<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>จตุพร ชีวศรีรุ่งเรือง, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author309/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author309/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 19 Dec 2022 05:35:49 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>Ushuaia : เที่ยวเมืองสมมติว่าใต้สุดขอบโลกของอาร์เจนตินา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/iwasthere-99/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/iwasthere-99/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[จตุพร ชีวศรีรุ่งเรือง]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Feb 2017 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[i was there]]></category>
		<category><![CDATA[Ushuaia]]></category>
		<category><![CDATA[อาร์เจนตินา]]></category>
		<category><![CDATA[อเมริกาใต้]]></category>
		<category><![CDATA[ปุนตา อาเรนาส]]></category>
		<category><![CDATA[ปูเอโต วิลเลียม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/iwasthere-99/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราตั้งปลายทางของการเดินทางในทวีปอเมริกาใต้ไว้ที่เมืองอุชัวญา (Ushuaia) ประเทศอาร์เจนตินา เมืองที่อ้างว่าตัวเองเป็นเมืองใต้สุดของขอบโลก แต่หากดูจากแผนที่ เมืองที่อยู่ใต้ลงไปอีกคือเมืองปูเอโต วิลเลียม (Puerto William) ประเทศชิลี แต่ทางอาร์เจนตินาก็ปฏิเสธที่จะยอมรับ โดยให้เหตุผลว่าจำนวนประชากรของเมืองปูเอโต วิลเลียม ยังไม่เข้าข่ายที่จะเรียกว่าเมืองได้! ส่วนเหตุผลในการมาเมืองนี้ของเราแค่เพียงว่าอยากจะทำอะไรเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดการเดินทางในทวีปอเมริกาใต้ เราแทบไม่วางแผนหรือตั้งความคาดหวังอะไร นอกจากการซื้อตั๋วรถบัสไปกลับจากเมืองปุนตา อาเรนาส (Punta Arenas) ในประเทศชิลีกับเมืองอุชัวญาอีกเลย แต่ความไม่คาดหวังก็พามาเจอเรื่องตื่นเต้นที่สุด (สำหรับเรา) ในการเดินทางครั้งนี้ นั่นก็คือตอนได้เดินทางผ่านช่องแคบแมกเจลแลนซึ่งตั้งตามนามสกุลของนักสำรวจชื่อก้อง เฟอร์ดินานด์ แมกเจลแลน เพื่อย่นระยะเวลาการเดินทางอ้อมอุทยานแห่งชาติต่างๆ ที่อยู่ระหว่างทางจากเมืองปุนตา อาเรนาส ถึงอุชัวญา รถโดยสารส่วนใหญ่จึงเลือกใช้บริการเรือข้ามฟากพร้อมรถยนต์ไปอีกฝั่งหนึ่งกว่าจะรู้ตัวว่าเรือกำลังแล่นอยู่ในช่องแคบชื่อเดียวกับนักสำรวจก็ตอนที่เพื่อนร่วมรถผู้แปลงร่างมาเป็นเพื่อนร่วมเรือพยายามบอกชื่อช่องแคบนี้ตามภาษาสเปนว่า Magallanes ผ่านแอพพลิเคชัน Google Translate นอกจากไฮไลต์การข้ามช่องแคบแมกเจลแลนแล้ว สองฝั่งของภาคใต้ทั้งประเทศชิลีและอาร์เจนตินาก็สวยงามใช่เล่น มีทั้งม้ากัวนาโก (Guanaco) ที่เป็นญาติห่างๆ กับตัวอัลปาก้าและลามะมาให้เห็นเป็นระยะๆ ท้องฟ้าใสแจ๋วไร้สายไฟฟ้าช่วยพักสายตาได้ดีมาก ทำให้ระยะเวลา 12 ชั่วโมงในการเดินทางนี้ไม่น่าเบื่อเลย อุชัวญาในวันที่ไปถึงต้อนรับเราด้วยม็อบประท้วงหยุดงาน แต่ก็เป็นไปด้วยความสงบ วิวภูเขาล้อมเมืองด้านหลังและทะเลล้อมหน้าคงทำให้บรรยากาศดูซอฟต์ลง แม้การประท้วงจะกระทบกับแผนการเดินทางบ้าง เช่น เรือที่จะพาข้ามช่องแคบบีเกิลต้องหยุดเดิน เพราะพนักงานบริษัทเรือที่จองหยุดงาน แต่นั่นก็ทำให้เรามีโอกาสได้ใช้เวลากับเมืองนี้มากขึ้น การนั่งรถเมล์เล่นรอบเมืองเป็นทางเลือกที่ดีในการทำความรู้จักเมืองนี้และผู้คน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-99/">Ushuaia : เที่ยวเมืองสมมติว่าใต้สุดขอบโลกของอาร์เจนตินา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เราตั้งปลายทางของการเดินทางในทวีปอเมริกาใต้ไว้ที่เมืองอุชัวญา (Ushuaia) ประเทศอาร์เจนตินา เมืองที่อ้างว่าตัวเองเป็นเมืองใต้สุดของขอบโลก แต่หากดูจากแผนที่ เมืองที่อยู่ใต้ลงไปอีกคือเมืองปูเอโต วิลเลียม (Puerto William) ประเทศชิลี แต่ทางอาร์เจนตินาก็ปฏิเสธที่จะยอมรับ โดยให้เหตุผลว่าจำนวนประชากรของเมืองปูเอโต วิลเลียม ยังไม่เข้าข่ายที่จะเรียกว่าเมืองได้! ส่วนเหตุผลในการมาเมืองนี้ของเราแค่เพียงว่าอยากจะทำอะไรเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดการเดินทางในทวีปอเมริกาใต้ เราแทบไม่วางแผนหรือตั้งความคาดหวังอะไร นอกจากการซื้อตั๋วรถบัสไปกลับจากเมืองปุนตา อาเรนาส (Punta Arenas) ในประเทศชิลีกับเมืองอุชัวญาอีกเลย</p>



<p>แต่ความไม่คาดหวังก็พามาเจอเรื่องตื่นเต้นที่สุด (สำหรับเรา) ในการเดินทางครั้งนี้ นั่นก็คือตอนได้เดินทางผ่านช่องแคบแมกเจลแลน<br>ซึ่งตั้งตามนามสกุลของนักสำรวจชื่อก้อง เฟอร์ดินานด์ แมกเจลแลน เพื่อย่นระยะเวลาการเดินทางอ้อมอุทยานแห่งชาติต่างๆ ที่อยู่ระหว่างทางจากเมืองปุนตา อาเรนาส ถึงอุชัวญา รถโดยสารส่วนใหญ่จึงเลือกใช้บริการเรือข้ามฟากพร้อมรถยนต์ไปอีกฝั่งหนึ่ง<br>กว่าจะรู้ตัวว่าเรือกำลังแล่นอยู่ในช่องแคบชื่อเดียวกับนักสำรวจก็ตอนที่เพื่อนร่วมรถผู้แปลงร่างมาเป็นเพื่อนร่วมเรือพยายามบอกชื่อช่องแคบนี้ตามภาษาสเปนว่า Magallanes ผ่านแอพพลิเคชัน Google Translate</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/File_2-17-2560_BE_12_51_12_PM.jpg" alt=""/></figure>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/File_2-16-2560_BE_10_00_14_PM.jpg" alt=""/></figure>



<p>นอกจากไฮไลต์การข้ามช่องแคบแมกเจลแลนแล้ว สองฝั่งของภาคใต้ทั้งประเทศชิลีและอาร์เจนตินาก็สวยงามใช่เล่น มีทั้งม้ากัวนาโก (Guanaco) ที่เป็นญาติห่างๆ กับตัวอัลปาก้าและลามะมาให้เห็นเป็นระยะๆ ท้องฟ้าใสแจ๋วไร้สายไฟฟ้าช่วยพักสายตาได้ดีมาก ทำให้ระยะเวลา 12 ชั่วโมงในการเดินทางนี้ไม่น่าเบื่อเลย</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/File_2-16-2560_BE_10_06_33_PM.jpg" alt=""/></figure>



<p>อุชัวญาในวันที่ไปถึงต้อนรับเราด้วยม็อบประท้วงหยุดงาน แต่ก็เป็นไปด้วยความสงบ วิวภูเขาล้อมเมืองด้านหลังและทะเลล้อมหน้าคงทำให้บรรยากาศดูซอฟต์ลง แม้การประท้วงจะกระทบกับแผนการเดินทางบ้าง เช่น เรือที่จะพาข้ามช่องแคบบีเกิลต้องหยุดเดิน เพราะพนักงานบริษัทเรือที่จองหยุดงาน แต่นั่นก็ทำให้เรามีโอกาสได้ใช้เวลากับเมืองนี้มากขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/File_2-16-2560_BE_9_57_24_PM_1.jpg" alt=""/></figure>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/File_2-16-2560_BE_9_58_49_PM.jpg" alt=""/></figure>



<p>การนั่งรถเมล์เล่นรอบเมืองเป็นทางเลือกที่ดีในการทำความรู้จักเมืองนี้และผู้คน ระหว่างทางป้ายที่เห็นบ่อยและถี่มากกว่าป้ายบอกว่านี่คือจุดสิ้นสุดของโลก หรือ Fin Del Mundo คือป้ายข้อความประท้วงรัฐบาลอังกฤษในข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ที่แม้จะผ่านมาหลายปีแล้วแต่ความตึงเครียดยังคงคุกรุ่นอยู่</p>



<p>วัฒนธรรมกาแฟยังมาไม่ถึงเมืองใต้สุดของโลกแม้ที่นี่จะเป็นปลายทางของนักท่องเที่ยวนานาชาติมากมาย แต่นั่นก็ทำให้ได้เห็นวิถีชีวิตของเมืองอย่างที่เป็นจริงๆ มากกว่าแหล่งรวมร้านกาแฟของคนนอกพื้นที่ แม้ความเป็นจุดใต้สุดของโลกของเมืองนี้จะเป็นเรื่องสมมติ แต่ความเป็นท้องถิ่นของที่นี่แหละที่เป็นของจริง</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/File_2-16-2560_BE_9_59_25_PM.jpg" alt=""/></figure>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/File_2-16-2560_BE_10_00_42_PM.jpg" alt=""/></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong><br>Ushuaia</strong></h3>



<p><strong>how to get there:</strong> การเดินทางมาที่นี่มีสองวิธีหลักคือนั่งเครื่องบินด้วยสายการบินภายในประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งมักจะตั้งต้นจากกรุงบัวโนสไอเรส (Buenos Aires) และราคาแพง แต่หากอยากชมวิวข้างทางและผจญภัยข้ามช่องแคบแมกเจลแลน รถบัสคือวิธีที่ดีที่สุด ส่วนใหญ่จะตั้งต้นจากเมืองตอนใต้ในประเทศชิลีและอาร์เจนตินา</p>



<p><strong>map</strong></p>



<p><a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1">ใครอยากส่งเรื่องที่น่าเที่ยวมาลงเว็บไซต์ a day online คลิกที่นี่เลย</a></p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""/></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-99/">Ushuaia : เที่ยวเมืองสมมติว่าใต้สุดขอบโลกของอาร์เจนตินา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/iwasthere-99/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>W Circuit : เส้นทางเดินเขาบนที่ราบสูงปาตาโกเนียที่ยังระลึกถึง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/iwasthere-78/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/iwasthere-78/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[จตุพร ชีวศรีรุ่งเรือง]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Dec 2016 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[i was there]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นทางเดินป่า]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ราบสูงปาตาโกเนีย]]></category>
		<category><![CDATA[Torres Del Paine]]></category>
		<category><![CDATA[W Circuit]]></category>
		<category><![CDATA[Punta Arenas]]></category>
		<category><![CDATA[Puerto Natales]]></category>
		<category><![CDATA[ชิลี]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นทางธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ธารน้ำแข็ง]]></category>
		<category><![CDATA[travel]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/iwasthere-78/</guid>

					<description><![CDATA[<p>สมัยเรียนวิชาสังคมศึกษาเมื่อครั้งมัธยมต้น คำว่า &#8216;ที่ราบสูงปาตาโกเนีย&#8217; ดูจะเป็นคำติดอยู่ในสมองเรามากที่สุด ณ เวลานั้น แต่ด้วยการเรียนแบบท่องจำทำให้เราไม่ได้ใส่ใจว่ามันอยู่ตรงส่วนไหนของทวีปอเมริกาใต้กันแน่ ผ่านเวลามานานจนคำคำนีัเกือบจะหายไปจากความทรงจำ และแล้วเวลาเกือบ 20 ปีให้หลังก็พาเรามายังที่แห่งนี้ เพียงเพราะความเห็นแก่ของถูก ทำให้มือลั่นจองตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษไปยังประเทศชิลีโดยไม่มีแผนการเดินทางอะไร แต่เพื่อนร่วมทางก็เสนอความคิดไปอุทยานแห่งชาติ Torres del Paine โดยเดินเส้นทางที่เรียกว่า W Circuit เมื่อศึกษาข้อมูลแล้วก็ตัดสินใจไม่ยากเพราะที่แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ราบสูงปาตาโกเนีย ชื่อสถานที่ที่ติดอยู่ในความทรงจำของเรานั่นเอง 7 เดือนต่อมา การเดินทางก็เริ่มขึ้น เราเลือกเส้นบินจากกรุงเทพฯ ไปยังซิดนีย์ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 9 ชั่วโมง และจากซิดนีย์บินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังกรุงซันติอาโก เมืองหลวงของประเทศชิลี ซึ่งใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง เส้นทางนี้สวนทางกับเส้นทางที่คนส่วนใหญ่นิยมบินกัน คือบินไปทางซีกโลกตะวันออก แม้ประหยัดเวลาได้มากกว่าบินไปทางตะวันตก (อย่างน้อยเกือบ 10 ชั่วโมงเลยทีเดียว) แต่อาจเป็นเพราะการบินมาทางตะวันออกแบบนี้ทำให้ข้ามเส้นเวลาช้าและเร็วกว่ากรุงเทพฯ สลับกันไปมา จนอาจทำให้ร่างกายสับสนกับเวลาได้ เมื่อปรับตัวเข้ากับเวลาใหม่ได้แล้ว เราเริ่มเดินทางต่อจากกรุงซันติอาโก ไปยังเมืองปันตา อารีน่า (Punta Arenas) ทางตอนใต้ของประเทศชิลีโดยใช้เวลาบินประมาณสามชั่วโมงครึ่ง แนวเทือกเขาแอนดีสปรากฏให้เห็นตลอดเส้นทางบิน ความสวยงามจากมุมบนทำให้ยิ่งอยากเห็นเทือกเขาในแนวราบมากขึ้น จากสนามบินปันตา อารีน่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-78/">W Circuit : เส้นทางเดินเขาบนที่ราบสูงปาตาโกเนียที่ยังระลึกถึง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	สมัยเรียนวิชาสังคมศึกษาเมื่อครั้งมัธยมต้น คำว่า &#8216;ที่ราบสูงปาตาโกเนีย&#8217; ดูจะเป็นคำติดอยู่ในสมองเรามากที่สุด ณ เวลานั้น แต่ด้วยการเรียนแบบท่องจำทำให้เราไม่ได้ใส่ใจว่ามันอยู่ตรงส่วนไหนของทวีปอเมริกาใต้กันแน่</p>
<p>
	ผ่านเวลามานานจนคำคำนีัเกือบจะหายไปจากความทรงจำ และแล้วเวลาเกือบ 20 ปีให้หลังก็พาเรามายังที่แห่งนี้ เพียงเพราะความเห็นแก่ของถูก ทำให้มือลั่นจองตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษไปยังประเทศชิลีโดยไม่มีแผนการเดินทางอะไร แต่เพื่อนร่วมทางก็เสนอความคิดไปอุทยานแห่งชาติ Torres del Paine โดยเดินเส้นทางที่เรียกว่า W Circuit เมื่อศึกษาข้อมูลแล้วก็ตัดสินใจไม่ยากเพราะที่แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ราบสูงปาตาโกเนีย ชื่อสถานที่ที่ติดอยู่ในความทรงจำของเรานั่นเอง</p>
<p>
	7 เดือนต่อมา การเดินทางก็เริ่มขึ้น เราเลือกเส้นบินจากกรุงเทพฯ ไปยังซิดนีย์ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 9 ชั่วโมง<br />
และจากซิดนีย์บินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังกรุงซันติอาโก เมืองหลวงของประเทศชิลี ซึ่งใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง<br />
เส้นทางนี้สวนทางกับเส้นทางที่คนส่วนใหญ่นิยมบินกัน คือบินไปทางซีกโลกตะวันออก แม้ประหยัดเวลาได้มากกว่าบินไปทางตะวันตก<br />
(อย่างน้อยเกือบ 10 ชั่วโมงเลยทีเดียว)<br />
แต่อาจเป็นเพราะการบินมาทางตะวันออกแบบนี้ทำให้ข้ามเส้นเวลาช้าและเร็วกว่ากรุงเทพฯ<br />
สลับกันไปมา จนอาจทำให้ร่างกายสับสนกับเวลาได้</p>
<p>
	เมื่อปรับตัวเข้ากับเวลาใหม่ได้แล้ว<br />
เราเริ่มเดินทางต่อจากกรุงซันติอาโก ไปยังเมืองปันตา อารีน่า (Punta Arenas) ทางตอนใต้ของประเทศชิลีโดยใช้เวลาบินประมาณสามชั่วโมงครึ่ง แนวเทือกเขาแอนดีสปรากฏให้เห็นตลอดเส้นทางบิน ความสวยงามจากมุมบนทำให้ยิ่งอยากเห็นเทือกเขาในแนวราบมากขึ้น</p>
<p>
	จากสนามบินปันตา อารีน่า เราจับรถบัสอีก 2 ชั่วโมงต่อมายังเมืองเปอร์โต นาตาเลส (Puerto Natales) ซึ่งเป็นจุดพักของคนที่จะไปเดินป่ากัน เทียบกันแล้วอาจจะคล้ายกับเมืองโพคารา ของเนปาลที่เป็นจุดพักสำหรับคนที่จะเดินเขาเส้นทางอันนาปุรณะนั่นเอง เราใช้เวลาในเปอร์โต นาตาเลส หนึ่งวันเพื่อเตรียมตัวเดินป่ากันโค้งสุดท้าย<br />
ประสบการณ์ที่เนปาลสอนเราว่าต้องเอาไปแต่ของจำเป็นและน้ำหนักน้อย แน่นอนคำว่าจำเป็นของแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน ตัวเราเองจึงมีของจำพวก just in case เยอะมาก เพื่อนที่มีประสบการณ์เดินป่ามากกว่ามาช่วยจัดให้<br />
จนเหลือกระเป๋าใบจิ๋วไปหนึ่งใบที่มีของจำเป็นสำหรับ 5 วัน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0291.jpg"></p>
<p>ก่อนออกเดินทางจริง<br />
เราเข้าไปฟังบรีฟที่บริษัทลอดจ์จิ้งเกี่ยวกับเส้นทางนี้ที่มีหน้าตาเหมือนตัว W ที่เป็นที่มาของชื่อ W Circuit และมีระยะทางประมาณ<br />
80 กิโลเมตร เมื่อจบการบรรยาย<br />
เจ้าหน้าที่ก็ส่งมอบวอชเชอร์ที่พักที่เรียกว่า Refugio อาหาร ตั๋วรถบัส และตั๋วเรือ พร้อมกับกระติกน้ำที่ระลึกที่กลายมาเป็นของที่สำคัญที่สุดในการเดินทางครั้งนี้</p>
<p>
	สองชั่วโมงในรถบัสจากตัวเมืองเปอร์โต นาตาเลส ก็พาเรามาถึงตัวอุทยานจริงๆ หลังจากจ่ายค่าเข้าเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็พาไปดูวิดีโอเกี่ยวกับอุทยานตลอดจน Do’s and Don’ts ต่างๆ สิ่งที่เจ้าหน้าที่ย้ำที่สุดคือห้ามทิ้งขยะและห้ามจุดไฟนอกบริเวณแคมปิ้งเพื่อป้องกันไฟป่า<br />
วันแรกของโปรแกรมไม่มีการเดิน เราจึงแค่ออกมาเดินเล่นรอบๆ ที่พัก วิวภูเขาที่หิมะและธารน้ำแข็งหรือ Hanging<br />
glacier ปกคลุม วิวที่เห็นใหญ่โตยิ่งนัก พลางกลับคิดในใจว่าเราต้องเดินขึ้นไปจริงๆ หรือนี่</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0383.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0474.jpg"></p>
<p>วันที่สองในอุทยานคือการเดินจริงวันแรก เราออกจาก Refugio กันแต่เช้าและเมื่อออกจากที่พักไปไม่นานก็ได้ลิ้มรสของขึ้นชื่อของอุทยานแห่งนี้ &#8216;ลม&#8217; นั่นเอง เสื้อกันลมบางเฉียบที่เอามาพอช่วยได้เล็กน้อย ความเร็วของลมแปรผกผันกับความเร็วในการเดิน จนเกือบเที่ยงเราก็พาตัวเองไปถึงที่พักคืนที่สอง El Chileno เพื่อถ่ายของในกระเป๋าให้เบาลงก่อนจะขึ้นไปยังแลนด์มาร์กที่สำคัญของอุทยานคือ Las Torres หรือ The Towers แม้จะผ่อนกระเป๋าให้เบาลงแล้วแต่ก็ไม่ได้เดินเร็วขึ้นเพราะทางชันมาก ช่วงท้ายๆ ก่อนถึง Las Torres ก็เรียกว่าคลานกับปีนมากกว่าเพราะทางเป็นหินก้อนโตๆ และลมที่พัดสวนทางมาก็แรงจนต้องย่อตัวลงหรือหลบหลังต้นไม้ หลายๆ ครั้งก็คิดจะหันหลังกลับ แต่คนที่เดินสวนมาก็คอยให้กำลังใจบอกว่ามันคุ้มกับทุกหยาดเหงื่อและความเจ็บปวด</p>
<p>
	เมื่อมาถึงวิวข้างบน Las Torres ก็สวยจับใจสมคำร่ำลือ โชคดีที่ขึ้นมาทันตอนฟ้ายังใส เพราะขาเดินกลับเจอทั้งลมฝนและหิมะ แต่ก็เป็นภาพประทับใจที่สุดระหว่างเดินวันนี้ก็ว่าได้ ด้วยสภาพอากาศแปรปรวนจึงทำให้การลงไม่ได้ใช้เวลาน้อยกว่าตอนขึ้นมากนัก แต่ก็หอบความภูมิใจเล็กๆ พร้อมข้อเข่าและน่องขาที่เริ่มปวดกลับที่พักคืนที่สองมาได้</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0570.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0666.jpg"></p>
<p>
	วันที่สามของการเดินทางทั้งบริษัทลอดจ์จิ้งและเพื่อนที่เจอระหว่างทางซึ่งเดินทิศทางตรงข้ามกับเรามาบอกว่ามันไม่ยาก ส่วนใหญ่ใช้เวลาแค่สองชั่วโมงครึ่งก็ถึง El Cuerno ปลายทางของวันนี้ ซึ่งก็ทำให้เราสบายใจที่จะได้ถนอมเข่ามากขึ้น ช่วงแรกของการเดินเป็นทางราบอย่างที่ว่า ประกอบกับวิวทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์พร้อมรุ้งกินน้ำและภูเขาหิมะเป็นฉากประกอบตลอดการเดิน แต่ผ่านไป 3 ชั่วโมงแล้วก็ยังไม่ถึงที่พัก ทำให้เริ่มสงสัยว่ามาผิดทางหรือเปล่า แต่ก็เห็นคนที่พักที่เดียวกันเมื่อคืนเดินแซงไปอยู่ตลอด ทำให้แน่ใจว่าไม่ผิดทางเดินไปเรื่อยๆ จนเริ่มหิวและทำให้นึกได้ว่าไม่ได้เอาอาหารเที่ยงมาจากที่พัก โชคดีที่กล้วยตากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เตรียมมาและน้ำตามลำธารช่วยชีวิตไว้ แถมยังทำให้รู้จักเพื่อนร่วมทางมากขึ้น แต่ระหว่างที่คุยเพลิน เราก็ซุ่มซ่ามเตะหินก้อนโตจนเจ็บเข่าจี๊ดขึ้นมาจนเดินเร็วไม่ไหว โชคดีที่เป็นช่วงท้ายๆ และเพื่อนที่เดินไปถึงที่พักตั้งแต่ชั่วโมงก่อนก็เดินกลับมารับและคอยจัดแจงน้ำร้อนให้ประคบเพื่อให้หายทันเพื่อเดินต่อวันถัดไป แม้จะผ่านวันนี้ไปอย่างยากลำบาก แต่ก็อบอุ่นใจด้วยมิตรภาพตลอดทางเป็นอย่างมาก</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0757.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0854.jpg"></p>
<p>
	เข้าวันที่สี่ของการเดินทาง อาการเจ็บขาก็บรรเทาลง เพื่อนร่วมทางแนะนำให้เดินเร็วขึ้นเพื่อลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อซึ่งก็ได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ และโชคดีที่ 7 กิโลเมตรสุดท้ายของวันเป็นทางราบเสียส่วนใหญ่เลยทำให้ถนอมเข่าได้มาก แต่ 7 กิโลเมตรที่ว่านี้ก็แลกมาด้วยการเดินสวนลมที่แรงอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งป้ายที่จุดพักของ Park Ranger บอกเราว่าลมวันนี้จะแรงสูงสุดที่ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่รู้ว่าลมจริงที่เราเจอมันเร็วแค่ไหน รู้แค่ว่าถึงที่พักที่ Lake Pehoé แล้วหน้าชาหูชาไปหมด</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0941.jpg"></p>
<p>
	วันที่ห้า วันสุดท้ายของการไฮกิ้ง การเดินวันนี้เป็นไปด้วยความไม่เร่งรีบและก็พาตัวเองมาถึงแคมป์ที่ตั้งอยู่ก่อนขึ้นธารน้ำแข็งตั้งแต่ครึ่งวันแรก แต่ด้วยอากาศที่เริ่มขมุกขมัวประกอบความกลัวว่าจะกลับมาไม่ทันเรือจึงไม่ได้เดินขึ้นไปดูธารน้ำแข็งและเดินกลับลงมา แอบเสียดายเล็กๆ ทีหลังเมื่อเพื่อนบอกว่าจริงๆ เดินไปจากแคมป์อีกไม่เยอะก็จะถึงแล้ว</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1061.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1147.jpg"></p>
<p>
	ตลอดการเดินทางในทวีปนี้ เราไม่ได้แวะซื้อของที่ระลึกมากนักเนื่องจากต้องถนอมหลังและต้องเดินทางหลายที่ แต่ทุกสิ่งที่พบเจอก็เป็นสิ่งที่ทำให้ &#8216;ระลึก&#8217; ถึงประสบการณ์ที่นี่เป็นเสมอ นึกย้อนถึงคำว่า &#8216;ของที่ระลึก&#8217; ในหลายภาษาทั้ง Recuerdo ในภาษาสเปน หรือ Souvenir ที่ใช้ทั้งในภาษาอังกษและภาษาฝรั่งเศส ทุกคำล้วนมีความหมายถึงความทรงจำหรือสิ่งที่ทำให้ระลึกถึงเหมือนกัน <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f642.png" alt="🙂" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1243.jpg"></p>
<h3>W Circuit</h3>
<p>
	<strong>address:</strong> Torres del Paine National<br />
Park, Magallanes y la Antártica Chilena Region, Chile<br />
	<br />
	<strong>h</strong><strong style="background-color: initial">ow to get there:</strong> นั่งเครื่องจากกรุงซันติอาโกไปยังเมืองปันตา อารีน่า ใช้เวลาประมาณ<br />
3 ชั่วโมงครึ่งถึง 4 ชั่วโมง จากนั้นนั่งรถบัสจากสนามบินหรือในตัวเมืองปันตา อารีน่า ไปยังเมืองเปอร์โต นาตาเลส ประมาณ 2<br />
ชั่วโมง จากเมืองนี้มีบริษัททัวร์มากมายเพื่อจัดการเรื่องที่พักต่างๆ ในอุทยานตลอดการเดินทาง<br />
ราคาส่วนใหญ่จะรวมค่าเดินทางระหว่างอุทยานกับเมืองเปอร์โต นาตาเลส ค่าเข้าอุทยาน อาหาร และที่พักแล้ว<br />
	<br />
	<strong>v</strong><strong style="background-color: initial">isiting time: </strong>ตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่เหมาะสมกับการเดินคือตุลาคมถึงเมษายน ซึ่งเป็นฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิ</p>
<p>
	<strong>map</strong></p>
<p>
	<a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1">ใครอยากส่งเรื่องที่น่าเที่ยวมาลงเว็บไซต์ a day online คลิกที่นี่เลย</a></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-78/">W Circuit : เส้นทางเดินเขาบนที่ราบสูงปาตาโกเนียที่ยังระลึกถึง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/iwasthere-78/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
