<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>นริศรา กิติเวชโภคาวัฒน์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author386/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author386/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Tue, 14 Aug 2018 17:34:31 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>วันที่ฉันคิดว่าตัวเองเก่งมาก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/change-68/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/change-68/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นริศรา กิติเวชโภคาวัฒน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Apr 2017 04:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[a day that changed my life]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[วันเปลี่ยนชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ดนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[ไวโอลิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/change-68/</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ป้อ ปีนี้เล่นไวโอลิน 2 นะ” ประโยคที่ฉันรอคอยมานาน ในที่สุดก็ได้ยินเป็นครั้งแรก ถ้าให้กล่าวถึงเรื่องราวที่เป็นครั้งแรกของตัวเอง สิ่งที่ฉันนึกถึงล้วนเกี่ยวข้องกับการเล่นดนตรี ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นแสดงบนเวทีเป็นครั้งแรก การแสดงโชว์เดี่ยวครั้งแรก หรือจะเป็นการแสดงในวงออร์เคสตราครั้งแรก ทุกเหตุการณ์ในตอนนั้นยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ และครั้งแรกเหล่านั้นก็เป็นครั้งที่ทำให้ตัวตนของฉันแข็งแรงและชัดเจนจนฉันมาเป็นฉันในปัจจุบัน ฉันเริ่มเล่น ‘ไวโอลิน’ ตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ แม่เล่าว่าฉันสามารถเล่นมันได้โดยที่ยังไม่ได้เริ่มเรียนด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นคงเป็นเพราะได้ฟังพี่สาวทั้ง 2 คนเล่นให้ฟังมาตลอด แน่นอนในเวลาต่อมา ฉันที่เป็นน้องเล็กจึงเดินตามพี่สาวอย่างตะกุกตะกักในวัย 3 ขวบ กลายเป็นลูกศิษย์ที่เด็กที่สุดของคุณครูร่างผอมในตอนนั้น เวลาผ่านไป การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็มาถึง ประมาณตอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ครูใส่ชื่อฉันลงไปในตำแหน่งผู้เล่นไวโอลินแนวประสาน (Violin II, ไวโอลิน 2) ภายในวงออร์เคสตรา ตอนนั้นฉันออกจะภูมิใจเพราะเป็นแค่เด็กแต่ได้อยู่ในลำดับที่ 2 ไม่ใช่ 3 (Violin 3) คิดเพียงว่าคนเก่งคนเด่นจะได้เล่นไวโอลิน 1 ในขณะที่คนที่เก่งน้อยกว่าจะอยู่ลำดับถัดๆ ลงมา แม้ครูจะคอยบอกเสมอว่า ทุกตำแหน่งในวงล้วนสำคัญเท่าๆ กัน เหมือนรสชาติของอาหารที่ต้องมีรสเด่นและรสอื่นที่สร้างความละมุนเข้ามาเจือกันจนกลายเป็นรสกลมกล่อม แต่เพราะความคิดเด็กๆ ฉันจึงไม่สนใจคำครู คิดแค่ว่าตัวเองคงเก่งไม่เบา การเดินเข้าไปในห้องซ้อมและนั่งลงที่เก้าอี้ของตัวเอง ในตำแหน่งของตัวเอง ด้วยความรู้สึกภาคภูมิที่กระจายอยู่รอบๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/change-68/">วันที่ฉันคิดว่าตัวเองเก่งมาก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“ป้อ<br />
ปีนี้เล่นไวโอลิน 2 นะ”</p>
<p>ประโยคที่ฉันรอคอยมานาน<br />
ในที่สุดก็ได้ยินเป็นครั้งแรก</p>
<p>ถ้าให้กล่าวถึงเรื่องราวที่เป็นครั้งแรกของตัวเอง สิ่งที่ฉันนึกถึงล้วนเกี่ยวข้องกับการเล่นดนตรี  ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นแสดงบนเวทีเป็นครั้งแรก<br />
การแสดงโชว์เดี่ยวครั้งแรก หรือจะเป็นการแสดงในวงออร์เคสตราครั้งแรก<br />
ทุกเหตุการณ์ในตอนนั้นยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ และครั้งแรกเหล่านั้นก็เป็นครั้งที่ทำให้ตัวตนของฉันแข็งแรงและชัดเจนจนฉันมาเป็นฉันในปัจจุบัน</p>
<p>ฉันเริ่มเล่น<br />
‘ไวโอลิน’ ตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ แม่เล่าว่าฉันสามารถเล่นมันได้โดยที่ยังไม่ได้เริ่มเรียนด้วยซ้ำ<br />
ซึ่งนั่นคงเป็นเพราะได้ฟังพี่สาวทั้ง 2 คนเล่นให้ฟังมาตลอด แน่นอนในเวลาต่อมา ฉันที่เป็นน้องเล็กจึงเดินตามพี่สาวอย่างตะกุกตะกักในวัย 3 ขวบ<br />
กลายเป็นลูกศิษย์ที่เด็กที่สุดของคุณครูร่างผอมในตอนนั้น</p>
<p>เวลาผ่านไป<br />
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็มาถึง ประมาณตอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ครูใส่ชื่อฉันลงไปในตำแหน่งผู้เล่นไวโอลินแนวประสาน<br />
(Violin<br />
II, ไวโอลิน 2) ภายในวงออร์เคสตรา  ตอนนั้นฉันออกจะภูมิใจเพราะเป็นแค่เด็กแต่ได้อยู่ในลำดับที่<br />
2 ไม่ใช่ 3 (Violin 3) คิดเพียงว่าคนเก่งคนเด่นจะได้เล่นไวโอลิน<br />
1 ในขณะที่คนที่เก่งน้อยกว่าจะอยู่ลำดับถัดๆ ลงมา แม้ครูจะคอยบอกเสมอว่า ทุกตำแหน่งในวงล้วนสำคัญเท่าๆ กัน<br />
เหมือนรสชาติของอาหารที่ต้องมีรสเด่นและรสอื่นที่สร้างความละมุนเข้ามาเจือกันจนกลายเป็นรสกลมกล่อม  แต่เพราะความคิดเด็กๆ ฉันจึงไม่สนใจคำครู คิดแค่ว่าตัวเองคงเก่งไม่เบา  การเดินเข้าไปในห้องซ้อมและนั่งลงที่เก้าอี้ของตัวเอง<br />
ในตำแหน่งของตัวเอง ด้วยความรู้สึกภาคภูมิที่กระจายอยู่รอบๆ เหมือนประกาศตัวตนของฉันอยู่กลายๆ</p>
<p>แต่นั้นแหละที่เขาว่ากันว่า<br />
ยิ่งวางตัวไว้สูง เวลาตกลงมามันยิ่งเจ็บ  ความจองหองที่เกิดขึ้นเหล่านั้นต้องดับวูบไปอย่างรวดเร็วทันทีที่คอนดักเตอร์เริ่มสะบัดแขนเป็นจังหวะ<br />
หลังจากยื่นปึกโน้ตมาให้เพียงไม่กี่นาที</p>
<p>ระเบิดลง<br />
คงเป็นคำอธิบายที่เหมาะที่สุดในตอนนั้น ทุกคนรอบข้างฉันแกว่งแขนไปราวกับกำลังเต้นระบำ<br />
ในขณะที่ฉันกลายเป็นไอ้โง่คนหนึ่งที่ได้แต่ถือโบว์ (สิ่งที่ใช้ลากไปบนสายของตัวเครื่องให้เกิดเสียง)<br />
ค้างไว้ที่เดิม สมองประมวลผลอย่างหนัก ทุกอย่างแปลกใหม่สำหรับฉันแต่ไม่ใช่สำหรับคนอื่น<br />
ไม่มีใครตื่นตระหนกเมื่อต้องเริ่มเล่นทันทีหลังจากเพิ่งอ่านโน้ตไปไม่กี่ตัว<br />
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องน่าอัปยศอื่นอีก เช่น การที่ในกระดาษไม่มีเลขประจำตัวโน้ตที่ฉันอาศัยมันในการอ่านเพื่อเอาตัวรอดมาตลอด<br />
9 ปี (ตอนนั้น ฉันอ่านโน้ตเป็นตัวไม่ออก เพราะงงบรรทัดและจำไม่ได้) </p>
<p>กลายเป็นว่าเหมือนฉันกำลังอ่านภาษาที่อ่านไม่ออก ผ่านไปไม่ถึง 10 นาทีแต่มันแสนทรมาน เหงื่อแตกพลั่กเพราะความเครียดและอาย<br />
รู้สึกหน้าชาตัวชาไปหมด ได้แต่ลากโบว์ไปบนสายโดยที่ไม่กดโน้ตอะไรเลย (ใช้นิ้วแตะเบาๆ<br />
ที่สาย จะทำให้เวลาสี เสียงจะไม่ออก)<br />
ตอนนั้นรู้สึกเหมือนไม่มีใครสนใจเราเลย แต่นั่นทำให้ยิ่งรู้สึกว่าต้องดิ้นอยู่ในที่แคบ<br />
พี่สาวของฉันที่นั่งอยู่ไม่ไกลพูดเพียงว่า “เล่นไป” ทั้งๆ ที่ฉันส่งสายตาขอความช่วยเหลือ<br />
ในขณะที่ครูของฉันไม่มองมาที่ฉันเลยด้วยซ้ำ<br />
ความอึดอัดความเสียใจทำให้น้ำตาเริ่มมาคลอที่เบ้า </p>
<p>ในที่สุดฉันจึงวางเครื่องไว้บนเก้าอี้แล้ววิ่งออกจากห้องไป</p>
<p>ฉันวิ่งขึ้นไปบนตึกถึงชั้น 3<br />
ร้องไห้ออกมาดังที่สุด หน้าตาในกระจกช่างดูไม่ได้<br />
แต่แล้วสัมผัสที่วางบนไหล่ทำให้ฉันรีบกล้ำกลืนก้อนสะอื้นไว้ ครูของฉันนั่นเอง ครูมองสบตาฉัน<br />
ไม่ได้ปลอบใจไม่ได้ให้กำลังใจ แต่ถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “จะเล่นต่อไหม”</p>
<p>น้ำตาที่หยุดไหลไป<br />
ไหลออกมาอีกครั้ง</p>
<p>“ถ้าจะเล่นต่อ ล้างหน้าแล้วลงไป<br />
แต่ถ้าไม่เอาแล้วก็เก็บเครื่อง ไปนั่งรอแม่มารับกลับบ้าน”</p>
<p>ครูพูดแค่นั้นแล้วผละออกไป เดินกลับลงไปด้านล่าง<br />
ฉันกัดฟันแน่นกลั้นน้ำตาที่ไหลไม่หยุด สิ่งที่ครูพูดมาเหมือนแทงลงไปที่ใจ<br />
ฉันยืนทบทวนวนไปวนมา สมองและใจตีกันมั่วไปหมด ใจนึงก็บอกว่าไม่ไหว<br />
กลับบ้านเถอะแล้วเลิกเรียนซะ<br />
แต่อีกใจมันคอยย้ำเตือนว่านี่คือสิ่งที่ฉันต้องการมาตลอด อยากเข้ามาเล่นในวงเหมือนพวกรุ่นพี่<br />
อยากอยู่บนเวทีเล่นเพลงที่ยิ่งใหญ่ ฉันเปิดน้ำล้างหน้าสูดลมหายใจเข้าลึกๆ วิ่งลงไปข้างล่าง<br />
หยิบไวโอลินตัวเองพาดลงที่บ่า ตัดสินใจแล้วว่าจะเล่นมันต่อ</p>
<p>ตั้งแต่ร้องไห้ครั้งนั้น เหมือนว่าฉันโตขึ้นอีกนิด<br />
รับรู้ว่าตัวเองได้ก้าวผ่านก้อนกรวดเล็กๆ บนทางชีวิตมาได้หนึ่งครั้ง<br />
ความคิดหลายอย่างเปลี่ยนไป ฉันเห็นคุณค่าของตัวเองมากขึ้น แต่ถ่อมตัวลง<br />
เพราะหนึ่งคือความเข้าใจถึงความจริงว่า ทำไม่ได้ไม่ได้แปลว่าไร้ความสามารถ<br />
แต่เราแค่ ‘ยังทำไม่ได้’ และที่สำคัญคือเราไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดเสมอ</p>
<p>นอกจากนี้ บางครั้งการได้หยุดมองรอบด้านก็ทำให้เรารับรู้และได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น  คนรอบข้างที่ตอนแรกฉันคิดว่าเป็นกำแพงที่กดฉันลง<br />
กลับกลายเป็นคนที่ฉุดฉันขึ้นแล้วดันฉันให้เดินต่อ บทเพลงต่างๆ เสมือนหนังสือในห้องเรียน<br />
ส่วนผู้เล่นในวงคือเพื่อนร่วมงานที่ต้องสามัคคีกันโดยมีคอนดักเตอร์เป็นหัวหน้าคอยนำทาง<br />
แม้จะมีสะดุดบ้างแต่เสียงดนตรีเป็นตัวกลางสำคัญระหว่างกลุ่มคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน<br />
วันที่ฉันขึ้นไปบนเวที บรรเลงท่วงทำนองจังหวะไปพร้อมกับคนอื่น<br />
เป็นช่วงเวลาแสนพิเศษที่ทำให้หัวใจฉันเบิกบาน<br />
เป็นช่วงเวลาที่หัวใจฉันตกลงไปในห้วงของเสียงเพลง ไม่ใช่แค่หลงใหลและเพลิดเพลิน แต่ยังเทิดทูนและยกคุณค่าของมัน<br />
เพราะเสียงดนตรีเป็นสิ่งที่ตราตรึงอยู่ในใจว่าครั้งหนึ่งฉันคนนี้เคยได้เป็นผู้เล่นในวง</p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1">ใครอยากเล่าเรื่องวันเปลี่ยนชีวิตของตัวเองบ้าง คลิกที่นี่เลย</a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/change-68/">วันที่ฉันคิดว่าตัวเองเก่งมาก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/change-68/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
