ชีวิตเนิบๆ ในเมืองน่าน กับคำถามที่ว่า ‘อยู่เมืองนี้แล้วมันนานจริงไหม’

เป้าหมายของนักพเนจรส่วนใหญ่จะอยากไปไหนไกลกว่า น่านนคร

ในชีวิตอันแสนวุ่นวายคงมีสักวินาทีหนึ่งที่เราอยากเติมป่า หรือเติมความสงบ น่านเป็นตัวเลือกแรกของผม ผมเดินทางจากกรุงเทพมหานครสู่น่านนครเป็นครั้งแรก คงไม่หวังว่าเมืองเล็กๆ นี้จะช่วยเยียวยาผมจนหายเป็นปลิดทิ้ง แต่สภาพจิตใจที่ห่อเหี่ยวจากเมืองกรุง สู่ภูมิประเทศของภาคเหนือตอนบนที่โดนภูเขากอดทุกวัน คงช่วยทำให้ผมดีขึ้นไม่มากก็น้อย

ภาพจำเมืองเก่าแสนสงบที่ใช้ชีวิตเนิบๆ ผู้คนที่อยู่กันอย่างเป็นมิตร ผสมวัฒนธรรมล้านนาตะวันออกให้พอมีเสน่ห์ บวกกับความเรียบง่ายของธรรมชาติและขุนเขาที่เงียบสงัด ความรู้สึกของผมหลังจากได้มาเยือน มันคงเป็นแบบที่เขาว่าจริงๆ

เมืองที่โดนกอดด้วยภูเขาสลับซับซ้อน อากาศบนยอดดอยที่เย็นสบายเกือบทั้งปี ป่าไม้เขียวชะอุ่ม แอ่งราบลุ่มแม่น้ำตลอดทาง มีแม่น้ำน่านไหลผ่านทุกเส้นอำเภอ ผู้คนที่ใช้ชีวิตเนิบๆ ยิ่งถ้าฝนตกแทบจะไม่ต้องรีบร้อนอะไร ทั้งหมดทั้งมวลมันจึงทำให้ช่วงเวลาของผม ตอนที่อยู่ที่น่านมีแต่ความสบายใจ เหมือนได้อยู่ใน หลุมหลบภัยในเมืองแห่งภูเขา จนอยากมาอยู่นานๆ

หวังว่าบทความนี้จะทำให้คุณรู้สึกช้าลงสักหน่อย และค่อยๆ ก้าวไปพบเจอสิ่งน้อยๆ ที่ทำให้ยิ้มได้ในแต่ละวัน ดั่งเช่นความโรแมนติกของ ‘น่าน’ กับเรื่องเล่าภายในเมืองของผมในครั้งนี้ ความสงบที่ยาวนานนี้มันจะสอนอะไรผมบ้างนะ มาดูกัน

หรือเมืองน่านมันนาน เพราะตำนานรัก

ก้าวแรกที่ลงจากรถผมรู้สึกเหมือนกับว่า น่านหลุดวงโคจรจากความวุ่นวายจากภายนอก

จังหวะการใช้ชีวิตของคนเมืองที่เดินย่างไม่เร่งรีบจากภายใน ค่อยเป็นค่อยไปตามธรรมชาติ ทำให้ผมไม่ต้องเร่งรีบกับอะไรขณะอยู่ที่แห่งนี้ มาถึงแล้วขอไปเปิดใจ ทำความรู้จักกับตำนานรักของเมืองนี้หน่อยสิ 

ไม่ได้ต้องการที่จะเป็นตำนานรัก แต่ใจของข้านั้นแค่เพียงได้รักเจ้าเนิ่นนาน

ถอดรองเท้าลงเดินที่ วัดภูมินทร์ ภาษารักของเมืองล้านนามุ่งตรงเข้ามาทักทายผมเป็นอย่างแรก เพลง ‘แลรักนิรันดร์กาล’ ของปู่จ๋าน ลองไมค์ ที่ผมฟังมาตั้งแต่เด็ก เหมือนถูกบรรเลงเป็นฉากหลังอีกครั้ง หลังจากที่ผมก้าวเข้ามาในวัด

แม้กระซิบรักบันลือโลกจะดังไปไกลแค่ไหน แต่ท่าทีของภาษารักล้านนาโบราณก็ยังคงอมตะ ภาพวาดของหนานบัวผัน เชื่อมคนด้วยความรักและมันอบอุ่นจนถึงปัจจุบัน จิตรกรรมปู่ม่าน ย่าม่าน กริยาของชายหญิงชาวพม่าที่กระซิบกระซาบกันด้วยบทพรรณนารักอันลึกซึ้ง ทำให้เราเห็นถึงความเรียบง่ายของความรักที่แทบไม่ต้องป่าวประกาศทั้งโลกก็รับรู้ได้ว่าเขารักกัน 

“คำฮักน้อง กูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา…”

(‘กลอนบอกรัก’ ของ อาจารย์สมเจตน์ วิมลเกษม)

ลองคิดดูว่าคนทำศิลปะจะเป็นคนที่อบอุ่นแค่ไหน ภายใต้อุโบสถเสาไม้สัก จิตรกรรมฮูปแต้ม ของชาวน่านและไทลื้อ ทำให้เราเห็นวัฒนธรรมดั้งเดิม อย่างการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวตอนทอฝ้าย การต่อบุหรี่ และบทสนทนาที่น่ารักๆ เช่น

“ถึงพ่อและแม่ของน้องจะไม่ยอมให้พี่เข้าไปเล่นในบ้าน แต่น้องยอมให้พี่เข้าไปตีลังกาเล่นในหัวใจของน้องได้ค่ะ”

(ประโยคคำคมที่ดัดแปลงมาจาก ‘กลอนกระซิบรัก’ ของ ปู่ม่านย่าม่าน)

ใกล้วัดมีคอมมิวนิตีที่อบอุ่นเลยทีเดียว ถนนคนเดินเมืองน่าน เปิดศุกร์-อาทิตย์ ความเป็นท้องถิ่นนี้ ทำให้ช่างวาดไทลื้อและผู้อาศัยอยู่ในเมืองน่านมองเห็นกลุ่มคนที่หลากหลายจากวัฒนธรรม ทั้งล้านนาจากเชียงใหม่-เชียงราย และวัฒนธรรมไทลื้อจากสิบสองปันนา ได้หยิบเอาบุคลิกหน้าตาของคนเดินถนนในยุคนั้นมาเป็นแบบจิตรกรรม 

หญิงผิวขาว คิ้วโก่ง ดวงตารี ไว้ผมเกล้ามวยสูงเหนือศีรษะ นุ่งผ้าถุงทอมือลายพื้นเมืองน่าน ส่วนชายไว้ผมเกล้าแล้วใช้ผ้าโพกหัว บางคนตัดผมทรงมหาดไทย รอยสักพุงดำ สักยันต์หมึกสีดำเต็มตัว ตั้งแต่หน้าอก หน้าท้อง แขน ไปจนถึงต้นขา เกี้ยวพาราสีกันอย่างมีชีวิตชีวา จิตรกรรมจึงมีความหลากหลาย ตัวละครที่มีจริตจะก้านนอกจากหลากหลายทางเชื้อชาติ ยังหลากหลายทางเพศอีกด้วย

ล้านนาเป็นวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณมาตั้งแต่อดีต ภาพจิตรกรรมคนรักเพศเดียวกันที่มีตัวตนในสังคมสามัญชนล้านนา จึงทำให้ผมเห็นว่าความรักเป็นเรื่องของจิตวิญญาณและความสุข ดั่งธรรมชาติของมนุษย์ ที่จะรักใครก็ได้ โดยไม่มีกรอบเพศมากำหนด

นี่คือศิลปะจากประวัติศาสตร์ที่สะท้อนชีวิตจริงของคนยุคนั้นและส่งต่อมาจนถึงยุคนี้  จึงไม่แปลกใจเลยที่ใครก็ต่าง Romanticize สถานที่แห่งนี้ว่าเป็นวัดแห่งความรัก และทำให้เรานิยามเมืองนี้ได้อย่างเต็มปากว่า น่านเป็นเมืองโรแมนติก

ลอดซุ้มประตูโขงก่อนกลับเสียหน่อย เป็นสัญญานว่าให้ได้กลับมาเที่ยวน่านอีกนะ

หรือเมืองน่านมันนาน เพราะผังเมืองเนิบ

พอลองมาใช้ชีวิตอยู่ที่น่านจึงได้รู้ว่าคนที่น่านเนิบจริงๆ 

คำว่า น่าน กับ นาน ไม่ได้มีแหล่งอ้างอิงใดบอกว่ามาด้วยกันแต่ต้น แต่เป็นเหมือนคำล้อเล่น ที่เปรียบเปรยถึงความนานของการเดินทาง

สมัยก่อนน่านแทบจะเป็นเมืองปิด ต้องใช้เวลานานในการเดินทาง หากใครอยากเดินทางมาเยือนเมืองนี้ ต้องตั้งใจมาจริงๆ ถึงจะเจอ เพราะเมืองอยู่ฝั่งตะวันออก ขวาสุดของภาคเหนือ

ในเมื่อความเจริญมาช้า เพราะไม่ใช่เมืองทางผ่าน ผังเมืองจึงเก่าและมีความเป็นล้านนาดั้งเดิม มีลักษณะเป็นบล็อกสี่เหลี่ยมคล้ายตาราง จึงทำให้เมืองนี้มีสี่แยกไฟแดงเยอะ สิ่งนี้จึงหล่อหลอมให้คนน่านมีนิสัยไม่รีบร้อน เพราะถ้าติดแยกนี้ แยกหน้าก็ติดอีก แต่รอไม่ถึงนาทีก็ได้ไปแล้ว คนน่านเองเลยไม่รู้จะรีบไปทำไม ผังเมืองจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนน่านใจเย็น และเมืองไม่วุ่นวายจนเกินไป 

มีจุดศูนย์กลางอยู่ตรงข่วงเมืองน่าน ลานกิจกรรมสาธารณะ ศูนย์กลางอำนาจเดิมและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น วัดภูมินทร์ วัดพระธาตุช้างค้ำ วัดมิ่งเมือง (ศาลหลักเมือง) และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน ในเมื่อทุกอย่างมันใกล้กันหมด มีสนามบินอยู่ในเมือง มีเมืองอยู่ใกล้วัด และเก็บสายไฟลงดิน ผังเมืองคนเนิบๆ วัฒนธรรมสบายๆ มันเลยน่าอยู่และสงบด้วยตัวของมันเอง ทุกอย่างพร้อมสรพพไม่จำเป็นต้องวิ่งให้ไวกว่าใคร

ถัดออกไปมีอาคารการเรียนรู้จังหวัดน่านที่สร้างใหม่อย่าง ศูนย์การเรียนรู้นันทสิปปาคาร เป็นเหมือนหอศิลป์เมืองน่านที่ดูทันสมัย นอกจากนี้ยังมีคาเฟ่เล็กๆ หรือห้องสมุด ในเมืองยังมีความอินดี้ และอบอุ่นอย่าง บ้านๆ น่านๆ หรือ ร้านขนมหวานบ้านยายภรณ์ และ ร้านของหวานป้านิ่ม ความเป็นเมืองเก่าแต่ทันสมัย ไม่ได้หวือหวาแต่อบอุ่นเลยทีเดียว

ด้วยประชากรน่านมีประมาณ 471,000 ถึง 476,000 คน เป็นประชากรที่น้อยถ้าเทียบกับจังหวัดอื่น มันไม่มากพอคุ้มทุนกับเศรษฐกิจในการก่อสร้าง ภูมิศาสตร์ที่โดดเดี่ยวจึงหล่อหลอมให้คนรักชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมของตนเอง คนน่านเลยอนุรักษ์นิยมเป็นส่วนใหญ่ ธุรกิจของเมืองนี้จึงไม่ใช่ Business Man ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นธุรกิจที่อินดี้และต้องการมีพื้นที่หายใจเป็นของตัวเอง

เนิบๆ แปลว่า ช้า ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป คำนี้คงเป็นคำนิยามที่ตรงตัวที่สุดแบบไม่ต้องอธิบาย

สำเนียงเหนือแต่ละจังหวัดจะเป็นสำเนียงที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ที่น่านจะเป็นสำเนียงที่ค่อยๆ เปล่งเสียงออกมาทำให้คำพูดช้า แต่ไม่ได้ช้าถึงขั้นเชียงใหม่ อย่างคำว่า “จิม” แปลว่า “หน่อย” ถือเป็นจริตเล็กๆ ที่ต่างไปจากหัวเมืองเหนือ 

บูม ชญานิน คันธรักษ์ นักศึกษาที่โตจากจังหวัดน่านบอกอย่างภูมิใจไว้ว่า 

“คนน่านน่ารักเพราะเราจะรู้จักกันเป็นทอดๆ จะมีวัฒนธรรมอะไรบางอย่างที่เราผูกพันเสมอ คนที่มาน่านจะได้พบกับความรู้สึกบางอย่างที่นิ่งขึ้น ไม่ต้องเร่งรีบอะไร ถ้าเหนื่อยหรือไม่ไหวอยากให้มา เพราะน่านก็คือน่าน บ้านก็คือบ้าน พอได้กลับมา ก็เหมือนได้เติมพลัง”

เชื่อว่าทุกสถานที่ที่น่านจะทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง

ลองมาเที่ยวน่าน แล้วทำตัวเนิบๆ แบบคนน่านดู แล้วจะสนุก ผมเชื่ออย่างนั้น

ขณะนี้ผมกำลังมุ่งหน้าไปสูดหายใจเอาธรรมชาติหน้าฝนเข้าให้เต็มปอดที่สะปัน ระหว่างทางที่ใครที่มาสะปันก็สามารถมา บ่อเกลือ บ้านบ่อหลวง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเมืองได้นะ

หรือเมืองน่านมันนาน เพราะคนต้องการความสงบ

ภูมิศาสตร์ของน่านที่ 85% เป็นภูเขาที่โอบล้อมเมือง ทิวเขาหลวงพระบางและทิวเขาผีปันน้ำ การเดินทางเข้า-ออกที่ยากลำบาก ทำให้ผมตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอกได้เป็นอย่างดี 

ผมได้มองวิวสองข้างทางที่เป็นวิวภูเขาแบบพาโนรามา ในขณะที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตต่ำ รถสี่ล้อไต่ระดับไปตามสันเขา ผ่านทิวเขาหลวงพระบาง เทือกเขาของชายแดนไทย-ลาว อันสลับซับซ้อน เตาะแตะผ่าน ถนนหมายเลข 3 ไปอย่างช้าๆ น่านมีหลายโค้งถนนที่สวยงามเลยนะ แนะนำว่าระยะทางค่อนข้างไกล อย่าลืมกินยาแก้เมารถด้วย แต่ถ้าใครไหวก็ขอให้จอดรถถ่ายรูปหน่อย วิวมันสวนเกินจะเอ่ย

รถขับมาถึง หมู่บ้านสะปัน พร้อมกับฝนที่กระเด็นกระดอนลงมาจากฟ้าอย่างชุ่มฉ่ำ ดีเหมือนกันที่ฝนที่สะปันมาพร้อมหมอก ทำให้วันนั้นผมได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองในบ้านหลังเล็กๆ อย่างเต็มที่ คนเราจะชอบฝนตกก็ต่อเมื่ออยู่บ้าน ฝนในวันนี้จึงเป็นฝนที่พัดพาอากาศเย็นมาทำให้ยิ้มออก ฝนคอยปลอบเราจากหมอก และฝนทำให้รู้ว่าความสุขก็เป็นสิ่งที่จับต้องได้ง่ายๆ เหมือนกัน

คุณคิดแบบผมไหม ว่าฝนตกที่เมืองไหนยิ่งแสดงความเป็นเมืองนั้นออกมา 

เวลาฝนตกที่กรุงเทพฯ ยิ่งตกยิ่งเห็นความเป็นกรุงเทพฯ ชัดเจนกว่าเดิม

แต่พอฝนตกที่น่าน เมืองที่ว่าช้ามันคงช้ากว่าที่ไหน

ท้องฟ้าในวันนี้ดูเหมือนจะมีเมฆฝนอึมครึม ต่างจากวันก่อนที่เป็นก้อนเมฆลอยตุ๊บป่องสดใส ผมคงไม่รู้ว่าท้องฟ้าในวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร รู้เพียงว่าความสุขและทุกข์จะสลายเพราะเวลา ความรู้สึกทุกสิ่งจะผ่านเข้ามา และจะจากไปดั่งท้องฟ้าที่เปลี่ยนไปทุกวัน

คีรี วารี เป็นที่พักที่อยู่ตรงหน้าหมู่บ้านสะปัน ซึ่งถ้าไม่ใช่ที่นี่ถัดออกไปก็ยังมีที่พักแถว ‘ห้วยหมี’ และ ‘ห้วยโทน’ ให้คุณเลือกตามความสะดวกสบาย จะเอาติดดินหรือจะแกลมหน่อยมีหมด ไม่อยากให้เชื่อแต่อยากให้มาสัมผัสดู ที่นี่ทำให้ผมได้สัมผัสสายน้ำ สายหมอก และสายฝนไปพร้อมๆ กัน เพลย์ลิสต์เพลงเหนือสุดอินดี้ถูกเปิดคลอเคล้าไปพร้อมกับเสียงสงบของธรรมชาติ ก่อนที่ผมจะนอนหลับไปเพราะต้องตื่นเช้าไปดูหมอกที่ ห้วยโทน 

น่านเป็นเหมือนที่ราบกลางภูเขา คราวถึงฤดูฝนคือฤดูที่ชุ่มฉ่ำที่สุด หมอกหน้าฝนเป็นดั่งขนมถ้วยฟูแน่นๆ พอฝนตกติดกันหลายวัน หมอกจะเข้าออกต่างกันไป ระยะเวลาที่ใช้อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ นี้ ทำให้ผมรู้ว่า การตั้งคำถามกับการตามหาความสงบของมนุษย์นั้นไม่ผิด เรายังคงจะตามหาคำว่าบ้านกันต่อไป

ความทรงจำแรกของผมที่เด้งขึ้นมาตอนนึกถึงที่นี่คือ การใช้เวลากับสิ่งตรงหน้าให้นานขึ้น

1-2 ชั่วโมง ขณะที่นั่งโฟร์วิลขึ้นภูเขาคดเคี้ยว ผมสูดหายใจให้ลึกขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ลืมตา กลิ่นอายของความบริสุทธิ์ระหว่างการเดินทาง คงเป็นกลิ่นที่ผมชอบที่สุด บรรยากาศของเขาสูงที่อุณหภูมิต่ำและมีหมอกทั้งปี เราคงไม่ได้มาสัมผัสบ่อยๆ

เราจะต้องการอะไรไปมากกว่าความสงบ จริงไหม?

จากปาก ‘ภคมณ รุจิเรกพัฑฒนะ’ ผู้ทำทัวร์ เจ้าของเพจ ‘น่านเจอร์นีย์’ บอกกับผมว่า

“เราที่เดินทางอยู่ในน่านตลอดเพราะทำทัวร์ ผ่านดอย ผ่านเขา เรารู้สึกเหมือนน่านเป็นกล่องสุ่ม แสงของต้นไม้ หมอก และบรรยากาศของน่านไม่เหมือนกันเลยสักวัน พอได้อยู่นิ่งๆ ได้จับลมหายใจตัวเอง บรรยากาศของความไม่ประดิษฐ์กลับอบอุ่นขึ้นมาทันที บางทีการเที่ยวแบบเนิบๆ ก็ดีเหมือนกันนะ ไม่จำเป็นต้องตื่นเต้นตลอดเวลาก็ได้”

ผมชอบการที่ได้เห็นภูเขาและสายน้ำไหลไปพร้อมกัน ลำธารน้ำมาง หรือ ต้นน้ำว้า ไหลคดเคี้ยวผ่าน 4 อำเภอหลัก โดยมีฝายชะลอน้ำอยู่เป็นจุดๆ อำเภอบ่อเกลือที่ผมอยู่ในตอนนี้ ผ่านอำเภอสันติสุข อำเภอแม่จริม และไปประจบกับ แม่น้ำน่าน สายหลักที่อำเภอเวียงสา ก่อนที่จะมุ่งหน้าลงสู่ แม่น้ำเจ้าพระยา ลำธารที่นี่มันใสจนเห็นโขดหินด้านล่างเลย นอกจากนี้ทิวเขาผีปันน้ำตอนบนก็เขยิบเข้ามาใกล้เราเรื่อยๆ เขานี้กั้นน่านกับฝั่งลาวอยู่ล่ะ มีจุดแวะพักยอดฮิตอย่างคาเฟ่ริมธารและจุดกางเต็นท์แนวธรรมชาติด้วย ไม่ต้องห่วง 

คำว่า “ธรรมชาติจะกอดเราเสมอ” มันมีจริงๆ นะ

การขึ้นห้วยโทนของผมครั้งนี้สนุกสนานเพราะมีบทสนทนาระหว่างของผมและเพื่อนๆ ที่คุยสัพเพเหระตลอดทาง พอขึ้นมาสูงขึ้นก็จะเห็นสะปันเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ในแอ่งหุบเขา  ซึ่งการเดินทางต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อ หรือบริการรถรับจ้างจากคนในพื้นที่เท่านั้น เพราะทางค่อนข้างชันและเป็นหลุมเป็นบ่อ

ในที่สุดเราก็ได้อยู่ในจุดสูงสุด จุดชมวิวบ้านห้วยโทน วิวทุ่งนาขั้นบันไดและขุนเขาสลับซับซ้อน เป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยงามที่สุดอีกที่หนึ่ง 

ผมใช้เวลาอยู่ตรงนั้นสักพักก่อนที่จะไปจิบกาแฟท้องถิ่นต่อที่ บ้านนาคาเฟ่ กาแฟที่นี่ไม่ใช่เล่นๆ เลย แนะนำให้ลองสั่งกาแฟดริปสด ท่ามกลางลมหนาว ความสงบ และทะเลหมอกตอนเช้าดู มันคือความรู้สึกที่อุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก

พอได้อยู่กับตัวเองนานขึ้น ค่อยๆ จดจ่อ และรู้สึกกับสิ่งตรงหน้าให้นานขึ้น ความรู้สึกที่ว่า เหนื่อยก็แค่พัก เขาไม่รักก็แค่พอ คงเป็นประโยคขำขันที่แทนใจผมได้ดีที่สุดในตอนนี้ เลยอยากบอกกับตัวเองดังๆ ไว้ว่า

“ขึ้นมาถึงตรงนี้ได้ก็เก่งสุดๆ แล้วโว้ย ไม่ต้องไปคาดหวังกับอะไรที่มาไม่ถึงหรอกนะ”

แสงแปร๊บๆ ของฟ้าที่กระพริบอย่างไม่เป็นจังหวะ เสียงดังของฟ้าที่มาช้ากว่าเสียงในทุกเย็น คงบ่งบอกเราชัดเจนว่าถึงฤดูฝนอย่างเป็นทางการอีกครา และฤดูกาลกำลังจะผันผ่านอีกครั้ง

พอเป็นคนที่ไม่ยึดติดกับความสุขของปลายทางสักเท่าไหร่ ทำให้ผมอยากอยู่น่านให้นานขึ้น 

แม้จะไม่รู้ว่าปลายทางอยู่ที่ใด แต่การปล่อยให้ตัวเองได้รู้สึกกับผู้คนระหว่างทาง ธรรมชาติแบบดั้งเดิม อาหารมื้อธรรมดา หรือท้องฟ้าที่ไม่สวยบ้าง มันก็ดีเหมือนกัน

พอมีวันที่ได้เจอฟ้าที่เป็นใจ วันนี้เลยมีความสุขเป็นพิเศษ

การใช้ชีวิตให้ช้าลงอีกครั้ง 

ใช้เวลากับสิ่งตรงหน้าให้นานขึ้น ผมเรียกมันว่าความสุข

และน่านทำให้ผมรู้ว่า

ความสุขไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเลย

AUTHOR