<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เขมสุดา ภักดีประพฤทธิ์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author258/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author258/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Tue, 17 Mar 2020 00:16:45 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>วันที่ฉันพบว่าตัวเองเติบโตขึ้นแล้ว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/change-43/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/change-43/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[เขมสุดา ภักดีประพฤทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 05 Nov 2016 10:21:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[a day that changed my life]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[วันเปลี่ยนชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[การเติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[ฟรีแลนซ์]]></category>
		<category><![CDATA[#adaythatchangedmylife]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/change-43/</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เธอต้องผ่อนคลายบ้างนะ เพราะเธอจริงจังกับชีวิตเหลือเกิน” คำพูดของเพื่อนชาวต่างชาติสะกิดให้ฉันหลุดออกจากบ่อน้ำตาและชามราเมนตรงหน้า ไม่มีใครเคยบอกฉันเลยว่าฉันเป็นคนจริงจัง ที่จริงแล้วฉันเองก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนจริงจัง ตั้งแต่เรียนหนังสือ จนจบมาทำงานประจำ แม้กระทั่งตอนที่ออกมาเป็นฟรีแลนซ์ ฉันรู้สึกว่าตัวเองก็แค่ล่องลอยไปวันๆ ใช่ ฉันมีความฝัน แต่ฉันไม่รู้จะทำให้มันเป็นจริงได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นฉันยังสับสน หลงทาง และหาความเป็นผู้ใหญ่ในตัวเองไม่เจอ ฉันหยุด แล้วคิด ฉันกลายเป็นคนจริงจังไปตั้งแต่เมื่อไหร่? ตั้งแต่รู้ว่าหลังชนฝา เงินที่เก็บออมมาถูกดึงมาใช้เป็นค่ากินอยู่จนเกือบหมดและไม่อาจบากหน้าไปขอเงินพ่อแม่ได้อีก หรือตอนที่รู้ว่าปริญญาและความรู้ที่แสนภูมิใจก็เป็นแค่กระดาษใบหนึ่งในบ้านเมืองที่ฉันเป็นได้แค่พลเมืองชั้นสอง หรือตอนที่เท้ากำลังจะก้าวขึ้นเครื่องบินเตรียมตัวพร้อมสำหรับการเดินทางที่แสนยาวนาน หรือตั้งแต่ตอนที่คิดว่าจะเป็นฟรีแลนซ์ไปตลอดชีวิต? ฉันเคยอยู่ในโลกเล็กๆ ที่มีฟองกันกระแทกชื่อว่า ครอบครัว มีที่ให้กลับไป มีข้าวให้กิน 3 มื้อ มีเตียงอุ่น หมอนนุ่ม เรียนจบมาจะได้ทำงานหรือไม่ได้ทำฉันก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรนัก จนกระทั่งโลกแห่งการทำงานน็อกฉันสลบเหมือนที่มันทำกับเด็กจบใหม่แทบทุกคน ฉันเปลี่ยนงานเร็วกว่าใครด้วยเหตุผลสารพัด จนอายุย่าง 25 ฉันยังไม่เคยทำงานได้เกินปีแม้แต่ที่เดียว แต่ทุกครั้งที่บ้านก็จะบอกว่า “ไม่เป็นไรนะ หางานใหม่ดีกว่า” จนอีกปีกว่าๆ ต่อมา เมื่อเห็นฉันปักใจกับการเป็นฟรีแลนซ์ไส้แห้ง งานอยู่ได้เดือนชนเดือน ด้วยความกังวลปนสงสาร พ่อกับแม่จึงยอมส่งฉันขึ้นเครื่องไปเรียนต่อภาษาอย่างที่ฉันอยากทำมานาน ด้วยเงื่อนไขว่า ค่ากินอยู่หลับนอนฉันจะต้องหาเอง ฉันออกเดินทางโดยที่เตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องเจองานหนักข้างหน้า แต่อีกใจก็ยังคาดหวังว่า ฉันอาจจะได้งานที่ดีกว่าเด็กเสิร์ฟร้านอาหารหรือเด็กโรงงาน ใช่สิ จะไปกลัวอะไร สอนภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ยากเสียหน่อย ปริญญาก็มี&#8230; ฉันไม่เคยประเมินอะไรต่ำไปขนาดนี้เลย&#8230; เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือกระหว่างศักดิ์ศรีกับปากท้อง ฉันยอมทิ้งศักดิ์ศรี แล้วยอมทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟควบกับงานในครัวอาหารทะเลของซูเปอร์มาร์เก็ต รวมทั้งงานแปลที่ยังรับผ่านอินเทอร์เน็ตอยู่ วันหนึ่งๆ ถ้าไม่นับเวลาเรียนตอนเช้าฉันก็แทบไม่ได้ไปไหนเลยนอกจากที่ทำงาน เลิกเรียน ปั่นจักรยาน 10 กิโลฯ ไปทำงานซูเปอร์มาร์เก็ตตอนบ่ายโมง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/change-43/">วันที่ฉันพบว่าตัวเองเติบโตขึ้นแล้ว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“เธอต้องผ่อนคลายบ้างนะ เพราะเธอจริงจังกับชีวิตเหลือเกิน”</p>
<p>คำพูดของเพื่อนชาวต่างชาติสะกิดให้ฉันหลุดออกจากบ่อน้ำตาและชามราเมนตรงหน้า</p>
<p>ไม่มีใครเคยบอกฉันเลยว่าฉันเป็นคนจริงจัง ที่จริงแล้วฉันเองก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนจริงจัง ตั้งแต่เรียนหนังสือ จนจบมาทำงานประจำ แม้กระทั่งตอนที่ออกมาเป็นฟรีแลนซ์ ฉันรู้สึกว่าตัวเองก็แค่ล่องลอยไปวันๆ ใช่ ฉันมีความฝัน แต่ฉันไม่รู้จะทำให้มันเป็นจริงได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นฉันยังสับสน หลงทาง และหาความเป็นผู้ใหญ่ในตัวเองไม่เจอ</p>
<p>ฉันหยุด แล้วคิด ฉันกลายเป็นคนจริงจังไปตั้งแต่เมื่อไหร่? ตั้งแต่รู้ว่าหลังชนฝา เงินที่เก็บออมมาถูกดึงมาใช้เป็นค่ากินอยู่จนเกือบหมดและไม่อาจบากหน้าไปขอเงินพ่อแม่ได้อีก หรือตอนที่รู้ว่าปริญญาและความรู้ที่แสนภูมิใจก็เป็นแค่กระดาษใบหนึ่งในบ้านเมืองที่ฉันเป็นได้แค่พลเมืองชั้นสอง หรือตอนที่เท้ากำลังจะก้าวขึ้นเครื่องบินเตรียมตัวพร้อมสำหรับการเดินทางที่แสนยาวนาน หรือตั้งแต่ตอนที่คิดว่าจะเป็นฟรีแลนซ์ไปตลอดชีวิต?</p>
<p>ฉันเคยอยู่ในโลกเล็กๆ ที่มีฟองกันกระแทกชื่อว่า ครอบครัว มีที่ให้กลับไป มีข้าวให้กิน 3 มื้อ มีเตียงอุ่น หมอนนุ่ม เรียนจบมาจะได้ทำงานหรือไม่ได้ทำฉันก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรนัก จนกระทั่งโลกแห่งการทำงานน็อกฉันสลบเหมือนที่มันทำกับเด็กจบใหม่แทบทุกคน ฉันเปลี่ยนงานเร็วกว่าใครด้วยเหตุผลสารพัด จนอายุย่าง 25 ฉันยังไม่เคยทำงานได้เกินปีแม้แต่ที่เดียว แต่ทุกครั้งที่บ้านก็จะบอกว่า “ไม่เป็นไรนะ หางานใหม่ดีกว่า”</p>
<p>จนอีกปีกว่าๆ ต่อมา เมื่อเห็นฉันปักใจกับการเป็นฟรีแลนซ์ไส้แห้ง งานอยู่ได้เดือนชนเดือน ด้วยความกังวลปนสงสาร พ่อกับแม่จึงยอมส่งฉันขึ้นเครื่องไปเรียนต่อภาษาอย่างที่ฉันอยากทำมานาน ด้วยเงื่อนไขว่า ค่ากินอยู่หลับนอนฉันจะต้องหาเอง ฉันออกเดินทางโดยที่เตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องเจองานหนักข้างหน้า แต่อีกใจก็ยังคาดหวังว่า ฉันอาจจะได้งานที่ดีกว่าเด็กเสิร์ฟร้านอาหารหรือเด็กโรงงาน ใช่สิ จะไปกลัวอะไร สอนภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ยากเสียหน่อย ปริญญาก็มี&#8230;</p>
<p>ฉันไม่เคยประเมินอะไรต่ำไปขนาดนี้เลย&#8230;</p>
<p>เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือกระหว่างศักดิ์ศรีกับปากท้อง ฉันยอมทิ้งศักดิ์ศรี แล้วยอมทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟควบกับงานในครัวอาหารทะเลของซูเปอร์มาร์เก็ต รวมทั้งงานแปลที่ยังรับผ่านอินเทอร์เน็ตอยู่ วันหนึ่งๆ ถ้าไม่นับเวลาเรียนตอนเช้าฉันก็แทบไม่ได้ไปไหนเลยนอกจากที่ทำงาน เลิกเรียน ปั่นจักรยาน 10 กิโลฯ ไปทำงานซูเปอร์มาร์เก็ตตอนบ่ายโมง พอบ่าย 4 ก็รีบกลับมาทั้งที่ตัวเหม็นกลิ่นปลาไปหมด เพื่อเข้าทำงานที่ร้านอาหารจีนต่อจนถึง 5 ทุ่ม จากนั้นจึงกลับมาทำงานแปล แล้วนอนตอนราวๆ ตี 1 ทั้งหมดที่ทำส่วนหนึ่งเพื่อปากท้อง อีกส่วนหนึ่งเพื่อให้ตัวเองไม่ฟุ้งซ่านจากการทะเลาะกับเพื่อนคนไทยที่สนิทด้วยในตอนนั้น</p>
<p>คำพูดของเพื่อนชาวต่างชาติ ทำให้ฉันเห็นตัวเองในมุมที่ต่างออกไป ความมั่นใจที่ฉันเคยมีค่อยๆ กลับมาหลังจากทำหล่นหายไปตามจำนวนงานที่ฉันเปลี่ยนหลังเรียนจบและจำนวนงานที่ถูกปฏิเสธหลังมาเรียนต่อ ใช่ ฉันกลายเป็นคนจริงจังเพราะฉันได้เรียนรู้แล้วว่าการทุ่มเทเพื่ออะไรสักอย่างเป็นอย่างไร เพราะฉันได้เรียนรู้แล้วว่าไม่มีอะไรได้มาโดยง่าย และโลกไม่ได้หมุนรอบตัวฉัน&#8230;</p>
<p>“เธอรู้ไหมว่าเธอน่ะเหมือนเป็นพี่สาวฉันเลย ฉันไม่เคยมีพี่สาวมาก่อน แต่ถ้าจะมี ฉันก็อยากให้เป็นแบบเธอ”</p>
<p>เท่านั้นเอง น้ำตาที่เมื่อกี้หยุดไปกลับมาไหลต่อเหมือนเขื่อนแตก&#8230; ฉันจำรสชาติราเมนวันนั้นไม่ได้ แต่จำความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นได้ ฉันเป็นน้องเล็กที่ไม่เคยเป็นผู้ใหญ่ในสายตาใครๆ ไม่ว่าฉันจะพยายามแค่ไหน&#8230; แต่ในวันนั้น ฉันได้เติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีคนไว้ใจ รับผิดชอบตัวเองได้ คำพูดของเธอทำให้ฉันรู้สึกตัวว่าตัวเองควรทำอะไร</p>
<p>จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ฉันไม่แปลกใจอีกแล้วเวลามีใครบอกว่าฉันเป็นคนจริงจัง แต่ฉันมีคำตอบแล้วว่าทำไมฉันถึงต้องจริงจัง ถ้าฉันไม่จริงจังในวันนั้นฉันคงไม่ได้เป็นอย่างที่เป็นในวันนี้ และฉันก็รักตัวเองในวันนี้เหลือเกิน&#8230;</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/change-43/">วันที่ฉันพบว่าตัวเองเติบโตขึ้นแล้ว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/change-43/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
