เวลาล่วงเลยมาถึงสิ้นปีทีไร หนึ่งในกิจกรรมที่หลายคนมักทำกันช่วงโค้งสุดท้ายของปี คือการจัดเก็บข้าวของให้เป็นระเบียบ ของชิ้นเก่าบางชิ้นที่เราแทบไม่คุ้นตาแล้ว ก็ถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่น ส่วนของชิ้นใหม่ที่ไม่ได้ใช้งานก็เก็บใส่เข้ากล่องรวมกัน เพื่อเตรียมพื้นที่รับของที่ใหม่กว่าเข้ามาในบ้าน
ข้าวของทุกชิ้นล้วนมีความทรงจำสอดแทรกอยู่ภายใน ไม่ว่าจะหยิบของชิ้นไหน เรื่องราวมากมายทั้งดีและร้ายต่างก็พรั่งพรูเข้ามา สะกิดความรู้สึกให้เราหวนนึกถึงช่วงเวลาในอดีต ที่แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ก็ยังไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำของเรา
เพื่อทบทวนถึงช่วงเวลาอันมีค่าเหล่านั้น คงจะดีถ้าเราได้บันทึกภาพสิ่งของเหล่านี้เก็บเอาไว้ เพื่อย้ำเตือนถึงความทรงจำสีจางๆ และไว้หยิบขึ้นมาดูในวันที่เราคิดถึงอดีต

ข้าวของที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งตั๋วหนังตอนเดตแรก ตุ๊กตาที่ซื้อเป็นของขวัญให้ตัวเอง สมุดไดอะรีเล่มโปรดสมัยเรียน แว่นตาที่พ่อเคยใส่ และอื่นๆ อีกมากมาย จะจัดวางให้อยู่ในเฟรมเดียวกันได้ก็คงจะยาก ถ้าไม่ใช่วิธีการถ่ายรูปที่เรียกว่า ‘Knolling’
สำหรับใครที่มีสิ่งของหลากหลายชนิดและอยากถ่ายรูปมันเก็บไว้รวมกันไว้ในภาพเดียว เราจึงอยากพาทุกคนไปรู้จักกับวิธีอย่าง Knolling กัน เพื่อช่วยให้ภาพถ่ายของเราสามารถกักเก็บทุกความทรงจำเอาไว้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด

Knolling กับการสร้างระเบียบให้ภาพถ่าย
แม้จะเป็นเพียงวิธีการจัดวางวัตถุสำหรับถ่ายภาพ ถึงอย่างนั้น Knolling ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นและได้รับความนิยมไปทั่วเองเสียเมื่อไหร่ ถ้าไม่มีใครสักคนคิดขึ้นมา มันก็อาจไม่มีชื่อเรียกและใช้กันอย่างแพร่หลายแน่นอน
จุดเริ่มต้นของ Knolling ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากการถ่ายภาพโดยตรง หากแต่เริ่มจากสถานที่ที่คาดไม่ถึง นั่นคือสตูดีโอออกแบบเฟอร์นิเชอร์ โดยย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1980 แอนดรูว์ โครเมโลว์ (Andrew Kromelow) ซึ่งทำงานเป็นภารโรงในสตูดิโอออกแบบเฟอร์นิเชอร์ของ แฟรงก์ เกห์รี (b) บังเอิญเห็นว่าเฟอร์นิเชอร์ทรงเหลี่ยมของแบรนด์ Knoll เมื่อนำมาจัดวางให้เป็นระเบียบ จะดูคล้ายมุมฉาก (90 องศา) ตัวเขาจึงเริ่มจัดวางเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ให้อยู่ในแนวเส้นตรงและมุมฉากบนพื้นผิวเรียบไปพร้อมๆ กัน และเรียกเทคนิคดังกล่าวว่า ‘Knolling’ มาจากชื่อแบรนด์เฟอร์นิเชอร์นั่นเอง

วิธีการจัดของแบบนี้จึงได้รับความนิยมอย่างมากในสตูดีโอของเกห์รี และกลายเป็นมาตรฐานในการจัดระเบียบสิ่งของในเวลาต่อมา เมื่อศิลปินจะถ่ายภาพสินค้าก็มักนำของมาจัดวางในลักษณะนี้ พร้อมถ่ายจากด้านบน เพื่อให้เห็นข้าวของทุกชิ้น ทำให้ Knolling จึงเริ่มพัฒนาอย่างจริงจัง จนกลายเป็นรูปแบบการถ่ายภาพที่ช่างภาพหลายคนมักหยิบมาใช้กัน

ทั้งนี้ หนึ่งในบุคคลสำคัญผู้ทำให้การถ่ายภาพแบบ Knolling เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น คือ ทอม แซกส์ (Tom Sachs) ศิลปินร่วมสมัยชาวอเมริกัน ผู้เคยทำงานอยู่ในสตูดีโอของแฟรงก์ เกห์รี โดยตัวเขาได้นำแนวคิด Knolling มาใช้และต่อยอดในงานศิลปะของตนเอง โดยงานของเจ้าตัวที่ทำให้เทคนิค Knolling โด่งดัง คือภาพของข้าวของเครื่องใช้ในงานช่างที่จัดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งมีการบันทึกเอาไว้ใน Ten Bullets Zine ซึ่งเป็นเหมือนหนังสือบันทึกการทำงานของแซกส์ด้วย

นอกจากนี้วลีอย่าง ‘Always Be Knolling (ABK)’ ซึ่งเป็นเหมือนคติประจำใจของบรรดาช่างภาพทั้งหลาย ก็มีทอม แซกส์เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง โดยงานของเขาช่วยผลักดันให้ Knolling กลายเป็นเทคนิคกระแสหลักของโลกภาพถ่ายและศิลปะ ตลอดจนเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้เหล่าช่างภาพจำนวนมากหันมาสนใจเทคนิคนี้
ทำให้ในเวลาต่อมา ศิลปินและนักออกแบบอีกมากมายก็นำ Knolling ไปใช้ต่อยอดจนกลายเป็นสไตล์การถ่ายภาพที่ชัดเจนในตัวเอง โดยในปัจจุบันเรามักเห็น Knolling ถูกนำไปใช้ในงานถ่ายภาพสินค้า คอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย และงานจัดวางเชิงศิลปะอยู่บ่อยครั้งด้วย

หัวใจสำคัญของการถ่ายภาพแบบ Knolling คือความเป็นระเบียบและมุมองศา โดยจะจัดวางวัตถุต่างๆ ให้อยู่ในแนวมุมฉาก 90 องศา เพื่อสร้างองค์ประกอบที่สมดุลและดูเป็นระบบ ซึ่งการจัดวางแบบนี้มีข้อดีหลายอย่าง ได้แก่ ทำให้มองเห็นวัตถุแต่ละชิ้นได้ชัดเจน สร้างความรู้สึกเป็นระเบียบเรียบร้อย รวมถึงช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
หนำซ้ำการถ่ายภาพแบบ Knolling อาศัยองค์ประกอบทางภาพหลายอย่างที่ทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างภาพที่ดูเป็นระเบียบ สวยงาม และดึงดูดสายตา พร้อมทั้งสื่อสารข้อมูลได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสี พื้นผิว แสง และระยะห่างระหว่างวัตถุ ซึ่งล้วนมีผลต่อการรับรู้ของผู้ชมโดยตรง การเลือกใช้สีที่ตัดกันอย่างพอดีช่วยขับให้วัตถุแต่ละชิ้นโดดเด่น ขณะที่ความแตกต่างของพื้นผิวเพิ่มมิติและความน่าสนใจให้กับภาพ เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ถูกจัดวางอย่างลงตัว ภาพ Knolling จึงไม่ใช่แค่การจัดของให้เป็นระเบียบ แต่กลายเป็นการเล่าเรื่องผ่านวัตถุ ที่ทำให้ผู้ชมเข้าใจทั้งหน้าที่ ความสัมพันธ์ และคุณค่าของสิ่งของเหล่านั้นได้โดยง่ายที่สุด

ปัจจุบัน Knolling สามารถพบเห็นได้ในแกลเลอรีศิลปะร่วมสมัยและสตูดีโอออกแบบทั่วโลก ศิลปินอย่าง ทอดด์ แมกเลแลน (Todd McLellan) ก็ได้นำเทคนิคนี้มาใช้สร้างสรรค์ผลงาน โดยนิยมจัดวางชิ้นส่วนของวัตถุให้แยกออกมาเป็นองค์ประกอบที่ดูโดดเด่นและสะดุดตา หรือในฝั่งของงานออกแบบเฟอร์นิเชอร์ นักออกแบบจำนวนมากก็ได้รับแรงบันดาลใจจากการจัดวางแบบ Knolling ด้วยเช่นกัน อย่าง ฟลอเรนซ์ นอลล์ (Florence Knoll) และนำหลักการของ Knolling ไปปรับใช้ในโชว์รูมหรือพื้นที่จัดแสดงสินค้า เป็นต้น
นอกจากนี้ การเน้นเรื่องระเบียบและมุมองศาของสิ่งของแบบนี้ จึงทำให้ของใช้ธรรมดาๆ กลายเป็นภาพที่ดูโดดเด่นทางสายตา เทคนิค Knolling จึงเหมาะมากกับงานถ่ายภาพสินค้า การจัดแสดงของ หรือการจัดวางเชิงศิลปะเป็นอย่างมาก
ฉะนั้นแล้ว หากใครกำลังมองหาเทคนิคและวิธีการในการถ่ายภาพข้าวของเครื่องใช้ในความทรงจำระหว่างที่เก็บบ้าน ก็อาจลองเอาวิธีอย่าง Knolling ไปใช้ดู จะได้มีภาพถ่ายสักใบที่สามารกักเก็บเรื่องราวจากสิ่งของต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน
อ้างอิงจาก




