<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สิรินดา ฉัตรชัยชูเกียรติ, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author458/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 17 Aug 2018 16:41:53 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>ฟาน.ปีติ : เจ้าของคอลัมน์ book sanctuary กับบทเรียนชีวิตไม่ยากที่ไม่ได้ทำกันง่ายๆ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/writer-faan-peeti/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/writer-faan-peeti/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทรงกลด ลิมปิพัฒน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 Oct 2017 04:05:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[meet the writer]]></category>
		<category><![CDATA[england]]></category>
		<category><![CDATA[London]]></category>
		<category><![CDATA[book sanctuary]]></category>
		<category><![CDATA[ฟาน.ปีติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/writer-faan-peeti/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผมจดจำ ฟาน-ปีติชา คงฤทธิ์ หรือสาวผู้ใช้นามปากกา ฟาน.ปีติ ได้จากคอลัมน์ book sanctuary ใน a day online ที่เธอเขียนมาเล่าให้เราฟังเกี่ยวกับร้านหนังสือน่าเข้าในกรุงลอนดอน เท่าที่รู้มา ฟานเคยเป็นกองบรรณาธิการของ a day แต่ล่าสุด เธอเพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท คณะ Communication Design สาขา Illustration จาก Kingston University แห่งลอนดอน นับเป็นการเรียนต่อที่ฉีกออกจากสายงานเดิมพอสมควร ผมพกความสงสัยไว้ในใจว่าอะไรทำให้ฟานกล้าเปลี่ยนสายได้ขนาดนี้ และทำไมถึงทำคอลัมน์เกี่ยวกับร้านหนังสือ เพราะครั้งแรกที่เห็น ผมไม่แน่ใจนักว่าร้านหนังสือมีอะไรพิเศษให้เราอยากรู้ เวลาที่ไทยกับอังกฤษห่างกัน 6 ชั่วโมง ตอนที่ผมกำลังจะโทรไปคุยกับฟาน ที่อังกฤษเพิ่งผ่านช่วงเวลาอาหารกลางวันมา ฟานเพิ่งทำแกงส้มชะอมไข่ทอดเสร็จหมาดๆ ก่อนเราจะเริ่มบทสนทนาเพื่อทำความรู้จักสาวไทยในลอนดอนที่ชีวิตพลิกผันจากนักเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรสู่นักเล่าเรื่องที่ใช้ภาพประกอบแสนน่ารัก จากที่เคยเป็นกองบรรณาธิการนิตยสาร ทำไมถึงตัดสินใจหันมาเรียนต่อด้านวาดภาพประกอบ เราชอบวาดรูปคน สัตว์ ต้นไม้ อะไรที่จับต้องได้ บวกกับชอบอ่านหนังสือมาก พอเห็นนักเขียนที่ชอบเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มา เราเลยคิดว่าคนที่เราชอบเติบโตมาจากดินแบบไหน เราจะปักตัวเองลงในดินแบบนั้น จะได้เป็นอย่างพวกเขาเวลาโตขึ้น (หัวเราะ) แต่พอเข้าเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์แล้ว ปรากฏว่าเราไม่ได้วาดอะไรที่เราชอบเลย เราแค่ทำงานส่งอาจารย์จนค่อยๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/writer-faan-peeti/">ฟาน.ปีติ : เจ้าของคอลัมน์ book sanctuary กับบทเรียนชีวิตไม่ยากที่ไม่ได้ทำกันง่ายๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมจดจำ<strong> ฟาน-ปีติชา คงฤทธิ์</strong> หรือสาวผู้ใช้นามปากกา <strong>ฟาน.ปีติ</strong> ได้จากคอลัมน์ <a href="http://www.adaymagazine.com/articles/book-sanctuary" target="_blank">book sanctuary</a> ใน a day online ที่เธอเขียนมาเล่าให้เราฟังเกี่ยวกับร้านหนังสือน่าเข้าในกรุงลอนดอน</p>
<p>เท่าที่รู้มา ฟานเคยเป็นกองบรรณาธิการของ a day แต่ล่าสุด เธอเพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท คณะ Communication Design สาขา Illustration จาก Kingston University แห่งลอนดอน นับเป็นการเรียนต่อที่ฉีกออกจากสายงานเดิมพอสมควร ผมพกความสงสัยไว้ในใจว่าอะไรทำให้ฟานกล้าเปลี่ยนสายได้ขนาดนี้ และทำไมถึงทำคอลัมน์เกี่ยวกับร้านหนังสือ เพราะครั้งแรกที่เห็น ผมไม่แน่ใจนักว่าร้านหนังสือมีอะไรพิเศษให้เราอยากรู้</p>
<p>เวลาที่ไทยกับอังกฤษห่างกัน 6 ชั่วโมง ตอนที่ผมกำลังจะโทรไปคุยกับฟาน ที่อังกฤษเพิ่งผ่านช่วงเวลาอาหารกลางวันมา ฟานเพิ่งทำแกงส้มชะอมไข่ทอดเสร็จหมาดๆ ก่อนเราจะเริ่มบทสนทนาเพื่อทำความรู้จักสาวไทยในลอนดอนที่ชีวิตพลิกผันจากนักเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรสู่นักเล่าเรื่องที่ใช้ภาพประกอบแสนน่ารัก</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_17012.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
<p><strong>จากที่เคยเป็นกองบรรณาธิการนิตยสาร ทำไมถึงตัดสินใจหันมาเรียนต่อด้านวาดภาพประกอบ</strong></p>
<p>เราชอบวาดรูปคน สัตว์ ต้นไม้ อะไรที่จับต้องได้ บวกกับชอบอ่านหนังสือมาก พอเห็นนักเขียนที่ชอบเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มา เราเลยคิดว่าคนที่เราชอบเติบโตมาจากดินแบบไหน เราจะปักตัวเองลงในดินแบบนั้น จะได้เป็นอย่างพวกเขาเวลาโตขึ้น (หัวเราะ)</p>
<p>แต่พอเข้าเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์แล้ว ปรากฏว่าเราไม่ได้วาดอะไรที่เราชอบเลย เราแค่ทำงานส่งอาจารย์จนค่อยๆ ลืมว่าความสุขจากการวาดรูปเป็นยังไง พอเรียนจบก็มาเป็นกองบรรณาธิการ a day นับว่าได้เติมเต็มความฝันการเป็นนักเขียนของตัวเองระดับหนึ่ง แต่เราแค่เขียนอย่างเดียว การวาดรูปเลยกลายเป็นกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด จนวันหนึ่งเรารู้สึกว่าเราทิ้งความฝันที่อยากเป็นนักวาดภาพไปเลย เหมือนเราดูแลแต่ความฝันที่อยากเป็นนักเขียนจนไม่ได้ดูแลอีกความฝันหนึ่ง เราเลยออกมาเรียนต่อด้านนี้ โดยคิดว่าถ้าเราทั้งเขียนและวาดภาพประกอบได้ มันอาจจะเสริมให้เราเป็นนักเล่าเรื่องที่พิเศษขึ้นก็ได้</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/faan_4.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
<p><strong>อยู่ลอนดอนมานานแค่ไหนแล้ว</strong></p>
<p>ปีนิดๆ ได้ นี่เพิ่งส่งธีสิสจบไปเมื่อเดือนที่แล้วเอง เกี่ยวกับการใช้ภาพวาดกระตุ้นให้คนเกิดความคิดสร้างสรรค์ เราสนใจว่าทำไมบางคนมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนอื่น เราค้นพบว่าคนที่สร้างสรรค์มักลืมเหตุผลและรู้จักเชื่อมโยง 2 สิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกัน เช่น คนเราเห็นแอปเปิ้ลตกเป็นร้อยรอบแต่อาจไม่ได้คิดอะไร ขณะที่ไอแซค นิวตัน (Isaac Newton) กลับเอาแอปเปิ้ลไปเชื่อมโยงกับแรงโน้มถ่วงที่เขาคิดอยู่ เราเลยเอาคำตอบนี้มาสร้างการ์ดเกมที่ให้สุ่มเอาการ์ดรูปภาพมาต่อๆ กัน แล้วลองสร้างเรื่องราวจากการ์ดเหล่านั้น เช่น การ์ดผู้หญิงต่อกับการ์ดใบไม้ ลองสร้างเรื่องสิว่าผู้หญิงกับใบไม้จะเกี่ยวกันได้ยังไง</p>
<p>ที่ทำเรื่องนี้เพราะเราอยากพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่สร้างสรรค์ และไม่ว่าเราเรียนจบไปทำงานอะไร เราควรมีทักษะของนักคิด เราเลยไม่ใส่ใจว่าธีสิสชิ้นนี้จะได้เกรดเท่าไหร่ อย่างน้อยเราได้ความรู้ติดตัวไปว่าเราจะเป็นคนที่สร้างสรรค์ได้ยังไง</p>
<p><strong>แล้วระหว่างนี้ทำอะไรอยู่ที่ลอนดอน</strong></p>
<p>ตอนนี้กำลังจะมีนิทรรศการจัดแสดงในโรงละครที่เก่าที่สุดในโลกที่ลอนดอน (<a href="https://www.facebook.com/events/492051747854407/" target="_blank">Storybox: Tales of Absence, &#8216;What Ifs&#8217; and Salvation</a>) ทำร่วมกับอาจารย์และเพื่อนๆ กลุ่มหนึ่ง เป็นงานที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพเก่าๆ ของโรงละครนี้ งานของเราเป็นโรงละครจิ๋วที่มีนักแสดงและคนดูเป็นหนูทั้งหมด เพื่อถ่ายทอดอดีตของโรงละครผ่านสายตาของหนูที่ซ่อนตัวอยู่ตามผนังโรงละครมาโดยตลอด แสดงวันที่ 3 &#8211; 25 พฤศจิกายนนี้ เป็นงานที่สนุกนะ ได้มาลอนดอนแล้วได้จัดนิทรรศการก็คุ้มแล้ว</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6097.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/FullSizeRender-4.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1776.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
<p><strong>เห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองตลอดการใช้ชีวิต 1 ปีในลอนดอนมั้ย</strong></p>
<p>ตอนแรกๆ เราเป็นคนที่มีเรเฟอเรนซ์ให้กับตัวเองตลอดเวลา ฉันต้องเป็นคนอื่นเรื่อยไป เป็นคนที่ดีกว่าตัวเอง แต่ที่นี่ทำให้เรายอมรับข้อผิดพลาดของตัวเอง ในโลกนี้มีฉันคนเดียว เป็นฉันให้ดีที่สุดดีกว่า เราไม่ได้เก่งขึ้นหรอก เราแค่รู้สึกรักคนๆ นี้ เราเลยกล้าทำผิดมากขึ้น กล้าทำตามที่ตัวเองคิดจริงๆ </p>
<p>ที่คิดแบบนี้ได้เพราะคนที่นี่เขาเปิดใจจริงๆ ไม่ตัดสินคนอื่นว่าอยากแต่งตัวหรือทำสีผมยังไง ทุกคนเป็นตัวของตัวเองได้ อาจารย์ที่นี่ก็ไม่เคยบอกว่าความคิดของใครผิด นั่นทำให้เราเปิดใจและยอมรับคนอื่นมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าชอบหรือเห็นด้วยนะ แค่เข้าใจและยอมรับว่าเขาก็มีเหตุผลของเขา</p>
<p><strong>การเรียนที่ลอนดอนช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงทัศนคติเกี่ยวกับตัวเองด้วยหรือเปล่า</strong></p>
<p>ใช่ เพราะตอนที่มาใหม่ๆ เราคาดหวังกับตัวเองไว้ระดับหนึ่ง แต่คนอื่นกลับทำได้ดีกว่าทั้งๆ ที่เราว่าเราตั้งใจเรียนแล้วนะ กลายเป็นเราขี้เกียจเรียนไปเลย แต่ตอนนี้ปรับตัวได้แล้วเลยไม่เจ็บปวดอย่างตอนแรกๆ</p>
<p>ทัศนคติของอาจารย์ที่นี่จะต่างกับที่ไทยมาก ที่เราบอกว่าเราเปิดกว้างขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะอาจารย์เลยนะ อาจารย์ไม่ตัดสินเด็ก เขาไม่เคยบอกว่าเธอขี้เกียจ เธองานแย่ หรืองานเธอสวยกว่างานคนนี้ เขาเปิดกว้างให้เด็กคิดเองว่าอยากรู้อะไร ออกไปหาคำตอบนั้นมาแล้วเอามาบอกเขา เขาให้เราเป็นตัวของตัวเอง ส่วนเขาจะเป็นเหมือนไกด์คอยแนะ คิดแบบนี้เพิ่มได้นะ มีวิธีคิดแบบอื่นหรือเปล่า หรือมีทางหาข้อมูลอื่นอีกหรือเปล่า แต่ไม่มาชี้ทางให้เราตรงๆ เราอยากไปไหนก็ไปเอง มันเลยทำให้เรากล้าเป็นตัวเองมากขึ้น เราเลยรู้ว่า อ๋อ มันไม่มีทางไหนผิดนี่หว่า เรามาที่นี่เราไม่ได้เรียนแค่วาดรูป เหมือนเราเรียนวิธีมองโลกกับเขาด้วย เราเรียนทัศนคติที่เปิดกว้างของเขาด้วย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/faan_21.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
<p><strong>สิ่งที่เรียนมาทั้งหมดก็ดูจะช่วยพัฒนาตัวเราจริงๆ นะ</strong></p>
<p>เพราะเป้าหมายที่เรามาที่นี่คือพัฒนาตัวเอง ทุกอย่างที่เราทำจะกลับไปสู่การพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การเขียนคอลัมน์ หรืออะไรก็ตาม เราต้องกลับมาตอบตัวเองตลอดเวลาว่ามันตอบโจทย์เรื่องพัฒนาตัวเองมั้ย ถ้าตอบก็ทำ เพราะต้นทุนชีวิตมันแพง เราไม่สามารถใช้มันฟุ่มเฟือยได้</p>
<p><strong>ถามเรื่องเกี่ยวกับ a day online บ้าง หนึ่งปีกับคอลัมน์ book sanctuary เป็นยังไงบ้าง</strong></p>
<p>สนุกมากกก เหมือนคอลัมน์นี้พาเราไปเที่ยวอีกมิติหนึ่ง ถ้าเราไม่ได้ทำคอลัมน์นี้คงไม่ได้ไปนั่งคุยกับเจ้าของร้านหนังสือหรอก ร้านหนังสือบางร้านคงไม่ได้ไปด้วย แต่พอเรามีหน้าที่เป็นนักเล่าเรื่องหรือผู้สื่อข่าว เลยคิดว่าคนอ่านของเราต้องรู้จักร้านนั้นนะ พอได้คุยกับเจ้าของร้านหนังสือ เราเลยเข้าใจธุรกิจร้านหนังสือของลอนดอนมากขึ้น ถ้าอ่านจากบทความหรือหนังสือที่ไหนก็ไม่เห็นภาพขนาดนี้ ทำให้เราเข้าใจว่าเขาดิ้นหรือสู้กับวิกฤตของวงการหนังสือยังไง</p>
<p>เราอยากให้เห็นคนอ่านเห็นว่าร้านหนังสือยังมีวิธีอยู่รอดนะ แค่ต้องรู้จักปรับตัว ต้องไม่คิดแค่จะวางขายหนังสือ แต่ต้องพยายามทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาใดสาขาหนึ่ง เช่น ร้าน <a href="http://www.adaymagazine.com/articles/bookstore-5" target="_blank">Wellcome Shop</a> ที่เราชอบ เป็นร้านหนังสือวิทยาศาสตร์ ฟังดูเนิร์ดๆ เนอะ แต่เขากลับคิดว่าวิทยาศาสตร์อยู่ในทุกสาขาความชอบ เขาเลยเปิดหมวดหมู่โดยมีวิทยาศาสตร์เป็นหลัก เช่น วิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก วิทยาศาสตร์สำหรับนักดนตรี มันเลยเกิดเมสเสจว่าวิทยาศาสตร์อยู่ในชีวิตของทุกคน เขาใช้แพสชันทำให้ร้านหนังสือกลายเป็นคอมมูนิตี้ของคนที่ชอบสิ่งเดียวกันและยังดึงคนอื่นๆ ให้สนใจเรื่องนี้ด้วย สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ร้านหนังสือออนไลน์ให้ไม่ได้ นี่จึงเป็นพื้นที่เฉพาะของร้านหนังสือที่ให้คนอ่านได้</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/faan_1.jpg"></p>
<p><strong>ส่วนตัวฟานเชื่อไหมว่า Print is dead?</strong></p>
<p>ถ้าบอกว่าไม่เชื่อก็โกหกนะ เพราะสถานการณ์ที่เราเห็นบอกตรงกันว่าวันนึงมันอาจตายจริงๆ ก็ได้ แต่เราคิดว่าในฐานะคนทำหนังสือเราควรมีความเชื่อว่ามันจะอยู่รอด ถ้าเราช่วยกันผลิตงานที่ดียังไงก็ต้องมีคนอยากเสพ สุดท้ายมันก็คือการทำงานให้ดีที่สุดนั่นแหละ</p>
<p><strong>ทำไมถึงรักหนังสือได้ขนาดนี้</strong></p>
<p>เพราะหนังสือมันสนุกอ่ะ เราอยู่ตรงนี้แท้ๆ แต่หนังสือพาเราไปอีกโลกนึง พาเราไปใต้น้ำ พาเราเหาะไปดาวดวงอื่น หนังสือไม่ใช่แค่กระดาษที่เย็บรวมกัน มันเป็นสิ่งที่เปลี่ยนความคิดความเชื่อ เป็นพลังในการมีชีวิตอยู่ของใครบางคนด้วยซ้ำ หนังสือไม่ใช่ปัจจัยสี่ แต่มันทำให้เรามีชีวิต</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/faan_71.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
<p>ถ้าผมนำถ้อยคำของฟานมาร้อยเรียงเป็นหนังสือ นี่คงเป็นหนังสือที่อัดแน่นไปด้วยการไล่ตามฝันและการพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้งของเธอ ฟานช่วยปลุกให้ผมนึกถึงความฝันและความสนุกมากมายที่ผมอาจหลงลืมไปแล้ว (หนึ่งในนั้นคือการวาดภาพ ตอนแรกผมคิดอยากวาดภาพฟานด้วยตัวเอง แต่ให้ฟานวาดแหละดีแล้ว) ผมยอมรับว่าฟานเป็นนักเล่าเรื่องที่พิเศษคนหนึ่ง เคล็ดลับของฟานเข้าใจไม่ยากแต่ทำไม่ง่าย ฟานแค่รู้จักเงี่ยหูฟังเสียงหัวใจของตัวเองและทำตามที่หัวใจกระซิบบอกอย่างไม่ลังเล และนั่นคือสิ่งที่ผมควรจะทำเช่นกัน</p>
<p>ก่อนจบบทสนทนา เราได้แลกเปลี่ยนหนังสือที่ชอบให้แก่กัน ฟานทวนชื่อหนังสือที่ผมชอบอีกครั้ง</p>
<p>“เมื่อกี้แนะนำเรื่องอะไรแล้วนะ?”</p>
<p>“<em>V for Vendetta</em> ครับ เป็นกราฟิกโนเวลที่เคยอ่านสมัยเรียน”</p>
<p>ฟานหาชื่อหนังสือพักหนึ่งจึงบอกว่า “อ๋อ! เล่มนี้เคยเห็นใน<em> <a href="http://www.adaymagazine.com/articles/bookstore-4" target="_blank">Gosh! Comics</a> </em>อยู่ เล่มหนามากเลย ต้องไปที่ร้านอีกรอบแล้วล่ะ ขอบคุณมากนะ”</p>
<p>“ขอบคุณเช่นกันครับ”</p>
<h3 style="text-align: center">Faan.Peeti&#8217;s Recommend</h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/book.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><em>ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล</em> โดย วินทร์ เลียววาริณ</p>
<p>“เป็นหนังสือ non-fiction เล่มแรกที่อ่านแล้วเปิดโลกของเด็กต่างจังหวัดอย่างเราให้มองเห็นไปไกลถึงอีกฟากของจักรวาลเลย หนังสือเล่มนี้ตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ รอบตัว โดยคิดในเชิงปรัชญา อภิปรัชญา จักรวาลวิทยา ฯลฯ อย่างเช่นคนเราเกิดมาทำไม มนุษย์ต่างดาวมีจริงไหม ไสยศาสตร์เชื่อถือได้แค่ไหน เราไม่คิดว่าสิ่งที่เขียนในหนังสือเล่มนี้เป็นคำตอบที่ถูกต้องทั้งหมดหรอก แต่สิ่งที่ดีคือมันสอนให้เรารู้จักตั้งคำถามและคิดวิเคราะห์ทุกเรื่องรอบตัว เป็นหนังสือเล่มแรกที่ทำให้เราวางไม่ลง อ่านแล้วใจเต้นตึกตัก ความฝันที่อยากเป็นนักเขียนมีจุดเริ่มต้นมาจากเล่มนี้นี่แหละ” </p>
<p style="text-align: center">
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/the-moon-forgets1.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><a href="http://godaypoets.com/themoonforgets" target="_blank">The Moon Forgets ดวงใจในดวงจันทร์<br /></a>เรื่องและรูป Jimmy Liao<br />แปล อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี</p>
<p>“หนังสือภาพสีน้ำหม่นเศร้าเล่มนี้เป็นเรื่องราวของเด็กชายคนนึงที่บังเอิญได้ครอบครองดวงจันทร์ที่ป่วยจนตกลงมาจากฟ้า เด็กชายดูแลดวงจันทร์จนหายดี แล้ววันหนึ่งดวงจันทร์ก็จากเขากลับไปอยู่บนฟากฟ้าตลอดกาล หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกที่ทำให้เรารู้สึกว่าภาพวาดสามารถถ่ายทอดความรู้สึกที่ลึกล้ำผ่านหน้ากระดาษได้มีพลังไม่แพ้ตัวหนังสือ ลายเส้นและการใช้สีในเล่มนี้สวยมากจนเป็นแรงบันดาลใจให้เราเริ่มหัดวาดรูปตอน ม.ปลาย ตอนนี้ผ่านมา 10 ปีแล้ว แต่เราว่าเราก็ยังไม่เก่งเท่าจิมมี่อยู่ดี”</p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>สิรินดา ฉัตรชัยชูเกียรติ<br /><strong>ภาพประกอบ </strong>ฟาน.ปีติ</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/writer-faan-peeti/">ฟาน.ปีติ : เจ้าของคอลัมน์ book sanctuary กับบทเรียนชีวิตไม่ยากที่ไม่ได้ทำกันง่ายๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/writer-faan-peeti/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
