเรียกร้องคำอุทธรณ์ที่เรียกว่า provocatio มวลชนต่างรวมตัวกันต่อต้านไม่ว่าจะเป็นตามลานประหาร หรือสถานที่ที่ใช้ตัดสินพิจารณาคดีต่างๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปริมาณคนที่มากจนทำให้กองกำลังติดอาวุธโรมันหวาดหวั่นว่าอาจจะตายได้จากการโดนรุมประชาทัณฑ์กลายเป็นที่มาของสิทธิในการคัดค้านของประชาชน ซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของสิทธิความเป็นพลเมืองในเวลาต่อมา ถึงอย่างนั้น ในสายตาของชนชั้นปกครอง ประชาชนก็เป็นเพียงมวลชนที่อาจประทุษร้ายตัวพวกเขาได้ และเมื่อใดที่บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายก็อาจนำมา<span style="text-decoration: underline;">สู่</span>การถอดถอนสิทธิดังกล่าว เปลี่ยนให้ผู้ปกครองกลายเป็นเผด็จการ (dictator)</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">จนล่วงเลยเข้าสู่ยุคกลาง ประชาชนจึงได้เริ่มมีบทบาทในฐานะกลุ่มคนที่จะช่วยทัดทานหรือคานอำนาจระหว่างผู้ปกครองที่อ้างเทวาสิทธิ์ (แนวคิดที่เชื่อกันว่าผู้ปกครองสืบเชื้อสายมาจากพระเจ้า) กับผู้ปกครองในปริมณฑลทางศาสนา ทำให้กลุ่มชนต่างๆ มีส่วนร่วมในการเลือกผู้ปกครอง แต่เสรีภาพก็ยังเป็นสิ่งที่จำกัดไว้ในหมู่ชนชั้นสูงเท่านั้น ดังความหมายดั้งเดิมของคำว่า liberal ที่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 14 แปลว่ามีสายเลือดขัตติยา อันหมายความถึงชนชั้นที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจตนเอง การเป็นเสรีชนในความหมายนี้จึงมาควบคู่กับอำนาจซึ่ง ณ เวลานั้นไม่ได้เป็นของประชาชนแต่อย่างใด หรือหากจะมีได้ก็มาจากการรวมตัวกันเป็นกลุ่มชนเพื่อเรียกร้องเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับนักปกครองแล้ว มวลชนหรือประชาชนเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้และคงยังไม่มีความคิดว่ากลุ่มคนที่มากมายหลากหลายนี้จะสามารถเลือกผู้ปกครองได้ หรือหากทำได้ คนเหล่านี้ก็ไม่ควรมีสิทธิหรือเสียงที่เท่าเทียมกัน ดังนั้นการที่ประชาชนถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ยากจะควบคุมจึงไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด หรือหากจะควบคุมได้ก็ต้องดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บุคคลแรกๆ ที่เสนอให้ประชาชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบอบการปกครองก็คือ Thomas Hobbes นักปรัชญาชาวอังกฤษจากศตวรรษที่ 17 ซึ่งเสนอว่าการรวมกันของมวลชนจะก่อประโยชน์โพดผลหรือทำให้มวลชนอยู่รอดปลอดภัยจากภัยร้าย แต่ทั้งหมดจะเป็นไปได้ก็เมื่อมวลชนเข้าร่วมกันเป็นประชาสังคมและยินยอมมอบสิทธิในการปกครองโดยตัวแทน หรือบุคคลสมมติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อเสนอของฮอบส์สร้างจุดตัดหรือการแบ่งแยกระหว่างความเป็น &#8216;ประชาชน&#8217; กับ &#8216;กลุ่มชน&#8217; และนับเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแนวคิดแบบสัญญาประชาคม (social contract) ที่จะถูกส่งทอดและพัฒนาต่อในศตวรรษต่อมา ทั้งในการอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา และการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 ที่ทำให้ความเป็นประชาชนนั้นเชื่อมต่อกับแนวคิดเรื่องความเสมอภาค</span></p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-113756 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/the-society-of-equals.jpg" alt="" width="337" height="499" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/the-society-of-equals.jpg 337w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/11/the-society-of-equals-203x300.jpg 203w" sizes="(max-width: 337px) 100vw, 337px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังที่ Pierre Rosanvallon ได้เสนอไว้ในหนังสือ </span><i><span style="font-weight: 400;">The Society of Equals</span></i><span style="font-weight: 400;"> ว่าการปฏิวัติของชาวอเมริกันและฝรั่งเศสนั้นไม่ได้แบ่งแยกระหว่างประชาธิปไตยที่เป็นระบอบแห่งปวงชนและประชาธิปไตยในฐานะของสังคมแห่งความเท่าเทียม โดยโรซ็องวายงได้ยกเอาถ้อยคำของ Pierre-Louis Rœderer หนึ่งในสภาร่างรัฐธรรมนูญภายหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสที่กล่าวกันว่าเป็น ‘สายกลาง’ ที่สุดแล้วซึ่งให้ความรู้สึกได้ว่า ความรู้สึกที่มีอยู่โดยทั่วไปของประชาชนในเวลานั้นก็คือ ‘ความรักในความเสมอภาค’ เช่นเดียวกับที่อเมริกาประกาศเอกราชจากอังกฤษซึ่งมาพร้อมกับแนวคิดเรื่องความเท่าเทียม การปฏิวัติทั้งสองจึงเปรียบได้กับพี่น้องร่วมอุทร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นับจากยุคโบราณมาสู่โลกสมัยใหม่ ความหมายที่ยึดโยงกับ ‘ประชาชน’ หรือ ‘ราษฎร’ ยังคงเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และยังคงเป็นสิ่งที่ชนชั้นปกครองยังคงหวาดกลัว ไม่เว้นแม้กระทั่งเผด็จการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราทิ้งท้ายด้วยบทกวีชิ้นหนึ่งของนักเขียนบทละครชาวเยอรมัน Bertolt Brecht ที่มีชื่อว่า &#8216;คำถามจากกรรมกรผู้อ่านหนังสือ&#8217; ซึ่งน่าจะช่วยทำให้ความหมายของคำว่า ‘ประชาชน’ กระจ่างชัดในใจเรา</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ใครเล่าคือผู้สร้างประตูแห่งธีบส์ทั้งเจ็ด</span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">เธอจะพบก็แต่เพียงนามกษัตริย์บนหน้าหนังสือ</span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">เจ้าเหล่านั้นลากหินผาขึ้นมาเองหรือ </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ยังมีนครบาบิโลนอีกเล่า ที่ถูกทำลายลงหลายครา </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ใครกันสร้างขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า มีบ้านหลังไหน </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ในนครลิม่าที่ส่องแสงสีทองพร่างพราวซึ่งเหล่าผู้สร้างได้เคยพำนัก </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">เมื่อเสร็จจากการสร้างกำแพงเมืองจีนยามเย็นย่ำ </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ช่างก่อสร้างพักพิง ณ ที่ใด อาณาจักรแห่งโรมอันยิ่งใหญ่ </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">รุ่มรวยด้วยซุ้มโค้งประตูชัย ใครกันเล่าสร้างมันขึ้นมา </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ซีซาร์กำราบผู้ใด แล้วไบแซนทิอุมที่รุ่มด้วยเพลงสดุดี </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">จะมีปราสาทสำหรับชาวเมืองบ้างไหม</span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">แม้แต่นครแอตแลนติสในตำนาน </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ในค่ำคืนที่มหาสมุทรกวาดกลืน </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">คนที่กำลังจมลงไปยังคงตวาดใส่ข้าทาสไม่ขาดเสียง </span></i></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ยุวจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์พิชิตอินเดีย</span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">แต่ด้วยตัวพระองค์เพียงลำพังหรือ </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ซีซาร์กำชัยเหนือชาวโกลส์ </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">โดยไม่ได้พาแม้แต่พ่อครัวไปด้วยใช่หรือไม่ </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">พระเจ้าฟิลลิปแห่งสเปนร่ำไห้ยามเรืออาร์มาดา </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">อับปาง มีเพียงพระองค์ผู้เดียวหรือที่เสียน้ำตา </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">เฟรเดอริกที่สองพิชิตสงครามเจ็ดปี ยังมีใคร</span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">อื่นไหมในชัยชนะนั้น </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ทุกหน้าแห่งการประกาศชัย </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ยังมีใครบ้างคอยปรุงอาหารในงานฉลองชัยแด่ผู้ชนะ </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ในทุกทศวรรษที่ก่อเกิดมหาบุรุษ </span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">ใครเล่าคือผู้รับผิดชอบอยู่เบื้องหลัง </span></i></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">เต็มไปด้วยเสียงร่ำลือ</span></i></p>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">เต็มไปด้วยคำถาม</span></i></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/philosophy-of-people/">หากเสียงของประชาชนคือเสียงของพระเป็นเจ้า เหตุใดเหล่าชนชั้นปกครองจึงหวั่นกลัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
