‘ฟังนะเรามีเวลาไม่มาก ถ้าอยากรอดจากคดีแบบนี้ก็ทำตามที่ฉันบอก’
หลังจากการเปิดตัวไลน์อัปอย่างยิ่งใหญ่ของ Netflix หนึ่งในซีรีส์ที่มาแรงแบบไม่พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สำหรับเรา คือ ทนายปีศาจ The Evil Lawyer เรื่องราวดราม่าบนชั้นศาลเรื่องแรกของ Netflix ประเทศไทย พอดูจบแล้วก็อยากหัวเราะดังๆ แล้วอุทานว่า เมืองไทยพังแน่
See Saw Scene ครั้งนี้เรารวบรวมความรู้สึกหลังการรับชม พาผู้อ่านไปสำรวจงานศิลปะที่ซ่อนไว้ในซีรีส์เรื่องนี้ บวกกับบทสัมภาษณ์ของทีมผู้กำกับและนักแสดงอย่าง รฐา โพธิ์งาม, ณัฏฐ์ กิจจริต, ณฐพล บุญประกอบ และจักริน เทพวงค์ นอกจากในเรื่องที่เราจะได้เห็นการปะทะกันของเหล่าทนาย โจทก์ และจำเลยผ่านชั้นศาลแล้ว การพูดคุยกันในเรื่องพื้นที่สีเทา และช่องโหว่ของกระบวนการยุติธรรมคงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ซีรีส์เล่าได้น่าสนใจที่สุด เรามาดูกันว่ากว่าจะมาเป็นซีรีส์ที่ดุเดือดขนาดนี้เรื่องราวมันเป็นยังไง และมีงานอาร์ตชิ้นไหนที่เราตั้งคำถามแล้วได้คำตอบอะไรกลับมาบ้าง
เนื้อหาภายในบทความมีการสปอยล์เรื่อง ฉาก บท และเบื้องหลังในซีรีส์
บทที่กล้าเล่น กล้าลอง กับอำนาจที่ไม่ใช่ทั้งขาวและดำ
ถ้าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย คำนี้คงไม่มีความหมายกับทนายผู้นี้ เนื้อหา 8 ตอน ทำให้เราใช้เวลาดูรวดเดียวจนจบได้ไม่ยาก แต่ละตอนใช้คำนำหน้าว่า ‘คำ’ หรือถ้อยคำในกระบวนการยุติธรรม คำกล่าวหา คำให้การ คำสารภาพ คำสาบาน คำปฏิเสธ คำลวง คำแถลง และคำพิพากษา สะท้อนวงจรห้องพิจารณาคดีอาญา ไทม์ไลน์การสู้คดีในชั้นศาล จากเริ่มต้นสู่กระบวนการ และจบที่ศาลให้คำตัดสิน
วินาทีแรกที่กดเข้าดูไปดูหนังสักเรื่องนั้นสำคัญที่สุด ภาพของศาลอาญา การต่อสู้คดีฆาตกรรมอำพรางเด็กเพื่อทำไสยศาสตร์ ธุรกิจการค้ากุมารเข้ามาทักทายเราเป็นคดีแรก บทเรียนเรื่องสภาพบุคคลที่นักเรียนกฎหมายทุกคนได้เรียนตั้งแต่เทอมแรก ได้เอาออกมาเปิด Episode พฤติกรรมโหดเหี้ยมของหมอผีที่อมพระมาพูดว่าตนไม่ได้เป็นคนขโมยศพเด็กไปทำเป็นลูกกรอก หลายข้อหาทำเราลุ้นแบบใจจดใจจ่อ ไม่รู้จะใช้คำไหนดี ระหว่างสงสาร หดหู่ ทรมาน หรือสลด กับการสูญเสียทารกแรกเกิดไปของแม่ผู้เป็นฝ่ายโจทก์
ทันใดนั้นก็มีทนายความหญิงปรุงแซ่บผู้หนึ่ง ผมสีน้ำตาลประกายทอง ผมหยักศกเป็นเอกลักษณ์ ท่าทางดูทะมัดทะแมง เข้ามาตีความรูปคดีในลักษณะที่ผิดเพี้ยนออกไป วิธีการต่อสู้ในชั้นศาลของเธอมักจะมองรูปคดีในแบบที่ต่างจากความเป็นจริง มีข้อมูลอ้างอิงที่ฉีกออกไป และปลอมแปลงความจริงเพื่อให้ฝ่ายโจทก์ยกฟ้อง ยอมความ จนชนะผลพิพากษาคดีในที่สุด

ทีมผู้กำกับ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ และ แซม-จักริน เทพวงค์ พูดถึงความท้าทายของการทำงานว่าส่วนใหญ่จะอยู่ที่การย่อยไดอะลอกเป็นหน้าๆ ออกมายังไงให้คนเข้าใจง่าย และความกล้าของการนำเสนอกระบวนการทางกฎหมายของไทย ภาษาของทนายที่ต้องหาวิธีนำเสนอออกไปให้ดีที่สุด ไดอะลอกของการพิจารณาความที่ดูน่าเบื่อ บทพูดถูกตัดสลับกับเหตุการณ์จริงที่ถูกสร้างขึ้นและบิดเบือนไป ผู้ชมสามารถวิเคราะห์ได้ว่าจริงหรือเท็จ ผู้ชมจะรู้ได้ว่าคำพูดในศาลนี้จัดวางความหมายใหม่ใช่หรือไม่ ซึ่งคดีส่วนใหญ่มักจะเป็นคดีที่ไม่มีข้อสรุปอย่างแท้จริงในสังคม
ระยะเวลาการเขียนบทใช้เวลาทั้งหมด 7 ปีจากบทภาพยนตร์สู่ซีรีส์ ที่สะท้อนความบิดเบี้ยวในสังคมไทย เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่ผู้กำกับร่วมและโปรดิวเซอร์เคยโดนคดีอาญา และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมพร้อมกัน ระหว่างนั้นผู้กำกับร่วมก็ได้ไปเจอทนายที่เก่งคนหนึ่ง ที่ทำคดีอาญาให้กับอาชญากร เขาทำให้สิ่งที่ดูรอดยากกลับกลายเป็นทางรอดได้ หลังจากได้แชร์มุมมองซึ่งกันและกัน สู่การศึกษาเพิ่มเติม เรียนรู้ธรรมชาติและศีลธรรมของอาชีพนี้

ด้วยความที่ไม่ได้เรียนนิติศาสตร์จึงทำให้ทั้งคู่เกิดคำถามมากมายทุกอย่างเกิดจากการพบเจอคนในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงเหยื่อ ด้วยความเชื่อของคนเขียนบทสู่เรื่องราวที่เชื่อมต่อกันเป็นเส้นเรื่องที่เข้มข้นจนหยดสุดท้าย
หากใครยังไม่ได้ดู เราอยากอธิบายเรื่องย่อคร่าวๆ ซีรีส์เริ่มต้นด้วยข่าวใหญ่ลูกผู้พิพากษาเบอร์ใหญ่กลายเป็นฆาตกร คดีฆ่าลูกบิ๊กตำรวจ เมฆตัวแทนของทนายคนดี ผู้ยึดมั่นความจริงในระบบสีเทา ได้รับเคสคดีอาญาที่ฝ่ายโจทก์ฟ้องว่าเป็นเจ้าของโรงงานทำโรงงานขยะของตัวเองไฟไหม้ ทั้งๆ ที่จำเลยเป็นแค่ยาม ระหว่างนั้นก็มีการเข้าใจผิดกันเรื่องความสัมพันธ์กับอัง ลูกสาวของหมออัจฉรา ผู้ช่วยหาเสียงพรรครวมไทย ผู้เคยเป็นทนายเก่าด้วยกันที่เลิกราและห่างกันหลังจากฝ่ายหญิงไปงานเลี้ยงบนเรือของพรรคตน เหตุการณ์มันคุ้นๆ เหมือนข่าวดังในโซเชียลของคนไทย หลักฐานชี้ชัดว่าเรื่องราวทั้งหมดมาจากเรื่องชู้สาว ชีวิตเมฆพลิกผัน ทันใดนั้นเองก็มีทนายสาวใส่สูท เดินมายื่นทางรอดเดียวที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์กับเมฆ เธอผู้นั้นคือจิตตรี ทนายปีศาจ ในวินาทีสุดท้ายทนายหนุ่มคนดี ก็ต้องพึ่งเจ้าแม่ทนายสีเทาจนได้

ญาญ่าญิ๋ง พูดถึงความเป็นปีศาจในตัวละครจิตตรีว่า
“ถ้าพูดตามหลักธรรม มนุษย์เรามักยึดหลักตามศีลห้า อย่างตัวเราก็ไหว้พระ สวดมนต์เป็นประจำ แต่การเป็นคนที่ไม่ได้นับถือศีลธรรมอะไรในชีวิตแล้วยึดตัวเองเป็นหลัก มันต้องกระด้างแค่ไหน คนแบบนี้มันห่างไกลจากความเป็นคนนะ”
“คนเราทุกคนไม่ใช่เกิดมาแล้วอยากเป็นคนไม่ดีหรอก เขาอาจจะเจอเรื่องเลวๆ ในชีวิต แล้วชินชากับการทำความดีมากกว่า แต่ก็ต้องดูนะ ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเทิร์นเป็นปีศาจ เขาไปเจออะไรมา ชุดความคิด ข้อมูลต่างๆ ในเรื่อง เลยทำให้เขาแข็งแรง เห็นถึงความเป็นปีศาจกับความเป็นมนุษย์”
ทุกคนมีความปีศาจของตัวเอง เพียงแต่รอวันเวลาที่จะใช้วิธีใจร้ายออกมาแบบไหน ทนายปีศาจ คือคนหนึ่งที่ไม่ได้เดินตามกฎตามเกณฑ์ วิธีการปีศาจของจิตตรี ที่ยึดถือผลประโยชน์ตน ใช้กลอุบายต้อนเหยื่อให้จนมุม จนชนะคดี วิธีการเหล่านี้มันเกินพื้นฐานศีลห้า และหลักธรรมไปมาก
นี่จึงเป็นวิธีที่ทำให้เห็นความเป็นปีศาจอย่างชัดเจน
แต่ฝ่ายที่ใช้วิธีปีศาจก็คงไม่ได้มีแค่ฝ่ายเดียวหรอก จริงไหม ?

งานดีไซน์ที่ทำการบ้านกันอย่างหนัก
เราเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นซีรีส์ที่ทุกฝ่ายทำงานอย่างหนักโดยเฉพาะฝ่ายอาร์ต งานคราฟต์ที่มีชื่อว่า ‘ทนายปีศาจ’ ซ่อนสัญญะไว้มากมาย ฉากที่ดูอึมครึม สีหม่นเข้มอย่างสีน้ำเงิน เขียว และน้ำตาล ทำให้เนื้อเรื่องดราม่าหนักแน่นขึ้น ลำดับภาพที่ดูเป็นขั้นตอนและประติดประต่อกันอย่างรวดเร็ว มุมกล้องและเทคนิคการตัดต่อที่ทำให้ซีรีส์มีไดนามิกที่เร็วและร้อนแรงพอๆ กับเหตุการณ์บ้านเมืองสมัยนี้
มุมมองของคนที่เห็นภาพอาจจะไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด การวางบล็อกกิงที่ดูใหญ่ การรับส่งบทบาทที่ดุเดือดเพื่อสร้างมิติต่างๆ วาร์ปจากห้องหนึ่งไปสู่อีกห้องหนึ่งแล้วจะต้องกลับมาที่ห้องเดิมอีก ดีไซน์เหล่านี้อยู่ระหว่างความสมจริงที่ดราม่าและเข้มข้นทางไดอะลอก เมจิกโมเมนต์ที่ดึงคนดูจนอยู่หมัด
ความแนบเนียนและน้ำหนักของเรื่องเป็นสิ่งที่ผู้กำกับให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้ชมอย่างเราเห็นภาพตามฝั่งทนาย เรื่องราวของแรงงานข้ามชาติ และภาษาของกฎหมายที่เข้าใจยาก ถูกเล่าอย่างตรงไปตรงมา เห็นฝ่ายโจทก์ ฝ่ายจำเลย ฝ่ายถูก ฝ่ายผิด สู้กันอย่างชัดเจน ทำให้รสชาติทุกอย่างมันกลมกล่อม ทำเราอึ้งไปหลายครั้งเพราะได้เห็น Insight มากมายใต้รากกระบวนการยุติธรรม จนเลิกพยายามในการจับผิดไปเลย

นอกจากนี้ ยังมีงานดีไซน์ที่หลายๆ คนอาจจะไม่ทันสังเกตอย่าง ไทเทิลทนายปีศาจ แต่ละตอนจะมีแพตเทิร์นที่ไม่เหมือนกัน ดีไซน์มาจากน้ำที่กระจัดกระจาย แล้วค่อยถูกดูดกลับมาเป็นคำว่าทนายปีศาจ ผู้กำกับได้ทดลองวิทยาศาสตร์ การฉีดน้ำใส่หมึก แล้ว Inverse สีจากขาวเป็นดำ บวกกับการออกแบบเสียง ทำให้สัญญะเป็นดั่งกระบวนการยุติธรรม ทนายมีหน้าที่ในการรวบรวมเส้นเรื่องไปโน้มน้าวใจศาล โน้มน้าวใจคนดู ความจริงตรงหน้าที่วุ่นวายสะเปะสะปะ สู่เนื้อหาที่ประชาชนเข้าใจพร้อมกัน
โปสเตอร์การโปรโมตซีรีส์ที่มีความเข้มของเฉดสีเทาไม่เท่ากัน เข้มมาก เข้มน้อยแล้วแต่ตัวละคร ไม่มีตัวละครใดสีขาวล้วน หรือดำสนิท ทุกคนต่างมีรอยเปื้อนติดตัว
งานโปรโมตสร้างดิสเพลย์ Mockup ที่ฟาดด้วยประเด็นร้อน และค่อยๆ ตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นคนในระบบที่บิดเบี้ยวจนไม่เหลือรูปทรงอย่างเยือกเย็น งานศิลปะทั้งหมด ทีมคิดจากเมล็ดพันธุ์ศาลอาญาเป็นหลัก ฉากแต่ละฉากดูร่วมสมัย ไม่เก่าและใหม่จนเกินไป พันธุ์ทาง อาร์ตเวิร์ค ทีมโปรดักต์ชันดีไซน์หลัก ทำให้เราเชื่อว่าบ้านแต่ละหลัง ตรอก ตึกแถว โรงงานประมง มีที่มาที่ไปอย่างน่าขนลุก

โลเคชันส่วนใหญ่ถ่ายในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นโลเคชันจริงเกือบหมด ออฟฟิศของจิตตรีตรงแฟลตตลาดน้อย เป็นตึกแถวที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ชุมชนสลัมที่พระขโนง ชุมชนประมงแถวสมุทรปราการ ส่วนต่างจังหวัดเป็นหมู่บ้านเขมรที่กาญจนบุรี มีนบุรี สนามกอล์ฟ เรือ หรือวัด เป็นโลเคชันจริง สถาปัตยกรรมมีดีเทลซ่อนเยอะแยะอย่างบ้านของบิ๊กอนันต์ ที่รับบทโดยกบ ทรงสิทธิ์ ผู้เคยรับบทเป็น ประเสริฐ จิระอนันต์ จากเรื่องเลือดข้นคนจาง เป็นหลังเดียวกัน
โลเคชันศาลอาญา มีการถ่ายทั้งศาลจริงและศาลสร้าง ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาทำให้ไม่สามารถถ่ายศาลจริงได้ทั้งหมด ห้องพิจารณาคดีในศาลอาญาถูกก๊อปปี้ออกมาเพื่อที่จะควบคุมการถ่ายทำได้ มีการปรับดีเทลให้สวยงาม เห็นภาพศาลไทยแบบตะโกน
เรื่องราวในศาลที่พูดถึงความเป็นความตายของคน พองานอาร์ตทำถึง ตัวละครทำถึง ทุกอย่างเลยดูสมจริง
คอสตูมกับดีเทลเล็กๆ ที่อยากให้กลับมาดูซ้ำ

จิตตรีที่ไม่ใช่ทนายธรรมดาแต่เป็นทนายที่มีความขบถในวงการทนาย วิสาข์ คงคา Costume Designer ได้ออกแบบสไตล์การแต่งตัวของตัวละครให้มีความวินเทจ ร่วมสมัยแต่ไม่ตกยุค การใส่ส้นสูง กระโปรงสั้น แฟชั่นยุค 80 ที่จัดจ้านด้วยคอนเซปต์ มีเทสที่เข้ากันได้กับสถาบันศาลอาญา และสไตล์ที่บ่งบอกถึงความมีอำนาจอย่างชัดเจน ทนายสาวทรงผมหยักศกสีน้ำตาล สวมต่างหูห่วงสีทอง สไตล์เสื้อผ้าที่มีการใช้ผ้าเดนิม ลายผ้าทวีด ผ้าที่มีเท็กซ์เจอร์กับการสวมทับสูทที่ไม่ได้ทางการจนเกินไป ทำให้ทนายผู้นี้ดูแซ่บซี้ดไม่เหมือนใคร
อย่างเมฆกับสไตล์การแต่งตัวแบบหนุ่มออฟฟิศ แสดงถึงผู้ชายธรรมดาทั่วไป ไม่ได้ใส่ใจกับการแต่งตัว สวมแว่นตาอันเดิม เมกอัปสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ ตั้งแต่เลิกกับแฟนและมรสุมรูปคดีถาโถม ทำให้เราเห็นได้ชัดว่าเมฆเป็นเหมือนคนธรรมดาที่ไม่ได้ใส่ใจตัวเองสักเท่าไหร่
แก๊งสัตว์น้ำ และป้าหน่อย สายซัปพอร์ตที่มีความมิกซ์แอนด์ไม่แมตช์แบบในชีวิตจริง เป็นสีสันที่โดดเด้งมาก เสื้อ Baby Tee Jersey ยีนส์ขาม้า แว่นตาแฟชั่น แสดงถึงช่วงวัยซ่า มีความมาเฟีย หัวโจก ดูเหมือนไม่ได้ใส่ใจเรื่องแฟชั่นแต่เป็นลวดลายที่มองออกมาแล้วทุกคนเป็นตัวเอง
สมัยก่อนชุดทนายจะมีความเหมือนกัน แต่หลังจาก 1 เมษายน 2569 ที่มีประกาศเปลี่ยนชุดครุยของพนักงายอัยการ ชุดคลุมทนายกับชุดผู้พิพากษาเลยมีความต่างกัน ผู้พิพากษาจะต้องเป็นครุยดำทั้งตัว ไม่มีป้ายหรือแถบพาดตรงบ่า เน้นความเรียบเพื่อให้สมกับบทบาทผู้ถือความยุติธรรมที่เป็นกลาง อัยการเป็นชุดครุยสีดำขลิบส้ม ส่วนชุดทนายจะมีคล้ายจะมีป้ายหรือแถบผ้าพื้นขาวลายทองพาดบ่าซ้ายเสมอ แต่ละชุดก็จะมีระเบียบและวิธีการเดิมของมัน ส่วนชุดราชการ ชุดออกงานสังคม และชาวบ้านธรรมดา ที่เป็นธรรมชาติที่แทบไม่ต้องตีความอะไรเยอะ ธนัญพรรธน์ ศรีสงวนและทีมได้ทำการบ้านมาอย่างดี ชนชั้นที่ต่างกันด้วยไลฟ์สไตล์ของตัวบุคคล ทำให้เราเห็นงานศิลปะที่เนียนไปกับสถานที่ ไม่มีการแปะป้ายแต่ละอาชีพ
เมกอัปตัวละครที่ไม่ได้เป๊ะ รอยกระ สิว รอยฝ้า สีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ และผ่านโลกมาพอสมควร ทำให้เราเห็นว่าพวกเขามีตัวตน เป็นมนุษย์ที่สามารถพบเจอได้ทั่วไป เชื่อว่างานอาร์ตเล็กๆ เหล่านี้จะทำให้การดูซีรีส์สนุกขึ้น ลึกขึ้น ในทุกครั้งที่วนกลับมาดูซ้ำ

ตัวละครหลายเลเยอร์ในสังคม
ใครที่ดูแล้วจะรู้ว่าบทแคสต์เรื่องนี้โหดมาก
นักแสดงหน้าเก่า หน้าใหม่ ทั้งคนที่ไม่เคยเล่นหนังมาก่อนหลายคนตีบทแตก อย่างหญิง รฐา นี่เป็นครั้งแรกที่เขารับบทนักแสดงนำ เรามองว่าสิ่งที่ตัวละครทำได้ดีที่สุด คือแววตา การแสดงอารมณ์ สายตาทุกคู่ในเรื่องกระทบจิตคนดู และสร้างมวลอารมณ์เป็นอย่างมาก ตัวละครทำให้เราเชื่ออย่างสนิทใจว่าเขาเป็นคนนั้น และมีพื้นเพอย่างไร

อย่างประเด็นที่อ่อนไหวสำหรับผู้หญิง คดีน้องปุ้ย หรือแม่พลอย พลอย ศิริอุดมเศรษฐ ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ทำให้เห็นว่าช่องโหว่ของศาลไทย ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับเหยื่อจริงๆ ประเด็นที่อ่อนไหวนี้สร้างบาดแผลในใจทุกฝ่าย มีเหยื่อหลายคนต้องจบชีวิตตัวเองลงเพราะคำตัดสิน คงต้องย้อนไปชื่นชมทีมแคสติงอีก ว่าตัวละครสามารถรองรับอารมณ์ทุกอย่างได้เยี่ยมยอด หญิงรฐาก็ได้บอกว่าคดีนี้เหมือนตัวเองถูกบุกรุกพื้นที่ความเป็นผู้หญิงในการแสดงความรู้สึก เขาต้องใช้สติอย่างมากในการเล่นบทนี้ เพียงตัวละครปุ้ยเดินเข้ามาในศาล จิตตรีก็คงสั่นไหวและกดดันไม่ต่างกัน
ความเป็นครอบครัวของออฟฟิศทนายจิตตรี เป็นซีนที่หญิงรฐาชอบที่สุด กล่าวคือสิ่งที่จิตตรีขาด นั่นคือความรักเช่นกัน พอตัวละครได้อยู่ด้วยกันในออฟฟิศ ได้มีเวลาพูดคุย มันเลยเป็นเอเนอร์จีดีๆ ที่ส่งถึงคนดู
ตัวละครอัง ลูกหมออัจฉรา อีกหนึ่งตัวละครที่ผู้กำกับอย่างไก่ ณฐพลชอบ หญิงสาวที่ยืนหลังตรงกับอุดมการณ์ การสู้เพื่อการแลกมาของชีวิตคนที่จะจดจำไปจนตาย การเข้าใจทุกอย่างแต่กลืนไม่ลง ซีนหนึ่งที่อยากชื่นชมคือซีนปาดน้ำตาของอัง เราเห็นความอ่อนโยนแต่แข็งแกร่ง ความไม่สนโลกแต่ความจริงแม่งแคร์ทุกฝ่ายจนอยากกราบหัวใจ

“กลัวไหม กับการทำงานคราฟต์ชิ้นปีศาจ” เราถาม ผู้กำกับกล่าวอย่างมั่นในว่า “ผมไม่กลัวนะครับเราทำถูกต้องตามกระบวนผลิตทุกอย่าง พวกเราตั้งใจ การผลักประเด็นทางการเมืองเป็นการตั้งคำถามให้กับสังคมว่านอกเหนือจากความสนุกสนาน สิ่งที่สอดแทรกคือยาขมของคำถามล้วนๆ ในเมื่อเป้าหมายชัดเจนก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวอะไร สุดท้ายถ้าคนดูจะมีการต่อยอดบทสนทนาอย่างไร ก็ถือว่าเป็นกำไรของคนทำงาน”
คดีทั้งหมดเกิดจากความสนใจของทีมเขียนบทล้วนๆ การได้สำรวจเรื่องราวเล็กๆ ระหว่างทาง พอทุกทีมเห็นภาพตรงกันว่าสิ่งนี้คือเรื่องเล่าที่อยากสื่อสาร ทนายปีศาจ เลยเป็นถ้อยคำที่ตรงไปตรงมา และระมัดระวังทุกดีเทลของทีมผู้ผลิต
ประเด็นแรงงานข้ามชาติฝั่งประมง หัวใจของอุตสาหกรรมที่ยังคงถูกละเลย
“ทุกวันนี้แรงงานข้ามชาติเดือดร้อนหนักมาก แต่ประมงนี่หนักสุดเลย เจ็บ ตาย พิการ สูญหาย”
คุณเคยเห็นคนที่หายไป ได้กลับมาใช้ชีวิตเลยสักคนไหม ในซีรีส์พูดถึงกฎหมายประมง ที่ยังอ่อนแอในน่านน้ำสากล มีการถกเถียงกัน เรื่องรัฐบาลกับการปัดตกข้อเสนอที่ช่วยเหลือแรงงานบนเรือ ซึ่งถ้า พ.ร.บ. ไม่ผ่านสักที มันจะเป็นข้อเสนอที่เอื้อต่อการค้ามนุษย์ ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดมันผูกโยงกันหมดเลย หญิงสาวพม่า การค้าแรงงาน การทำประมง วิกฤตอุตสาหกรรมประมงไทยช่วงที่ถูกจับตาเรื่อง IUU Fishing (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing หรือ การทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม)

คนที่หายไปไม่ได้กลับมา คนที่อยู่ต้องดิ้นรนต่อไป แพะรับบาปยอมติดคุกดีกว่าอยู่บนเรือ การสังหารโหดคนบนเรือ การฆ่าคนงานที่เกี่ยวข้องกับคดีเป็นว่าเล่น มาเฉลยตอนท้ายด้วยเรื่องราวของจิตตรี ว่าเธอเองก็เคยโดนระบบยุติธรรมทำให้ครอบครัวตนหายไป แม้วิธีของจิตตรีจะไม่เคยถูกต้องด้วยระบบมันบิดเบี้ยวก็จริง แต่มันทำให้เราเห็นจุดอ่อนของปีศาจผู้นี้ว่ามีความหลังที่มืดมนเช่นกัน พ่อของจิตตรีที่หายตัวไปถูกฆ่า ทำลายหลักฐาน และเขียนในบันทึกรายงานไว้ว่าผู้ต้องหาหลบหนี ดั่งที่เธอปลอมแปลงคดีความไร้ศีลธรรม
คดีแรงงานข้ามชาติทำให้เรารู้ว่า คนเราไม่เคยเท่ากัน มนุษย์จะกดขี่ชนชั้นไม่มีวันสิ้นสุด จุดนี้เป็นจุดที่ซีรีส์ทิ่มแทงคนดูอย่างเราซ้ำๆ พอความจริงถูกเปิดเผย และทุกอย่างไม่ได้ยุติลงด้วยชัยชนะ ผลกรรมคงเป็นสิ่งเดียวที่เราหวังให้ตามทันคนใจต่ำ ไร้ความเป็นมนุษย์พวกนี้

เพลงประกอบซีรีส์ที่ตั้งคำถามกับความไม่เป็นกลางของมนุษย์
“เราโคตรเข้าใจเลยว่าโลกนี้มันทำงานยังไง แต่เรากลืนมันไม่ลงจริงๆ” อังได้กล่าวไว้
ความสนุกปนความเครียดแทบจะระเบิดออกมา แต่ทุกอย่างกลับมาเฉลยในตอนจบ ดนตรีตึงเครียดบรรเลงอย่างเป็นจังหวะ มีการบิดเบือนความจริงจนถึงวินาทีสุดท้าย สิ่งที่ซีรีส์ทิ้งไว้คือความรู้สึกไม่สบายใจ ต่อระบบที่เปิดช่องให้คนฉลาด ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(เพลงดำสนิท ของ Hugo ดังขึ้น)
วินาทีนี้ทำให้เราเข้าใจทุกฝ่ายแบบไม่อยากเข้าใจ
คนเราเกิดมาเป็นผ้าขาว สะสมรอยยับรอยเปื้อนจนเก่า จนมันเป็นสีเทา จนมันดำสนิท
โลกยังหมุนต่อไป คนเห็นกันไปคนละทิศละทาง สิบคน สิบทาง มีเรื่องเถียงกันไม่มีวันจบสิ้น ระหว่างรอวันนัดฟังคำพิพากษาก่อนเรื่องจะจบ เราเห็นถึงมุมที่มีชีวิตของตัวละครมากขึ้น เซยะออกตามหาพี่สาวตัวเองที่หายไป หมอกรณ์ออกไปบริจาคเงินช่วยเหลือคน อนันต์ทำบุญให้ลูกชายตัวเอง แม่ผู้สูญเสียทารกจากคดีไสยศาสตร์ตั้งท้องเด็กคนใหม่อีกครั้ง รม.สุวัฒน์ คว้ารางวัลคนดีแห่งสยาม หมออัจฉราและอังจับมือกันทำพรรคการเมืองอีกครั้ง แพะรับบาปยังใช้ชีวิตอยู่ในคุก ทนายมะนาวได้รับความหวังในการทำคดีใหม่ ฤทธิ์พ่อของเมฆเกษียณราชการ จิตตรีจับเหรียญคาสิโนและได้นั่งพักหายใจ
วันฟังคำพิพากษามาถึง กล่าวคือ ศาลไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยได้ ศาลจึงยกผลประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย เมฆพ้นทุกข้อกล่าวหา ทุกคนก้าวออกจากศาลที่เคารพ เมฆสีครึ้มผลัดเป็นเมฆที่ดูขาวสว่างขึ้นมา แต่ไม่ได้ดูดีใจเลย จากทนายคนดีผู้พิสูจน์หลักฐานด้วยความจริง ตามหาทุกสิ่งเพื่อบอกให้คนอื่นรู้ว่าตนไม่ผิด สู่คำให้การสุดท้ายที่แต่งเรื่องว่าตนเป็นคนผิด กลับรอด เมฆก็เป็นปีศาจ
ระบบยุติธรรมที่ถูกใช้งานโดยมนุษย์ที่เต็มไปด้วยอคติและผลประโยชน์ ไม่มีตอนจบที่ขาวสดเหมือนก้อนเมฆ ไม่ได้มีชัยชนะใดที่สะอาดหมดจด และไม่มีความแค้นไหนที่ถูกกำจัดจนหมดสิ้น คำพิพากษาเป็นเพียงการปิดแฟ้มคดีทางกฎหมายเท่านั้น ส่วนคำถามทางศีลธรรม จะติดค้างอยู่กับคนดูตลอดไป
สิ่งที่คนไทยจะได้ดูต่อไปนี้คงไม่ใช่ซีรีส์ดราม่าบนชั้นศาลธรรมดาอย่างแน่นอน แต่เป็นอีกหนึ่งภาษาในโลกของทนาย ที่จะทำให้เราเห็นอีกหนึ่งมุมมองของความจริงว่าไม่ได้มีน้ำหนักเท่ากับวิธีการเล่าเลย
หวังว่าซีรีส์เรื่องนี้จะไปไกล และสร้างพลังการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศได้มากขึ้น เพราะซีรีส์นี้มันเกินกว่าคำว่าศิลปะไปแล้ว มันเป็นงานคราฟต์ชิ้นหนึ่งที่ตั้งคำถามยากๆ กับศีลธรรมของคนดู กฎระเบียบ หรือข่าวที่หลายคนได้เห็นกันอย่างเฉียบคม ส่วนคนดูจะได้คำตอบอย่างไร คิดตามอย่างไร อันนี้คงเป็นกำไรของคนทำงาน ซึ่งเราเชื่อว่าจะมีอีกหลายประเด็น ที่ตามแล้วได้อะไรกลับไปอย่างแน่นอน
หวังว่าคนดู จะตั้งคำถาม พูดคุยถกเถียง เรื่องกระอักกระอ่วนในซีรีส์
หวังว่าคนธรรมดา จะได้มีชีวิตลืมตาอ้าปากในระบบที่บิดเบี้ยว
หวังว่าแรงงานข้ามชาติจะได้มีชีวิตกับครอบครัวเหมือนคนยศสูง หวังว่าคนจะไม่สูญหายและได้เป็นคนที่มีสิทธิและเสรีภาพเท่ากัน หวังว่าเป็นอย่างนั้น
มีหลายครั้งที่เราเกือบหมดความหวังไปแล้วขณะดู แต่ท้ายที่สุด ซีรีส์ก็ทำให้เรากลับมาตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นคนซ้ำๆ การได้เห็นตัวอย่างของความต่ำตมบนหน้าจอ ก็เป็นเครื่องหมายที่ทำให้ศิลปะได้พูดความจริงอย่างมีนัยยะออกมาบ้าง
แม้ว่าโลกความเป็นจริงกฎหมายในประเทศจะหดหู่แค่ไหนก็ตาม
อย่าหมดความหวังกับการใช้ชีวิต อย่าลืมตั้งคำถามกับสิ่งที่บิดเบี้ยว และอย่าปล่อยให้ความดิบเถื่อนของระบบมันปิดบังทุกอย่างไปเสียหมด




