การเวลาเปลี่ยนผ่าน หลายอย่างเปลี่ยนแปลง ไม่เว้นแม้แต่ศาลพระภูมิในบ้านเรา ที่ถูกปรับเปลี่ยนตกแต่งให้เข้ากับบริบทพื้นที่นั้นๆ เพื่อแสดงถึงความแปลกใหม่หลากหลาย และไม่จำเป็นต้องยึดติดอยู่กับรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบเดิมๆ อย่างในอดีต
ศาลพระภูมิหรือศาลตายาย มีหน้าที่หลักๆ ไว้เพื่อปกปักรักษาให้คนที่อยู่อาศัยปลอดภัย ทำสิ่งใดก็ราบรื่น มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามา แต่ก็มีอีกมุมที่ทำให้คนอย่างเราๆ รู้สึกว่าศาลเหล่านั้นน่ากลัวด้วยเหมือนกัน ด้วยจากรูปลักษณ์ของศาลที่เป็นทรงบ้านเรือนไทย บ้านไม้เก่า มีโมเดลนางรำหักหรือชำรุด ดอกไม้บูชาวางกองเยอะๆ ทำให้เรารู้สึกหรือคิดไปเองว่ามีพลังงานบางอย่างที่ไม่เฟรนด์ลี่อยู่ตรงนั้น
แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน โลกมนุษย์มีความโมเดิร์นขึ้น โลกอีกมิติของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องเดิร์นตาม ทำให้ความน่ากลัวของศาลนั้นลดลง เพราะถ้าตึกห้างหรูๆ ถูกนำมาดีไซน์ในรูปทรงมินิมอล แล้วศาลมาเป็นรูปแบบไทยวัฒนธรรมลายกนก มันก็คงจะขัดกับภาพลักษณ์อาร์ตไดเรกชันที่คนออกแบบได้คิดไว้
แต่ถึงแม้ตัวศาลจะถูกเปลี่ยนรูปแบบภาพลักษณ์หรือเดิร์นขนาดไหน ตัวศาลก็ยังคงไว้ซึ่งแก่นของการสร้างศาลตามคติความเชื่อไว้อย่างเคย โดยคำนึงถึงการใช้ฮวงจุ้ยเพื่อเป็นหลักการในการจัดตำแหน่งที่เหมาะสมของศาลเพื่อให้เกิดพลังงานที่สมดุลระหว่างผู้อยู่อาศัยกับตัวพื้นที่ ทิศทางที่นิยมคือทิศทางที่ไม่อยู่ในที่อับหรือจุดสกปรก โดยส่วนใหญ่ไม่นิยมตั้งอยู่ใต้เงาตัวบ้านหรือเงาอาคาร นิยมตั้งศาลให้อยู่หน้าพื้นที่บ้าน เพื่อให้คุ้มครองพื้นที่ของตัวบ้านและอาคารได้ทั้งหมด การยกพื้นสูงของตัวศาล เพราะต้องการแยกโลกศักดิ์สิทธิ์กับโลกมนุษย์ออกจากกัน เสาเดียวของศาลจึงมีความหมายถึงแกนจักรวาล โดยศาลพระภูมิจะอยู่สูงกว่าศาลตายาย เพราะพระภูมิเป็นเทพที่คุ้มครองพื้นที่ที่มีตำแหน่งสูงกว่าศาลตายายที่เป็นเพียงวิญญาณบรรพบุรุษหรือเจ้าที่เดิม ไม่ใช่เทพ แต่ทั้งสองศาลนั้นก็มีหน้าที่เดียวกันคือคอยปกปักรักษาพื้นที่นั้นๆ ด้วยกัน
นอกจากนี้ การที่ศาลถูกตกแต่ง เปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะกับบริบทพื้นที่ของที่นั้นๆ สามารถสะท้อนถึงฐานะชนชั้นของศาลได้ด้วยเช่นกัน เพราะศาลก็ไม่ต่างจากบ้านหลังหนึ่งของมนุษย์ หากแต่เปลี่ยนเป็นบ้านของเทพ หรือศาลพระภูมิเจ้าที่แทน ซึ่งความอลังการยิ่งใหญ่ก็แตกต่างกันไปตามงบของผู้สร้าง แต่ในความแปลกใหม่ของศาลพระภูมินี้ก็ยังคงวางอยู่ในรากฐานความเชื่อที่ว่าเป็นสิ่งที่ทำหน้าที่ปกปักรักษาพื้นที่นั้นๆ อยู่ให้มีแต่เรื่องดีๆ และเรื่องร้ายๆ ออกไป เราจึงสามารถเห็นความหลากหลายรูปทรงของศาลอย่างทุกวันนี้























