เมื่อเข้าสู่ช่วงสิ้นปี สิ่งหนึ่งที่หลายคนมักทำคือการย้อนทบทวน ‘สิ่งที่ทำสำเร็จ’ ของตัวเองตลอดปีที่ผ่านมา นัยว่าสิ่งเหล่านั้น คือสเต็ปของการเติบโต ก้าวหน้า และสามารถต่อยอดได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ
ในห้วงเวลานี้เอง คำคำหนึ่งก็มักปรากฏขึ้นมาพร้อมกัน นั่นคือคำว่า ‘เกือบ’
‘เกือบทำสิ่งนั้นสำเร็จแล้ว’ ฟังแล้วอาจรู้สึกเจ็บใจและเสียดาย
แน่นอนว่าความรู้สึกเต็มเปี่ยมของสิ้นปีอาจมาพร้อมความสำเร็จตามเป้าที่มองไว้ของแต่ละคน แต่ก็คงเป็นเรื่องน่าเสียดาย หากจะมองว่าสิ่งที่ยังไม่สำเร็จ คือความล้มเหลว และผลักมันออกไปอย่างไม่ใยดี
เพราะที่จริงแล้ว ‘เกือบ’ นั้นมีพลังและส่งผลต่อชีวิตมากกว่าที่คิด
ครั้งหนึ่ง เคยมีการพูดในหัวข้อ ‘พลังแห่งความเกือบ’ บนเวที TEDx ที่ชวนคนฟังมองคำว่า ‘เกือบ’ ในมุมใหม่ แทนที่จะมองเป็นความล้มเหลว แต่เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยพลัง ศักยภาพ และการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นความฝันที่ยังไม่สำเร็จ โปรเจกต์ที่หยุดกลางทาง หรือเป้าหมายที่ยังไปไม่ถึงปลายทาง
ไหนๆ ก็มาถึงสัปดาห์สุดท้ายของปีแล้ว หากใครลองทบทวนช่วงเวลาตลอดทั้งปีและพบว่า ‘เกือบ’ ทำบางอย่างสำเร็จ อย่าเพิ่งโยนมันทิ้ง ลองมาดูก่อนว่า ทำไมเราจึงควรโอบรับคำว่า ‘เกือบ’ ไว้

‘เกือบ’ ทำให้สมองรับรู้ว่าเราเคลื่อนไหวแล้ว
มีทฤษฎีทางจิตวิทยาชื่อ Self-Perception Theory ที่บอกว่ามนุษย์นั้นทำความเข้าใจทัศนคติและความรู้สึกภายใจของตัวเองจากการกระทำ มิใช่ผลลัพธ์ ดังนั้นเมื่อทบทวนตัวเองช่วงสิ้นปีแล้วพบว่ามีสิ่งใดที่เรา ‘เกือบ’ หรือ ‘พยายาม’ แต่ยังไม่สำเร็จ สมองจะไม่ได้ตีความว่าล้มเหลว แต่ตีความว่าเรา ‘ลงมือทำ’ แล้ว และประมวลว่าเราไม่ใช่คนเดิมกับต้นปี นั่นคือเหตุผลว่า ‘เกือบ’ นั้นช่วยรักษาความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองได้

‘เกือบ’ สัญญาณของระยะเปลี่ยนผ่าน
ภาษาอังกฤษมีคำว่า Liminal ที่หมายถึง สภาวะหรือพื้นที่ที่อยู่ ‘ระหว่าง’ กลาง ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง ทั้งในแง่ของสถานที่หรือสภาวะทางจิตใจ และอาจทำให้เกิดความรู้สึก ‘ก้ำกึ่ง’ ความไม่มั่นคง ไม่มั่นใจ หรือไม่ชัดเจน ซึ่งอาจทำให้เกิดความรู้สึกว่า ‘ยังไม่ไปถึงไหน’ คำว่า ‘เกือบ’ ในการทบทวนตัวเองช่วงท้ายปี จึงชัดและมีพลังขึ้น เพราะมันคือสัญญาณของระยะเปลี่ยนผ่าน เป็นสภาวะก้ำกึ่งระหว่างตัวตนเก่ากับตัวตนใหม่ การโอบรับมันไว้จึงไม่ต่างกับการโอบรับการเติบโตที่กำลังเกิดขึ้น

‘เกือบ’ พลังเยียวยาความเจ็บปวด
ในทางจิตวิทยา คำว่า ‘เกือบ’ ไม่ใช่คำที่เอาไว้พูดหลอกตัวเอง แต่เป็นการพูดกับตัวเองอย่างเมตตา อ่อนโยน และเข้าใจ ดังคำว่า Self-Compassion เป็นการยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบ ความผิดพลาด และความทุกข์ของตัวเองอย่างมีสติและไม่ตัดสิน ยิ่งในช่วงสิ้นปีที่ทุกคนต่างเปรียบเทียบความสำเร็จระหว่างกัน คำว่า ‘เกือบ’ จึงทำหน้าที่เป็นกำบังทางอารมณ์ และช่วยให้เรามองตัวเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่งอย่างแท้จริง ไม่ได้เป็นเพียงหุ่นยนต์ที่ถูกป้อนโปรแกรมมาเพื่อบรรลุบางอย่างเท่านั้น

‘เกือบ’ คือความกล้าหาญที่ยังรอผลลัพธ์
คนเรามักมอง ‘ผลลัพธ์’ มากกว่า ‘ความพยายาม’ เสมือนมองปลายทางโดยปราศจากทำความเข้าใจรายละเอียดระหว่างทาง เช่นเดียวกับสมองมนุษย์ที่มักให้โดปามีนกับ ‘ชัยชนะ’ ไม่ใช่ความพยายาม ดังนั้นคนที่กล้าลอง กล้าเสี่ยง กล้าเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่สำเร็จ จึงเป็นเพียงความกล้าหาญที่ปราศจากรางวัล แต่หากลองเปลี่ยนความคิดสักนิด และโอบรับ ‘เกือบ’ ไว้ มันคือการ ‘เลือก’ ให้คุณค่ากับความกล้าในการลงมือทำแทน มากกว่าความสำเร็จนั่นเอง คือสิ่งที่สำคัญมากกว่า เพราะ ‘เกือบ’ ไม่ได้แปลว่าไร้ค่า แต่หมายความว่าเราได้ลงมือทำแล้ว ได้ก้าวไปไกลพอจะเรียนรู้บางอย่าง และประสบการณ์เหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน แต่สะสมเป็นพลังเงียบๆ อยู่ในตัวเรา

‘เกือบ’ ทำให้ได้โฟกัสที่ตัวตน
หากความสำเร็จทำให้ทุกอย่างจบลงที่ผลลัพธ์แล้ว คำว่า ‘เกือบ’ ก็คือสิ่งที่เปิดพื้นที่ให้เห็นว่าเราอดทนขึ้นแค่ไหน เรากล้าตัดสินใจมากขึ้นแค่ไหน และเรารู้ขอบเขตของตัวเองมากขึ้นหรือไม่ ถึงแม้ว่าจะยังไม่ถึงผลลัพธ์ แต่การเปลี่ยนแปลงในระดับความคิดซึ่งส่งผลต่อการทำความเข้าใจตัวตนนั่นแหละ คือการเติบโตที่ยั่งยืนที่สุด
เพราะการลงมือทำสำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ หลายคนหยุดตัวเองเพราะกลัวไม่สำเร็จ แต่แท้จริงแล้ว การได้เริ่ม ลอง ขยับ คือสัญญาณว่าเรากล้าออกเดินแล้ว แม้จะยังไม่ถึงเส้นชัยก็ตาม
ชีวิตไม่ได้ถูกวัดด้วยสิ่งที่เราทำสำเร็จเท่านั้น แต่ยังถูกหล่อหลอมจากสิ่งที่เรา ‘เกือบ’ ทำสำเร็จด้วย เมื่อเรียนรู้ที่จะโอบรับ ‘เกือบ’ ไว้ มันจะไม่ใช่รอยแผลของความล้มเหลว แต่คือพลังเงียบที่ผลักให้เราเติบโตต่อไปต่างหาก





