ในอดีตมีคนเรียกเขาว่า ‘ท้วมทระนง’บ้างก็เรียกย่อๆ ว่า ‘พี่ท้วม’เด็กหนุ่มร่างใหญ่กำยำแบกซูซาโฟนไว้บนไหล่เป็นเจ้าพ่อแถวหลังสุดของวงดุริยางค์โรงเรียนยามว่างกว่านั้นเขาจะหยิบกีตาร์เบสเข้าห้องซ้อมแล้วร่ายมนตร์เบสให้ดังตึบๆ กระแทกหัวใจเด็กหนุ่มวัยละอ่อน
สามสิบกว่าปีผ่านไปไวเหมือนโกหก วันนี้ ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ คือผู้อำนวยการโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย มีฉายาที่ใครๆ พร้อมใจกันยกให้ว่า ‘ผู้อำนวยการ–เกรียน’เจ้าของวิธีคิดแบบตีลังกาแหกทุกขนบที่เคยเป็นมา
ศุภกิจเริ่มต้นปี 2019 ด้วยการให้เด็กนักเรียนมัธยมปลายใส่ชุดไปรเวทมาเรียนได้อาทิตย์ละหนึ่งวัน เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนที่กล้าบอกว่า “ทรงผมใครว่าไม่สำคัญ” ศุภกิจแนะนำสิ่งที่เขาคิดให้เราเอาไปคิดต่อว่า ‘โรงเรียนแห่งความสุขคืออะไร’
สมัยยังเป็นครูผู้น้อยกว่านี้ศุภกิจทั้งผลักดันทั้งกระตุ้นเรื่องการอ่านให้แก่ครูและนักเรียนทั้งโรงเรียนตอนนั้นเขาบอกสั้นๆ ว่า “ถ้าครูไม่อ่านหนังสือไม่มีทางที่เด็กจะอ่านแน่นอนเราต้องกระตุ้นให้ครูหันมาอ่านหนังสือก่อนให้ได้ไม่งั้นเด็กจะมีแบบอย่างเรื่องของการอ่านจากที่ไหน และถ้าไม่อ่านเราจะไปสู่อนาคตกันได้อย่างไร” ผมเหลือบกลับไปมองเจ้าของคำพูดเต็มๆ ตาตอนนั้นแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่า ‘พี่ท้วมทระนง’อดีตมือเบสขาร็อก จะเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้และเป็นความคิดเรื่องการอ่านที่จี้ใจดำที่สุดที่ผมเคยได้ยินมา
หลายปีต่อมาศุภกิจยังคงเดินหน้าเรื่องการอ่านในโรงเรียนเขาเชิญนักเขียนหลายๆ ท่านไปโรงเรียนไปคุยกับน้องๆไปเล่าเรื่องการอ่านให้คณะครูฟังในวันประชุมครูก่อนเปิดเทอมและทุกๆ ปีศุภกิจจัดกิจกรรมเหล่านี้แทรกไว้เสมอแม้ว่าตัวเขาจะไม่ใช่ผู้อำนวยการก็ตามเพราะเรื่องการอ่านสำหรับเขาแล้วคือวาระสำคัญวาระหนึ่ง และด้วยเชื่อว่า ‘อนาคตสร้างได้ด้วยการอ่าน’
ไม่มานานนี้เราได้กลับมานั่งคุยกันอีกครั้งผมถามเขาถึงเรื่องการอ่านในมุมอื่นๆยิงคำถามแรกไปว่าความเห็นของเขาต่อเรื่องการอ่านยังเหมือนเดิมไหมแววตาเขาครุ่นคิดก่อนจะบอกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่ที่เพิ่มเติมคือ “เรายังไม่รู้จักวิธีการนำเอาความรู้จากหนังสือไปใช้งานให้ตรงกับชีวิต” เขาย้ำต่อว่าหลายปีผ่านไปการรณรงค์การอ่านเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอเพราะมันเหมือนข้อสอบถูก-ผิดเท่านั้นแต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ เราได้อะไรจากการอ่านและเราเอาผลที่ได้ไปใช้งานได้อย่างไร
ศุภกิจบอกว่าหลายคนอ่านหนังสือมากมายแต่ไม่รู้จักวิธีคิดต่อ เขาบอกว่าการรณรงค์เรื่องการอ่านเป็นเพียงครึ่งเดียวแต่อีกครึ่งเราไม่เคยพูดถึงความเป็นรูปธรรมกันเลย ทั้งที่เรื่องนี้มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นั่นคือการวิเคราะห์คิดต่อและนำไปใช้
ผมถามเขาต่อว่าเราสอนให้คนคิดได้เหรอคราวนี้เขาตอบทันที “ได้สิเราต้องค่อยๆ บอกเขาค่อยๆ แนะเขาไปเรื่อยๆ” ศุภกิจเสริมต่อว่า “สิ่งที่ดีมากทุกวันนี้คือการมีเพจหรือช่องทางที่รีวิวหนังสือมากมาย การมีหนังสือมากมายในห้องสมุดและท้องตลาด ในความเป็นจริงมันยากเกินกว่าที่เราจะเลือกเองหรือรู้จักหนังสือทุกเล่มการมีรีวิวเป็นตัวช่วยให้เรารู้จักหนังสือได้ง่ายขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพจรีวิวที่แนะนำหนังสือพร้อมสอดแทรกวิธีคิดหรือสิ่งที่ได้จากหนังสือเล่มนั้นๆ นี่ไงเพียงเท่านี้เราก็มีแนวทางนำความรู้จากหนังสือไปคิดต่อว่า จากนี้ถ้าเราอ่านเราจะได้อะไรจากมันไปใช้กับชีวิตจริงได้บ้าง”
หากถามว่าคำถามสถานการณ์การอ่านหนังสือในบ้านเราน่าห่วงไหม เขาบอกว่าต้องแยกกัน เรื่องการอ่านเขามองว่าทิศทางดูดีขึ้นแต่เรื่องของการนำสิ่งที่ได้ไปคิด วิเคราะห์แล้วปรับใช้ ยังน่าเป็นห่วงและอีกประเด็นที่เขามองว่าน่าห่วงก็คือศุภกิจคิดว่าทุกวันนี้เรามีหนังสือออกมามากมายปกสวยงามชื่อเรื่องดีๆหนังสือดีๆ ที่นำมาแปลให้อ่านกันในเชิงปริมาณ แน่นอนเรามีหนังสือมากขึ้นและดูเหมือนเราก็มีคนอ่านเพิ่มขึ้นด้วยแต่เขาใช้คำว่า “หนังสือที่นำพาเราไปข้างหน้ายังน้อยเกินไปทุกวันนี้พี่เจอแต่หนังสือที่อ่านจบแล้วแต่ชีวิตไม่ได้ไปไหนต่อเพราะมันไม่มีอะไรในหนังสือเล่มนั้นเลย”ศุภกิจมองว่าเราต้องยอมรับก่อนว่า “หนังสือทุกเล่มไม่ใช่หนังสือที่ดีในโลกแห่งความเป็นจริง เรามีทั้งหนังสือที่ดีและหนังสือที่ไม่ควรผลิตออกมาเพราะมันเปลืองกระดาษเปลืองทรัพยากร” บางทีเราเองนั่นแหละที่ไปสร้างภาพให้หนังสือแบกภาระของการเป็น intellectual image มากเกินไป
ผมวกกลับมาที่การอ่านของเขาตอนนี้ศุภกิจอยู่ในช่วงสุดท้ายของการทำปริญญาเอกเขาเล่าด้วยน้ำเสียงเหนื่อยๆ แต่ยังเต็มเปี่ยมด้วยพลังว่า “ตอนนี้อ่านหนังสือเรียนเยอะว่ะ” การได้กลับมาเรียนเพิ่มเติมมันให้เขาได้กลับมาตั้งหลัก think & rethink อะไรใหม่ๆหรือทบทวนเรื่องเดิมซ้ำอีกครั้งหนึ่งหลักคิดทางด้านการพัฒนาการศึกษาคือหมวดหนังสือที่เขาอ่านหรือหนังสือที่อ่านเสริม เช่นหนังสือของนักสร้างสรรค์ด้านการศึกษาอย่าง Ken Robinson เรื่อง Creative Schools: The Grassroots Revolution That’s Transforming Education (เขียนร่วมกับ Lou Aronica) หรือ Out of Our Minds: Learning to be Creative ผมถามว่าเขาชอบอะไรในหนังสือของโรบินสัน ศุภกิจตอบว่า “Creativity is everything.”

แม้ว่าบุคลิกภายนอกจะเต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจและทำอะไรนอกกรอบเสมอๆแต่ศุภกิจก็เป็นแฟมิลี่แมนคนหนึ่ง “มีหนังสือที่ภรรยาให้อ่านอีกเขาจะคอยหาอะไรดีๆ แล้วเอามาแนะนำให้เราอ่านเสมอๆไม่อ่านก็ไม่ได้”หนังสือที่คู่ชีวิตเลือกมาให้อ่านก็อย่างเช่น How Children Succeed: Grit, Curiosity, and the Hidden Power of Character (เลี้ยงให้รุ่ง : ปฏิวัติการเรียนรู้ผ่านการสร้างลักษณะนิสัยสู่ความสำเร็จ) ของ Paul Tough หรือ Dangerous Mind (แสบ) หนังสือจากนักเขียนไต้หวัน Hou Wen Yung เขาอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังสือว่าเดิมเราเชื่อว่าผลลัพธ์ของการวัดผลด้วยการสอบจะนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตอนาคตแต่ถ้าบอกว่าเราเชื่อในสิ่งที่ผิดมาตลอดล่ะนี่คือแนวคิดที่มาของหนังสือHow Children Succeed หนึ่งในหนังสือที่ให้แนวทางแก่เขาหรืออย่างในDangerous Mindที่อธิบายถึงสิ่งที่เด็กคนหนึ่งต้องเจอภายใต้คำจำกัดความว่า ‘สถานศึกษาเป็นเพียงทัณฑสถานจองจำความคิดสร้างสรรค์’
ศุภกิจให้ความสำคัญกับเรื่องความคิดสร้างสรรค์ และเขาเชื่อว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อคนนั้นมีความสุขได้ทำในสิ่งที่เป็นตัวตนได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในแนวทางของสังคมที่ไม่เปลี่ยนตัวตนของเขา

ผมถามว่าอิทธิพลของความคิดเหล่านี้ใช่ไหมที่ทำให้ทุกวันนี้เราได้เห็น ‘การแต่งไปรเวทมาโรงเรียนอาทิตย์ละวัน’แบบที่ศุภกิจบอกว่าอยากแต่งอะไรก็แต่งมาอะไรควร-ไม่ควรให้เด็กๆ ตกลงกันเองหรือในบทสัมภาษณ์เขาเคยบอกว่า “บางคนไว้ผมสั้นมันน่าเกลียดจริงๆ นะ” งั้นก็ไว้ผมยาวจะได้มั่นใจในตัวเองหรือช่วงที่กระแสเรื่องการแต่งไปรเวทดังอยู่บนทุกสื่อเมื่อนักข่าวถามว่าตกลงจะยังแต่งอยู่ไหมผู้อำนวยการโรงเรียนอย่างศุภกิจตอบออกมาเรียบๆ ว่า “ผมขอปรึกษาเด็กๆ ดูก่อน” ประโยคสั้นๆ แต่มันสะท้อนว่าเขาอยู่กันแบบไหนและความสุขที่ช่วยกันสร้างมันมีค่ามากเพียงใดหรือในวันเปิดเทอมที่ผอ.อย่างเขาออกมาร้องเพลงแรปต้อนรับเด็กๆเขาบอกว่าสิ่งที่ได้จากหนังสือเหล่านี้คือเรื่องของหัวใจในการสื่อสารเราต้องไม่คิดแบบผู้ใหญ่เพื่อสื่อสารกับเด็กเราต้องคิดแบบคนวัยเดียวกันต้องฟังเขาต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน
ผมถามเขาว่าเรียกได้ไหมว่านี่คือ ‘หนังสือเปลี่ยนชีวิตเขา’ศุภกิจยิ้มกว้างพร้อมตอบว่า “ไม่ปฏิเสธ” เขาบอกว่านี่คือหนังสือที่เขาวนเวียนใช้แทบทุกวันไม่นับพระคัมภีร์ที่ต้องอ่านทุกวันเพราะจิตใจของเราสมควรได้รับการชำระเพื่อให้ทุกๆ วันดำเนินไปด้วยความหมายในเรื่องของงานและชีวิตความเป็นครูถ้าวันไหนติดอะไรก็จะกลับมาเปิดอ่านอีกรอบ
หนังสือที่เขาเวียนอ่านประจำยังมีอีกหลายเล่มเช่น Punished by Rewards โดย Alfie Kohn, Becoming an Effective Mentoring Leaderโดย William J. Rothwell และ Dr. Peter Chee, Teach Like Finland โดย Timothy D. Walker, Getting to Yes หนังสือคลาสสิกโดย Roger Fisher, William Ury และBruce Patton
เล่มที่ยืนพื้นหลักเรื่องงานคือ Educational Planning: Strategic, Tactical, Operationalโดย Roger Kaufman, Jerry Herman และ Kathi Watters, Management Principles for Christian Schools โดย James W. Deuink, Employee Training & Developmentโดย Raymond A. Noe
ส่วนเล่มนี้ Democratic Education: A Beginning of a Story โดย Yaacov Hecht ศุภกิจบอกว่าเขากำลังเอาแนวคิดจากหนังสือมาปรับใช้กับระบบของโรงเรียนอยู่, คนฉลาดแสร้งโง่ของนักเขียนไทยอย่าง อธิคมสวัสดิญาณ, Finnish Lessons 2.0 โดย Pasi Sahlberg ก็เป็นหนังสือเกี่ยวกับหลักการด้านการศึกษาที่เขาชอบมากอีกเล่ม, Are You Smart Enough to Work at Google โดย William Poundstone ก็เป็นอีกเล่มที่ทำให้เขาคิดว่าเด็กนักเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ จะเรียนอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว
เขาบอกว่าแรงบันดาลใจของการเริ่มโครงการส่งดาวเทียมอวกาศของโรงเรียนก็มาจากหนังสือเล่มนี้แม้ว่าโครงการจะมีมูลค่าหลายสิบล้านบาทแต่สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่งานด้านวิทยาศาสตร์แต่เด็กจะได้เรียนรู้ถึงองค์ความรู้แขนงอื่นๆ ที่อยู่นอกห้องเรียนเด็กจะได้เข้าใจว่าการออกแบบดาวเทียมสักดวงนั้นประกอบด้วยอะไรบ้างงานออกแบบมาเกี่ยวข้องอย่างไรและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ จำเป็นแค่ไหนโครงการนี้เป็นโครงการที่กระตุ้นให้เด็กๆ เริ่มมองหาความรู้ที่ไม่มีในหลักสูตรหรือถ้ามีก็แค่ไม่กี่บรรทัด และเขาเชื่อว่าผลที่ได้จะคุ้มค่ามาก
เล่มสุดท้ายที่ถือว่าเป็นปฐมบทของการคิดนอกกรอบ นำพาโรงเรียนที่เขารักและตัวเขามาจุดนี้ได้คือCreative Schoolsของโรบินสัน เพราะอย่างที่บอก ความคิดสร้างสรรค์คือทุกสิ่ง และมันเกิดเองไม่ได้หน้าที่ของโรงเรียนคือการสร้างคนเพราะฉะนั้นหน้าที่ของครูอย่างเขาคือทำอย่างไรให้ผลผลิตที่ได้มีประสิทธิภาพสูงสุดในแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของนักเรียนแต่ละคนเขาย้ำว่าโรงเรียนต้องสร้างคนและเตรียมเด็กๆ สำหรับโลกภายนอกที่กว้างขึ้น โรงเรียนต้องสอนให้เด็กรู้จักฟังและลงมือทำให้เป็น
อีกหนึ่งโครงการที่เริ่มแล้วสำหรับโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยคือ การยกเลิกการแบ่งสายการเรียนมัธยมปลายออกเป็นสายวิทย์สายศิลป์ศุภกิจบอกว่าเด็กไม่ได้มีความสนใจและความถนัดอยู่เพียงแค่นี้และการเรียนแบบกว้างๆมันไม่เพียงพอเราต้องช่วยให้เด็กที่มีความสนใจพิเศษได้เจาะลึกในความรู้นั้นๆ มากขึ้นเราเพิ่มหลักสูตรเรียนทำอาหารหลักสูตรเรียนการเป็นเจ้าของกิจการหลักสูตรการออกแบบและอื่นๆ อีกมากมายเขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เด็กเข้าใจตัวเองมากขึ้นและเลือกเส้นทางแห่งอนาคตตามแบบฉบับที่เป็นเขาจริงๆ มากกว่าต้องไปเสียเวลากับสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน
ศุภกิจย้ำตอนท้ายว่า “เขาได้อะไรๆ เยอะจากการอ่าน” และลูกสาวฝาแฝดทั้งสองคนตอนนี้ก็ทำเพจรีวิวหนังสือชื่อว่า Eng Ink รีวิวหนังสือภาษาอังกฤษศุภกิจบอกว่าครอบครัวเขาเลือกที่จะมีหนังสือเป็นเครื่องมือสื่อสารและเชื่อมเวลาของทุกคนเข้าด้วยกัน
สามสิบปีที่แล้วเราอาจนึกฝันอยากให้ครู John Keating แห่ง Dead Poets Society มีตัวตนจริงๆผมเชื่อว่าคุณครูคีตทิ่งเป็นครูในฝันของพวกเราหลายคนวันนี้ผมมองเห็นคุณครูคีตทิ่งในตัวศุภกิจ
คนหนึ่งคือตัวละครในขณะที่อีกคนคือครูจริงๆแต่สิ่งที่สองคนนี้เหมือนกันคือการที่เขาบอกเด็กๆ ทุกวันว่า “Make your lives extraordinary.”





