*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์
จากเธอที่ชุมทางเขาชุมทอง เฝ้าแต่แลมอง มองจนลับตา
ทันใดที่เข็มจรดลงบนแผ่นเสียงจนเกิดเป็นทำนอง บางคนได้ยินเพลงนี้แล้วต้องจูงมือคนรักออกมาเต้นลีลาศ
แต่ชายคนหนึ่ง ได้ยินเมื่อไรเป็นต้องกัดฟันกรอดด้วยความแค้น เพราะรักที่หวงแหนดันถูกพรากไปต่อหน้าต่อตา!
ชายผู้นี้มีขวานด้ามยาวเป็นอาวุธ สลักชื่อคนรักไว้ราวกับของขวัญ แม้จะมีสมญานามว่าอ้ายเสือโกหว่า ถูกตราหน้าว่าเป็นโจรแห่งทุ่งสง แต่ก็รักในศักดิ์ศรีและไม่เคยคดโกงใคร นั่นทำให้ ชมจันทร์ นกน้อยในกรงทองของครอบครัวสูงศักดิ์ตกหลุมรัก จนยอมหนีมาตายเอาดาบหน้า ใช้ชีวิตอย่างสมถะกับลูกบุญธรรมทั้งสี่ ก่อนเกิดเหตุไม่คาดฝันให้พลัดพรากกันหลายสิบปี
คราวนี้โกหว่ากลับมาเผชิญหน้ากับมารหัวใจโดยบังเอิญ ท่ามกลางควันสงครามพวยพุ่งและเขาชุมทองกว้างใหญ่ที่กลายเป็นสมรภูมิรบ
คุณอ่านข้อความด้านบนแล้วเห็นภาพอะไร
หม่ำ (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา) เห็นฉากระเบิดภูเขาเผากระท่อม ได้ยินเสียงร้องไห้ระงมจากการสูญเสีย แต่งแต้มด้วยสีสันฉูดฉาดเหนือธรรมชาติ พร้อมสำเนียงใต้หรอยแรงอย่างคนนคร
วิศิษฏ์ (วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง) เห็นความเป็นไปได้ เขางัดทุกกลเม็ดวิธีมาสรรสร้างภาพอลังการของตลกร้อยล้านให้มีชีวิต
ภาพยนตร์เรื่องเขาชุมทอง คะนองชุมโจร จึงเป็นการปะทะของฟ้าทะลายโจรกับแหยมยโสธร จนเกือบมีชื่อว่าโจรทลายฟ้ามาแล้ว!
ไม่ต้องไปไกลถึงเขาชุมทอง a day พาบุกถ้ำเสือ 2 ตัวนี้ เพื่อชวนพวกเขามาเล่าให้ฟังว่าทำไมชายวัย 60 ตรงหน้าถึงมีพลังล้นเหลือมากกว่างานสร้างของพวกเขาเสียอีก

เห็นว่าหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะหม่ำไปคุยกับโกหว่า ทุ่งสง ตัวจริง เสียงจริง เล่าประสบการณ์นั้นให้ฟังหน่อย
หม่ำ: ผมสนิทกับโกเด๊ะ ลูกชายของโกหว่า พอรู้เรื่องราวของโกหว่าตั้งแต่เกิดจนเป็นวัยรุ่น ก็ถามโกเด๊ะว่าถ้านั่งคุยกับคุณพ่อเรื่องเก่าๆ สนุกๆ คุณพ่อจะว่าไหม เขาก็บอกว่า เฮ้ย หม่ำไปเลย พ่อชอบคุย พอคุยไปคุยมาเราก็คิด (นิ่งเงียบ) มันน่าจะเป็นหนังว่ะ! หลังจากเล่าจบปั๊บ เดินออกมารู้เลยว่าต้องเป็นหนังระเบิดภูเขาเผากระท่อม
หม่ำรู้จักมักคุ้นกับ โกหว่า ทุ่งสง มาก่อนไหม
หม่ำ: ไม่เลย นั่นคือครั้งแรก
แล้วเข้าไปตีสนิทยังไง
หม่ำ: ผมมาเจอโกเด๊ะหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยไปไหว้พ่อ เลยขอให้เขาพาไปไหว้พ่อ บ้านเขาเลี้ยงนกเต็มเลย กุ๊กๆ ๆ (หม่ำทำเสียงนกร้อง) นกเยอะมาก นั่นแหละครั้งแรกที่ได้นั่งคุยกับโก
ช่วงนั้นสมัยถ่ายเมอร์เด้อเหรอเลย เห็นหน้าพี่วิศิษฏ์ก็ปิ๊งเลยว่าต้องเป็นพี่ คุยกับใครไม่ได้แล้ว ทั้งภาพ ทั้งสี ทุกอย่างมันตรงกัน คิดในใจว่าฟ้าทะลายโจรกับแหยมสโสธรมันต้องมาอยู่ด้วยกัน
วิศิษฏ์: (หัวเราะ)
หม่ำ: เขาจะเอาหรือไม่เอาเรื่องของเขา ปรากฏว่าเขาเงียบหายไป 3 เดือน เรานึกว่าเขาตัดหนังเมอร์เด้อเหรออยู่ แล้วก็เอาโครงหนังมาให้ดู หลังจากนั้นอีกไม่นานเขาก็มาบอกว่า พี่หม่ำ เน็ตฟลิกซ์เขาซื้อแล้ว! แล้วก็มาสานต่อบทกันทีละนิดๆ

ข้ามฟากมาฝั่งวิศิษฏ์ ใน 3 เดือนนั้นคุณทำอะไรต่อจากเรื่องที่หม่ำเล่าบ้าง
วิศิษฏ์: ก็ไปนอนก่ายหน้าผาก (หัวเราะ)
หม่ำ: งานใหญ่มาก
วิศิษฏ์: กลุ้มใจว่ากูจะทำได้รึเปล่าเนี่ย เราก็สูงวัยแล้วล่ะ ไม่คิดว่าจะทำหนังแอกชันอีก เพราะเคยทำแล้วเหนื่อยมาก แต่พอพี่หม่ำเล่าให้ฟังมันดันเห็นภาพชัด
หม่ำเล่ายังไง
หม่ำ: (หัวเราะดัง) เล่นให้ดูเลย! วันนั้นปิดกล้องเมอร์เด้อเหรอ ทีมงานเกือบร้อยคนนั่งดูผมพรีเซนต์ เล่นกลางร้านเลย ยิงปืน ร้องเพลง เขาคงจะคิดภาพตามว่าผมกำลังทำอะไร
เห็นภาพตัวเองเป็นโกหว่าแต่แรกเลยเหรอ
หม่ำ: คิดอยู่แล้วว่าต้องเป็นโกหว่า เพราะหนังเรื่องนี้ต้องมีทั้งฮา ทั้งเศร้า ทั้งความรักปนในนั้นด้วย
ถ้าเอาเรื่องของโกหว่าจริงๆ โอ้โห เข้มข้น แอกชันดุเด็ดเผ็ดมันมาก ตั้งแต่โกเป็นวัยรุ่นช่วงหลังสงครามโลก ใครอยู่ได้อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ต้องตาย เครียดเกินไป ผมว่าเอาอ้างๆ อิงๆ ดีกว่า เล่าเรื่องน้ำใจ ความรักของโกหว่าที่มีต่อคนใต้ ให้เขารู้ว่าโกหว่าไม่ได้เป็นเสือธรรมดา แต่เป็นเสือที่มีน้ำใจ
วิศิษฏ์ขายยังไงให้เน็ตฟลิกซ์ซื้อ
วิศิษฏ์: เราเห็นภาพที่พี่หม่ำเล่าชัดมาก เขาเล่าถึงฉากที่ยิงกันตอนจบ ใบไม้สีๆ ร่วงหล่น เป็นฉากตายที่สวย ก็เลยตัดสินใจลองเอาไปขายเน็ตฟลิกซ์ โดยเอาตัวอย่างหนังฝรั่งมาตัดต่อแล้วใส่เพลงเขาชุมทองลงไป แค่นั้นเอง โดยที่ยังไม่รู้เรื่องย่ออะไรเลย
หม่ำ: เป็นที่มาของหม่ำคิด วิศิษฏ์ทำเนี่ยแหละ
หม่ำยังรู้จักโกเด๊ะ วิศิษฏ์เล่าวันแรกที่เจอโกหว่าให้ฟังหน่อย
วิศิษฏ์: เกร็งๆ เพราะว่าเขาเป็นผู้ใหญ่เท่มาก ใจเย็น แล้วก็เล่าเรื่องสมัยก่อนด้วยน้ำเสียงนิ่มๆ แต่เรื่องมันโหดมากนะ (หัวเราะ) แล้วก็เอาปืนมาให้ดู กระบอกยาวมาก เราลองจับลองยกดู นี่แทบจะยกไม่ขึ้นหนักมาก แสดงว่าคนสมัยก่อนต้องแข็งแรงถึงยิงกันได้ เป็นคนจริง เป็นนักเลง ไม่งั้นอยู่ไม่รอด
หม่ำ: ที่ท่านเอามาให้ดูน่าจะเป็นปืนคู่กายนะ ผมว่าถ้าเขาอยู่คนเดียวก็ต้องคิดถึงวันเก่าๆ บ้าง

ต้องขออนุญาตโกหว่าไหมว่าจะเอาชีวิตไปทำเป็นหนัง
หม่ำ: ต้องบอก นั่งคุยเบื้องต้นเลย พ่อเขาหัวเราะแหละ เออ ถ้าหม่ำเป็นพ่อก็คงจะสนุกดี เอาเลย ตามสบาย (หม่ำเลียนเสียงโกหว่า)
หม่ำมีวิธีฝึกภาษาใต้ยังไง
หม่ำ: พื้นเพเคยอยู่ใต้มาก่อนแล้ว 50% คือชัวร์แน่นอน อันไหนที่ไม่ชัดเจน คำนี้ออกเสียงต่ำเสียงสูง ก็มีโค้ชสำเนียงถิ่นดูแลหน้าเซต เป็นคนนครที่ประกบทุกไดอะลอกของผมกับพระเอก เพราะนักแสดงคนอื่นเป็นคนใต้หมดเลย แต่คนละสำเนียง แล้วก็มีนิกกี้กับนัท มีเรีย คอยช่วยบอกว่าพูดแบบนี้นะๆ ม้ายด่ายๆ อันนิต้องออกเสียงสู๊ง! (หม่ำทำเสียงเลียนแบบนิกกี้)
เรารู้อยู่แล้วว่าโกหว่ามีตัวตนจริง แต่ตัวละครลูกบุญธรรมมีตัวตนจริงด้วยมั้ย
หม่ำ: ไม่ๆ ตั้งชื่อขึ้นเองเลย โกหว่า ทุ่งสงมีจริง จง ลานสกา ญาดา นบพิตำ ดำ สิชล มนต์ ร่อนพิบูลย์ ชื่อจะคล้องจองกันมาก
มันแล่นมาในสมองหมดแล้ว เวลาคิดอะไร โครงสร้างจะมาทั้งหมด ใครคู่ใคร ใครรักกับใคร ใครเกลียดใคร มาหมดเลย หนังที่ทำส่วนใหญ่จะเกิดจากไอเดียเหล่านี้ก่อน พอนึกออกแล้ว ดาราก็แล่นมาทีละคน พวกนี้แทบไม่ต้องแคสต์
หม่ำเลือกเองเลยเหรอ
หม่ำ: เอ๊อ นิกกี้คนแรกเลย! ไม่ต้องแคสต์ มาวันแรกก็ปวดหัวแล้ว พี่วิศิษฏ์จะเอาอยู่รึเปล่า มันบ้าอยู่คนเดียว
นั่นสิ วิศิษฏ์กำกับนิกกี้ยังไง
วิศิษฏ์: (หัวเราะ) ไม่ต้องกำกับอะไรมาก เพราะว่าเขาเป็นคนน่ารักนะ แต่เขาจะล้นๆ รั่วๆ เราก็ปล่อยเขา แล้วเดี๋ยวเราก็มาตัดเอา
หม่ำ: ตัวร้ายก็ไม่ต้องคิดเลย บ่าววี จบ แม้ตัวจริงเป็นคนนอบน้อม มีมารยาท แต่หนังเรื่องนี้ต้องเป็นคนร้ายลึก เห็นแต่ตัว แต่สุดท้ายก็รู้สึกว่าไม่น่าทำแบบนี้เลย มันพรากความรักของคน 2 คน แต่เราไม่ได้ให้อภัยมัน เจ็บใจเกือบ 30 ปี ชีวิตกูพังหมดเพราะมึง
ทำไมพระเอกต้องเป็น แบงค์ ธิติ
หม่ำ: ก็นึกกันนานนะ
วิศิษฏ์: หามาได้นาทีสุดท้าย เพราะไม่มีนักแสดงชายที่พูดใต้ได้ แล้วแบงค์ก็ไม่ใช่คนใต้ แต่พอติดต่อไปปรากฏว่าพ่อเขาเป็นคนใต้ แม่เขาเป็นคนอีสานเลยย้ายไปอยู่ขอนแก่น เขาก็ฝึกพูดกับพ่อ ตั้งใจมาก ตอนแรกพี่หม่ำก็กังวล
หม่ำ: กังวลมาก เราก็เคยดูหนังเขาตั้งแต่เมย์ไหนไฟแรงเฟร่อ เอ๊ พี่วิศิษฏ์จะไม่เหนื่อยเหรอ เหนื่อยกับผมก็พออยู่แล้ว ต้องเป็นห่วงไอ้นี้อีก แล้วเอานัทมีเรียมาเล่นด้วยอีก ตอนนั้นเราไม่รู้ว่านัทมีเรียเป็นคนนคร เราก็ปวดหัวว่าเขาคิดอะไรอยู่วะ สุดท้ายมีคนบอกว่านัทเป็นคนใต้ พูดชัดเป๊ะกว่าเพื่อนเลย
คิดว่าทำไมประเทศไทยไม่ค่อยมีหนังที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับคนใต้ ส่วนใหญ่จะมีแต่หนังภาคอีสาน พูดอีสานซะเยอะ
หม่ำ: นายทุนเขาก็เสี่ยง ตอนพูดอีสานเขาก็ไม่เอา แหยมยโสธรเขาก็ไม่เอา ผมก็ดันทุรังจนได้
วิศิษฏ์: พี่หม่ำเป็นคนเริ่มต้นที่ทำให้หนังอีสานแมส เมื่อก่อนมันเฉพาะกลุ่มมาก จะมีเรื่องลูกอีสานที่พูดทั้งเรื่อง แต่ก็น้อยมาก แหยมเป็นเรื่องเดียวที่พูดอีสานทั้งเรื่องแล้วดังเป็นวงกว้าง
หม่ำ: หนังพูดใต้ก็มีแต่ของพี่เอกชัยที่เป็นหนังฉายโรง งั้นเราพูดช้าลงหน่อยมั้ยให้คนเข้าใจได้ง่ายขึ้น คำไหนที่ลึกเกินก็เลี่ยงไป
จุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกคุณที่อยากทำหนังพูดภาษาใดภาษาหนึ่งทั้งเรื่องคืออะไร
หม่ำ: ถ้าเป็นหนังอีสานก็ต้องพูดอีสาน ถ้าเป็นหนังโคราชก็ต้องพูดโคราช หนังเพชรบุรีก็ยังไม่มีใครทำ กูเล่าให้มึงฟัง มึงไม่เชื่อก็เรื่องของมึง (หม่ำพูดเลียนสำเนียงคนเพชรบุรี) เห็นไหม ทุกที่มีเอกลักษณ์

หม่ำพูดได้ทุกสำเนียงเลยเหรอ
หม่ำ: เราคนไทยไง เราต้องรู้สิ บ่ต้องมาอู้หรอก อู้บ่าจ้าง (หม่ำเลียนสำเนียงเหนือ) ถ้าจะทำอะไรสักอย่าง ก็ต้องชำนาญกับมันด้วย จนมาถึงตกผลึกสุดท้ายว่า พี่ ยังไงผมก็ต้องขอเป็นภาษาใต้ ไปนั่งคุยกับเน็ตฟลิกซ์ เขาก็ถามว่าทำไมต้องเป็นภาษาใต้ เราก็ยืนยันกับเขาว่าก็เป็นหนังใต้ ถ้าไม่ทำก็ไม่ทำ เราไม่เอา
วิศิษฏ์: จริงครับ ตอนแรกผมกังวลว่าถ้านักแสดงพูดใต้ไม่ได้จะเล่นแล้วเกร็ง แต่พี่หม่ำยืนยัน เพราะหนังต่างประเทศก็เน้นตรงนี้มาก ใครเล่นเป็นชาวไอริชก็ต้องฝึกสำเนียงไอริช ประเทศไทยไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้ กลัวว่าทำแล้วคนไม่ดู แต่ถ้าเราทำให้ฟังรู้เรื่อง คนก็จะดู
แล้วมันเป็นหนังใต้ ให้พูดกลางก็แปลก พี่หม่ำพยายามเซตมาตรฐานนี้
หม่ำ: มันก็บอกอยู่ว่าเขาชุมทองคะนองชุมโจร เขาชุมทองอยู่ที่ไหนล่ะ แหยมยโสธรจะมาพูดใต้ก็ไม่ใช่ แหยมสันทรายก็ต้องพูดเหนือไม่ใช่เหรอวะ พี่วิศิษฏ์เขาก็เห็นด้วย
การมีนักแสดงที่มีเซนส์ของความเป็นผู้กำกับอย่างหม่ำ ทำให้วิศิษฏ์ทำงานง่ายขึ้นไหม
วิศิษฏ์: พี่หม่ำไม่มีปัญหาเลย เพียงแต่เรากังวลเองว่าจะทำหนังออกมายังไง เพราะนี่คือหนังของพี่หม่ำ หนังของบั้งไฟฟิล์ม ปกติเราทำหนังตัวเอง นี่เราต้องทำให้เขา แล้วจะถ่ายทอดได้ตรงใจเขาไหม ปรึกษาตลอดว่าชอบไหม พี่หม่ำเขาก็ให้เกียรติเรา ไม่ค่อยยุ่ง
หม่ำ: ผมรู้สึกได้ว่าชัด เป๊ะ ผมคิดถูกแล้วที่คุยกับพี่วิศิษฏ์ เพื่อให้แหยมกับฟ้าทะลายโจรมาเจอกัน
วิศิษฏ์: เขาเป็นครีเอเตอร์นะครับ คิดเยอะมาก มีเล่าให้ฟังอีกเยอะ จนพี่มดแฟนพี่หม่ำบอกว่าเอาเรื่องนี้ก่อน พูดไป 5 เรื่องแล้ว (หัวเราะ)
การทำหนังทำให้คุณ 2 คนสนิทกันมากน่าดูเลย
หม่ำ: ผมไม่เคยรู้จักพี่วิศิษฏ์นะ ต้องให้คนเสิร์ชดูเพราะไม่มีโทรศัพท์ เราอาจจะเคยเจอแล้วแต่ไม่ได้คุยกัน ยกมือไหว้แล้วแต่ไม่รู้ว่าใคร
หม่ำชอบอะไรในหนังวิศิษฏ์
หม่ำ: ชอบตัวตนของเขา ชอบวิธี ชอบภาพ คิดได้ยังไงว่าซีนนี้น่าจะใช้ดอลลี เราคิดแค่ว่าตั้งกล้องก็น่าจะอยู่แล้วนะ เพราะเราเคยชินกับหนังตลก ทุบโป๊ะฮาแล้วก็จบกัน หนังไม่จำเป็นต้องสวย แค่ก๊ากก็จบ ไม่ต้องสลับซับซ้อน
ใครเป็นคนตั้งต้นคิดเรื่องการใช้เทคโนโลยีในหนังเรื่องนี้
หม่ำ: ผมทำไม่เป็น ไม่ชอบอยู่แล้ว แล้วใครล่ะ ต้องพี่วิศิษฏ์
วิศิษฏ์: ด้วยเนื้อเรื่องและฉากแอกชันที่พี่หม่ำต้องการมันทำจริงยาก ถ่ายบนรถไฟจริงก็ใช้เงินมหาศาล เหนื่อยมาก งานหนัก ก็เลยต้องใช้เทคนิคมาช่วย
เทคนิคทุกวันนี้ไม่ได้มาเพื่อทำให้หนังดูยิ่งใหญ่ แค่ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น รถไฟทั้งเรื่องแทบจะไม่มีถ่ายจริงเลย เซตในสตูบ้าง CG บ้าง
หม่ำ: ขนาดตอนถ่ายอยู่ พอเขาลองเอามาแมตช์ให้ดู แม่งโคตรเหมือนเลยว่ะ เก่งมาก เก่งจริงๆ

พูดถึงตัวละครลับที่โผล่มาเซอร์ไพรส์คนดูกลางเรื่องหน่อย
หม่ำ: โอ้โห ต้องยอมพี่วิศิษฏ์เลย เขามาเล่าให้ฟังว่าอยากให้คนขายวัตถุระเบิดเป็นน้าค่อม ใจตรงกัน เรานึกอยู่แล้วว่ายังไงก็ต้องใช้คอมพิวเตอร์ แล้วเสียงจะทำยังไงวะ นึกสงสัยว่า พี่ จะทำได้เหรอ พี่วิศิษฏ์บอกว่าทำได้
ทำไมถึงต้องเป็นน้าค่อม
วิศิษฏ์: เราอยากใส่ตัวละคร Easter Egg เซอร์ไพรส์คนดู พูดถึงตลกก็ต้องน้าค่อมที่คนยังรัก คนยังคิดถึงอยู่
เราไม่ได้ใช้ AI นะครับ เราใช้คนที่ใกล้เคียงน้าค่อมมาแสดง แล้วค่อยใช้คอมพิวเตอร์เพนต์ทีละเฟรมให้หน้าเหมือนน้าค่อม
คนดูอาจจะจำภาพน้าค่อมยุคปัจจุบัน แต่เราตั้งใจจะทำเป็นน้าค่อมยุครุ่งเรือง คือยุคแสบสนิทศิษย์ส่ายหน้า กลัวคนจะนึกว่าถ่ายไว้นานแล้ว เราไม่อยากให้รู้สึกอย่างนั้น
หม่ำ: ตอนถ่ายก็กังวล เอาใครก็ไม่รู้มาใส่วิก มันจะเป็นค่อมได้ยังไง ทรงใกล้เคียงจริง แต่นึกไม่ออก แต่ไม่กล้าถาม
วิศิษฏ์: ดราฟต์แรกพี่หม่ำบอกว่าเสียงน้าค่อมต้องหนักกว่านี้ เราก็แก้อยู่หลายครั้ง
หม่ำ: เวลาแกพูด แกพูดเต็มปอด เสียงดัง ไอ้สัตว์! ไอ้เหี้ย! หัวเราะอุวะฮ่าฮ่า! (หม่ำเลียนเสียงน้าค่อม) นี่คือเสียงของเขา
แสดงว่าเวอร์ชันนี้คือเวอร์ชันที่หม่ำให้ผ่านแล้วว่าเหมือนจริง
หม่ำ: เหมือน คิดถึงเลยแหละ น้ำตาไหลเลย คิดว่าค่อมตายแล้วเหรอ บางทีดูหนังเขาที่ฉายตามช่องต่างๆ รู้สึกเหมือนเขายังอยู่ ไม่รู้จะพูดยังไงดี
วิศิษฏ์: น้าค่อมเป็นนักแสดงที่คนดูคิดถึง พอหนังจบเราก็ขึ้นอุทิศให้ เพราะเราอยากจะเชิดชูบุคลากรนี้ ซึ่งเคยให้ความสุขกับคนดูอยู่ เชื่อว่าคนจะยังคิดถึงเขา
ทั้งคู่มีประสบการณ์ทำหนังมาเยอะมาก ทุกวันนี้ยังกลัวผลลัพธ์ของคนดูตีกลับอยู่อีกไหม
หม่ำ: ถ้าหนังเน็ตฟลิกซ์เราไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่หรอก แต่ถ้าหนังโรงเรากลัว (หัวเราะ) เพราะเน็ตฟลิกซ์คนดู 190 กว่าประเทศ ไม่ต้องดูเยอะหรอก ประเทศสัก 500,000 คนพอ แต่ในโรงนี่สิ ถ้าอาทิตย์แรกไม่ได้ 500,000 คน ถึงตายแล้วนะ

วิศิษฏ์โดดเด่นมากเรื่องการใช้เทคนิคหวือหวาในภาพยนตร์เกือบทุกเรื่องของตัวเอง ทำยังไงให้คนยังว้าวกับภาพยนตร์เรื่องใหม่ของคุณเสมอ
วิศิษฏ์: ตอนทำก็ไม่ได้ตั้งใจให้คนว้าวหรอก แค่จะแกะภาพในหัวของพี่หม่ำออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหว แค่อยากให้พี่หม่ำถูกใจ เพราะว่านี่คืองานของเขา
เมื่อก่อนเราทำโฆษณา เราก็ทำให้ลูกค้าถูกใจ นี่ก็เหมือนกัน เราไม่ได้ตั้งใจอยากใช้เทคนิคนี้ หรือตื่นเต้นกับมันมาก เราแค่อยากใช้เทคนิคนี้ทำภาพอย่างที่เขาต้องการ
คุณยังหมั่นศึกษาหาเทคนิคใหม่ๆ มาใช้ในหนังอยู่ไหม
วิศิษฏ์: ศึกษาครับ เราชอบดูเบื้องหลัง ทดลองอะไรไปเรื่อย แต่เรื่องนี้เปิดโอกาสให้เราทำ เพราะมันต้องยิ่งใหญ่ ระเบิดภูเขาเผากระท่อมระดับนั้น ผมทำเองไม่ไหว
หม่ำ: รู้แหละมันใหญ่ กองถ่ายถ้ามาสายปุ๊บนี่ไม่มีที่จอดรถ เดินไกลชิบหาย รถเป็น 100 คัน ทีมงานเยอะมาก มีทั้งม้า ทั้งวัว ทั้งควาย เอฟเฟกต์ สลิง มีครบ ต้องรีบมาก่อนแล้วไปหาที่นอนรอไว้เลย ไม่งั้นเดินหำโป่งแน่
วิศิษฏ์: เป็นกองถ่ายที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ทำมาในชีวิต เพราะเทคนิคเยอะ ของก็เลยต้องเยอะตาม มันมหากาฬมาก ตกใจเลย รถจอดตั้งแต่บนเขาจนถึงตีนเขา
ใช้เวลาถ่ายทำกี่เดือน
วิศิษฏ์: 4 เดือนครับ เตรียมงานอีก 4 เดือน รวมแล้วทั้งหมดปีกว่าๆ
หม่ำ: ไม่เคยถ่ายอะไรนานขนาดนี้ ไม่เคยถ่ายคิวเยอะขนาดนี้ เยอะมาก
หลังจากถ่ายทำหนังเรื่องนี้ คิดว่ารักแท้ต้องมีอุปสรรคมาพิสูจน์จริงไหม
วิศิษฏ์: รู้สึกว่าโลกนี้ขับเคลื่อนด้วยความรัก ถ้าสมหวังก็ไม่มีปัญหา แต่ความรักในโลกส่วนใหญ่จะไม่สมหวัง จึงเป็นที่มาของเรื่องทุกเรื่องในโลกนี้ ถ้าพระเอกนางเอกรักกันแต่งงานกัน ก็จบ แต่อุปสรรคก่อให้เกิดเรื่องราว เกิดสงคราม รวมถึงเพลง หนัง เกือบทั้งหมดก็เกิดจากความรักไม่สมหวัง
เป็นสาเหตุให้เขาชุมทองคะนองชุมโจรจบลงด้วยโศกนาฏกรรมเหรอ
หม่ำ: บอกเขาตั้งแต่ทีแรกแล้ว พี่วิศิษฏ์ ผมอยากให้ตายหมดนะ
วิศิษฏ์: เขาบอกว่าทำให้หัวเราะแล้วก็ร้องไห้ตอนจบให้ได้ นี่คือโจทย์ของพี่หม่ำ
หม่ำ: เห็นอย่างนี้ ดรามาเราก็มีเยอะนะ นากรักมากม๊ากมากซีนสุดท้ายก็น้ำตาไหลนะ เคยคิดจะทำเหมือนกันหนังดรามา แต่คนจะเชื่อเราหรือเปล่า มีอีกเรื่องหนึ่งที่คิดไว้ก็ตายหมดเลยเหมือนกัน ถ้าหนังไม่มีรอยยิ้มเลย หดหู่รันทดตั้งแต่หัวจนถึงเท้า คนจะเชื่อไหมว่าหม่ำกำกับ
วิศิษฏ์: จริงๆ พี่หม่ำเป็นคนเซนซิทิฟ สังเกตว่าหนังพี่หม่ำจะเป็นหนังตลกที่มีเนื้อเรื่อง ไม่ใช่ตลกมุกต่อมุก มีที่มาที่ไป มีตอนต้นตอนจบ มุกเป็นแค่ระหว่างทางเท่านั้นเอง
จริงไหม ที่เขาว่ากันว่าปีนี้เป็นปีทองของหม่ำ มีทั้งหนังโรง หนังเน็ตฟลิกซ์ ทำหม่ำกับหม่ำฟูดแฟร์ แล้วยังเปิดร้านอาหารอีสานอีก
หม่ำ: ไม่ใช่ ปีทองผมผ่านมาหลายปีแล้วครับ (หัวเราะ) เราเคยทองกว่านี้! หนังเรื่องนี้ก็มีทอง! ที่สัมภาษณ์อยู่ตอนนี้ก็มีทอง!
บางทีก็ไม่อยากเชื่อนะพวกพรหมลิขิต โชคลาภ วาสนา เหมือนที่บอกว่าปีนี้ปีทอง ด้วยวัย 60 แซยิดพอดี งานวิ่งชนกันตุ้มตั้มๆ ปฏิเสธไปก็หลายงานนะ แล้วทำไมต้องเป็น 60 ปีล่ะ มีอีก 2 เรื่องที่ต้องถ่ายนะ กำกับเองด้วยเรื่องหนึ่ง อย่างที่บอก หนังที่เล่นก็มีทอง ที่นั่งอยู่ก็มีทอง มันก็น่าคิดเหมือนกันว่าปีทองรึเปล่า
วิศิษฏ์: คนเราจะมียุคที่ดีที่สุด แต่มันก็เปลี่ยนไปตามธรรมชาติ เพียงแต่เราไม่ได้คิดถึงตรงนั้น เราคิดแค่ว่าอยากทำหรือไม่อยากทำ ไอ้ความรุ่งเรืองให้คนอื่นเขาพูดถึงเราดีกว่า เราไม่ได้มีหน้าที่มาจัดอันดับตัวเอง

สำหรับพวกคุณ อาชีพผู้กำกับให้อะไรที่อาชีพอื่นให้ไม่ได้
หม่ำ: ผมเชื่อว่าทุกคนเกิดมาเพื่อสิ่งนั้นนะ ผมยังอิจฉา โน้ส อุดม แต้พานิช เลย เป็นอาชีพเดียวที่ไม่มีใครแย่งเขา ใครก็ทำไม่ได้ เอาไหมล่ะ ไม่มีใครทำได้นอกจาก อุดม แต้พานิช อิจฉาเขามาก อย่าว่าแต่คนอื่นเลย ผมยังไม่กล้าทำ พูดอยู่คนเดียว 2 ชั่วโมง แล้วต้องทำให้คนอื่นตลกอีก เก่งไม่เก่งก็คิดเอาเอง สุดยอดมาก ขอพูดถึงหน่อยนะ
หม่ำคิดว่าตัวเองเกิดมาผู้กำกับไหมล่ะ
หม่ำ: ไม่ ผมเกิดมาเพื่อเป็นคนบันเทิง
ผมเป็นคนรักหนัง รักการแสดงตั้งแต่เกิดมา ลิเกนี่ชอบดูมาก อยากเป็นโจ๊กลิเก อยากเป็นตลก ผมเคยเจอล้อต๊อกตอนไปหนังเรื่องครูทิมที่ยโสธร ตั้งแต่ตอนผม 7 ขวบ 8 ขวบ พูดถึงแล้วต้องยกมือไหว้
ผมไปยืนดูเขา แล้วล้อต๊อกมาลูบหัวผม ถามว่ามึงชื่ออะไรวะ ผมบอกชื่อหม่ำ เขาตอบว่าอืม แล้วก็เดินไป มาเจออีกทีตอนอยู่คณะเทพโพธิ์งาม เขาจะเรียกผมว่าพี่หม่ำ ผมจะเรียกเขาว่าพี่ต๊อก ผมถามเขาว่าจำผมได้ไหมตอนเล่นหนังเรื่องครูทิม เขาบอก โอ้ย ไอ้เหี้ย กูถ่ายหนังมาเป็นพันเรื่อง! กูจะไปจำได้ไหม แล้วเราก็หัวเราะกัน
แล้ววิศิษฏ์ล่ะ
วิศิษฏ์: นอกจากให้เงินแล้วก็คงเป็นประสบการณ์ เวลาเราตื่นขึ้นมาบนเขาเพื่อจะออกมาถ่ายตอนเช้ามืด ทำให้เห็นสิ่งที่คนบางคนไม่มีโอกาสได้เห็น โมเมนต์นั้นเรารู้สึกเลยว่า เออ เราโชคดี ถ้าให้มาเองเราคงไม่มีโอกาสอยู่ตรงนี้ หรือไปต่างประเทศ อยู่ในจุดที่คนอื่นเขาไม่ได้ไป เรียกว่าเป็นเป็นอภิสิทธิ์ของผู้กำกับ
แต่ที่เหลือลำบากฉิบหาย เรื่องดีมีอยู่แค่นี้! (หัวเราะ)





