โต๊ะตัวใหญ่ สายโทรศัพท์อันแสนยุ่งเหยิง และห้องหับที่เต็มไปด้วยสิ่งของระเกะระกะ
เหล่านี้ คือผลงานศิลปะของ ‘โรเบิร์ต เทอร์เรียน (Robert Therrien)’ ศิลปินชาวสหรัฐอเมริกาผู้เปลี่ยนสิ่งของสามัญธรรมดารอบตัวเรา ให้กลายเป็นผลงานศิลปะสุดมหัศจรรย์ที่แฝงไปด้วยความหมายและเรื่องราวสุดลึกซึ้ง
แม้จะเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ปัจจุบันศิลปินคนนี้จะไม่ได้สร้างสรรค์ผลงานใหม่ให้แก่โลกศิลปะอีกต่อไปแล้ว หากแต่ผลงานศิลปะของเขาก็ยังคงตราตรึงอยู่ในใจของผู้คนมาอย่างเนิ่นนาน จนนำไปสู่การจัดนิทรรศการเพื่อรำลึกถึงการจากไป และผลงานของเจ้าตัว ภายใต้ชื่อ ‘Robert Therrien: This Is a Story’ จัดขึ้นที่ The Broad พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา
โดยความพิเศษของนิทรรศการในครั้งนี้ คือการรวบรวมผลงานของโรเบิร์ตกว่า 120 ชิ้น ซึ่งบางชิ้นไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่คนในแวดวง ตลอดจนผู้ชื่นชอบในงานศิลปะ จะได้ไปสำรวจและสัมผัสความทรงจำของเจ้าตัว ที่แฝงอยู่กับผลงานศิลปะชิ้นต่างๆ
ทั้งนี้ ก็คงไม่มีช่วงเวลาใดเหมาะสมไปยิ่งกว่าช่วงเวลานี้ ที่เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับศิลปินคนนี้กันให้มากขึ้น ผ่านเรื่องราวชีวิตของเจ้าตัว สู่ตัวตนที่อยู่เบื้องหลังผลงานศิลปะสุดแสนมหัศจรรย์นี้
ก่อนจะมาเป็นโต๊ะตัวใหญ่อย่างที่เราคุ้นตา
การที่เราจะไปรู้จักผลงานของศิลปินสักคนได้อย่างลึกซึ้ง เรื่องราวส่วนตัวและประวัติศิลปินนี่แหละ คือกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยให้ไขประตูสู่ตัวตนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังผลงาน ดังนั้นก่อนจะไปคุยกันถึงบรรดาผลงานสุดอัศจรรย์ของเขา เราขอเริ่มกันที่เรื่องราวของเจ้าตัวเองเสียก่อน
โรเบิร์ต เทอร์เรียน เกิดในปี 1947 ในเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ พอเมื่ออายุได้ประมาณ 5 ขวบ ก็ได้ย้ายตามครอบครัวไปอยู่ที่ซานฟรานซิสโก และเฉกเช่นเดียวกับศิลปินร่วมสมัยหลายๆ คน โรเบิร์ตได้เข้าศึกษาด้านศิลปะในระดับมหาวิทยาลัยที่ California College of the Arts แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ย้ายไปเรียนที่ Brooks Institute ในสาขาการถ่ายภาพ และจบปริญญาโทสาขาศิลปกรรมศาสตร์ University of Southern California

เส้นทางการเป็นศิลปินของเจ้าตัวเริ่มต้นขึ้น เมื่อโรเบิร์ตเริ่มจัดแสดงผลงานในแกลเลอรีทั้งที่ลอสแอนเจลิสและนิวยอร์กตั้งแต่ปี 1975 โดยผลงานศิลปะของเขา มักเกิดจากการนำวัตถุต่างๆ ในชีวิตประจำวันมาสร้างจินตนาการใหม่และสร้างสรรค์ใหม่ เฉพาะอย่างยิ่งกับการนำสิ่งของรอบตัวหรือข้าวของเครื่องใช้ที่เราพบเห็นในบ้านมาสร้างเป็นงานประติมากรรมขนาดใหญ่กว่าขนาดปกติของสิ่งของเหล่านั้น
ด้วยไอเดียที่แปลกและแหวกแนว ทำให้ในช่วงทรวรรษ 1980 ตัวเขาได้รับการสนับสนุนจาก ‘ลีโอ คาสเตลลี (Leo Castelli)’ พ่อค้าผลงานศิลปะชื่อดังและผู้ริเริ่มระบบหอศิลป์ร่วมสมัย และ ‘คอนราด ฟิสเชอร์ (Konrad Fischer)’ การร่วมมือกันครั้งนี้ ทำให้โรเบิร์ตได้จัดนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกขึ้นในปี 1984 ที่พิพิธภัณฑ์ Museum of Contemporary Art (MOCA) ซึ่งเป็นการจัดแสดงผลงานทั้งหมด 6 ชิ้น โดยทั้งหมดจะเป็นงานที่สะท้อนถึงความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งระหว่างศิลปะกับชีวิตครอบครัวของเขา
หลังจากนั้น ตัวของโรเบิร์ตก็ได้สร้างสรรค์และจัดแสดงผลงานของตัวเองอยู่เรื่อยมา เช่น ปี 1991 พิพิธภัณฑ์ Museo Nacional Centro de Arte Reina Sofía ก็ได้จัดนิทรรศการใหญ่รวบรวมผลงานของโรเบิร์ต ซึ่งผลงานหลากหลายชิ้นของเขามักถูกบรรยายว่าเป็นประติมากรรมและภาพวาดที่เรียบง่าย แต่กลับมีพลังทางอารมณ์ที่ลึกซึ้ง

โรเบิร์ต เทอร์เรียน จึงเป็นศิลปินอีกคน ผู้สามารถหยิบวัตถุธรรมดาในชีวิตประจำวันมาขยายความ ผ่านประติมากรรมที่แสนเรียบง่ายแต่ชวนให้จินตนาการ ผลงานของเขาจึงเหมือนกับการพาผู้ชมอย่างเราค่อยๆ ขยับเข้าไปมองสิ่งของธรรมดาเหล่านี้ พร้อมปรับเปลี่ยนมุมมองให้เราได้เรียนรู้ความหมายใหม่ๆ ของวัตถุนั่นเอง
จากวัตถุอันแสนธรรมดาสู่ความมหัศจรรย์
อย่างที่เกริ่นไป โรเบิร์ต เทอร์เรียน ถือเป็นศิลปินที่สามารถหยิบความธรรมดามาตีความและสร้างสรรค์เรื่องราวออกมา แต่เบื้องหลังงานประติมากรรมของเขา จะมีอะไรซ่อนอยู่ให้เราได้ดูกันต่อบ้าง
ทั้งโต๊ะทานข้าวที่ตัวใหญ่จนเราเดินลอดได้ จานอาหารที่วางทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ และชุดหม้อที่ตั้งตระหง่านเรียงกันหลายใบ เหล่านี้คือผลงานศิลปะที่โรเบิร์ตสร้างสรรค์ขึ้นมา ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่ได้เห็นผลงานของเขา แล้วมองว่ามันก็เป็นเพียงสิ่งที่เราเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ไมไ่ด้แปลกใหม่หรือแตกต่างอย่างใด

ทว่าความคุ้นชินตานี้แหละ คือสิ่งที่เจ้าตัวต้องการนำเสนออกมาแก่ผู้ชมผลงานของเขา หนึ่งในแนวคิดสำคัญของโรเบิร์ต คือผลงานของตัวเขาจะไม่ใช่เพียงแค่มีเรื่องเล่าหรือสวยงามผ่านสายตาเท่านั้น แต่จะต้องมีความเป็นสากล ไม่ว่าผู้ชมจะเป็นใคร มาจากมุมไหนของโลก ก็จะต้องรู้จักและสามารถเข้าถึงมันได้ทันที
เมื่อนำสิ่งของที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี มาสร้างเป็นผลงานประติมากรรม เราจึงสามารถเข้าถึงมันได้ในแง่ใดแง่หนึ่ง แม้เราจะไม่รู้มาก่อนว่าแท้จริงแล้ว ผลงานศิลปะเหล่านี้มีความหมายอย่างไร แล้วศิลปินต้องการจะบอกอะไรแก่ผู้ชม

ทั้งนี้การนำข้าวของเครื่องใช้ทั้งหลายมาสร้างให้มันแปลกไปจากการรับรู้แบบดั้งเดิมของเรา ทั้งขยายใหญ่ ปรับรูปทรง หรือเปลี่ยนการใช้งาน ก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกและมุมมองต่อสิ่งของรอบตัวเปลี่ยนไป เมื่อนั้น พวกมันก็กลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่เล่าเรื่องอะไรบางอย่างได้ อย่างเช่น การที่ทำให้โต๊ะทานข้าวใหญ่ขึ้น เราในฐานะผู้ชมก็สามารถนำตัวเองเข้าไปอยู่ข้างใต้ ราวกับตัวเราเป็นอะไรสักอย่างที่ได้เห็นอีกแง่มุมของสิ่งของเหล่านี้

“ยิ่งผลงานดูไม่เป็นนามธรรม จากรูปทรงที่เห็นชัดเจนว่าเอามาจากของใช้ธรรมดา มันก็ยิ่งทำให้ความเป็นนามธรรมอีกรูปแบบหนึ่งเด่นชัดขึ้นมา เต็มไปด้วยควาหมาย ความเชื่อมโยง และความคิด ที่พาผู้คนได้ตีความกันต่อมากขึ้น” โรเบิร์ต เทอร์เรียน
ท้ายสุดแล้ว ผลงานของโรเบิร์ตจึงเป็นเหมือนกับพื้นที่โล่งที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เข้าไปตีความและนิยามความหมายของมันขึ้นมา แล้วยิ่งเราเคยมีประสบการณ์ร่วมกับของเหล่านั้น ก็ยิ่งทำให้เราสามารถตีความได้อย่างสนุกและสร้างสรรค์มากขึ้นตามไปด้วย
อ้างอิงจาก




