“เฟิร์บ ฉันรู้แล้วว่าวันนี้เราจะทำอะไรกัน”
ใครเป็นเด็กที่ชอบดูการ์ตูนตอนเช้าวันหยุดคงคุ้นหูกับประโยคนี้อย่างดี Phineas and Ferb คือซีรีส์แอนิเมชันตลก ออกอากาศทางโทรทัศน์ของอเมริกาเป็นครั้งแรกปี 2007 ทางดิสนีย์แชนแนล มีทั้งหมด 4 ซีซัน และออกอากาศครั้งสุดท้ายปี 2015 รวมทั้งสิ้น 126 ตอน
แต่ละตอนเราจะได้ดูวันหยุดช่วงปิดเทอมของสองพี่น้อง (ต่างพ่อ) อย่าง Phineas Flynn พี่ชายหัวสามเหลี่ยม ผู้มีไอเดียสร้างสิ่งประดิษฐ์ตลอดเวลา เคียงคู่กับ Ferb Fletcher น้องชายอินโทรเวิร์ต และมี Candace Flynn พี่สาวที่จ้องจะเปิดโปงความซุกซุนของสองเกลอให้แม่รู้ แต่ก็ทำไม่เคยสำเร็จ!
สาเหตุที่ฟีเนียสกับเฟิร์บสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่สวนหลังบ้านมีเหตุผลเดียว คือเมืองที่พวกเขาอยู่นั้นแล้งไร้และน่าเบื่อเกินไปสำหรับเด็ก-วัยค้นหาโลก แต่ด้วยความบังเอิญ ทุกครั้งสิ่งประดิษฐ์ของสองพี่น้องมักไปแก้เผ็ด Inators สิ่งประดิษฐ์ของ ดร.ดูเฟนชเมิร์ตซ์ เสมอ
ในวันอันแสนน่าเบื่อ ฟีเนียสกับเฟิร์บเลือกที่จะฉกฉวยวันเวลา หรือภาษาอังกฤษใช้คำว่า Seize the day หรือ Carpe Diem ในภาษาละติน คือทำชีวิตทุกวันให้มีความหมาย จินตนาการสร้างสิ่งประดิษฐ์ล้ำๆ แต่แคนเดซพี่สาวก็จ้องจะฟ้องแม่ และแม่ก็ไม่ทันเห็นทุกครั้งไป
เชื่อว่าทุกคนที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ วันหยุดที่ได้หยุดพักจริงๆ แทบจะไม่มี หรือมีอยู่น้อย พอถึงวันหยุดก็ไม่อยากทำอะไร อยากอยู่แบบสงบ ซึ่งไม่ผิด แต่ควรตรวจสอบสักหน่อยว่าความสงบนั้นได้กลายเป็นความเบื่อแล้วหรือยัง-เบื่อสังคม เบื่อชีวิต รู้สึกเฉยชาจนไม่อยากลุกขึ้นมาทำให้ชีวิตแต่ละวันมีความหมายเลย

คอลัมน์ a better day ชวนไปสำรวจเรื่องราววายป่วงของซีรีส์ Phineas and Ferb กัน ถ้าผู้อ่านอ่านแล้วรู้สึกไม่อยากจ่อมอยู่กับความน่าเบื่อและอยากหาอะไรสนุกทำ หรือเริ่มต้น Seize the day ในแบบของตัวเอง นั่นถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง
เอ้าร้องพร้อมกัน
“There’s a 104 days in summer vacation and school comes along just to end it”
น่ารักกับคนรอบข้าง
ฟีเนียสเป็นคนช่างคิดช่างพูด ผิดกับน้องชายอย่างเฟิร์บ ฝรั่งบางคนถึงกับรำคาญคาแรกเตอร์ฟีเนียสเลยก็ว่าได้ แต่นิสัยหนึ่งที่สองพี่น้องมีเหมือนกันคือความน่ารักที่มีต่อคนรอบข้าง ความใส่ใจคือความน่ารักอย่างหนึ่ง
ตอนนั้นคือ Dude, We’re Getting the Band Back Together ซีซัน 1 หลายคนบอกว่านี่เป็นหนึ่งในตอนที่น่าประทับใจที่สุด เพราะมีเนื้อหากินใจคนวัยผู้ใหญ่ สะท้อนมุมมองเรื่องความสัมพันธ์และความฝันได้อย่างดี
เรื่องโดยย่อคือ ลินดา (แม่) และ ลอว์เรนซ์ (พ่อ-แท้ๆ ของเฟิร์บ) ทะเลาะและงอนกันนิดหน่อย เพราะพ่อดันลืมวันครบรอบแต่งงาน ลอว์เรนซ์รู้สึกผิดและรู้สึกว่าตัวเองเป็นสามีที่ไม่เอาไหน ฟีเนียสเห็นอย่างนั้นจึงคิดหาวิธีให้พ่อแม่กลับมาดีกันเหมือนเดิม
พ่อเล่าให้ฟีเนียสกับเฟิร์บฟังว่า ในอดีตจุดที่ทำให้แม่ตกลงเป็นแฟนกับพ่อ คือฉากจูบแรกในคอนเสิร์ตของวงร็อกจากยุค 80s ที่ชื่อ Love Händel แต่ปัจจุบันวงนี้แตกวงไปแล้วกว่า 20 ปี และสมาชิกต่างแยกย้ายไปใช้ชีวิตของตัวเอง
ฟีเนียสกับเฟิร์บจึงสร้างเวทีคอนเสิร์ตยักษ์ที่หลังบ้าน ด้วยหวังว่าจะเชิญวงดนตรีโปรดของพ่อแม่มาเล่นเป็นกาวสมานใจ พวกเขาออกเดินทางตามหาอดีตร็อกสตาร์ทั้ง 3 คน ซึ่งผู้ใหญ่ 3 คนนี้ก็สะท้อนมุมขมขื่นของผู้ใหญ่ที่หมดไฟและทิ้งความฝันได้อย่างดี

Danny นักร้องนำ ปัจจุบันเปิดร้านซักแห้ง Bobbi มือเบส ปัจจุบันกลายเป็นเจ้าของร้านเสริมสวย Swampy มือกลอง ปัจจุบันทำงานในโรงงานหมากฝรั่ง ทีนี้พอจะไปชวนจะก็ต้องมีไม้เด็ดกันหน่อย ฟีเนียสกับเฟิร์บร้องเพลงชวน (ฮา) ฟีเนียสกับเฟิร์บร้องเพลง History of Rock เพื่อบอกแดนนี่ว่าดนตรียังอยู่ในตัวเขา ร้องเพลง Fabulous กับบ็อบบี้ เพื่อบอกว่าความหล่อเป๊ะกับวิถีร็อกสตาร์ไปด้วยกันได้ และไปชวน Swampy ตีกลองตามจังหวะสายพานในโรงงาน เพื่อบอกว่าจังหวะดนตรีไม่เคยหายไปจากตัวเขาเลย
ท้ายที่สุด วง Love Händel กลับมารวมตัวเล่นเพลง You Snuck Your Way Right Into My Heart บนเวทีหลังบ้าน ลินดาและลอว์เรนซ์ได้เต้นรำและจูบกันอีกครั้งท่ามกลางน้ำตาและความประทับใจ
มีผู้ใหญ่มากมายในโลกแล้งไร้ใบนี้ที่ละทิ้งความฝันแล้วใช้ชีวิตอยู่กับความจริง ครั้นจะกลับไปจุดไฟนั้นให้โชนอีกรอบไม่ใช่เรื่องง่าย คนที่น่าชื่นชมคือฟีเนียสกับเฟิร์บที่เป็นเด็กน่ารักอยากเป็นกาวใจให้พ่อแม่ ทั้งยังเชื่อมั่นในตัวของอดีตร็อกสตาร์ และชวนหวนคืนเล่นดนตรีด้วยกันอีกครั้ง
ใช่หรือไม่ว่า เป็นคนน่ารักย่อมดีกว่าเป็นคนไม่น่ารัก
อย่าปล่อยให้ความเบื่อหน่ายอยู่กับเรานาน
ทุกครั้ง เรื่องจะเริ่มต้นที่สองพี่น้องนั่งอยู่ใต้เงาไม้ด้วยอาการเบื่อหน่าย ด้วยว่าเมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่นั้นไร้ชีวิตชีวา แถมนี่ก็เป็นวันหยุดยาวช่วงปิดเทอม ซึ่งสำหรับเด็ก ถ้าไม่มีเพื่อนบ้านติดกันมาเล่นด้วยกัน การไม่ได้ไปโรงเรียนมีค่าเท่ากับถูกขังอยู่บ้าน ซึ่งน่าเบื่อสุดๆ ไปเลย
พอมีอาการเบื่อ ฟีเนียสก็จะมีไอเดียอยากประดิษฐ์ข้าวของล้ำๆ อยู่เสมอ ตอนแรกที่ฉายทางโทรทัศน์ในปี 2007 ด้วยความเบื่อหน่าย ฟีเนียสชวนน้องชายสร้างโรลเลอร์โคสเตอร์ที่เจ๋งที่สุดในโลก ซึ่งสามารถวิ่งทะลุผ่านตึก ผ่านลาวาไปโผล่ที่ปารีส และร่อนออกไปนอกอวกาศได้ คือท้าชนกฎฟิสิกส์ทุกข้อ

ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ดร.ดูเฟนชเมิร์ตซ์ พยายามใช้สิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า Magnetism Inator หรือ เครื่องยิงลำแสงแม่เหล็ก เพื่อดึงดูดเงิน ซึ่งเป็นโลหะ มาให้ตัวเองเยอะๆ เจ้าหน้าที่พี หรือ Perry ตุ่นปากเป็ดจึงได้รับมอบหมายให้ไปจัดการกับ ดร.ดูเฟนชเมิร์ตซ์
แคนเดซพี่สาวผู้สนใจแต่เรื่องตัวเองและแฟนหนุ่ม มาเห็นฟีเนียสกับเฟิร์บสร้างโรลเลอร์โคสเตอร์ที่สวนหลังบ้านก็ปรี๊ดแตก ง้างรอเวลาฟ้องแม่ (Linda Flynn-Fletcher) ถึงความดื้อแพ่งของเจ้าสองคนนั้นให้ได้

แคนเดซ: ฟีเนียส นี่มันอะไรกันเนี่ย
ฟีเนียส: โรเลอร์โคสเตอร์ไง เธอชอบไหม
แคนเดซ: อ๋อ ฉันจะไปฟ้องแม่ค่ะ ให้แม่รู้ว่าพวกนายสองคนทำบ้าอะไรกัน พวกนายโดนแน่ เจอดีแน่!
หนนั้น (อันที่จริงทุกครั้ง) พอแคนเดซเดินไปฟ้องแม่แล้วลากไปดูกลับไม่พบอะไรเลย เห็นแต่ลูกชายสองคนนั่งอยู่ที่สวนหลังบ้านคล้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตัดไปที่ฟีเนียสกับเฟิร์บ สองคนนั้นสนุกสนานมาก เพราะได้คิด ได้เล่น และได้ทำสิ่งประดิษฐ์ที่พาพวกเขาไปสถานที่ต่างๆ เช่น ไปยุคโดโนเสาร์ ไปดวงจันทร์ ทะลุมิติ เข้าไปในร่างกายมนุษย์ ฯลฯ เรียกว่าจัดการความเบื่อได้อยู่หมัด

เราเข้าใจกันในข้อนี้ดีอยู่แล้วว่า ทุกคืนวันผ่านพ้นไปเหมือนเดิมซ้ำๆ ทำงาน กลับบ้าน ดูหนังไปแล้ว 1,000 เรื่อง แต่คล้ายสิ่งเหล่านั้นไม่สร้างความรู้สึกตื่นเต้น ประทับใจ หรือความทรงจำอะไรบางอย่าง อาการเบื่อจะมาเคาะประตูเรียกทันที ซึ่งบางคนอาจจะชอบความน่าเบื่อเพราะอยากพัก
แต่ถ้าเมื่อไรที่ความเบื่ออยู่กับเรานานเกินไปจนลุกลามเป็นเบื่อชีวิต เบื่อสังคม จนไม่อยากลุกออกไปทำอะไร อย่างน้อยควรหาทำอะไรที่สร้างแรงบันดาลใจ เป้าหมายที่อยากไปถึง หรือเรื่องที่ทำแล้วมีความสุขชวนให้แววตาเปล่งประกาย
ยิ่งจมอยู่กับอาการเบื่อมากเท่าไร มันยิ่งนำพามาซึ่งความขี้เกียจ หงุดหงิด และขาดความสนใจใคร่รู้
เป้าหมายและแรงบันดาลใจต่างหากที่ทำให้เราอยากลุกขึ้นมาทำบางอย่าง เพื่อที่แต่ละวันจะผ่านไปอย่างมีความหมาย

วันหนึ่งฤดูร้อนก็ต้องจบลง
Last Day of Summer คือตอนอวสานของซีรีส์แอนิเมชัน Phineas and Ferb ฉายทางโทรทัศน์ วันที่ 12 มิถุนายน 2015 เราเชื่อว่าใครที่ติดตามดูชีวิตครอบครัวนี้มาอย่างยาวนานอาจเสียน้ำตา
วันนั้นเป็นวันสุดท้ายของฤดูร้อนอันยาวนาน เช่นเคย ฟีเนียสกับเฟิร์บมีไอเดียสร้างสิ่งประดิษฐ์สไลเดอร์ยักษ์ที่มีพลาสมา เพื่อเล่นให้มันสุดเหวี่ยงส่งท้ายวันหยุด แคนเดซรู้สึกสิ้นหวังมาก เพราะตลอด 103 วันที่ผ่านมา เธอไม่เคยฟ้องแม่สำเร็จเลยสักครั้ง วันนี้เป็นโอกาสสุดท้ายของเธอ
ฝั่ง ดร.ดูเฟนชเมิร์ตซ์ ประดิษฐ์ Do-Over-Inator หรือเครื่องย้อนเวลา แล้วอีท่าไหนก็ไม่ทราบ แคนเดซดันไปกดปุ่มให้เครื่องทำงาน ทำให้เวลาถูกรีเซตกลับไปเป็นเช้าวันสุดท้ายของปิดเทอมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ความxิบหายคือ ทุกครั้งที่เวลารีเซต มิติจะกลืนกินสิ่งของ ผู้คน และวันในอดีตหายไปทีละวัน จนกระทั่ง ฟีเนียสกับเฟิร์บถูกจักรวาลลบหายไป ทำให้ไม่มีใครจำพวกเขาทั้งสองคนได้เลย ยกเว้นแคนเดซและ ดร.ดูเฟนชเมิร์ตซ์ เรื่องน้ำตารื้นคืออะไรรู้ไหม แคนเดซพบว่าเมื่อไม่มีน้องชาย โลกของเธอกลับว่างเปล่าและไร้สีสัน ขณะเดียวกัน ดร.ดูเฟนชเมิร์ตซ์ ผู้ซึ่งเป็นตัวร้ายมาทั้งเรื่อง เพราะปมในอดีตที่ฝังใจ นานวันเข้าเขาก็ตระหนักได้ว่า การพยายามเอาชนะหรือการยึดติดกับปมในอดีตมันไร้สาระ เมื่อเทียบกับความสุขของวาเนสซา (ลูกสาว) จึงตัดสินใจเลิกไปรังควานคนอื่น
แคนเดซพยายามแก้ไขสิ่งที่ทำผิดพลาดด้วยการร่วมมือกับ ดร.ดูเฟนชเมิร์ตซ์ และตุ่นปากเป็ด เพื่อแก้ไขมิติเวลาและดึงน้องชายทั้งสองกลับมา
แคนเดซ: พี่เป็นห่วงเกือบตาย! คิดว่าจะไม่ได้เจอกับพวกนายอีกแล้ว พี่ไม่ได้สนใจเรื่องฟ้องแม่แล้ว พี่แค่ต้องการน้องชายของพี่กลับมา

การมีอยู่ของฟีเนียสกับเฟิร์บแม้จะวายป่วงชวนใจหายใจคว่ำไปสักหน่อย แต่ถึงที่สุด น้องๆ หายไปจริงๆ แคสเดซถึงได้รู้ว่าการมีอยู่ของน้องชาย-คนสำคัญ คือความสุขอย่างหนึ่งในชีวิตของเธอ คล้ายว่าเธอตระหนักได้ว่าถ้าโลกนี้ไม่มีน้องชายผู้สร้างความวุ่นวาย โลกของเธอมันจะแห้งแล้ง ไร้สีสัน และไร้ความหมายขนาดไหน
และนี่คือบทสนทนาตอนแคนเดซทะลุมิติไปช่วยน้องทั้งสองของเธอ
แคนเดซ: ฟิเนียส! เฟิร์บ! พวกนายไม่เป็นไรใช่ไหม
ฟีเนียส: แคนเดซเหรอ พี่มาทำอะไรที่นี่น่ะ
แคนเดซ: ฉันมาช่วยพวกนายไง โลกมันกำลังรีเซต แล้วทุกอย่างก็กำลังหายไป เราต้องออกไปจากที่นี่
ฟีเนียส: จะไปยังไงล่ะ ที่นี่มันไม่มีอะไรเลย ไม่มีเวลา ไม่มีมิติ ไม่มีอุปกรณ์ พวกเราสร้างอะไรไม่ได้หรอกถ้าไม่มีอุปกรณ์ ฉันไม่รู้แล้วว่าวันนี้พวกเราจะทำอะไรกัน
แคนเดซ: ตลอดฤดูร้อนพวกนายสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นไปไม่ได้มาตลอดนะ พวกนายต้องทำได้สิ ดูนี่สิ ฉันยังเก็บไอ้นี่ไว้อยู่เลย
สิ่งนั้นคือสายรัดข้อมือที่มีพวงกุญแจหัวฟีเนียส ที่ฟีเนียสกับเฟิร์บประดิษฐ์ไว้ให้แคนเดซใช้กดเรียกส่งสัญญาณหาน้องๆ ได้ตลอดเวลา ซึ่งในตอนแรก แคนเดซกลับมองว่ามันน่ารำคาญและไร้สาระ ฟีเนียสกับเฟิร์บจึงใช้สายรัดข้อมือนี้มาร่วมมือกับสิ่งประดิษฐ์ของ ดร.ดูเฟนชเมิร์ตซ์ ดัดแปลงจนกลายเป็นเครื่องมือที่พาพวกเขาทะลุมิติกินเวลาข้ามกลับมายังโลกปัจจุบันได้สำเร็จ
และแล้ว วันพรุ่งนี้โรงเรียนก็กำลังจะเปิด ฤดูร้อนอันยาวนานต้องจบลง ดร.ดูเฟนชเมิร์ตซ์ เริ่มต้นชีวิตใหม่ ตุ่นปากเป็ด หลังปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นก็กลับมาทำหน้าที่เป็นสัตว์เลี้ยงไร้เดียงสาในครอบครัวฟลินน์-เฟลตเชอร์เหมือนเดิม
ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ฟีเนียสพูดกับน้องของเขาว่า
“ขอบใจนะเฟิร์บ สำหรับฤดูร้อนที่ดีที่สุดในชีวิต”
เว็บอ้างอิง
https://www.imdb.com/title/tt0852863/
https://criticallytouched.wordpress.com/2017/08/17/phineas-and-ferb-was-formula-storytelling-at-its-finest/
https://en.wikipedia.org/wiki/Rollercoaster_(Phineas_and_Ferb)
https://www.youtube.com/watch?v=r9BQAkmZaiY
https://tvtropes.org/pmwiki/pmwiki.php/Funny/PhineasAndFerbSeason3
https://www.imdb.com/title/tt1255367/
https://phineasandferb.fandom.com/wiki/Curtain_Call/Time_Spent_Together




