<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>นิราวัฒน์ นารอด, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author281/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author281/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Tue, 14 Aug 2018 17:21:54 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>วันที่ผมเจอกับห้าสหายในห้องสมุด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/change-49/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/change-49/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นิราวัฒน์ นารอด]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Nov 2016 08:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[a day that changed my life]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[วันเปลี่ยนชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[มัธยม]]></category>
		<category><![CDATA[ห้าสหายผจญภัย]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องสมุด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/change-49/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผมเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อนตั้งแต่เด็ก และผมใช้เวลานานหลายปีในการยอมรับว่าประโยคนี้เป็นความจริง เนื่องด้วยหลายปัจจัย หนึ่งคือการไม่ยอมรับตัวเองของผมที่มีความคิดแปลกแยกจากคนส่วนใหญ่ และการที่ผมอยู่ในสังคมที่คนหมู่มากมักจะชนะเสมอ ทำให้การอยู่คนเดียวเป็นเรื่องน่าอาย การมีเพื่อนน้อยเป็นความแพ้พ่ายในชีวิต ตอนเด็กๆ ผมเป็นคนตัวเล็กที่สุดในห้อง สมัยเรียนชั้นประถม ผมมีความทรงจำเดียวในหัวคือการร้องไห้ไม่อยากไปโรงเรียน เพราะเมื่อไหร่ที่ขึ้นรถรับส่งนักเรียนไปแล้วเด็กที่ตัวโตกว่าจะรุมแกล้งทันทีที่รถเลี้ยวพ้นหัวมุมบ้าน หลายครั้งที่ตอนเย็นพ่อกับแม่ต้องมารับที่โรงเรียนเพราะผมไม่กล้าขึ้นรถนักเรียนกลับบ้าน ผมมีวิธีแก้ปัญหาแบบเด็กๆ คือการทำตัวให้เป็นที่น่าเอ็นดูของผู้ใหญ่ เพราะถ้าวันไหนโดนเพื่อนแกล้งอีก ผมจะได้ไปฟ้องครูให้มาจัดการ ซึ่งวิธีนี้ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือผมได้ทำกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนแทบทุกอย่าง ข้อเสียคือโลกของผมกับเพื่อนดูจะห่างกันออกไปมากขึ้น แต่ในช่วงเวลานั้นดูจะเป็นสิ่งที่ผมต้องการอย่างที่สุด ตอนเรียนมัธยมต้น ผมได้มาเรียนในโรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่งในตัวจังหวัด ความเป็นคนขี้แพ้ยังติดตามมาจนถึงที่นี่ ผมยังคงโดนเพื่อนแกล้งบ้าง แต่ก็ไม่มากเท่ากับตอนประถม ผมเก็บตัวมากขึ้น เงียบมากขึ้น และโดดเดี่ยวมากขึ้น อีกครั้งที่วิธีแก้ปัญหาของผมคือการทำกิจกรรมทุกอย่างในโรงเรียน และเป็นการสมัครใจไปทำเพียงลำพังกับรุ่นพี่ ม.ปลาย เพราะเขาเหล่านั้นเอ็นดูเด็กที่อายุน้อยกว่า ไม่ใช่เพราะความอยากเด่นหรือมีชื่อเสียงในโรงเรียน แต่เพียงเพื่อบอกให้เพื่อนร่วมชั้นรู้ว่ายังมีผมอยู่บนโลก น่าแปลกที่เวลาล่วงเลยมาหลายปี จนวันนี้ผมเรียนในระดับปริญญาโทแล้ว แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต ผมกลับเห็นเด็กชายคนหนึ่ง เป็นเด็กแปลกหน้าที่ผมมองด้วยความเอ็นดูและสงสาร เด็กที่เปลี่ยนแปลงตัวเองมามากมาย ไม่ใช่เปลี่ยนเพราะหวังการยอมรับ แต่เปลี่ยนเพราะความเข้าใจโลกรอบตัวมากขึ้นกว่าเดิม ใช่ว่าอยู่ๆ ผมจะลุกขึ้นมายอมรับว่าผมเคยเป็นคนขี้แพ้มาก่อน แต่เป็นเพราะวันหนึ่ง ผมได้กลับมานั่งทบทวนถึงชีวิตที่ผ่านมา นึกถึงเด็กชายคนนั้น เด็กคนที่ก่อร่างสร้างขึ้นมาเป็นผมในปัจจุบัน แล้วผมก็พบแง่มุมเล็กๆ ในชีวิตที่เปลี่ยนความคิดผมไปตลอดกาล ตอนนั้นผมเรียนอยู่ ม.3 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/change-49/">วันที่ผมเจอกับห้าสหายในห้องสมุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อนตั้งแต่เด็ก</p>
<p>  และผมใช้เวลานานหลายปีในการยอมรับว่าประโยคนี้เป็นความจริง<br />
เนื่องด้วยหลายปัจจัย หนึ่งคือการไม่ยอมรับตัวเองของผมที่มีความคิดแปลกแยกจากคนส่วนใหญ่ และการที่ผมอยู่ในสังคมที่คนหมู่มากมักจะชนะเสมอ<br />
ทำให้การอยู่คนเดียวเป็นเรื่องน่าอาย การมีเพื่อนน้อยเป็นความแพ้พ่ายในชีวิต</p>
<p>  ตอนเด็กๆ<br />
ผมเป็นคนตัวเล็กที่สุดในห้อง สมัยเรียนชั้นประถม ผมมีความทรงจำเดียวในหัวคือการร้องไห้ไม่อยากไปโรงเรียน<br />
เพราะเมื่อไหร่ที่ขึ้นรถรับส่งนักเรียนไปแล้วเด็กที่ตัวโตกว่าจะรุมแกล้งทันทีที่รถเลี้ยวพ้นหัวมุมบ้าน<br />
หลายครั้งที่ตอนเย็นพ่อกับแม่ต้องมารับที่โรงเรียนเพราะผมไม่กล้าขึ้นรถนักเรียนกลับบ้าน</p>
<p>  ผมมีวิธีแก้ปัญหาแบบเด็กๆ<br />
คือการทำตัวให้เป็นที่น่าเอ็นดูของผู้ใหญ่ เพราะถ้าวันไหนโดนเพื่อนแกล้งอีก ผมจะได้ไปฟ้องครูให้มาจัดการ<br />
ซึ่งวิธีนี้ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือผมได้ทำกิจกรรมต่างๆ<br />
ของโรงเรียนแทบทุกอย่าง ข้อเสียคือโลกของผมกับเพื่อนดูจะห่างกันออกไปมากขึ้น<br />
แต่ในช่วงเวลานั้นดูจะเป็นสิ่งที่ผมต้องการอย่างที่สุด</p>
<p>  ตอนเรียนมัธยมต้น<br />
ผมได้มาเรียนในโรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่งในตัวจังหวัด ความเป็นคนขี้แพ้ยังติดตามมาจนถึงที่นี่<br />
ผมยังคงโดนเพื่อนแกล้งบ้าง แต่ก็ไม่มากเท่ากับตอนประถม ผมเก็บตัวมากขึ้น<br />
เงียบมากขึ้น และโดดเดี่ยวมากขึ้น</p>
<p>  อีกครั้งที่วิธีแก้ปัญหาของผมคือการทำกิจกรรมทุกอย่างในโรงเรียน<br />
และเป็นการสมัครใจไปทำเพียงลำพังกับรุ่นพี่ ม.ปลาย<br />
เพราะเขาเหล่านั้นเอ็นดูเด็กที่อายุน้อยกว่า ไม่ใช่เพราะความอยากเด่นหรือมีชื่อเสียงในโรงเรียน<br />
แต่เพียงเพื่อบอกให้เพื่อนร่วมชั้นรู้ว่ายังมีผมอยู่บนโลก</p>
<p>  น่าแปลกที่เวลาล่วงเลยมาหลายปี<br />
จนวันนี้ผมเรียนในระดับปริญญาโทแล้ว แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต ผมกลับเห็นเด็กชายคนหนึ่ง<br />
เป็นเด็กแปลกหน้าที่ผมมองด้วยความเอ็นดูและสงสาร เด็กที่เปลี่ยนแปลงตัวเองมามากมาย<br />
ไม่ใช่เปลี่ยนเพราะหวังการยอมรับ แต่เปลี่ยนเพราะความเข้าใจโลกรอบตัวมากขึ้นกว่าเดิม</p>
<p>ใช่ว่าอยู่ๆ ผมจะลุกขึ้นมายอมรับว่าผมเคยเป็นคนขี้แพ้มาก่อน แต่เป็นเพราะวันหนึ่ง<br />
ผมได้กลับมานั่งทบทวนถึงชีวิตที่ผ่านมา นึกถึงเด็กชายคนนั้น<br />
เด็กคนที่ก่อร่างสร้างขึ้นมาเป็นผมในปัจจุบัน แล้วผมก็พบแง่มุมเล็กๆ ในชีวิตที่เปลี่ยนความคิดผมไปตลอดกาล</p>
<p>ตอนนั้นผมเรียนอยู่ ม.3 หลังจากกินข้าวเสร็จ ผมก็เดินเข้าไปในห้องสมุด<br />
ผมจำบรรยากาศของห้องสมุดวันนั้นได้ดี ในนั้นมีโต๊ะสำหรับนั่งอ่านหนังสือเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยม<br />
6 โต๊ะ มีเก้าอี้ด้านละ 3 ตัว<br />
ทุกโต๊ะมีนักเรียนจับจองเป็นกลุ่ม นั่งคุยกันเสียงดังเป็นปกติ<br />
หรือนี่เองที่ทำให้ผมไม่ค่อยอยากเข้าห้องสมุด ไม่ใช้เพราะเสียงดัง แต่ใครๆ ก็มานั่งกันเป็นกลุ่ม</p>
<p>  ผมรีบเดินไปที่ชั้นหนังสือทันที<br />
ไม่รู้ว่าเท้าพาตัวเองไปหมวดไหนของชั้นหนังสือ ผมหยิบหนังสือมั่วๆ<br />
มาหนึ่งเล่ม ชื่อว่า <em>ห้าสหายผจญภัย</em> พอเริ่มอ่านหน้าแรกก็รู้สึกสนุกไปรับเรื่องราวทันที<br />
ในวัยนั้น ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสามารถยืมหนังสือกลับบ้านได้ ผมใช้เวลา 1 สัปดาห์อ่านหนังสือหนา 170<br />
หน้า ผมแวะมาห้องสมุดทุกวัน และอ่านมันทุกวัน<br />
ไม่นานผมก็จมดิ่งสู่โลกของตัวอักษร</p>
<p>การผจญภัยของทั้งห้าสหายพาผมโลดแล่นไปบนเรื่องราวในหน้ากระดาษหน้าแล้วหน้าเล่า<br />
ผมซึมซับทุกอย่างที่ตัวละครคิดและรู้สึก ผมทึ่งกับภาพต่างๆ ที่ปรากฏในหัวขณะที่อ่านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน<br />
ผมใช้เวลาตลอด ม.3 อ่านหนังสือนิยายที่มีอยู่เพียงน้อยนิดในห้องสมุดจนหมดชั้น</p>
<p>  หลังจากนั้นเป็นต้นมา<br />
ผมก็อ่านหนังสือมาเรื่อยๆ อ่านด้วยความสุข อ่านด้วยความตื่นตาตื่นใจ</p>
<p>  มันยากที่จะบอกว่าหนังสือเล่มไหนที่ทำให้ผมเข้าใจโลกมากขึ้น<br />
และยากเป็นเท่าตัวหากจะต้องเลือกมาเพียงเล่มเดียวที่คิดว่าชอบที่สุด<br />
แต่มันไม่ยากสำหรับผม ถ้าจะบอกว่าหนังสือคือสิ่งที่ทำให้ผมยอมรับตัวเองได้อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้</p>
<p>  ผมนึกถึงคำของนักเขียนท่านหนึ่ง ชาติ กอบจิตติ บอกว่า <em>&#8216;ผมไม่เชื่อว่าคนที่รักการอ่านหนังสือจะต้องมาเสียคนเพราะการอ่านหนังสือ<br />
คนที่ไม่รักการอ่านนั่นต่างหากที่น่าเป็นห่วง&#8217;</em></p>
<p>จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม<br />
ผมคิดว่าผมเสียทั้งชีวิตให้กับหนังสือไปแล้ว และผมมีความสุขที่เป็นแบบนี้</p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1">ใครอยากเล่าเรื่องวันเปลี่ยนชีวิตของตัวเองบ้าง คลิกที่นี่เลย</a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/change-49/">วันที่ผมเจอกับห้าสหายในห้องสมุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/change-49/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
