ดีกว่าไหมนะ ถ้าจะหาแง่งามของ ชอยซ์ที่เลือกแล้ว ดีกว่านั่งเสียดายชอยซ์ที่เราไม่ได้เลือก

ไม่มีวันไหนที่เราไม่ต้อง ‘ตัดสินใจ’ หรือ ‘เลือก’ ทำอะไรบางอย่าง

เพียงแต่สถานการณ์ที่เราต้องเลือกในชีวิตประจำวัน โดยมากเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เกิดซ้ำจนเป็นรูทีน ตอนเที่ยงจะกินอะไร กินกับใคร จะกลับบ้านด้วยวิธีไหน แวะไปเจอเพื่อนก่อนดีไหม ฯลฯ

การเลือกแบบที่ว่าเป็นการเลือกแบบง่ายๆ ใช้เวลาคิดไม่ถึง 5 นาที ก็ได้คำตอบ

เป็นไปได้ไหมว่า เรื่องง่ายๆ อย่างการเลือกร้านอาหารไม่ได้มีผลกระทบกับชีวิตมากมายถึงขั้นเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ ไม่ได้มีเดิมพันสูง ร้านอาหารที่ไม่ได้เลือกไปกินวันนี้ ค่อยไปกินวันพรุ่งนี้ก็ยังได้

หลายครั้งหลายคราว การตัดสินใจเรื่องง่ายๆ แบบที่ว่าจึงไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกเสียดาย

และใช่หรือไม่ว่า ในบางครั้ง ถ้าการเลือกมีเดิมพันสูง กระทบกับชีวิตมากมายถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยน บรรดาชอยซ์ที่เราไม่ได้เลือกจะเวียนกลับมาหลอกหลอนและกัดกินใจเราอยู่เสมอ
“ถ้าวันนั้นไม่ลาออกจากงาน ชีวิตคงดีกว่านี้”

“ถ้าวันนั้นยอมเป็นหนี้เพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ ในระยะยาว การเงินที่บ้านคงดีกว่านี้”

ยิ่งเดิมพันสูงมากเท่าไร ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่มากแค่ไหน เราจะยิ่งรู้สึกเสียดาย-ที่เราไม่ได้เลือก มากเท่านั้น โดยเฉพาะถ้าชอยซ์ที่เราเลือกไม่ได้ดีงามเหมือนที่วาดภาพไว้ ความรู้สึกเสียดายในสิ่งที่ไม่ได้เลือกจะวิ่งตามเรา คล้ายเป็นเงาไม่มีผิด

หากใครกำลังเผชิญหน้ากับสภาวะทำนองนี้ คอลัมน์ a better day ชวนมองอีกหลายๆ มุม ถ้าไม่ไบแอสจนเกินไป แล้วมองลงรายละเอียดกันแบบจริงจัง ชอยซ์ที่เราไม่ได้เลือกใช่ว่าจะดีงามไปเสียทั้งหมด และใช่ว่าจะไม่สร้างความทุกข์ให้กับเราเลย

ทุกอย่างมีแพ็กเกจของมัน

มันหักห้ามใจยาก เมื่อต้องไม่คิดว่าถ้าวันนั้นเลือกที่จะไม่ลาออก ชีวิตในวันนี้คงดีกว่านี้ 

คล้ายว่าเราเลือกมองแต่แง่มุมที่ดีของสิ่งที่เราไม่ได้เลือก แต่มองไม่เห็นหรือเลือกที่จะมองข้ามบางแง่มุมที่ก็กัดกินใจเราเหมือนกัน เหมือนกันกับชอยซ์ที่เราเลือก เราก็เลือกมองแต่แง่มุมดีๆ โดยไม่คิดถึงความทุกข์ที่มันพ่วงมากับสิ่งที่เราเลือก

ถ้ายังทำงานอยู่ที่เก่า เรามีเพื่อนฝูงที่สนิทใจเป็นเซฟโซน แถมตอนจะออก เจ้านายก็เพิ่มเงินเดือนเพื่อรั้งตัวไว้ด้วย เพียงแต่ในวันและวัยนั้น งานที่ทำไม่มีความท้าทาย ไม่มีโอกาสได้ลับคมฝีมือ เราในวันนั้นจึงเลือกเดินออกมา

กลับกัน ชอยซ์ที่เราเลือกอาจมอบความท้าทายในหน้าที่การงาน ได้ลับฝีมือ ได้อยู่ท่ามกลางคนเก่งๆ มีโจทย์ยากๆ วิ่งเข้ามาท้าทายให้แก้ปัญหา แต่แลกมากับการไม่มีระบบ เงินเดือนอาจจะไม่สูง ซึ่งก็นำมาซึ่งการมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี ฯลฯ

ความรู้สึกเสียดายจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรามองแต่แง่มุมดีๆ ของสิ่งที่เราไม่ได้เลือก จนเราลืมนึกถึงอีกแง่มุมที่ในวันและวัยนั้นเราถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ และกัดกินใจในหน้าที่การงานอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน 

ขอเพียงเข้าใจว่า สิ่งที่เราไม่ได้เลือกหรือแม้แต่สิ่งที่เราเป็นคนเลือกเอง ทุกอย่างมีความสุขและความทุกข์เป็นของมันเองเสมอ ไม่มีชีวิตแบบไหนที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีงานไหนไม่มีปัญหา ทุกอย่างมีแพ็กเกจของมัน

และอย่าลืมว่าเราจะได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราเลือกแล้วเท่านั้น ชอยซ์ที่เราไม่ได้เลือก-ยิ่งถ้าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต เราอาจไม่มีโอกาสได้กลับไปเลือกชอยซ์นั้นอีกแล้ว

ไม่ได้บอกว่าสิ่งที่ ‘เลือกแล้ว’ ดีที่สุด แต่ควรหาแง่งามของมันแล้วใช้ชีวิตต่อ

เพราะนั่นคือชอยซ์ที่เราเลือกแล้ว

สวัสดิการที่เอื้อต่อความผิดพลาด

อันที่จริง ร่องรอยวัฒนธรรมแบบจารีตของสังคมไทยยังมีอิทธิพลกับการใช้ชีวิตของผู้คนอยู่ไม่น้อย สังเกตหรือไม่ว่า ค่านิยมของคนรุ่นก่อนมักจะบอกให้เราเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ หางานที่มั่นคง (ข้าราชการ วิศวกร แพทย์ ฯลฯ) เสร็จแล้วก็ต้องแต่งงาน ซื้อบ้าน และผลิตทายาทสืบทอดต่อไป

แม้ไม่ได้เขม่นกันออกมาซึ่งๆ หน้า แต่ถ้าผิดแผกไปจากนี้ก็ถือว่าใช้ชีวิตมาผิด ไม่ฉลาดเลือก หรือกระทั่งว่าย้อนให้บรรพบุรุษว่าเลี้ยงดูลูกหลานกันมาอย่างไร

คล้ายว่าเอเชียจะมีวัฒนธรรมนี้ร่วมกัน ต่างจากยุโรปที่มองว่ารัฐควรจะมีสวัสดิการที่พร้อมจะซัปพอร์ตทุกความผิดพลาดของพลเมืองในประเทศ ยกตัวอย่างเช่น สวีเดน เมื่อประชากรลาออกจากงานเพื่อไปลองทำตามฝันแล้วเกิดข้อผิดพลาด รัฐจะจ่ายเงินซัปพอร์ตให้ 80% ของเงินเดือนเดิมในช่วง 200 วันแรก ในขณะที่สำนักงานประกันสังคมของบางประเทศยังมุมมิบจ่าย ‘เงินว่างงาน’ ช้าเหมือนเต่าคลาน กระทั่งสวัสดิการรัฐด้านอื่นๆ ยิ่งมองไม่เห็นว่ามีความพยายามที่จะซัปพอร์ตประชาชนที่พบเจอกับความผิดพลาดในชีวิต
เมื่อรัฐไม่มีฟูกมาคอยซัปตอนล้ม เราจึงได้ยินเสียงสะท้อนจากคนรุ่นใหม่ที่พยายามแหกออกจากกติกาแบบเดิมๆ เช่น ไม่เทิดทูนความลำบาก หรือเลือกที่จะไม่ทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ ความยืดหยุ่นกลายเป็นแว่นในการมองหางานของคนยุคใหม่

เลือกที่จะไม่ผูกมัดตัวเองไว้กับอาชีพเดียวและกระจายความเสี่ยงออกไปในแนวราบ เราจึงเห็นการดิ้นร้นในการทำจ็อบเสริมเยอะมาก ซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจมาจากความเชื่อลึกๆ ว่าถ้าสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เลือกทำแล้วล้ม ยังพอมีอีกสิ่งที่ประคับประครองให้ไปต่อได้

นี่เท่ากับว่าประชาชนดิ้นรนกันเองตามยถากรรม สังคมไทยดูเหมือนยังห่างไกลเหลือเกินกับการซัปพอร์ตความผิดพลาดของประชาชนในการดำเนินชีวิต แต่เป็นเรื่องน่ายินดีที่คนจำนวนไม่น้อยมองว่าไม่จำเป็นต้องผ่านด่านที่ครั้งหนึ่งสังคมกำหนดให้ต้องข้าม แต่เลือกใช้ชีวิตในแบบที่อยากใช้ แบบที่คิดมาถี่ถ้วนแล้ว

เพียงแต่มันน่าเสียดายที่เราน่าจะมีสังคมที่ออกแบบมาให้เราผิดพลาดได้ และคอยโอบอุ้มเราไม่ให้บาดเจ็บล้มตาย ให้สามารถลืมตาอ้าปากและใช้ชีวิตต่อไปได้

เพราะไม่ว่ายังไง เราทุกคนก็ต้องตัดสินใจบางเรื่องในชีวิตผิดพลาดกันแน่ๆ

เลือก (ผิด) ดีกว่าไม่เลือก

ผู้เขียนได้อ่านหนังสือ ‘ครึ่งจริง ครึ่งฝัน และพระจันทร์ของคนหนุ่ม’ เขียนโดย วิรัตน์ โตอารีย์มิตร นักเขียนนามปากกา ญามิลา ใจความหนึ่งมีการกล่าวถึงการเลือกทำบางสิ่งบางอย่างในชีวิตเอาไว้แบบนี้

“เลือกกันเถอะ เมื่อยังมีเวลาและโอกาสให้ตัดสินใจ ไม่มีอะไรผิดถูกอย่างแท้จริง วันนี้ผิดพรุ่งนี้ถูก หรือวันนี้ถูกพรุ่งนี้อาจผิด บางทีก็แล้วแต่ว่าใครเป็นผู้พิจารณาด้วย ตรงนี้ไม่สำคัญ สำคัญกว่าคือเมื่อเลือกแล้วหัวใจเราเป็นอย่างไรบ้าง บางคนยอมถูกเลือก เพราะตรงนั้นมีหลายด้านที่เป็นความหมายของชีวิต”

ในวันและวัยที่ยังลองผิดลองถูกได้ ความหมายของชีวิตเป็นเรื่องสำคัญมาก เราให้ค่ากับสิ่งไหนเป็นพิเศษ หมกมุ่น หลงใหล อยากปะทะ หรือพร้อมกระโจนเข้าใส่ โดยมาก เราก็มักจะเลือกทำสิ่งนั้น-สิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย แม้อย่างที่กล่าวไปว่ามันจะพ่วงมาด้วยแพ็กเกจความทุกข์อีกนับไม่ถ้วน

ไม่ใช่แค่ผู้เขียน ครึ่งจริงครึ่งฝันฯ ผู้มากประสบการณ์ชีวิตหลายคนพูดในทำนองเดียวกันว่า ‘เลือกดีกว่าไม่เลือก’ ซึ่งทุกคนทราบดีว่าการเลือกทำสิ่งหนึ่ง หมายถึงต้องละทิ้งอีกสิ่งหนึ่ง นั่นเป็นเรื่องที่ต้องรับให้ได้

แก่นแกนของหนังสือเล่มนี้ครั้งหนึ่งเคยทำให้ NGO หนุ่มด้านสิ่งแวดล้อมลาออกแล้วเดินตามความฝันในการเป็นนักเขียน จนกระทั่งเติบโตขึ้นมาเป็นบรรณาธิการที่สร้างคุณค่าให้กับวงการนิตยสารและสื่อสารมวลชน

แน่ล่ะว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยอมจำนนและละทิ้งความฝัน คนเหล่านี้มีอยู่จริง และค่อนข้างมั่นใจว่ามีอยู่มากด้วยซ้ำไปในบ้านเรา แต่เหมือนอย่างที่วิรัตน์ว่าไว้ในหนังสือ การละทิ้งความฝันไม่ใช่ความผิด เพราะนั่นคือการเลือกที่ได้ตัดสินใจแล้ว

หลายเดือนก่อน ผู้เขียนมีโอกาสได้ฟัง ฟาโรส-ณัฏฐ์ กลิ่นมาลี เจ้าของช่อง Farose กล่าวในรายการสัมภาษณ์ ขอบคุณคุณแม่ที่บอกให้ลูกเป็นคนเลือกเองว่าจะเข้าคณะอักษรฯ จุฬาฯ ดีหรือไม่ คำพูดอาจไม่ถูกต้อง 100% แต่กล่าวประมาณว่า

“เลือกเอง ถ้าเลือกผิดจะได้ไม่ต้องโทษใคร แต่ถ้าเลือกถูก หนูจะได้ภูมิใจไปตลอดชีวิต”

เลือกผิดเลือกถูกอาจดีกว่ามานั่งเสียดายที่ตอนนั้นไม่ได้เลือก

AUTHOR