<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ปริณดา ประจักษ์ธรรม, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author263/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author263/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Tue, 14 Aug 2018 17:20:13 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>วันที่ฉันรู้สึกว่าเกือบจะเสียพ่อไป</title>
		<link>https://adaymagazine.com/change-45/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/change-45/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปริณดา ประจักษ์ธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 Nov 2016 08:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[a day that changed my life]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[#adaythatchangedmylife]]></category>
		<category><![CDATA[วันเปลี่ยนชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[แว่นตา]]></category>
		<category><![CDATA[glazziq]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/change-45/</guid>

					<description><![CDATA[<p>บางทีคนเราก็ไม่รู้คุณค่าของคนที่คอยอยู่รอบข้างเรา จนกระทั่งเรารู้ว่าอาจจะเสียเขาไป เราก็เป็นคนหนึ่งในนั้น เราเป็นคนที่ค่อนข้างเป็นตัวของตัวเองสูง เป็นลูกคนเดียว แต่พ่อแม่เลี้ยงให้ช่วยเหลือตัวเองมาตลอด เดินทางไปต่างประเทศเองตั้งแต่อยู่มัธยม พอจบมหาวิทยาลัย อายุไม่ถึง 20 ปีก็ไปใช้ชีวิต เรียน และทำงานอยู่หลายประเทศ เราคิดมาตลอดว่าเราเข้มแข็ง ช่วยเหลือตัวเองได้ อยู่ด้วยตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งใคร พ่อของเราเป็นนักธุรกิจแนวหน้าระดับประเทศที่เก่งมาก ที่สำคัญท่านเป็นคนที่มีทัศนคติการทำงานดีมาก ไม่เอาเปรียบใคร ตั้งแต่เล็กพอเราเดินเข้าไปหาพ่อที่ออฟฟิศ พ่อจะบอกให้ไหว้สวัสดีตั้งแต่แม่บ้านยันผู้บริหาร ท่านพูดเสมอว่าคนที่มาทำงานให้เราเป็นคนที่มาช่วยเรา ไม่ให้ดูถูกใคร พ่อมีส่วนช่วยอย่างมากในการขยายธุรกิจครอบครัวจากร้านแว่นเล็กๆ ไม่กี่ร้าน จนกระทั่งเป็นบริษัทเลนส์แว่นตาระดับโลก ในสายตาของเรา ท่านเป็นเหมือนซูเปอร์แมน ทำได้ทุกอย่าง จนบางทีเราก็ลืมไปว่าท่านก็เป็นคนเหมือนกัน วันหนึ่งท่านเข้าโรงพยาบาลเพราะติดเชื้อ แต่หมอตรวจเจอว่าท่านเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะขั้นที่ 2 คือลงไปที่กล้ามเนื้อแล้ว เราบอกตรงๆ ว่าช็อกจริงๆ เป็นครั้งแรกที่คิดอะไรไม่ออก หัวมันตื้อไปหมด แม่ก็เริ่มโชว์ความกังวลลนลาน เรารู้สึกได้ว่าต้องทำตัวเป็นหลักและเข้มแข็งให้มากที่สุด เพราะเราจะทำให้พ่อกังวลไม่ได้ ต่อหน้าเราจะทำเป็นเข้มแข็งมาก มีสติตลอดเวลา แต่ร้องไห้คนเดียวทุกวันจริงๆ มันคิดไม่ออกว่าถ้าไม่มีเขาจะอยู่ได้ยังไง ตอนแรกคุณพ่อไม่ยอมไปรักษาที่ต่างประเทศเนื่องจากค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่ทั้งแม่และเราพยายามเกลี้ยกล่อมว่าเงินที่พ่อหามาก็ใช้ไปเถอะ เงินมากแค่ไหนก็ไม่สามารถทดแทนชีวิตพ่อได้ เสียเท่าไรก็คุ้ม สุดท้ายคุณพ่อตกลงไปรักษาตัวที่อเมริกา 3 เดือน ทำคีโมและฉายรังสีที่ศูนย์เฉพาะทางที่ดีที่สุดในโลกที่นึงเลยก็ว่าได้ ตอนนี้ท่านกลับมารักษาตัวที่เมืองไทย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/change-45/">วันที่ฉันรู้สึกว่าเกือบจะเสียพ่อไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บางทีคนเราก็ไม่รู้คุณค่าของคนที่คอยอยู่รอบข้างเรา จนกระทั่งเรารู้ว่าอาจจะเสียเขาไป<br />
เราก็เป็นคนหนึ่งในนั้น เราเป็นคนที่ค่อนข้างเป็นตัวของตัวเองสูง เป็นลูกคนเดียว แต่พ่อแม่เลี้ยงให้ช่วยเหลือตัวเองมาตลอด เดินทางไปต่างประเทศเองตั้งแต่อยู่มัธยม<br />
พอจบมหาวิทยาลัย อายุไม่ถึง 20 ปีก็ไปใช้ชีวิต เรียน และทำงานอยู่หลายประเทศ<br />
เราคิดมาตลอดว่าเราเข้มแข็ง ช่วยเหลือตัวเองได้ อยู่ด้วยตัวเองได้<br />
ไม่จำเป็นต้องพึ่งใคร</p>
<p>พ่อของเราเป็นนักธุรกิจแนวหน้าระดับประเทศที่เก่งมาก<br />
ที่สำคัญท่านเป็นคนที่มีทัศนคติการทำงานดีมาก ไม่เอาเปรียบใคร<br />
ตั้งแต่เล็กพอเราเดินเข้าไปหาพ่อที่ออฟฟิศ<br />
พ่อจะบอกให้ไหว้สวัสดีตั้งแต่แม่บ้านยันผู้บริหาร<br />
ท่านพูดเสมอว่าคนที่มาทำงานให้เราเป็นคนที่มาช่วยเรา ไม่ให้ดูถูกใคร<br />
พ่อมีส่วนช่วยอย่างมากในการขยายธุรกิจครอบครัวจากร้านแว่นเล็กๆ ไม่กี่ร้าน<br />
จนกระทั่งเป็นบริษัทเลนส์แว่นตาระดับโลก ในสายตาของเรา ท่านเป็นเหมือนซูเปอร์แมน<br />
ทำได้ทุกอย่าง จนบางทีเราก็ลืมไปว่าท่านก็เป็นคนเหมือนกัน</p>
<p>วันหนึ่งท่านเข้าโรงพยาบาลเพราะติดเชื้อ แต่หมอตรวจเจอว่าท่านเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะขั้นที่ 2 คือลงไปที่กล้ามเนื้อแล้ว<br />
เราบอกตรงๆ ว่าช็อกจริงๆ เป็นครั้งแรกที่คิดอะไรไม่ออก หัวมันตื้อไปหมด<br />
แม่ก็เริ่มโชว์ความกังวลลนลาน<br />
เรารู้สึกได้ว่าต้องทำตัวเป็นหลักและเข้มแข็งให้มากที่สุด เพราะเราจะทำให้พ่อกังวลไม่ได้<br />
ต่อหน้าเราจะทำเป็นเข้มแข็งมาก มีสติตลอดเวลา แต่ร้องไห้คนเดียวทุกวันจริงๆ<br />
มันคิดไม่ออกว่าถ้าไม่มีเขาจะอยู่ได้ยังไง </p>
<p>ตอนแรกคุณพ่อไม่ยอมไปรักษาที่ต่างประเทศเนื่องจากค่าใช้จ่ายสูงมาก<br />
แต่ทั้งแม่และเราพยายามเกลี้ยกล่อมว่าเงินที่พ่อหามาก็ใช้ไปเถอะ  เงินมากแค่ไหนก็ไม่สามารถทดแทนชีวิตพ่อได้<br />
เสียเท่าไรก็คุ้ม สุดท้ายคุณพ่อตกลงไปรักษาตัวที่อเมริกา 3 เดือน ทำคีโมและฉายรังสีที่ศูนย์เฉพาะทางที่ดีที่สุดในโลกที่นึงเลยก็ว่าได้<br />
ตอนนี้ท่านกลับมารักษาตัวที่เมืองไทย อาการดีขึ้นแต่ก็ยังต้องตรวจเป็นระยะๆ</p>
<p>สำหรับเราผ่านเหตุการณ์นี้มาเหมือนพระเจ้าประทานโอกาสครั้งที่ 2 ให้เราใช้ชีวิตกับพ่ออีกครั้ง<br />
เรามีมุมมองที่ต่างไปจากเดิมจริงๆ เรารู้สึกเลยว่าอยากจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด<br />
อยากจะทำให้ท่านมีความสุขมากที่สุด<br />
ไม่รู้ว่าท่านจะอยู่กับเราได้ถึงเมื่อไร แต่ไม่อยากรู้สึกเสียดายที่เรายังไม่ได้ทำอะไรให้ท่านมากพอ </p>
<p>เราเริ่มมานึกทบทวนดู<br />
ไม่เคยสังเกตเห็นเลยว่านอกจากท่านจะเป็นนักธุรกิจที่ดีและพ่อที่ดีแล้ว ท่านยังเป็นสามีที่ดีมากจริงๆ<br />
พ่อจะคอยเอาเงินสดใส่กระเป๋าแม่ทุกวันเพื่อให้แม่มีเงินสดติดตัวตลอดเวลา<br />
พ่อจะอุ่นอาหารเช้าและชงกาแฟให้แม่ก่อนออกจากบ้านทุกวัน เพราะพ่อบอกว่าแม่ใช้เครื่องทำกาแฟไม่เป็น ถึงแม้มันจะเป็นเครื่องอัตโนมัติก็ตาม พ่อจะซื้อกับข้าว พาแม่ไปเยี่ยมคุณตาคุณยายทุกอาทิตย์<br />
พ่อจะเป็นคนวางแผนจัดการทุกอย่างเวลาเดินทางไปไหนเป็นครอบครัว<br />
เราเชื่อว่าแม่เป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลกจริงๆ</p>
<p>เพราะเราชินกับสิ่งที่พ่อทำ<br />
เราเลยแค่มองแต่ไม่ได้เห็นจริงๆ ว่าท่านทำอะไรให้แม่และเราบ้าง<br />
เหมือนเราสายตาสั้นมานาน<br />
เหตุการณ์ที่ผ่านมาครั้งนี้ทำให้เราได้ใส่แว่นและเห็นชัดสิ่งต่างๆ ที่ท่านทำทุกวันมากขึ้น เป็นโอกาสให้เราได้ตอบแทนและทำอะไรให้ท่านมีความสุขบ้าง ตอนนี้เราตัดสินใจเลือกเป็นเจ้าของธุรกิจเอง<br />
เริ่มธุรกิจสตาร์ทอัพอีคอมเมิร์ซแว่นตาแห่งแรกของไทย<br />
การเป็นสตาร์ทอัพย่อมต้องมีอุปสรรคนับไม่ถ้วนที่ต้องเผชิญอยู่ทุกวันๆ<br />
แต่เมื่อเราได้นึกถึงหน้าพ่อที่ยิ้มและภูมิใจทุกครั้งที่ท่านได้เห็นเราเจริญรอยตามท่านก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวหนึ่ง<br />
ก็ทำให้เรามีกำลังสู้ต่อไปได้<br />
แค่ทำให้ท่านรู้สึกมีความสุขและยิ้มได้เพิ่มอีกวัน ก็นับว่าเราได้ใช้โอกาสครั้งที่ 2 ให้มีคุณค่าเพิ่มขึ้นอีกวันแล้ว</p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1">ใครอยากเล่าเรื่องวันเปลี่ยนชีวิตของตัวเองบ้าง คลิกที่นี่เลย</a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/change-45/">วันที่ฉันรู้สึกว่าเกือบจะเสียพ่อไป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/change-45/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
