Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
“ร้านหนังสือคือสินทรัพย์ของชุมชน” คุยเรื่องการขายหนังสือในทศวรรษหน้ากับ Andrew Laties

“ร้านหนังสือคือสินทรัพย์ของชุมชน” คุยเรื่องการขายหนังสือในทศวรรษหน้ากับ Andrew Laties

27/10/2019
Culture & Entertainment
AUTHOR: สิโรตม์ จิระประยูร
SHARE:

 “So indie booksellers should welcome the arrival of plentiful e-Book. 

 We can expect to see renewed interest in book reading among public. 

 Physical books will find more buyers because the pleasure of owning,

 reading, and sharing these is different from the experience of

 perusing a restricted-access electronic display on a screen”

 นี่คือวลีเด็ดจากหนังสือ Rebel Bookseller ที่แต่งโดย Andrew Laties หรือแอนดี้ ชายที่นำสมัยและแหวกขนบที่สุดของการขายหนังสือและเป็นคำจำกัดความตัวเอ้ของคำว่า Rebel Bookseller คนขายหนังสือวิญญาณขบถเราสองคนพบกันเพราะหนังสือที่เขาเขียนเมื่อปี2005 ย่อหน้าภาษาอังกฤษข้างต้นกลั่นออกมาด้วยความมั่นใจและบันทึกความเชื่อตัวเองลงไปอย่างกล้าหาญแอนดี้เป็นผู้พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้เข้าใจหนังสือจะสามารถบอกความจริงแท้แม้ว่าจะก่อนกาลแค่ไหนก็ตาม

 เรากลับมามีโอกาสคุยกันอีกครั้งหลังจากผมเคยเชิญเขามาประเทศไทยเมื่อปี2011 เพราะหนังสือเล่มนี้ ในตอนนั้นเขามาแบ่งปันประสบการณ์เรื่องหนังสือและแลกเปลี่ยนความคิดเรื่องการขายหนังสือในทศวรรษหน้าจากผู้จัดการร้านหนังสือของ Eric Carle Museum ตอนนี้แอนดี้เปิดร้านหนังสือของตัวเองชื่อว่า Book & Puppet Co. ที่เมืองอีสตัน ในรัฐเพนซิลวาเนียสหรัฐอเมริกา

 

 ร้านหนังสือของแอนดี้คือร้านหนังสือเด็กและเยาวชนที่มีรูปแบบแหวกแนวที่สุด เพราะทั้งแอนดี้และรีเบกก้าคู่ชีวิต เป็นศิลปินที่ร้องและเล่นประกอบการเล่านิทานผ่านเครื่องดนตรีโดยเฉพาะการเล่าเรื่องผ่านหุ่นกระบอกที่เป็นพระเอกของร้านบางครั้งอาจเห็นแอนดี้เอาสายยางมาพันรอบตัวแล้วเดินไปมาทั่วร้านนั่นคือเครื่องดนตรีของเขาแน่นอนเด็กๆ ติดใจเขาไม่น้อยและคำว่า Rebel Bookseller ก็คือนิยามที่เขาเองเป็นคนจำกัดขึ้นมา

 แอนดี้เป็นคนเมืองโรเชสเตอร์ที่เรียกว่าอีกนิดเดียวก็ถึงน้ำตกไนแองการาข้ามไปเดินเล่นฝั่งแคนาดาได้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเขาอยู่ในวงการหนังสือ หากไม่นับช่วงเวลาเด็กที่ไปหาหนังสือเก่ามาขายเขาเคยมีร้านหนังสือทั้งที่นิวยอร์กและชิคาโก้ก่อนมาปักหลักเติบโตที่อีสตัน เพนซิลวาเนีย

 เช่นเดียวกับคนรักหนังสือส่วนใหญ่แอนดี้เติบโตมาในครอบครัวที่รักหนังสือ คุณพ่อของเขามักอนุญาตให้แอนดี้และพี่สาวเลือกหนังสือของตัวเองหนึ่งเล่มเวลาไปร้านหนังสือและหนังสือที่แอนดี้ชอบมากคือ Ant and Beeโดย Angela Banner ประสบการณ์ที่ดีเกี่ยวกับหนังสือและการเติบโตมากับหนังสือนั้นส่งผลต่อชีวิตคนขายหนังสือของเขามากซึ่งแอนดี้ได้บันทึกความทรงจำแสนดีนี้ไว้ที่ villagebooksblogs.typepad.com

 

 เมื่อถามว่าแล้วหนังสืออะไรในแต่ละช่วงวัยที่มีผลต่อชีวิตเขา แอนดี้บอกว่าเขามีลิสต์ที่หลากหลายมากแต่ที่ยังคงเป็น Top Best Reading Chart สำหรับเขาในแต่ละช่วงอายุคือ Where The Wild Things Are ของ Maurice Sendak ในวัยเยาว์เรื่องสั้นต่างๆ ของ Franz Kafka และ The Dispossessed ของ Ursula K. Le Guin ที่อ่านในช่วงวัยรุ่นและหนังสือที่มีผลในช่วงวัยปัจจุบันของเขาก็คือ Metaphors We Live by ของ George Lakoff

 

 ส่วนหนังสือที่เขาอ่านซ้ำไปซ้ำมาตลอดคือ Swallows and Amazons โดย Arthur Ransome และ The Count of Monte Cristo โดย Alexandre Dumas ทั้งสองเรื่องมีความน่าตื่นเต้นและไม่ว่าจะอ่านกี่ครั้งแอนดี้จะได้พบสิ่งใหม่ๆ จากหนังสือทั้งสองเล่มเสมอและไม่ได้แค่อ่านสำหรับแอนดี้การมีส่วนร่วมกับหนังสือเล่มนั้นๆ ทำให้การอ่านมีมิติมากกว่าเดิมดังนั้นเขาจะจินตนาการว่าเขาเป็นตัวละครตัวใดตัวหนึ่งในหนังสือเล่มนั้นและแน่นอนมันสร้างความสุขให้เขามากทีเดียว

 

 กลับมาที่เรื่องของการอ่านหรือให้ชัดคือวัฒนธรรมการอ่านแอนดี้บอกว่าทุกวันนี้แทบไม่มีความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมการอ่านของไทยหรือในสังคมอเมริกัน จากเดิมที่หนังสือและการอ่านเป็นเรื่องของชนชั้นสูงแต่เมื่อสังคมมีวิวัฒนาการ โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาจึงก่อให้เกิดการอ่านอันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของพื้นฐานการเข้าถึงความรู้

 เราพบว่าการอ่านได้รับการยอมรับและมีภาพลักษณ์ที่ดีเรื่อยมาจวบจนกระทั่งปัจจุบันที่การอ่านไม่ได้เป็นกิจกรรมสันทนาการเดียวในโลกเรามีกิจกรรมรูปแบบอื่นๆ มากมายที่พร้อมจะดึงเวลาของเราออกไปให้ห่างจากกิจกรรมสันทนาการเดิมเรื่อยๆและนี่เองที่ทำให้ความเป็นจริงของวัฒนธรรมการอ่านในโลกกำลังพบกับความท้าทายว่าทำยังไงหนังสือจะสามารถดึงดูดความสนใจจากเกมอินเทอร์เน็ตโซเลียลมีเดียและอื่นๆ อีกมากมายที่พร้อมจะพาเราให้ห่างจากหนังสือไปทุกวินาที

 อธิบายให้ชัดขึ้นทุกวันนี้ทุกคนอ่านหนังสือออกแต่ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะคนไม่อ่านหนังสือหรืออ่านหนังสือไม่ออกอีกแล้วการอ่านออกเขียนได้เป็นพื้นฐานสำคัญของมนุษย์มานานแล้วเพียงแต่คนไม่อ่านเท่านั้นไม่ใช่เพราะเบื่อแต่เพราะมีอย่างอื่นมาแย่งเวลาของเราไปต่างหากนี่เป็นโจทย์ใหญ่ให้คิดว่าเราควรตีโจทย์ของการอ่านใหม่ให้มีความเอ็นเตอร์เทนมากขึ้น อาจด้วยวิธีการเล่าเรื่องจากหนังสือผ่านตัวช่วยอย่างที่แอนดี้ใช้ เช่น หุ่นกระบอกและดนตรีเหล่าคนขายหนังสือคงต้องคิดให้ออกว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องทำก่อน-หลังเพื่อดึงคนให้เข้ามามีส่วนร่วมกับการอ่านมากขึ้น

 แล้วอะไรล่ะคือทางที่เหมาะสมในตอนนี้?จุดเริ่มต้นของคำตอบที่พอคาดเดาได้คือแอนดี้บอกว่า “ต้องเริ่มต้นการอ่านตั้งแต่อายุยังน้อย” นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่เราได้ยินกันบ่อยครั้ง และนั่นพิสูจน์แล้วว่ามันคือหัวใจของทั้งหมด แอนดี้เสริมว่าเมื่อโตขึ้น การมี Book Club จะช่วยรักษาระดับการอ่านของเยาวชนและผู้ใหญ่ให้คงกิจกรรมนี้ไว้ได้

 ส่วนตัวแอนดี้เขาเชื่อว่าเหล่าดาราคนดังทั้งหลายมีส่วนอย่างมากในการส่งเสริมการอ่านเพราะการมีใครสักคนที่ได้รับการยอมรับจากสังคมและเป็นผู้นำทางความคิดสามารถผลักดันพลังการอ่านออกมาได้แน่นอนว่าจะมีผลลัพธ์ถึงขนาดเปลี่ยนโฉมหน้าสังคมให้กลายเป็นสังคมการอ่านและการเรียนรู้อย่างแท้จริงได้เลยทีเดียว

 

 เราคุยกันเรื่องหนังสือเปลี่ยนชีวิตแอนดี้บอกว่า Banker to the Poor ของ Muhammad Yunus เป็นประหนึ่ง wake-up call ให้กับเขาเขามองโลกเปลี่ยนไปและมองโลกกว้างขึ้นการกลับไปเรียนปริญญาโททางด้าน International Community Economic Development ก็เกิดขึ้นจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยเช่นกัน

 แอนดี้คิดว่าหนังสือเป็นแหล่งความรู้และร้านหนังสือก็เป็นเหมือนสถาบันการศึกษาการที่คนเข้าร้านหนังสือเหมือนเข้าไปเลือกหาความรู้และแน่นอนว่ามันส่งผลเชิงบวกต่อสังคม

 ในมุมมองเรื่องจำนวนของร้านหนังสือผมถามเขาว่าคิดยังไงและวิธีการแบบไหนที่จะทำให้ร้านหนังสือสามารถขยายตัวไปได้มากกว่านี้แอนดี้บอกว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากคนในชุมชนไม่เห็นความสำคัญของการมีร้านหนังสือและถ้าเจ้าของพื้นที่ต่างๆ ไม่ได้มองร้านหนังสือเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างคุณค่าให้แค่ชุมชนหรือช่วยสร้างมูลค่าทางธุรกิจให้กับพื้นที่ในบริเวณนั้นๆ อย่างในอเมริกา การมีร้านหนังสือกลางชุมชนสะท้อนมูลค่าทางสังคมและส่งผลบวกแก่ชุมชนโดยรอบอย่างเห็นได้ชัดการเปิดร้านหนังสือในพื้นที่ที่ยอดเยี่ยมกลางเมืองอีสตันได้นั้นก็เพราะ Greater Easton Development Partnership องค์กรสนับสนุนด้านเศรษฐกิจท้องถิ่นเห็นว่าร้านหนังสือถือเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าของชุมชน

 ดังนั้นองค์กรนี้จึงได้เป็นตัวแทนพูดคุยกับเจ้าของพื้นที่และนั่นเป็นที่มาของ Book & Puppet Co. ทุกวันนี้ด้วยค่าเช่าที่ไม่แพงและการได้รับแรงสนับสนุนจากชุมชนแอนดี้หวังว่าเขาจะได้พื้นที่ในการขยายสาขาให้ครอบคลุมเมืองอีสตันเร็วๆ นี้

 การอ่านทำให้เราเข้าใจชุมชนร้านหนังสือสะท้อนภาพลักษณ์ของชุมชนและบ้านเมืองนั้นๆเราพ้นยุคแห่งการเอาชนะด้วยกำลังหากแต่ความรู้สามารถทำให้เราก้าวไปข้างหน้าก่อนคนอื่นความรู้จากหนังสือผ่านชุมชนที่เข้มแข็งและคนขายหนังสือที่เชี่ยวชาญเป็นส่วนผสมสำคัญของการมีสังคมที่ก้าวหน้าแน่นอนว่าเราไม่ควรฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่หนังสือ แต่อย่างน้อยการเปิดหนังสืออ่านสักนิดอาจช่วยให้ชีวิตและสังคมรอบๆ เปลี่ยนจากที่เคยเป็นก็เป็นได้

Tags:เราพบกันเพราะร้านหนังสือAndrew LatiesBook & Puppet Co.ร้านหนังสือ
Share :
Author
สิโรตม์ จิระประยูร
Photographer
-
การอ่านและทรงผมใครว่าไม่สำคัญ คุยกับ 'ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์' ผอ.กรุงเทพคริสเตียนฯ
Culture & Entertainmentการอ่านและทรงผมใครว่าไม่สำคัญ คุยกับ 'ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์' ผอ.กรุงเทพคริสเตียนฯนักเขียน : สิโรตม์ จิระประยูร
รู้จักหนังสือจะรู้จักคน เมื่อรู้จักคนก็รู้จักเมือง–กรกฎ ศรีวิกรม์
Culture & Entertainmentรู้จักหนังสือจะรู้จักคน เมื่อรู้จักคนก็รู้จักเมือง–กรกฎ ศรีวิกรม์นักเขียน : สิโรตม์ จิระประยูร
Paul Kenny ชายจากเมลเบิร์นผู้ได้เดินทางไปใน 60 ประเทศเพราะ 'หนังสือ'
Culture & EntertainmentPaul Kenny ชายจากเมลเบิร์นผู้ได้เดินทางไปใน 60 ประเทศเพราะ 'หนังสือ'นักเขียน : สิโรตม์ จิระประยูร