คลี่สมุดบันทึกของ ชล วิชัยดิษฐ ผู้ตระเวนสเก็ตช์ภาพดาวและธรรมชาติรอบตัว

จดบันทึกคล้ายเป็นกิจกรรมนั่งจับเข่าคุยกับคนในกระจก จดทุกวันก็เหมือนได้คุยกันทุกวัน 

บ้างมองเป็นภาชนะเปล่าๆ ใช้ชีวิตวันใดแล้วอารมณ์หม่นเทาก็แร่ระบายลงบนสมุดบันทึก ไม่เฉพาะโมเมนต์แย่ร้าย หากแต่จังหวะดีๆ หรือบทสนทนาสำคัญกับผู้คนที่พบเจอ ก็จดบันทึกเก็บไว้ ต่อยืดอายุให้ความทรงจำนั้นไม่หล่นหายไปในกาลเวลา

สำหรับ ‘ชล วิชัยดิษฐ’ อดีต product designer ผู้ผันตัวมาเป็นนักดูดาวและจดบันทึกสิ่งที่พบเจอ เขาว่าการจดบันทึกทำให้มีคำถาม สังเกตสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่อง และถึงที่สุด เมื่อผูกพันกับสิ่งที่บันทึก ความรู้สึกว่าอยากจะรักษาสิ่งนั้นจะก่อตัวอยู่ในใจ

“มีคนเคยบอกว่าเมื่อไหร่ที่เราเปิดสมุดบันทึกเล่มเก่า เราจะเห็นภาพ เรื่องราวและความรู้สึกมากมายที่ซ่อนอยู่ในนั้น มาครบทั้งรูป รส กลิ่น เสียง” ชลว่าไว้บนเฟซบุ๊ก

  ตั้งแต่สายแรกที่ยกหูคุยกัน เราสัมผัสได้ว่าสมุดบันทึกเป็นคล้ายของรักของหวงสำหรับชล แทนที่จะเอาเล่มจริงฝากขนส่งมาสักเจ้า เขาเอ่ยปากถามวันว่างของพวกเราแล้วขับรถเอาเล่มจริง มาให้ถ่ายภาพด้วยตัวเองถึงออฟฟิศ a day และไม่ได้เอามาแค่เล่มเดียว แต่ขนมา 1 ลัง กองรวมกันเป็นสิบเล่ม
ทุกเล่ม เขาบันทึกธรรมชาติที่พบเห็นในแต่ละวัน ตั้งแต่สิ่งชิดใกล้ระดับสายตามองเห็นได้อย่าง ต้นไม้ ดอกไม้ นก ฯลฯ ไปจนถึงวัตถุไกลโพ้นอย่าง ก้อนเมฆ ดวงดาว หลุมบนดวงจันทร์ เห็นภาพจริงด้วยตาเนื้อแล้วบอกเลยว่าไม่ใช่เล่นๆ 

จากสมุดบันทึกเล่มแรกจนถึงวันนี้ ชลจดบันทึกมาได้ 20 ปีพอดี จึงถือโอกาสชวนเขามาแชร์ประสบการณ์ และเทคนิคการจดบันทึกที่ผู้อ่านสามารถทำตามได้ รวมถึงบทเรียนสำคัญที่ได้จากการจดบันทึก

หวังว่าเรื่องระหว่างบรรทัดของ ‘สมุดบันทึก’ กับ ‘ผู้จดบันทึก’ ใน Ep.1 จะทำให้ทุกคนอยากลุกขึ้นไปหยิบสมุดใกล้ตัวแล้วจดบันทึกอะไรบางอย่างลงไป บางอย่างที่อยากระบาย อยากจดจำ หรืออยากได้คำตอบ 

ขอเชิญเปิดสมุดบันทึกของชลไปพร้อมกัน

จดบันทึก 101

  • ฝึกสังเกตทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัว สงสัยในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และตั้งคำถามให้เป็นนิสัย สกิลนี้ใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิต ไม่เฉพาะสำหรับจดบันทึก
  • ก่อนลงมือจดบันทึกหรือสเกตช์ ควรใช้เวลาสั้นๆ ตรวจสอบอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองสักเล็กน้อย เพื่อเช็กว่าสภาพจิตใจเป็นอย่างไร แฮปปี้ลิงโลด หัวเสีย โกรธเคือง หรือรู้สึกเป็นคล้ายวันฟ้าครึ้ม ส่วนจะอยากหาสาเหตุหรือไม่ก็สุดแล้วแต่
  • เมื่อสเกตช์เสร็จแล้ว ชลแนะนำให้ใส่ข้อมูลกำกับไว้ในหน้าเดียวกันให้ละเอียด วัน เวลา สถานที่ บรรยากาศตอนนั้นเป็นอย่างไร มองเห็นอะไรบ้าง ได้กลิ่นอะไรบ้าง วันหน้าฟ้าเปลี่ยนย้อนกลับมาดูแล้วจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ทั้งเรื่องรอบตัว กระทั่งเรื่องตัวเอง

สองเวลาน่าจดบันทึก

เดาไว้ทีแรก เขาคงตอบทำนองว่า แนะนำให้ตื่นเช้ามาเดินรับไอแดดแล้วจิบกาแฟให้สดชื่น ระหว่างนั้นค่อยลงมือสเกตช์และจดบันทึก หรือไม่ก็ตอนมืดค่ำก่อนหัวถึงหมอนแล้วค่อยจดบันทึก แต่ผิดคาด สำหรับชลเขาจะบันทึกก็ต่อเมื่อ

“เห็นอะไรประหลาดๆ (หัวเราะ) เฮ้ย มันมีอย่างนี้ด้วยเหรอ มันจะมีสองแบบนะ หนึ่ง สิ่งที่เราเห็นเป็นสิ่งใหม่ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน”

“เช่นวันก่อนมีผึ้งไม่รู้มาจากไหนมาเกาะที่กิ่งไม้ในบ้านเป็นยวงเลย เราเห็นก็พอรู้ว่ามันมาเกาะพัก แต่ขอวาดเก็บไว้หน่อย เพราะแปลกตาดี เสร็จแล้วผมก็ไปหาข้อมูลว่ามันคือผึ้งอะไร มาเกาะพักจริงหรือมีเหตุผลอื่น ครั้งก่อนมันพักแค่ 3 – 4 วันก็ไป แต่นี่เกาะพักยาวจะสองอาทิตย์แล้ว”

“สอง เป็นการติดตามว่าสิ่งสิ่งนั้นมีการเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า อย่างทุกวันนี้ ผมสังเกตท้องฟ้าแล้วก็วาดด้วยสีน้ำ ท้องฟ้ามันเปลี่ยนทุกวัน เราก็เรียนรู้ท้องฟ้า เรียนรู้เมฆ ทุกวันตอนบ่ายโมงกับสามโมง ผมจะออกมานั่งสังเกตแล้วบันทึกประมาณ 10 นาที อย่างวันนี้ฝนตกตอนเช้า แต่ตอนนี้แดดออก เมฆบนฟ้าก็เปลี่ยน ทำไมมันถึงเปลี่ยน ที่เห็นอยู่คือเมฆอะไร มีคำถามเยอะ”

อุปกรณ์จดบันทึก

  • กล่องเครื่องเขียน
  • iPad Pro
  • คลิปหนีบกระดาษ
  • สีน้ำพกพก 
  • ปากกาพู่กันสีน้ำ
  • ไฟฉาย (กรณีไปจดบันทึกในที่อับแสง)
  • ตัวและหัวใจ

เสน่ห์คนละแบบ

อุปกรณ์ที่ชลใช้วาดและจดบันทึกมีอยู่สองแบบ คือเล่มจริง กับ iPad Pro
โดยนิสัย เขามักพกเล่มจริงไว้กับตัวเองเสมอ มองเห็นอะไรแปลกตาก็คว้าขึ้นมาวาดและจดบันทึก ส่วน iPad ซึ่งมีแสงสว่างในตัวเอง ข้อดีคือ บางครั้งเดินทางไปสถานที่ไร้ไฟฟ้าส่องถึงก็ไม่เป็นปัญหา หรืออย่างน้อย ใช้ฝึกฝีมือการวาดให้ดีขึ้น ด้วยว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้นผิดแล้วลบได้นับอนันต์ 

ใครถนัดเล่มจริงหรือใน iPad ก็ตามแต่สะดวกมือ เพราะอย่างที่บอก เสน่ห์มันคนละแบบ

“iPad จะเร็วกว่า สมมติออกไปดูดาวตอนกลางคืนแสงน้อย แต่เรายังวาดได้สะดวก ฉะนั้นมันจะไม่มีปัญหาว่าต้องเซตไฟแล้ววาดลงสมุดบันทึก เราแค่ปลดล็อก iPad แล้วก็วาดได้เลย แต่ข้อเสียคือ มันพลิกไปพลิกมาเหมือนเล่มจริงไม่ได้ พกพาก็ไม่ค่อยสะดวก แล้วแต่ถนัดครับ เสน่ห์มันคนละแบบ”

ไม่ว่าจะเล่มจริง หรือ iPad จดบันทึกด้วยเครื่องมือไหนก็ (ดูรวมๆ แล้ว) มีเสน่ห์

บันทึกแต่พอดี

‘พอดี’ เป็นคำบ่งบอกปริมาณ ไม่มีมาตรฐานสากลคนใช้ร่วมกัน คำว่าพอดีของแต่ละคนจึงไม่เคยเท่ากัน 

สำหรับชล สมุดบันทึก ‘ขนาดที่พอดี’ เหมาะมั่นจับถนัดมือ คือ ไซซ์ A6 กว้าง 6 ซม. ยาว 14 ซม. เขาว่าพกพาสะดวก ไม่เกะกะเป็นภาระหนักกระเป๋า

สมุดบันทึกยี่ห้อที่เขาชอบคือ talents มี 80 หน้า ราคา 247 บาท ที่ชอบเพราะเนื้อกระดาษดี ไม่ขาวซีดเหมือนกระดาษ A4 สีจะขาวอมเหลือง ไปได้ทั้งขีดเขียนและลงสีน้ำ แถมราคาสบายกระเป๋า

นอกจากขนาดที่พอดี สำหรับการจดบันทึก ชลว่า ‘ช่วงเวลาที่พอดี’ ก็สำคัญเช่นกัน ถ้าไม่กำหนดเวลาที่แน่นอนแล้วปล่อยไหล จะเสียเวลาไปทำกิจกรรมอย่างอื่น ชลแนะนำว่าใช้เวลาจดบันทึก 10 นาทีกำลังดี ไม่ควรน้อยกว่าหรือมากกว่านั้น

“ทุกครั้งที่จดบันทึก เราอย่าไปใช้เวลามาก เอาแค่ 10 นาทีก็พอ เพราะว่าเราจะทำได้ทุกวัน โดยที่ไม่รู้สึกว่าเป็นภาระ ถ้าเมื่อไหร่ที่ต้องไปนั่งจดบันทึกอยู่เป็นชั่วโมง อันนั้นมากไป สู้ทำน้อย แต่ทำแบบสม่ำเสมอดีกว่า”

สำหรับคนยุคนี้ 10 นาทีคงไม่นานไปใช่ไหม

เล็ก is more

คล้ายจอมยุทธ์ นักจดบันทึกมักพกอาวุธไว้แนบกายเสมอ ชลก็เป็นเช่นนั้น

เมื่อต้องออกไปข้างนอก นอกจากสมุดบันทึกขนาด A6 เขาจะพกสีน้ำ ปากกาพู่กันสีน้ำ และ ‘สมุดบันทึกเล่มเล็ก’ ติดตัวไปด้วยทุกครั้ง สมุดบันทึกเล่มเล็กของชลมีขนาดใหญ่กว่า Air Pods เล็กน้อย

อุปกรณ์ 3 – 4 ชิ้นที่ว่ามา ล้วนมีขนาดกะทัดรัด พกพาสะดวก หย่อนใส่กระเป๋ากางเกงก็ไม่รู้สึกเป็นภาระ แต่คำถามคือ ในเมื่อพกสมุดบันทึกขนาด A6 อยู่แล้ว ทำไมต้องพกสมุดบันทึกเล่มเล็กอีก

ทั้งสองแบบต่างมีข้อดีของตัวเอง แต่ด้วยเนื้อที่ที่มากกว่า สมุดบันทึก ไซซ์ A6 จึงบันทึกข้อมูลได้เยอะกว่า ละเอียดกว่า ขณะที่สมุดบันทึกเล่มเล็กนั้นเหมาะสำหรับชั่วขณะที่แค่อยากแวะสเกตช์เร็วๆ แล้วไปจัดการธุระอีกล้านอย่างต่อ 

และด้วยเนื้อที่อันจำกัด แง่หนึ่งมันบังคับให้เราจดบันทึกเฉพาะข้อมูลที่คิดว่าสำคัญจริงๆ

“สมุดเล่มจิ๋ว เราจะพกไปไหนมาไหนก็ได้ ไม่เป็นภาระ แถมราคาก็ไม่ได้แพง และจบเร็ว เพราะเนื้อที่น้อย พอเนื้อที่มีน้อย เราก็ไม่สามารถบันทึกทั้งหมดที่เห็นลงไปได้ สมมติว่าผมไปเจอต้นไม้ต้นหนึ่ง ผมจะเลือกบันทึกแค่ดอกไม้ คือเราต้องตัดความไม่จำเป็นออกไปให้หมด เลือกบันทึกเฉพาะสิ่งสำคัญ”

อย่างน้อยที่สุด สมุดบันทึกคล้ายช่วยให้เราฝึกประเมินความสำคัญกับทุกสิ่งที่เข้ามากระทบ อะไรสำคัญก็บันทึกไว้ อะไรปล่อยผ่านได้ก็ปล่อย และเมื่อผ่านไปหลายปี ย้อนกลับมาดูสิ่งที่บันทึกไว้ในอดีต เดี๋ยวดูๆ ไปมันพอจะเห็นว่าที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญกับอะไร และเมินเฉยกับอะไร 

แล้ววันนี้วัยนี้ ยังคิดแบบเดียวกับตอนนั้นอยู่หรือไม่

บันทึกธรรมชาติ

ชลเริ่มสนใจธรรมชาติมาตั้งแต่เมื่อไหร่

ถ้านับตั้งแต่ดูดาวก็ราว 20 ปีที่แล้ว เขาคือ product designer ที่มีความสนใจในธรรมชาติอยู่ในเนื้อตัว แต่ฝีมือการวาด ชลบอกว่าตอนนั้นยังทำได้ไม่ดี (มากเท่าตอนนี้) จุดเปลี่ยนที่ทำให้เริ่มจดบันทึกจริงจังคือ เห็นคนอื่น บันทึกแล้วสวยละเอียดดี จึงขอลับฝีมือตัวเองดูสักตั้ง แต่นั้นจึงฝึกมือด้วยการวาดลง iPad มั่นใจแล้วค่อยลงสีไม้บนเล่มจริง ภาพแรกๆ ที่เขาซ้อมวาดใน iPad คือดอกบัว

“ถ้าเป็นบันทึกธรรมชาติ ผมพยายามจะเขียนบันทึกทุกวัน”

สำหรับบางคน คำว่า ‘ทุกวัน’ คล้ายเป็นยาขม แต่ค่าที่เขาเป็นคนเอาจริง บันทึกและวาดอย่างสม่ำเสมอ รู้ตัวอักทีสมุดบันทึกธรรมชาติก็มีอยู่เต็มไปหมดแล้ว เขาบันทึกทุกอย่างที่ขวางหน้า ต้นไม้ ใบไม้ หนอน นก แมลง แมว ควาย ป่า ภูเขา ทะเล ฯลฯ

อย่างน้อย ถ้ามีคนเดินมาถามว่าดอกไม้งามตรงนั้นชื่อว่าอะไร เขาอาจให้คำตอบได้มากกว่าคนอื่น

ว่ากันตามตรง ยุคนี้คนหันหน้าหาธรรมชาติมากขึ้น ไปวิ่ง แคมป์ปิ้ง เดินป่า ฯลฯ จุดร่วมของกิจกรรมที่ว่าคือการเอาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางสีเขียว เพียงเพื่อขนพลังงานและประสบการณ์ดีๆ กลับบ้าน เช่นนั้นแล้วทำไมต้องแบ่งเวลามาจดสิ่งเหล่านั้นลงสมุดบันทึกอีก ดื่มด่ำไม่ดีกว่าหรือ คำถามนี้ชลคิดเห็นอย่างไร

“กระบวนการสังเกตและจดบันทึกเป็นวิธีสร้างความรู้ของคนมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่าจะดาว นก หรือทุกเรื่องรอบตัวเรา มันอาศัยการสังเกตและจดบันทึกหมดเลย ถ้าทำไปเรื่อยๆ มันจะเกิด connection ถ้าบันทึกธรรมชาติบ่อยๆ เราจะผูกพันกับธรรมชาติ อยากรักษามันไว้ ไม่อยากสูญเสียมันไป”

ชลตั้งข้อสังเกตว่าชีวิตคนกรุงฯ กำลังลืมธรรมชาติ ตั้งแต่เช้านั่งรถไฟฟ้า เข้าออฟฟิศ ทำงาน เสร็จแล้วก็กลับคอนโด สีเขียวของต้นไม้แทบมองไม่เห็น เมื่อมองไม่เห็นกระบวนการสังเกตก็ไม่เกิด เมื่อไม่สังเกตก็ไม่เกิดคำถาม เมื่อไม่เกิดคำถามเราก็จะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย

ไม่แน่ใจว่าด่วนสรุปไปไหม ถ้าคุณเป็นคนชอบเที่ยวท่ามกลางธรรมชาติ คุณควรช่วยกันรักษามันไว้ด้วย ในแบบที่ทุกคนทำได้ ถ้าการสังเกตและจดบันทึกทำให้เกิดความผูกพันได้จริง ไปเที่ยวป่าเที่ยวเขารอบหน้า อย่าลืมบันทึกมาฝากกัน

บันทึกท้องฟ้า

ท้องฟ้าหรือดวงดาว ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ทำไมต้องแยกมาอีกหัวข้อ

ยิ่งคุยกับชล เรายิ่งพบว่าการบันทึกดาวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ง่ายทั้งในเชิงเทคนิคและความรู้ของผู้จดบันทึก แหงนมองฟ้าเราทุกคนเห็นดาวเหมือนกัน แต่มีน้อยคนที่พอเห็นแล้วสามารถชี้นิ้วบอกคนข้างๆ ได้ว่า ดาวที่เรียงตัวแบบนั้นมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร จะโผล่มาให้เห็นในฤกษ์ยามไหนบ้าง ฉะนั้นถ้าคิดจะบันทึกดาว โดยไฟต์บังคับ ควรมีความรู้เรื่องดาวด้วย

ชลเริ่มจดบันทึกและสเกตช์ดาวหนแรกในปี 2006 เหตุการณ์ในวันนั้นคือ ชลกับเพื่อนเดินทางไปที่อ่างเก็บน้ำคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อลองอุปกรณ์ เพื่อนทดสอบกล้องดูดาวดอปโซเนียน 10 นิ้วที่ทำเอง ส่วนชลตั้งใจว่าจะหัดใช้เมาส์แบบอีควอเทอเรียลที่เพิ่งซื้อมา 

ชั่วขณะหนึ่งระหว่างนั้น เขาเห็นดาวบนฟ้าแล้วคว้าสมุดบันทึกขึ้นมาจดอะไรบางอย่างลงไป

สิ่งที่เขาบันทึกไว้บนกระดาษแผ่นนั้นคือ MR80 eyepeice 25mm (MR80 คือกล้องดูดาว ขนาดเลนส์ 80 มม. ส่วน eyepiece คือเลนส์ตา ขนาด 25 มม.) ต่ำลงมาอีกมีจุดเล็กบ้างใหญ่บ้างประมาณ 20 – 30 จุด ทางซ้ายมือมีลูกศรชี้ระบุตัวอักษร N 

ดูจากรูปผู้อ่านพอเดาได้ไหมว่าคือดาวอะไร

แม้เป็นคนชอบดูดาวและมีกลุ่มแก๊งที่ไปด้วยกันบ่อย แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเริ่มบันทึกดาวจริงจังขึ้น คือหลังจากที่เขาลาออกจากตำแหน่ง Asia Regional Design Support ที่สิงคโปร์ เมื่อ 7 – 8 ปีก่อน หลังจากไม่ต้องรับผิดชอบงานประจำ ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง เขาถูกชักชวนให้ไปเขียนและสเกตช์รูปดาว เพื่อนำมาตีพิมพ์เป็นหนังสือที่ภายหลังมีชื่อว่า ‘เทห์ฟ้า อัศจรรย์’ ซึ่งเขาใช้เวลา 6 ปีเต็ม กับการตระเวนสเกตช์ดาวทั่วประเทศไทย

“ที่มันใช้เวลานานถึง 6 ปี เพราะผมใช้วิธีดูแล้ววาด ไม่ใช่ถ่ายรูปแล้วมาวาด หมายความว่ารูปดาวที่เห็นในหนังสือเล่มนี้ (เทห์ฟ้า อัศจรรย์) ผมดูดาวจากกล้องดูดาวแล้วก็วาดลงกระดาษสดๆ เดี๋ยวนั้น ตัวผมจะนั่งอยู่ที่กล้องดูดาวแล้วก็จะมีไฟสีแดงส่องเพื่อสเกตช์ออกมา”

“สเกตช์วัตถุบนฟ้ามันค่อนข้างยาก เนื่องจากภาพถ่ายให้ความจริงที่ต่างออกไป แล้วสายตามนุษย์ดูได้ไม่ละเอียดเท่ากล้องดูดาวอยู่แล้ว ถ้าอยากให้คนอื่นเห็นภาพแบบเดียวกับที่เราเห็นจากกล้องดูดาว วิธีเดียวคือต้องสเกตช์ออกมา มันถึงใช้เวลายาวนานมาก”

วันที่เจอกัน ชลแบกหนังสือ เทห์ฟ้า อัศจรรย์ ติดตัวมาด้วย นี่เป็นหนังสือคู่มือดูดาวที่ละเอียดและมหัศจรรย์มาก ว่ากันตามตรง เราแทบไม่เห็นหนังสือแนวนี้ในเมืองไทยมาก่อน แง่ข้อมูลยังพอมีให้อ่าน (ในภาษาอังกฤษ) อยู่บ้าง แต่ชลบอกว่าปัญหาคือ คนที่สเกตช์ภาพดาวมีน้อยมากในบ้านเรา

“บ้านเรามีหนังสือเกี่ยวกับดวงดาวที่เป็นภาษาไทยน้อยมาก มีแต่ของฝรั่ง ถ้าผมอยากได้มาอ่าน ผมจะไปคิโนะฯ สิงคโปร์ เล่มไหนน่าสนใจค่อยซื้อกลับมา ช่วงหลายสิบปีก่อน เรื่องดูดาวเป็นความสนใจที่แคบมาก ต่อมาพอมีเว็บบอร์ด คนถึงเริ่มเอาสิ่งที่ตัวเองสนใจมาแชร์กันมากขึ้น แล้วก็เกิดเป็นกลุ่มก้อนขึ้นมา”

“อย่าว่าแต่สมุดบันทึก หนังสือเกี่ยวกับการดูดาวบ้านเราแทบไม่มีเลย เท่าที่เห็นคือมีแต่คนถ่ายรูป คนสเกตช์ออกมาได้ผมว่ามีน้อยมาก จริงๆ ผมมีสมุดบันทึกดาวเยอะนะครับ แต่บางเล่มยกให้หอจดหมายเหตุดาราศาสตร์ (NARU) ที่เชียงใหม่ไปแล้ว”

เฉลยคำตอบที่ถามทิ้งไว้ สิ่งที่ชลสังเกตและลงมือสเกตช์เอาไว้ตั้งแต่ 20 ปีที่แล้วคือ ‘ดาวลูกไก่’

สิ่ง / สมุดบันทึก / สอน

ถ้าอยู่ๆ มีคนมาถามว่า 1 เดือนที่แล้ว คุณไปเจอใครมาบ้าง ไปกินข้าวที่ไหนบ่อยสุด โทรคุยกับแม่ที่ต่างจังหวัดไปกี่หน คุยอะไรกันบ้าง เชื่อว่าน้อยคนที่จะจดจำรายละเอียดเล็กน้อยเหล่านั้นได้

เพราะใช่หรือไม่ว่า ในแต่ละวันที่ผ่านไปมีเรื่องราวแปลกใหม่เวียนวนเข้ามาเสมอ โดยอัตโนมัติ สมองเราจะเคลียร์ข้อมูลที่ไม่สำคัญออกไป หลงเหลือก็แต่เพียงเหตุการณ์สำคัญ อย่างเช่นว่า อกหัก รักเบ่งบาน สอบติดคณะในฝัน ออกรถคันใหม่ เข้าพิธีวิวาห์ ฯลฯ

มีคนเคยบอกว่าเหตุการณ์ใหญ่ๆ ในชีวิตจะมอบบทเรียนอะไรบางอย่างให้เราเสมอ

นั่นเป็นเรื่องจริง แต่หลังจากที่ได้พูดคุยกับนักจดบันทึกคนนี้ เราว่าเรื่องธรรมดาๆ ที่เจอในชีวิตประจำวัน ก็มีส่วนหล่อหลอมความคิด นิสัย และตัวตนของคนคนหนึ่งได้มากเกินจินตนาการ

“นักดาราศาสตร์ชาวแคนาดาบอกว่า การสังเกตแล้วไม่จดบันทึกไม่ถือว่าเป็นการสังเกต สังเกตแล้วเราควรจดบันทึกเก็บไว้ด้วย เพราะถ้าไม่บันทึก เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าสิ่งสิ่งหนึ่ง เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เกิดอะไรขึ้นในครั้งที่แล้ว นี่เป็นสกิลพื้นฐานของนักดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์เลยล่ะ เผลอๆ ศิลปิน นักวาดรูปก็ทำ”

“พอเราจดบันทึกบ่อยๆ เดี๋ยวจะมีคำถามตามมาเอง บางทีคำตอบไม่สำคัญเท่าคำถามนะ คำตอบคือจุดสิ้นสุด แต่ถ้ามีคำถาม เราจะไปต่อได้ คำถามทำให้เราเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ”

ต้นไม้ ดอกไม้ วิว สัตว์ หรือกระทั่งผู้คน ล้วนเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และเกิดอย่างเงียบเชียบ ไม่ป่าวประกาศ สิ่งต่างๆ เคยเป็นอย่างไรในอดีต ถ้าไม่บันทึกไว้จะไม่มีทางมองเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นเลย เพราะเราจะไม่มีอะไรมาเปรียบเทียบ เช่นนั้นแล้วเราก็จะไม่มีคำถาม
สมุดบันทึกจึงเป็นคล้ายไทม์แมชชีนที่พาไปเผชิญกับสิ่งต่างๆ ที่เราเคยบันทึกไว้ในอดีต เผชิญอย่างตรงไปตรงมา ไม่บิดพริ้ว และสำหรับใครที่บันทึกความคิดของตัวเองลงไปในสมุดบันทึก  เมื่อใดก็ตามที่ย้อนกลับไปดูความคิดของตัวเอง ด้วยอยากรู้ว่าอดีตกับปัจจุบัน ตัวเองนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร 

เปิดสมุดบันทึกไปเล่มแรกๆ ที่ทำไว้เมื่อหลายปีก่อน เดี๋ยวจะเห็นเลยว่าคุณคนนั้นกับคุณคนนี้ ยังคิดเหมือนเดิม หรือกลายเป็นอื่นไปแล้ว ในหมายความว่าถ้าคุณบันทึกมายาวนานมากพอนะ ถ้าแค่ 5 วัน หรือ 10 วัน คุณอาจจะเปลี่ยนไปจริง แต่นั่นยังไม่ใช่ big change

“ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามในชีวิต ความต่อเนื่องสำคัญมาก ถ้าเอาภาพแรกๆ ที่ผมวาดกับภาพล่าสุดมาเทียบกัน สกิล ลายเส้นคนละเรื่อง บางทีคนมาเห็นเล่มล่าสุดของผมแล้วคิดว่ายาก แต่เขาไม่ได้มาดูเล่มแรกที่ผมทำ คนชอบพูดถึงพรสวรรค์ เกิดมาเก่งเลย ผมว่ามันไม่จริง คนมีพรสวรรค์เขามีความอดทนทำไปเรื่อยๆ ใครทำได้ต่อเนื่อง ผมถือว่านั่นคือพรสวรรค์”

“พอพูดถึงความต่อเนื่องแล้วผมนึกถึงหนังสือเจ้าชายน้อยที่เคยอ่าน หมาจิ้งจอกบอกว่าถ้าใช้เวลากับสิ่งใดมากๆ เราจะรู้สึกผูกพันกับสิ่งนั้น ตอนเจ้าชายน้อยมาโลก เขาบอกว่าดอกกุหลาบที่นี่สวยงาม แต่ไม่เหมือนกับดอกกุหลาบที่อยู่บนดาวเขาเลย นั่นเพราะว่าเจ้าชายน้อยผูกพันกับกุหลาบบนดาวที่เขาจากมามาก เขารักมันมาก ใช้เวลาดูแลมันทุกวัน ไม่ต่างกัน ดาวบนฟ้าเป็นคล้ายดอกกุหลาบสำหรับผม”

AUTHOR

PHOTOGRAPHER