‘การถ่ายภาพ’ นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมา เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่จะบันทึกเรื่องราวและความเป็นจริงของผู้คน สรรพสัตว์ สิ่งของ และสถานที่ต่างๆ รวมถึงยังทำหน้าที่เป็นหลักฐานของการมีอยู่ของบางสิ่งบางอย่าง เพื่อส่งต่อให้ผู้คนในอนาคตได้เห็นต่อไป
ก่อนหน้าจะมีภาพถ่าย ผู้คนบันทึกและนำเสนอเรื่องราวต่างๆ ที่ตาเห็นผ่านงานศิลปะ เฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยตั้งแต่ยุคลัทธิประทับใจนิยม (Impressionism) เป็นต้นมา ซึ่งศิลปะเป็นตัวกลางอย่างดีที่สามารถสะท้อนอารมณ์อันลุ่มลึกและความประทับใจต่อภาพตรงหน้าได้
อย่างไรก็ดี โลกเราเองไม่ได้หยุดหมุนฉันใด เทคโนโลยีด้านการถ่ายภาพก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตามฉันนั้น จากเดิมที่มันเป็นเพียงผืนภาพแบนราบที่สะท้อนวัตถุตรงหน้า ไม่ได้มีพลังในการเล่าเรื่องเท่าภาพวาด ทว่าปัจจุบันมีช่างภาพจำนวนไม่น้อยที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ มุมมอง และเรื่องราวที่อยู่ในฉากตรงหน้าออกมาได้อย่างลึกซึ้ง จนมันได้กลายมาเป็นอีกภาษาหนึ่งของการเล่าเรื่องที่ทรงพลังไม่แพ้งานศิลปะแบบใดเลย

และหากถามว่าช่างภาพคนไหนที่สามารถลั่นชัตเตอร์และนำเสนอรูปถ่ายออกมาในมิติเช่นนั้นได้บ้าง ก็คงต้องขอเสนอชื่อของ มาร์ติน พาร์ (Martin Parr) หนึ่งในช่างภาพชื่อดัง ผู้สามารถใช้กล้องเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนวิถีชีวิตอันแสนธรรมดาของชาวอังกฤษให้กลายเป็นความมหัศจรรย์ได้ แม้เราจะไม่ได้อยู่ ณ ที่แห่งนั้นในภาพ แต่เชื่อว่าใครที่ได้เห็นภาพของมาร์ติน ก็จะต้องสัมผัสได้ถึงเรื่องราวที่ร้อยเรียงกันในภาพนั้นแน่นอน
ถึงเจ้าตัวจะจากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2025 ทว่าผลงานภาพถ่ายและเรื่องราวของตัวเขาจะยังคงอยู่ตลอดไป ครั้งนี้เราจึงอยากพาทุกคนเข้าสู่โลกของภาพถ่าย ผ่านผลงานของมาร์ติน พาร์ ช่างภาพผู้มองเห็นความอัศจรรย์ในสิ่งธรรมดาที่หลายคนมองข้าม
จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ สู่เส้นทางชีวิตอันยิ่งใหญ่

การจะเข้าใจผลงานของศิลปินคนหนึ่งอย่างลึกซึ้ง คงเป็นเรื่องยากหากเราไม่รู้จักเส้นทางชีวิตของเขามาก่อน ดังนั้นก่อนที่เราจะพาไปสำรวจเบื้องหลังภาพถ่ายของมาร์ติน พาร์ เราขอเริ่มต้นจากเรื่องราวเบื้องหลังชีวิตของเขาเสียก่อน
ย้อนกลับไปในปี 1952 มาร์ติน พาร์ เกิดที่เมืองเอปซอม มณฑลเซอร์รีย์ ชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่ต่างอะไรจากเด็กธรรมดาทั่วไป แต่หนึ่งสิ่งที่บ่มเพาะให้ตัวเขากลายเป็นคนช่างสังเกต คือการที่มาร์ตินใช้เวลาในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ไปกับการดูนกกับพ่อแม่ ซึ่งทั้งคู่ต่างก็เป็นคนชอบดูนก จึงมักพามาร์ตินไปด้วยเป็นประจำ
ทั้งนี้จุดเริ่มต้นที่ทำให้เจ้าตัวหันมาสนใจกล้องและการถ่ายภาพอย่างจริงจัง นั่นคือช่วงเวลาที่เขาต้องพักอยู่ที่บ้านของปู่ย่า ซึ่งปู่ของเขาเป็นช่างภาพมือสมัครเล่น ทำให้ตัวเขาในวัย 14 ปี เริ่มสนใจและมีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นช่างภาพตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เขาเป็นเด็กที่ไม่ได้เรียนเก่ง มีสอบตกอยู่บ่อยครั้ง ยิ่งเป็นการตอกย้ำความคิดเรื่องที่อยากจะหันมาเอาจริงเอาจังในด้านการถ่ายภาพมากขึ้น เวลาต่อมา ราวๆ ปี 1970 มาร์ตินจึงได้เข้าศึกษาต่อด้านการถ่ายภาพที่ Manchester Polytechnic ซึ่งเป็นประตูบานสำคัญที่ช่วยเปิดให้มาร์ตินได้ก้าวเข้าสู่โลกของการเป็นช่างภาพมืออาชีพ

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาตัวเขาก็ได้เข้าร่วมโครงการประกวดถ่ายภาพมากมาย จนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เฉพาะอย่างยิ่งกับการเป็นช่างภาพผู้ถ่ายภาพสารคดีเชิงสังคมที่ทั้งแปลกใหม่และสร้างสรรค์กว่าภาพสารคดีแบบเดิมๆ จนทำให้ตัวเขากลายเป็นช่างภาพอีกหนึ่งคนที่บทบาทสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมการถ่ายภาพแบบใหม่ๆ ทั้งในสหราชอาณาจักรและต่างประเทศ
มาร์ติน พาร์ ได้ออกผลงานหนังสือรวมภาพถ่ายตีพิมพ์ชุดแรกชื่อว่า ได้แก่ Bad Weather (1982), Calderdale Photographs (1984) และ A Fair Day (1984) โดยภาพส่วนใหญ่จะเป็นภาพถ่ายขาวดำ จากบริเวณแถบตอนเหนือของอังกฤษและไอร์แลนด์เหนือ มาร์ตินใช้กล้อง Leica M3 เลนส์ 35 มม. เป็นหลัก หากแต่ในโปรเจกต์ Bad Weather เขาเปลี่ยนไปใช้กล้องกันน้ำพร้อมแฟลชแทน เพื่อให้ถ่ายท่ามกลางฝนฟ้าหนักได้ดีขึ้น
ด้วยเทคนิคและวิธีการที่เฉพาะตัว จนหลายคนให้การยอมรับ มาร์ติน พาร์ จึงได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Magnum Photographic Corporation ซึ่งถือเป็นสหกรณ์ช่างภาพนานาชาติที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก หนำซ้ำตัวเขายังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ด้านการถ่ายภาพที่ University of Wales ด้วย แถมยังได้เป็นศาสตราจารย์รับเชิญด้านการถ่ายภาพที่ University of Ulster ในเวลาต่อมาด้วย

กระทั่งในปี 2021 มาร์ตินได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งอีโลม่า ตัวเขาได้ต่อสู้กับโรคร้ายนี้มายาวนานกว่าหลายปี จนกระทั่งวันที่ 6 ธันวาคม ที่ผ่านมามาร์ติน พาร์ก็ได้จากไปด้วยโรคมะเร็ง ณ บ้านของเขาในเมืองบริสตอล
นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นเล็กๆ อย่างการออกไปดูนก เรื่อยมาจนถึงการได้ลองจับกล้องและลั่นชัตเตอร์กับผู้เป็นปู่ กิจกรรมในวัยเด็กเหล่านี้ได้ประกอบสร้างตัวตนความเป็นช่างภาพและศิลปินในตัวเขาให้ค่อยๆ ก่อขึ้นมา จนกลายมาเป็นหนึ่งในช่างภาพที่หลายคนให้การยอมรับในระดับโลก
แล้วอะไรที่ทำให้ภาพถ่ายของมาร์ติน พาร์ไปไกลในระดับโลก
แม้จะเป็นเพียงแค่ภาพถ่ายที่สะท้อนวัตถุตรงหน้าอย่างตรงไปตรงมา ทว่าช่างภาพแต่ละคนก็มีเทคนิคและวิธีการที่จะนำเสนอภาพถ่ายออกมาผ่านมุมมองที่แตกต่างกัน ลายเส้นจึงถือเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยที่จะช่วยสะท้อนวิธีคิดและตัวตนของช่างภาพคนนั้นๆ ออกมา
สำหรับมาร์ติน พาร์ เชื่อว่าหลายคนคงจดจำตัวเขาได้ผ่านผลงานภาพถ่ายชีวิตประจำวนของผู้คนที่แสนธรรมดาสามัญ หากแต่ภาพเหล่านั้นกลับเต็มไปด้วยเสน่ห์บางอย่าง ที่เหมือนดึงให้ผู้ชมอย่างเราเข้าไปสัมผัสถึงบรรยากาศเหล่านั้นได้อย่างสมจริง

เอกลักษณ์ที่เราเห็นกันได้ค่อนข้างชัดเจนในภาพถ่ายของมาร์ติน คือการเล่าเรื่องผ่านคน โดยตัวเขาชอบถ่ายคนเป็นพิเศษ พร้อมจัดวางภาพด้วยความสมดุลอย่างพอดีระหว่างความเป็นสารคดี การเสียดสี และการสะท้อนสังคม ทำให้ภาพที่เราคุ้นชินตาทั่วไปกลายเป็นความแปลกตา หนำซ้ำยังกระตุ้นให้เราได้มองลึกลงไปมากขึ้น
“สำหรับภาพถ่ายทุกใบ ล้วนเป็นภาพสะท้อนการรับรู้ส่วนบุคคลของผู้ถ่าย สิ่งเดียวที่สลักสำคัญคือความผูกพันของผมต่อสิ่งที่กำลังบันทึก นั่นคืออำนาจเดียวที่ผมกุมไว้ได้ ทุกอย่างเป็นจริงตามที่เห็นก็จริง แต่มันก็เป็น ความจริงที่ร้อยเรียงจากตัวผม เป็นความจริงในแบบของผม” มาร์ติน พาร์
หากสังเกตภาพถ่ายของเขา หลายๆ ชิ้น มักเป็นภาพผู้คนที่มีสีหน้าและท่าทางที่นิ่งเฉย ไม่ได้ยิ้มแย้ม เพราะบางครั้งมาร์ตินมักขอถ่ายภาพผู้คนโดยที่ไม่ให้พวกเขาแสดงสีหน้าที่มีความสุขหรือส่งยิ้มให้กับกล้อง ตัวเขาเชื่อว่าการแสดงออกที่ดูราบเรียบจะถ่ายทอดความสง่างามออกมาได้ดีกว่า
อย่างในผลงานภาพถ่ายชุด The Last Resort (1986) ซึ่งเป็นซีรีส์ที่เขาได้ถ่ายภาพผู้คนที่กำลังใช้เวลาพักผ่อนที่ชายหาก New Brighton ใกล้ลิเวอร์พูล ซึ่งเขาถ่ายระหว่างปี 1983 – 1985 ท่ามกลางบรรยากาศชายหาดที่เต็มไปด้วยขยะ ทว่าตัวเขากลับสามารนำเสนอวิถีชีวิตของผู้คน ซึ่งทั้งเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความสนุกสนาน จนมันได้กลายเป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้แก่มาร์ตินได้มากที่สุดชิ้นหนึ่งเลย

ถ้าใครได้เห็นภาพชุดนี้ คงจะสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาของผู้คน ที่ดำรงชีวิตกันอย่างธรรมดาทั่วไป ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ หากแต่ภาพเหล่านี้กลับส่งอารมณ์และความรู้สึกอันดิบสดและจริงใจแบบที่ไม่ต้องปรุงแต่งทะลุออกมาให้ผู้ชมได้เห็นความงามของชีวิตธรรมดาๆ ตั้งแต่ครอบครัวที่นั่งกินไอศกรีมท่ามกลางกองขยะ เด็กๆ ที่เล่นน้ำอย่างสนุกสนาน ไปจนถึงผู้ใหญ่ที่เอนกายพักผ่อนราวกับไม่มีอะไรให้ต้องกังวล
ด้วยเหตุนี้ ภาพของมาร์ตินจึงไม่ได้เพียงบันทึกเหตุการณ์และเรื่องราวที่เขาได้มองเห็นตรงหน้าเท่านั้น แต่ยังบันทึกตัวตนและจังหวะชีวิตของผู้คนในแบบที่ทั้งจริงและตรงไปตรงมา จนผู้ชมรู้สึกราวกับได้ยืนอยู่ในเหตุการณ์นั้นเอง ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ภาพของเขาโดดเด่นและเข้าถึงผู้คนได้แม้จะอยู่ที่ใดในโลกก็ตาม
แม้สุดท้ายแล้ว มาร์ติน พาร์จะไม่ได้สร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายให้เราได้เห็นกันต่อ ทว่าภาพถ่ายที่ตัวเขาเคยถ่ายเอาไว้จำนวนมากมาย ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราได้เห็นความงดงามของโลกในอีกมุมหนึ่ง ไม่ใช่แค่เรื่องของสถานที่ แต่ยังรวมถึงมุมที่ตัวของมาร์ตินได้มองเห็นผ่านเลนส์ และสะท้อนมันออกมาผ่านภาพถ่ายด้วย
อ้างอิงจาก




