เช็กสภาพ ปัดฝุ่น หยอดน้ำมันหัวใจ กับช่างใหญ่แห่ง ‘อู่ซ่อมอารมณ์’

อากาศร้อนๆ ที่ไม่ใช่แค่ตอนบ่ายๆ ให้เดาง่ายๆ ก็ทายออกแน่นอนว่าตอนนี้เรากำลังพูดถึงช่วงเดือนไหน ฤดูร้อนครั้งนี้เราบอกลากรุงเทพมหานครแต่หันไปมองก็ยังพอเห็นลางๆ เพราะพิกัดจังหวัดการเดินทางครั้งนี้ยังคงจัดหมวดตัวเองว่าเป็นภาคกลางอยู่ เดินทางจากเมืองหลวงเหงื่อยังไม่ทันตก ขายังไม่ทันชารู้ตัวอีกทีก็ขับเลยป้ายทางหลวงสีน้ำเงิน ที่หากนับตามทางนี่คงเป็นประมาณป้ายที่สี่ของการยินดีต้อนรับเข้าจังหวัดใหม่อีกครั้ง

‘ส้มโอขาวแตงกวา สวนนกคุ้นตา เขื่อนเจ้าพระยา และหลวงปู่ศุข’ ภาพเร็วๆ ที่เราอ่านทันให้ทายว่าป้ายทางหลวงที่รถเพิ่งขับผ่านมานั้นคือจังหวัดอะไร ขอเปิดแผ่นป้ายใบ้เพิ่มเป็นคำพูดของคนจังหวัดนี้ที่สารภาพว่าน้อยใจจากคำตอบของผู้คนส่วนมากมักชูมือตอบจังหวัดใกล้เรือนเคียงไม่ นครสวรรค์ ก็ สุพรรณบุรี คำตอบที่ถูกต้องไม่เคยหลุดออกมาเป็นคำตอบแรกๆ สักทีเพราะหลายคนไม่เพียงขับผ่านแต่กลับมองข้ามกันไป ในครั้งนี้เราจึงขอหักเลี้ยวพาทุกคนมาที่จังหวัด ชัยนาท กัน!

ข้าวของสัมภาระทางกายพร้อม แต่ไม่ลืมที่จะเก็บข้าวของภาระทางใจติดไม้ติดมือมาด้วย ร้อยทั้งร้อยชาวเมืองกรุงต้องมีติดตัวไว้แน่นอน ลองค้นกระเป๋าดูอาจเจอเข้ากับความเคร่งเครียด ช่วงเวลาเร่งรีบ มรสุมทางความคิดที่ไม่เคยได้หยุดหย่อนในแต่ละวัน จิตใจทำงานหนักจนเริ่มติดๆ ดับๆ มีแววว่าต้องหาช่างซ่อมด่วน แต่ไม่ต้องห่วงเขาว่ากันว่าจังหวัดนี้มีช่างฝีมือดี ลือกันว่าช่างคนนี้ซ่อมได้หมดตั้งแต่เครื่องยนต์ยันคนซึมเศร้า

สถานที่ในวันนี้ไม่ได้ลึกลับซับซ้อน แต่หากไม่เคยไปมาก่อนอาจต้องได้เปิดกระจกคุยกับคนรายทางกระชับความสนิทสนมไปประปราย บางช่วงก็เหมือนได้ซ้อมเป็นพิธีกรรายการ ‘ถ้าโลกนี้ไม่มี GPS’ อย่างไรอย่างนั้น

หากใครที่กำลังปักหมุดการเดินทางจังหวัดนี้ไว้จะเข้าใจกันดีว่าถึงแม้รื้อค้นให้ดีข้อมูลในอินเทอร์เน็ตก็ยังไม่ถึงหยิบมือ เส้นทางบางสายยังไม่ถูกอัปเดตอากู๋ก็ยังตอบเราไม่ได้ว่าแยกไฟแดงข้างหน้าซ้ายขวาต้องหมุนพวงมาลัยไปด้านไหน แต่ไม่เป็นไรเพราะแค่เอ่ยปากถามถึง ‘อู่ซ่อมอารมณ์’ คุณป้าสุดสวยบอกเลยแยกนี้ตรงไปเลี้ยวขวาถึงเลย

ผ่านประตูไม้เข้ามาขอชะโงกหัวไปดูป้ายอีกทีว่าเลี้ยวนี้ถูกแล้วใช่ไหม อย่างแรก ต้นไม้อย่างเยอะ อย่างสอง ผู้คนยิ้มแย้ม สายตาไล่เรียงจากซ้ายบนลงมาขวาล่างสายตาเริ่มถูกจับวางจากบรรยากาศที่ไม่ค่อยได้เห็นในเมืองกรุง แต่อย่างสาม เวลคัมดริงก์ในมือนี่อร่อยจัง ยกแก้วมาดูส่วนผสมกลับต้องยิ้มให้กับความใส่ใจเมื่อแก้วทุกแก้วถูกต้อนรับด้วยลายมือเขียนสด “Welcome to อู่ซ่อมอารมณ์” ไม่รีรอเมื่อความประทับใจแรกพบชวนให้เรารีบจ้ำเท้าออกสำรวจว่าสถานที่นี้แอบซ่อนความประทับใจไว้ส่วนไหนอีกกันบ้าง

ร้านกาแฟแอบแฝงตัวอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เก้าอี้ถูกจัดวางง่ายๆ คล้ายคำเชื้อเชิญสะดวกตรงไหนก็นั่งตรงนั้น โต๊ะวาง บานประตู ม้าโยกล้วนแล้วแต่เป็นของเก่าเก็บแต่จากสภาพที่ถูกปัดเช็ดเป็นอย่างดี ดูแล้วคงไม่พ้นรสนิยมของเจ้าของเป็นแน่

“ปลวกมันจะขึ้นพอดี พี่เลยเอามาขัดสีฉวีวรรณรับรองลูกค้าแทน”

มองซ้ายขวาเจอแต่คุณลุงผมดำแซมขาวมองผ่านรวมแล้วดูราวกับเส้นผมทั้งหมดของเขาเป็นสีเทารางๆ  ยืนประจำตำแหน่งรดน้ำต้นไม้ แต่นี่คงเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ ‘ดร-อุดร โตกระแสร์’ หากเป็นแฟนพันธุ์แท้ a day คุณคงได้อ่านบทความที่เพิ่งลงไปก่อนหน้าแล้วพบว่า “อ้าว! คนเดียวกันกับเจ้าของ Why At Chainat นี่หว่า” งั้นเฉลยให้อีกว่า อู่ซ่อมอารมณ์ ที่เรากำลังพูดถึงเป็นส่วนขยายหนึ่งของ Why At Chainat อีกทีแต่สถานที่แห่งนี้สรุปคืออะไร ใจเย็นๆ กำลังจะเล่าบรรทัดต่อไปเลื่อนต่อกันได้เลย

“เราเปิด Why at Chainat ก่อนแล้วสักระยะหนึ่งถึงเริ่มมาทำอู่ซ่อมอารมณ์ เพราะคิดว่าเราควรมีบาร์คาเฟ่ไว้รองรับลูกค้าสักหน่อย พอเปิดแล้วหลานแอบเอาไปโพสต์ทีนี้คนก็แห่มาจนสุดท้ายก็ต้องเปิดเป็นร้านกาแฟจริงจัง”

“เราชอบเก็บของเก่าๆ โดยเฉพาะบรรพบุรุษ อย่างเตียงเหล็กในบ้านแฝดก็ฝีมือปู่เรา ป้าย ส.โตกระแสร์ ที่แขวนอยู่ตรงคาเฟ่ ส.เสือ ก็มาจากชื่อปู่กับพ่อที่จริงเป็นชื่อดั้งเดิมตั้งแต่สมัยที่บ้านเราเป็นอู่ซ่อมทุกอย่าง ซ่อมเครื่อง ซ่อมเรือ ซ่อมรถ วิญญาณช่างมันเติบโตอยู่ในตระกูล”

เขาว่าพลางย้อนวันวานถึงวันที่เลือกหยิบป้ายมาตกแต่งร้าน ก่อนพยักหน้ายอมรับว่าในวันนี้เขาไม่ได้เป็นช่างซ่อมเครื่องจักรแต่เลื่อนตำแหน่งมาต้อนรับซ่อมอารมณ์ผู้คนที่สัญจรไปมาแทนแล้ว

บางช่วงเวลาที่มีปัญหาขอแค่มีใครสักคนมาเป็นเพื่อนคุยก็สามารถฆ่าเวลาของความทุกข์ได้แล้ว มนุษย์น่ะการตัดสินใจมันสั้นภายในเสี้ยววินาที บางทีกาแฟแก้วเดียวอาจเปลี่ยนวินาทีของเขาเป็นอื่นได้

การมาซื้อกาแฟที่อู่ซ่อมอารมณ์มันไม่ใช่แค่การมากิน แต่มันคือการที่ใครก็ตามที่อยากมาฟื้นชีวิตคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ เรามีประสบการณ์ในกรุงเทพฯ หลายอย่างที่คนต่างจังหวัดไม่มีเลยอยากให้ชัยนาทมีที่ไว้สำหรับเวลาใครมีปัญหาก็มานั่งจิบกาแฟกินขนมคุยแลกเปลี่ยนมุมมองพักสมองปล่อยใจ ชายหนุ่มเผยความตั้งใจผ่านแววตาพร้อมสรุปที่มาของการตั้งชื่อว่า ‘อู่ซ่อมอารมณ์’

“สถานที่นี้พัดพาอะไรมาหลายอย่างมาก ที่เราได้มาจริงๆ จากอู่ซ่อมอารมณ์ก็ตรงกับที่ตั้งใจว่าถ้าประสบการณ์ของเราสามารถไปสะกิดใจใครให้มันเปลี่ยนวินาทีในการตัดสินใจของเขาได้บ้าง มันก็ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้เขาเลือกได้แล้ว”

เขาเปรียบตัวเองเป็นดั่งหนังสือเล่มหนึ่งที่ผู้คนจะแวะมาเลือกหยิบเปิดอ่าน ผู้คนจะได้ประสบการณ์ตรงโดยที่ไม่ต้องไปลงทุนเผชิญหน้าปะทะกับมันแต่ได้รับจากที่นักล่าประสบการณ์แชร์ให้ฟังผ่านการพูดคุย

เราแวะเวียนเทียวไปมาตรอกซอกซอยเมืองชัยนาทเริ่มคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่บ้าง คำถามที่คนชัยนาทหลายคนตอบกลับมาด้วยสำเนียงที่เป็นเอกลักษณ์แต่ใจความกลับไม่เหมือนกันเลยสักครั้ง รายต่อไปจึงขอฟังคำตอบของ อุดร โตกระแสร์ บ้างแล้วกันว่าอู่ซ่อมอารมณ์เปรียบเหมือนอะไรในชีวิตตอนนี้

“วันนี้มันมาไกลมากแล้ว สถานที่นี้มันไม่เพียงซ่อมแค่คนอื่นแต่มันกลับซ่อมตัวเองด้วย อู่ซ่อมอารมณ์เคยคืนหนึ่งชีวิตกลับมาให้เรา ส่วนอีกหลายชีวิตที่ไปๆ มาๆ ในคราบลูกค้ากลายเป็นเหมือนญาติแวะมาเที่ยวบ้านซะมากกว่าถือเป็นของแถมที่ทำให้เราได้เจอคนดีๆ ในชีวิตเพิ่มขึ้น”

“เอ้อ! อย่างขนมที่เรากินกันอร่อยๆ ก็มาจากลูกค้าประจำเหมือนกัน เขาเอามาฝากแล้วเราติดใจเลยขอให้เขาช่วยสอนหน่อยได้ไหม วันรุ่งขึ้นเขาก็ขนเครื่องไม้เครื่องมือมาเต็มรถเลย อยากสอนเราเต็มที่จนเราได้พัฒนาสูตรมาจนถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะเขา เงินที่ควรจะได้เป็นค่าตอบแทนกลายมาเป็นความสัมพันธ์ที่พัฒนากลายเป็นเหมือนญาติกันแทนในทุกวันนี้ (ยิ้ม) อันนี้ก็เป็นอีกสิ่งที่อู่นี้ให้เรามาเหมือนกัน”

เส้นผมความยาวที่ต้องอาศัยหนังยางมัด บางเส้นที่ไม่ถูกยางรวบรัดก็พลิ้วไหวตามแรงขยับมองรอบตัวถึงสมบัติทางความรู้สึกที่หน้าตาเขียวๆ เก่าๆ ผู้คนที่เขารักเดินไปมาภายในรั้วไม้ที่เขาสร้างไว้ห่อหุ้มความรู้สึกที่ไม่ให้ใครมาทำลายได้เอาไว้ ชีวิตของชายวัยค่อนเลยกลางคนมาเล็กน้อยถูกใช้มาจนเกือบถึงหน้าท้ายๆ คงเพียงพอที่จะถามคำถามนี้ได้แล้วหากนับจากประสบการณ์ชีวิตของเขา

ตอนนี้คิดว่าชีวิตยังต้องการอะไหล่มาซ่อมแซมไหม สามารถพูดว่าลงตัวได้เต็มปากแล้วหรือยัง

“ลงตัว ไม่มีอะไรผูกมัด ตอนนี้มันเหมือนเป็นความสุขเล็กๆ ที่เราเจอในทุกวัน มนุษย์มันจะมีอยู่สองเรื่องที่เอาไว้ใช้จ่ายอย่างแรกคือเงิน แต่อย่างที่สองที่เราไม่ค่อยได้ใส่ใจคือเวลา ยิ่งมนุษย์เมืองชอบถือเอาเงินเป็นหน่วยนับสมมติของความสุขจนลืมสนใจเรื่องเวลาไป”

เขายิ้มพร้อมสารภาพว่าประเภทที่ว่ามานั้นคือตัวเขาในอดีต ความคิดตอนนั้นเขายึดมั่นถือตั้งไว้เลยว่า มีร้อยล้านเมื่อไหร่ค่อยกลับบ้าน แต่มันกลายเป็นว่าจุดหมายที่เราจะไปเอาเงินล้านมันคนละทิศทางกับทางกลับบ้าน เราเลยเหมือนยิ่งเดินห่างจากบ้านไปเรื่อยๆ จนลืมคิดไปว่าในขณะเดียวกันแม่ก็นั่งคอยคิดถึงเราอยู่ที่บ้านทุกวันเช่นกัน

ตอนนี้เขาถึงวัยที่พับเก็บเรื่องเงินไปแล้ว ใช้เงินไปเยอะแล้ว เวลาก็ใช้ไปเยอะมากแล้ว วันนี้สิ่งที่หวงที่สุดคือ เวลา ที่มันนับถอยหลังหมดไปทุกๆ วัน เงินถ้าขาดยังหามาเติมได้ แต่เวลามันไม่ใช่แบบนั้น เพราะฉะนั้นเราควรรู้ตัวตลอดว่าเวลาที่เรากำลังใช้มันเพื่ออะไรกันแน่ ความทุกข์มีได้แต่ต้องวางมันให้เร็ว สุดท้ายทุกอย่างของเรามันก็จะถูกเปลี่ยนมือไปในเวลาอันใกล้ ไกล และต่อไปในอนาคต

หลังจากนี้ไม่ต้องเอ่ยถามถึงเป้าหมาย ปลายทางชีวิตของชายไม่หนุ่มผู้นี้ไม่มีเส้นชัยพาดไว้ให้วิ่งชนอีกต่อไปแล้ว มีแต่ช่วงเวลาของการอวดลูกสมุนไก่กะต๊ากประจำตัวว่ามันขี้อ้อนแค่ไหน เดี๋ยวมาคลอเคลีย เดี๋ยวมานวดให้ ทุกวันนี้มันก็แค่นั้นตื่นเช้ามาทำชีวิตให้มันคุ้มค่า มีเวลาก็ปลูกต้นไม้ทิ้งไว้ให้โลกนี้ ความสุขที่ไม่รู้จะไปหามันจากไหนแล้ว ชีวิตมันก็ง่าย เออ มันก็ง่ายจริงๆ

เมื่อถึงเวลาสัมภาระถูกพับเก็บเตรียมกลับไปอยู่ที่ทางที่จากมา ส่วนภาระทางใจถูกบูรณะกลับมาในสภาพเอี่ยมอ่อง วันนี้นับเป็นโชคดีได้เจอช่างใหญ่มากประสบการณ์ อารมณ์ที่ติดๆ ดับๆ ผุๆ พังๆ ถูกซ่อมหายเป็นปลิดทิ้ง ส่วนค่าบริการมีเพียงคำแนะนำทิ้งท้ายไว้ปลายใบเสร็จ

โปรดดูแลทำนุบำรุงสภาพให้ดีในทุกวันสละเวลาที่แสนยุ่งวุ่นวายสักครึ่งชั่วโมงมานั่งทบทวนตัวเอง คอยถามไถ่ให้เหมือนการหมั่นหยอดน้ำมันวันนี้เรามีความสุขหรือยังแล้วสิ่งนั้นคืออะไร เรื่องจริงของความสุขคือมันเป็นเรื่องง่ายจนลืมคิดไปว่าแค่อยู่นิ่งๆ ก็มีความสุขได้แล้ว หากวันไหนสภาพไม่ดีอู่แห่งนี้ยังคอยยินดีเปลี่ยนอะไหล่เสมอ

เสียงเร่งเครื่องมอเตอร์ไซค์คู่ใจดังขึ้นอีกครั้งในเวลาเดิมเป็นประจำ กิจวัตรที่มักออกไปซื้อความสุขที่รู้จักกันในหน้าตาแกงถุงที่ตลาดนัด ไปตักตวงพายความสุขบนเรือคายัคที่คลองบึง ไปแจกจ่ายความสุขตามสมาคมปั่นจักรยาน ชีวิตมันก็แค่นี้เอง

PHOTOGRAPHER