‘ปาย-อัญชิสา’ บรรณาธิการบริหารวัยเบญจเพส ในวันที่ผู้คนตั้งคำถามถึงการหายไปของ a day

จุดเริ่มต้นการเขียนในครั้งนี้ มาจากการวิ่งฉิวออกสัมภาษณ์ผู้คนในหลายอายุวัย และถูกยิงคำถามที่ทำให้สมองค้างก่อนกลับบ้านอยู่เสมอ “a day ไม่ได้ทำเล่มแล้วเหรอ” หรือ “นึกว่า a day ไม่ได้ทำแล้วนะเนี่ย” หรือ “a day เด็กมากเลย ในทีมเป็นเด็กทั้งหมดหรือเปล่า” กระทั่งว่า “แล้วบ.ก. เป็นใคร” เราผลัดตอบไปว่า a day ผันตัวมาทำนิตยสารออนไลน์ได้พักใหญ่แล้ว และบรรณาธิการของเรา เธออายุ 26 ปี เชื่อว่าผู้ที่ได้ยินคงสมองค้างไม่ต่างกัน ใช่! ด้วยเพราะเราเองอยากตอบคำถามเหล่านั้นเสียเหลือเกิน แค่ไม่อาจมีเวลามากพอจะสาธยาย แต่ตอนนี้มีเวลาแล้ว 

เรานั่งคะยั้นคะยอบรรณาธิการอยู่นานพอควร กว่าเธอจะยอมตกปากรับคำ เธอว่ามันแปลกที่ผู้เขียนอุตริจะเขียนถึงบรรณาธิการตัวเอง เราบอกเธอเพียงว่าหากเราทำงานอยู่ในนิตยสารอื่น เราก็ยังคงอยากรู้ จนตะกายมาขอสัมภาษณ์อยู่ดีว่าบรรณาธิการ a day เป็นใคร เขามีวิธีบริหารนิตยสารออนไลน์อย่างไร ในวันที่ตัวอักษรถูกเปลี่ยนภาชนะ และเรืองแสงได้น้อยลง

ที่จริงแล้ว ความใฝ่ฝันของนักเขียนมีอยู่ไม่กี่อย่างหรอก หากไม่เขียนไปจนแก่หง่อม รอวันทิ้งตัวลงในสถานพำนักที่ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ ประดิษฐ์หนังสือสักเล่ม เผลอๆ คงวางมือลงจากแป้นพิมพ์ ไม่ก็ไต่เต้าขึ้นเป็นบรรณาธิการ เฝ้ามองนักเขียนรุ่นใหม่ขึ้นสังเวียน และ ‘ปาย-อัญชิสา เรืองโรจน์’ กำลังอยู่ในขั้นสุดท้าย แม้อายุวัยเพิ่งจะพ้นเบญจเพสได้ไม่นาน เธอกำลังมองดูสังเวียน a day

ไม่ต้องห่วงว่าจะเกิดความเอนเอียงขึ้น เรานัดคุยกับเธอเช่นคนธรรมดาที่ผ่านมา จ่อไมค์สัมภาษณ์ด้วยสถานะเดิมอย่างที่เป็น ขอให้ผู้อ่านโปรดเชื่อใจ

Just a kid, holding a book.

จำครั้งแรกที่เปิดหน้าแรกของ a day ได้ไหม

เท่าที่จำได้ เรารู้จัก a book ก่อน เราเป็นคนชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว อ่านทุกอย่างไปเรื่อย จนวันหนึ่งได้มาเจอกับสำนักพิมพ์ a book แล้วรู้สึกว่ามันประหลาดดี มันเล่าเรื่องการเดินทางของคนเหมือนบันทึกไดอารีที่สนุกมาก ตอนนั้นก็เป็นเรื่องใหม่สำหรับเรา 

พอช่วงมหาวิทยาลัยก็ยังเข้าห้องสมุดอยู่ แล้วเราก็ได้เจอนิตยสาร a day อ่านไปอ่านมาก็อ๋อ! มันเป็นเครือเดียวกันกับ a book เราชอบวิธีการสัมภาษณ์ วิธีการถามตอบที่น่าสนใจ ไม่ค่อยเห็นหนังสือหรือนิตยสารที่เล่าเรื่องแนวนี้เท่าไร Visual ของปก a day ก็ดึงดูด ทำให้จำได้ว่าโอเค! a day คงจะเป็นนิตยสารหน้าปกเท่ๆ เนื้อหาแหวกๆ เราไม่ได้ตามหาอ่านมันนะ แต่เห็นตั้งอยู่ในแผงหนังสือตลอดเลย

ระหว่างเรียน เราทำงานพาร์ตไทม์ในร้านหนังสืออิสระ จนได้รู้จักกับพี่นักเขียนในร้าน เขาแนะนำว่าถ้าชอบหนังสือ ลองไปฝึกงานแนวนี้ดูไหม ซึ่งก็คือที่ a day แต่เขาบอกเราว่ามันยากมากเลยนะ การแข่งขันน่าจะสูง เราอยากลองดู ก็เลยไปศึกษาเพิ่มว่า a team junior คืออะไร อาจจะผ่านหรือไม่ผ่านก็ได้ แต่เป็นคนชอบแชลเลนจ์ตัวเอง ตั้งเป้าไว้ว่าถ้ายื่นไปแล้วไม่ได้นะ จะโทรถามเขาว่าทำไมถึงไม่ได้ จะตามจนกว่าจะได้ฝึกที่นี่ (หัวเราะ) ตอนนั้นคิดไว้เลยว่าต้องยากแน่ แต่กลายเป็นว่ามันใช้เวลาไม่นานเท่าที่เราคิด จริงๆ เราแค่อยากทำงานที่ไหนก็ได้ที่ถูกล้อมรอบไปด้วยหนังสือ การที่เราชอบหนังสือมันคงเป็นจุดที่นำพาให้มารู้จัก a day 

มองว่า a day เป็นตัวกลางในการสื่ออะไร

เราว่าทุกครั้งที่ได้อ่าน a day มันจะอินสไปร์อะไรได้บางอย่าง ไม่ใช่แค่บอกว่าโลกมีสิ่งนี้นะ แต่มีความครีเอทิฟ มีไอเดียบางอย่างที่ทำให้ทุกครั้งที่อ่านต้องกลับมาคิดต่อกับตัวเองตลอด a day เล่าเรื่องในมุมที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป หรืออาจจะมองไม่เห็นเลยก็ได้ ถ้าเปรียบเทียบเป็นการบรรยายถึงของชิ้นหนึ่ง เราอาจจะเคยอ่านแต่การบรรยายถึงของชิ้นนั้นแบบตรงไปตรงมา แต่ a day ทำให้มันลึกลงไปกว่านั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นอะไรก็ตาม เรารู้สึกว่าเฮ้ย! มึงมองเห็นตรงนั้นได้อย่างไรวะ ถ้าไม่ใช่ a day เราก็ไม่รู้จะไปหาอ่านจากที่ไหน

มีคอลัมน์หรือบทความไหนที่ติดใจสุดๆ เลยไหม

คอลัมน์ Peace of Mine ที่นักเขียน ‘ฝ้าย-กันตพร สวนศิลป์พงศ์’ เป็นคนเขียน เป็นคอลัมน์ฮีลใจในมุมต่างๆ อาจพูดจากประเด็นสังคมที่ได้พบเจอ เขาไม่ได้เล่าเพื่อให้เราทำอะไรต่อ แต่เขาเล่าผ่านเลนส์ของตัวเองว่าเขารู้สึกอะไร ผ่านเรื่องเหล่านั้นมาได้อย่างไร ไม่ว่าท้ายที่สุดจะดีขึ้นหรือไม่ดีขึ้นก็ตาม แต่เราก็ผ่านมันมาได้แล้วประมาณหนึ่ง ซึ่งมันรีเลตกับเรามาก ชอบจนอ่านทุกบทความเลย พี่นักเขียนคนนี้ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เราอยากเข้ามาทำงานใน a day นะ (ยิ้ม) 

ปายเปิดคอลัมน์ออนไลน์เก่ายื่นให้เราดู ตอนนี้คอลัมน์นั้นถูกโละไปตามกาลเวลา แต่อย่างไรเสีย สิ่งที่กันตพรเขียนก็ได้หล่อหลอมเด็กคนหนึ่ง ทั้งยังเป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กคนหนึ่งนึกอยากตามรอยเธอ ประโยคในคอลัมน์นั้นที่ปายเลื่อนให้ดูโดยเฉพาะมีใจความดังว่า

“มันเคยมีวันที่ฉันรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง ไม่รู้จะรับมือปัญหาตรงหน้าอย่างไร และเริ่มจมดิ่ง แต่เมื่อพลิกสมุดเปะปะไป แล้วสายตาปะทะกับประโยคที่เขียนไว้ว่าไม่เคยมีครั้งไหนที่เธอผ่านไปไม่ได้ ฉันก็ร้องไห้อย่างหนักหน่วง ส่วนผสมหลักในน้ำตาคือความรู้สึกขอบคุณที่ฉันคือผู้หยิบยื่นความช่วยเหลือให้ตัวเอง การมีสมุดบันทึกทำให้ฉันรักษาพลังงานของตัวเองในอดีตไว้ และตัวฉันในอดีตก็นั่งไทม์มาชีนมาช่วยฉันในปัจจุบันได้จริงๆ ราวกับมีเวทมนตร์”  

เราเองก็ชอบย้อนไปอ่านไดอารีเก่าของตัวเองอยู่บ่อยครั้ง อดพยักหน้าเห็นด้วยไม่ได้เลย การเขียนมีเวทมนตร์อย่างที่กันตพรบอก

From pages to passion

เราเป็นเด็กฝึกงานที่มีนิสัยอย่างไร

มีประโยคหนึ่งที่เราเคยเจอ เขาบอกว่านักอ่านทุกคนสามารถเป็นนักเขียนได้ และนักเขียนที่อยากเขียนได้ดีต้องอ่านหนังสือให้เยอะ เราก็รู้สึกว่ากูก็อ่านหนังสือมาเยอะเหมือนกัน กูก็ต้องเขียนได้เหมือนกันล่ะวะ (หัวเราะ) แค่ยังไม่รู้วิธีขนาดนั้น เพราะเริ่มเขียนจากศูนย์เลย เริ่มจากความไม่รู้ แล้วก็คอยถามพี่ๆ เขาเหมือนเจ้าหนูจำไมเลย ขอหนูลองได้ไหม ขอเขียนได้ไหม พี่ถอดเทปสัมภาษณ์นานไหม ทำไมตั้งคำถามแบบนี้ เราแค่อยากเรียนรู้การเป็นนักเขียน และเมื่อได้เข้ามาที่นี่แล้ว เราก็จะเต็มที่ที่สุด ไม่รู้หรอกว่าอนาคตจะยังได้ทำอาชีพนักเขียนหรือเปล่า แต่มองว่าต้องรับผิดชอบในการทำงาน จริงจัง ใส่ใจกับมัน

จากที่เป็นคนอ่านหนังสือแค่ชั้นเดียวแล้วก็จบไป แต่พอได้ลองเขียนแล้ว เราอ่านสองชั้นเลย ลองแกะดูว่าทำไมมันถึงสนุก อ๋อ! เพราะเขาเล่าเรื่องแบบนี้ ผูกกับสิ่งนี้ เราไปไล่ถามพี่นักเขียนทุกคนเลยว่าพวกเขาอ่านหนังสืออะไร ทำไมถึงควรอ่าน ตอนนั้นเราได้หนังสือใหม่ๆ เพิ่มในคลังเยอะมาก เข้าใจว่าวรรณกรรมเล่มหนึ่งมีคุณค่าอย่างไร ทั้งภาษา น้ำเสียง ทั้งหมดมันหลอมรวมกันให้เกิดความสนุก

การทำงานสื่อเปลี่ยนมุมมองอะไรของเราไปบ้าง

พี่ในทีมทำให้เราเห็นว่ากว่าบทความหนึ่งจะออกมาได้ดี มันไม่ใช่แค่ตำแหน่งเดียว แต่ต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม ทั้งช่างภาพ กราฟิก นักเขียน ต้องอาศัยแรงซัพพอร์ตซึ่งกันและกัน สิ่งที่เราเรียนรู้ก็มาจากคนที่เราสัมภาษณ์ด้วยเหมือนกันนะ พูดได้เต็มปากเลยว่าเติบโตได้เพราะเจอคนเยอะขึ้น ได้ประสบการณ์ชุดหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าแบบเรียลไทม์ ณ วินาทีนั้นเลย เราสามารถถามตอบกับเขาอย่างซึ่งหน้า คนแต่ละคนเหมือนหนังสือแต่ละเล่มที่เราได้เจอในช่วงเวลานั้น เรารักที่จะเรียนรู้และพูดคุย ทำให้การทำงานสื่อมันตอบโจทย์เรามากๆ คิดว่านี่เป็นอาชีพที่ขี้โกงอยู่นะ จะมีสักกี่อาชีพที่ได้เห็นคนจากรากหญ้าจนงอกเงย 

ในวันที่เราขึ้นเป็นบรรณาธิการแล้ว เรารู้เลยว่าโอกาสและความเชื่อเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ก่อนที่จะเป็นนักเขียน เราไม่ใช่คนที่เขียนเก่งเลยด้วยซ้ำ แต่ใจเราสู้ เราพยายามผลักตัวเอง และเราไม่อาจเป็นอย่างทุกวันนี้ได้เลย ถ้าไม่มีโอกาสหรือคนๆ หนึ่งที่เชื่อในตัวเรา ทุกคนมีความสามารถ มีแสงสว่างในตัวเอง แค่ต้องการโอกาสในการส่องแสง มันน่าเศร้ามากที่เห็นคนรุ่นใหม่หลายคนที่เก่ง แต่ขาดความมั่นใจ สงสัยในตัวเองว่าเราเก่งพอไหม แต่เมื่อไหร่ที่ได้คุยกับเขา ได้มองเข้าไปในตาเขา เห็นถึงสิ่งที่เขาอยากจะทำหรือเชื่อ มันอิมแพกต์ต่อเรา คนๆ นั้นเขาจะเติบโตขึ้นมา แล้วให้โอกาสคนอื่นต่ออีก เราว่านี่เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากสำหรับเรา วันที่เราไม่เชื่อในตัวเอง มันก้ำกึ่งกับความรู้สึกว่าแต่ใจเรามันไปอยู่ที่ฝันแล้วนะ ถ้าได้โอกาสเราจะต้องทำมันได้แน่ 

เราอยากให้ผู้ใหญ่ให้สิ่งนี้กับคนรุ่นใหม่ๆ ต่อไป มันคงน่าเสียดายที่คนๆ หนึ่งมีศักยภาพมากแต่ไม่ได้รับโอกาส ไม่มีใครมาทำให้เขามั่นใจว่าสิ่งที่เขาเป็นมันเป็นได้นะ เราเห็นความสามารถคุณ แต่อาจจะต้องให้เวลากันนิดหนึ่ง 

a day เป็นพื้นที่ตรงนั้น เราอยากให้ a day เป็นอย่างนี้ต่อไป อยากส่งต่อโอกาสให้คนรุ่นใหม่ เป็นเหมือนสนามเด็กเล่น แต่ไม่ใช่ไม่จริงจังนะ (หัวเราะ) แค่ที่นี่เป็นพื้นที่เรียนรู้ ลองผิดลองถูกได้ วิ่งเล่นได้ หกล้มได้ แล้วเราก็จะเติบโตได้ เก่งได้ในวันหนึ่ง 

ขึ้นเป็นบรรณาธิการตอนอายุกี่ปี

24 ย่าง 25 กำลังจะเข้าเบญจเพสเลย ตอนนั้น a day ก็กำลังเข้าสู่ Mid-life Crisis เหมือนกัน ทั้งตัวเราและนิตยสารเผชิญปัญหามากพอกัน เราไม่รู้หรอกว่าจะผ่านมันไปอย่างไร แต่เราสู้ไปด้วยกัน

When a book became a day

ในฐานะบรรณาธิการที่อายุยังน้อย เราเจอข้อจำกัดอะไรบ้าง

ข้อจำกัดคือประสบการณ์ ในการทำงานสื่อ เราทำที่นี่เป็นที่แรก แล้วก็เรียนรู้ด้วยตัวเองแทบทั้งหมด เราหาความรู้ในหนังสือ ถามคนมีประสบการณ์ก็จริง แต่สุดท้ายต้องเจอของจริงด้วยตัวเอง เราไม่ได้อยากผิดพลาดหรอก แต่มันบอกไม่ได้ว่าทุกอย่างจะไปได้ดีไหม แค่อย่างน้อยถ้าเราจะต้องเผชิญกับมันด้วยตัวเอง เราขอผิดพลาดเอง ล้มแล้วต้องลุกให้เร็ว 

แต่ข้อได้เปรียบของคนอายุน้อยก็มี ภาพรวมของสื่อในตอนนี้ก็ Struggle กันอยู่ว่าจะไปอย่างไรต่อ ทำอย่างไรต่อ นี่คือข้อดีของการไม่มีประสบการณ์ มันทำให้เรากล้าลอง กล้าผิดพลาด มันมีความสดใหม่อยู่ พอไม่รู้แล้วก็แค่ทำไปเลย ทำสื่อในยุคที่คุณอยากทำ ในมุมมองของคุณสื่อตอนนี้มันคืออะไรล่ะ ก็ทำให้มันสนุก คนในรุ่นเดียวกันล่ะ เขาเสพอะไร เขาชอบอะไร ก็ทำให้พวกเขาสนใจสิ 

a day มันอยู่มานานแล้ว อายุเท่าเราเลย กำลังจะ 26 ปีเหมือนกัน แน่นอนว่าคนที่เติบโตมากับการอ่าน a day เขาอาจจะมีลูกหรือมีครอบครัวไปแล้วก็ได้ ซึ่งเราก็ไม่ได้ทิ้งเขา a day ยังมีความ Nostalgia อยู่ ยังทำคอนเทนต์เสิร์ฟพวกเขาอยู่ เพราะเราไม่อยากให้ตรงนี้หายไป เราอยากให้ a day อยู่ไปได้เรื่อยๆ ด้วยวิธีการส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ไปได้เรื่อยๆ จากการที่เราคุยกับเพื่อนหรือคนอายุน้อยกว่า พวกเขาจะไม่ค่อยรู้ว่า a day คืออะไร สิ่งที่อยากทำในตอนนี้คือให้คนรุ่นเราเข้าใจว่า a day คืออะไร ทำให้กลับมาเฟรชและรีเลตกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร

คนในทีมก็มีอายุวัยไล่เลี่ยกับเรา โชคดีนะที่มีทีมนี้ พอมันเป็นคนรุ่นใหม่ทั้งหมดก็ทำให้อยากเติบโตไปด้วยกัน มีอะไรก็มาแชร์กัน ไม่ใช่ว่าเป็นบ.ก. แล้วจะสั่งให้ทำอย่างนี้สิ ทำอย่างนั้นสิ แต่เราช่วยกันได้ พร้อมที่จะผิดพลาด ยอมรับว่าเราไม่รู้ แล้วเราก็เชื่อว่าวันหนึ่งทีมนี้จะเติบโตขึ้น ส่งต่อโอกาสให้คนอื่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าทุกคนไม่ได้ใจกว้าง เห็นใจในกันและกัน

การทำงานกับคนวัยใกล้กันไม่ก็วัยที่มากกว่าเรา ไม่กลัวเหรอว่าจะไม่ถูกเคารพ

ไม่กลัว ตอนเราเป็นเด็กฝึกงานก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่ว่าจะต้องไปสัมภาษณ์ใครที่ใหญ่โตขนาดไหน หรือเขาจะเป็นใคร เราก็คุยกับเขาในฐานะมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน เรารู้สึกว่าการจะเคารพกันคือการที่คนตรงหน้าเรา เขาต้องรู้สึกอยากเคารพด้วยตัวเอง ไม่ต้องวางมาดอะไรเลย บ.ก. ไม่ใช่ตำแหน่ง แต่คือการลีดว่าเมื่อเขาเกิดปัญหา เราช่วยเขาได้ไหม เราอยู่เคียงข้างเขาไหม เขาจะมองเราเป็นเพื่อน พี่ น้องก็ได้

ตั้งเป้าไว้เหรอว่าทีมของเราจะต้องเป็นเจนใหม่

ไม่ได้ตั้งใจเลย แต่มาจากการเลือกคนที่มีความเชื่อเดียวกัน เชื่อในบางอย่าง มีจุดยืนในตัวเอง กล้าฉีกนอกกรอบ แค่บังเอิญว่าคนเหล่านั้นอายุเท่านี้ เพราะถ้าหากมีคนสมัครมาแล้วเรารู้สึกแบบเชี่ย! เขาโคตรเท่เลย ต่อให้อายุมากแต่พวกเขาก็มีความหนุ่มสาวในใจ หรือน้อยกว่านี้อีกก็ได้ เราไม่ได้กำหนดไว้

ความผิดพลาดครั้งไหนของการเป็นบรรณาธิการที่ทำให้รู้สึกแย่ที่สุด

ถ้ากับเราเองจะไม่ค่อยรู้สึกอะไร แต่เมื่อไรที่มันกระทบกับคนในทีม เราจะเซนซิทิฟมาก ไม่ว่าใครในทีมจะทำผิดพลาด เรารับเอง กูเองที่ผิด กูเองที่ไม่รอบคอบมากพอ ถ้าเราเห็นน้องร้องไห้ เราจะเสียใจมากจริงๆ 

ก่อนที่เราจะมีทีมของตัวเอง เราก็โดดเดี่ยวมากเลย ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะมีอะไรให้เราได้เรียนรู้ก่อน ต้องใช้เซนส์ตัวเองให้มาก เพราะมันนอกเหนือจากสิ่งที่เราจะคอนโทรลได้ เราทำไปด้วยความเชื่อและความรัก สุดท้ายแล้วการที่เราขับเคลื่อนตรงนี้อยู่ ต่อให้จะผิดพลาดก็ตาม แต่เราเต็มที่แล้ว รีบเรียนรู้ รีบไปต่อให้ได้ก็พอ 

ตอนนี้เราโชคดีที่มีทีมที่พร้อมจะยอมรับกับความไม่รู้ของเราไปพร้อมกัน เราเผชิญประสบการณ์นี้แล้วเติบโตไปด้วยกัน มันสำคัญมากที่จะหาทีมที่พร้อมจะบอกว่าไม่เป็นไร เราไม่โทษกัน เราจะไปต่อด้วยกัน เราแค่ต้องเอาความไม่รู้มาทำให้มันแข็งแรง และความเด็กนี่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเด็กได้ เพราะอย่างเรื่องของประสบการณ์ วันหนึ่งเราก็จะเรียนรู้เองเมื่อเติบโต แต่ถ้าอยากจะเด็ก ยังพร้อมร้องไห้กับข้อผิดพลาดอยู่ มันไม่ใช่ทุกคนจะทำได้นะ

a day rises under people

ที่ผ่านมาเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรใน a day บ้าง

มันหายไปไหนก็ไม่รู้ หายไปนานมาก ก่อนหน้าที่จะเข้ามาฝึกงานก็มีข้อสงสัยอยู่แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมคนเข้าออกไม่เคยนิ่งเลย ตกลงแล้ว a day เป็นใคร จะยังทำต่อไปอยู่ใช่ไหม เพราะทีมมันเล็กมาก ต้องบอกว่าสื่อรอบข้างเราก็ปิดตัวลงไปหลายสื่อ คนก็ถามหา a day เหมือนกันว่ายังอยู่ใช่ไหม คือเราก็พยายามหาวิธีที่จะทำให้ตัวเองกลับมาตลอด แต่คนก็ไม่นิ่ง คอนเทนต์ก็ไม่นิ่งตามไปด้วย เดี๋ยวรีหรือไม่รีแบรนด์อะไรต่างๆ แต่ a day สร้างเรามา จากคนที่ไม่มีความสามารถอะไรขนาดนั้น ไม่ได้มีความเชื่อในตัวเองขนาดนั้นมาก่อน a day เป็นเหมือนโรงเรียนหนึ่งที่หล่อหลอมให้คนๆ หนึ่งเก่งขึ้น ได้เรียนรู้โลกและชีวิต เราถึงได้เชื่อว่ามันจะไปต่อได้ เราคงเสียดายมาก ถ้า a day หายไป 

ไม่แปลกหรอกที่คนอ่านจะตั้งคำถามว่าเราทำอะไรอยู่ เพราะความยากของ a day คืออยู่มานานมากแล้ว มัน All Generation เราทิ้งคนอ่านเก่าไม่ได้ และเราก็ไม่อาจปิดคนใหม่ๆ ที่จะเข้ามาได้เหมือนกัน แค่ต้องปรับตัวให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนในยุคนั้น

ในฐานะที่กูเป็นแฟน a day ตั้งแต่รูปเล่มจนถึงออนไลน์นะ (หัวเราะ) อย่างน้อยเรารู้ว่าความเป็น a day คืออะไร สิ่งนี้ใช่หรือไม่ใช่ เมื่อเราอยู่ในฐานะนักอ่าน เราก็สะท้อนตัวเองเหมือนกันว่าเราอยากอ่านสิ่งนี้จาก a day ไหม ทำคอนเทนต์ที่คิดว่าจะไปต่อได้ เราไม่สามารถบอกได้ว่า a day จะมีอะไรโผล่ขึ้นมาอีก เพราะเราไปกับความไม่รู้ ก็ลองแม่งให้หมดเลย ลองว่ามันใช่ไหม เราว่ามันจะชัดขึ้นเรื่อยๆ และเราจะเห็น  a day แห่งยุคนี้ 

แต่ยุคนี้สื่อและผู้คนก็วิ่งเข้าหาความแปลกใหม่แทบทั้งหมด คิดว่าอะไรยังทำให้ a day โดดเด่นอยู่

Storytelling! ที่ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย a day ก็ยังแข็งแรง น้ำเสียงก็ยังคงเป็น a day อยู่ สิ่งที่ทำให้เราอยากตื่นมาทำงานทุกวันก็เพื่อขับเคลื่อนสิ่งที่ทำอยู่ให้ถูกมองเห็น ให้ผู้คนได้มีชีวิตที่ดีขึ้นจากการเล่าเรื่องของ a day นี่เป็นพลังของสื่อ 

น้ำเสียง a day ที่ว่าเป็นน้ำเสียงแบบไหน 

ความเป็นมนุษย์ การเล่าถึงแก่น การมองคน การตั้งคำถาม เมื่อเราไปคุยกับคนๆ หนึ่ง เราเอาใจตัวเองไปอยู่ตรงนั้น พยายามเอาทุกอย่างของคนๆ นั้นมาถ่ายทอดให้คนอื่นรับรู้ เหมือนอย่างที่เรารับรู้ ยิ่งไปกว่านั้น a day ยังบวกการเล่าเรื่องที่บอกว่าสิ่งนี้มีคุณค่าจริงนะ มันอินสไปร์จริงนะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น a day จะจบลงด้วยด้านบวก ทุกอย่างที่แย่มักจะมีสิ่งที่ดี วันที่ดีเสมอ

รู้ไหม a day มาจากอะไร มาจาก 1 วันที่มี 24 ชั่วโมง ทุกคนมีเวลาเท่ากันหมด แล้วภายในชั่วโมงเหล่านั้น เราทำอะไรกันอยู่ ชื่อนี้แล้วแต่คนจะมองเลย แต่สุดท้ายจะสะท้อนคำว่าชีวิตที่หมายความถึง 1 วันเรามีเท่ากัน คุณมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร 

a day เป็นนิตยสารที่คิดมากแต่อ่านง่าย คือคุณต้องคิดให้มาก คิดอีกให้ซึ้งถึงแก่น เรารู้สึกว่าสิ่งนี้ยังอยู่มาตลอดนะ อีกอย่างหนึ่งคือเราให้ความสำคัญกับคน เราไม่ได้มองว่าเขาเป็นใคร เรามองเขาเป็นคนธรรมดาหรือคนที่ไม่ถูกมองเห็น เพราะอยากให้สังคมรับรู้ว่าคนๆ นี้มีความสามารถอย่างไร มีความเชื่ออะไร กำลังขับเคลื่อนอะไรอยู่ สุดท้ายคือความ Nostalgia ถามว่าทำไมเราต้องโหยหาอดีต นึกถึงความหลัง ย้อนมันอยู่ตลอดเวลา เราว่านี่เป็นคุณค่าทางใจนะ เราใช้ชีวิตผ่านมาช่วงหนึ่ง ได้กลับไปอ่านไดอารีเก่า ฟังเพลงเก่า สถานที่เก่า เป็นสิ่งที่เติมใจให้เราอยากใช้ชีวิตต่อได้ a day ยังเล่าเรื่องเก่ามาเสมอ 

หลักที่คุณใช้ในการบริหารนิตยสารออนไลน์ a day คืออะไร

3 ข้อหลักๆ ที่มีมานานแล้วตั้งแต่ a day ฉบับแรก แต่ยังใช้ได้อยู่คือ Idea, Somebody และ Nostalgia บรรดาความคิดสร้างสรรค์ก็เป็นอย่างที่เราทำกันอยู่แล้ว การเล่าเรื่องคนธรรมดาให้น่าสนใจ การที่คุณจะมีเรื่องเล่าของตัวเองอยู่ในนิตยสารสักเล่ม โห! มันไม่ใช่อยู่ๆ ใครจะมาเล่าเรื่องคุณนะ แม้ตอนนี้จะมีช่องโซเชียลมีเดียมากขึ้นแล้ว แต่เราว่ามันก็ยังมีคนตกหล่นอยู่ สุดท้ายแล้วทุกข้อที่พูดมาก็ยังใช้ได้จนถึงวันนี้

แล้ว a day กำลังสนใจอะไรอยู่

เราเห็นกลุ่มคนอ่านเก่าและคนอ่านใหม่ แต่อยากให้ทั้งหมดเป็นก้อนเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่แต่ก็สามารถอยู่ด้วยกันได้ ไม่อยากแบ่งช่วงอายุว่าเจนนี้จะเข้าใจ เจนนี้จะไม่เข้าใจ มันดีมากเลยนะภาพที่เรานึกไว้ เป็นภาพของคนแก่ เด็ก วัยรุ่นนั่งล้อมวงคุยเรื่องเดียวกัน อยากให้เป็น All Generation อย่างในเล่ม The Reader’s Secret ของ a day มันเป็นเล่มที่เราชอบเป็นพิเศษ สำหรับคนวัยหนุ่มสาวที่ยังไม่รู้ว่าชีวิตจะไปไหนต่อ ไม่รู้ว่าจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่อย่างไร อาจยังไม่มีประสบการณ์ แต่หนังสือจะเป็นเพื่อนเราในการพาเราออกเดินทาง ขยี้ในสิ่งที่เรารู้สึกให้ลึกลงไปอีก 

Past, Present, Not Perfect, but still a day.

มีอะไรที่รู้สึกว่าทำสำเร็จแล้วบ้างไหมในฐานะของบรรณาธิการ

ทีม (แล้วปายก็เงียบไปพักใหญ่)

ขยายความหน่อยได้ไหม

เป็นเรื่องเดียวที่เราเช็กลิสต์ (หัวเราะ) ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี คงเพราะทุกคนที่เราเลือกมาอยู่ในทีม เราตั้งใจเลือกเขามาก เราคุยแบบอ่านใจเขา อ่านความเชื่อที่มีเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขาทำงานให้เรานะ แต่เราเห็นตัวเองในตัวเขา รู้สึกว่าพวกเขารักที่นี่ รัก a day ทุกคนอยู่รวมกันแล้วมันแข็งแรง พอเราเห็นทีมนี้แล้วมันทำให้เราตอบคำถามตัวเองได้อีกครั้งหนึ่งว่าเรามาอยู่ที่นี่ ในตอนนี้ ในฐานะบ.ก. เพื่ออะไร เพื่ออยากจะสร้างคนที่โตไปพร้อมกับ a day ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไร แต่ทุกคนใจสู้ ไปต่อด้วย มันไม่ใช่พลังที่จะเจอกันได้ง่ายๆ เลย แรกๆ ก็คิดว่ามันจะโอเคไหมนะ ทุกคนจะอยู่ด้วยกันได้ไหม เพราะคาแรกเตอร์แต่ละคนชัดมากเลย เราไม่คิดว่าจะเจอพวกเขาเร็วขนาดนี้ด้วยซ้ำ

ถ้า a day ไม่ใช่นิตยสาร จะเปรียบเป็นอะไรได้อีก

คงเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่เกิดปีเดียวกันกับเรา พอวันหนึ่งโตขึ้น ก็ได้มาทำความรู้จักกันในช่วงวัยรุ่นพอดี เราไม่ได้รู้จักเขามาตั้งแต่แรกหรอก แต่เราได้แชร์ความผิดพลาดในชีวิต เราค่อยๆ เติบโตไปด้วยกันอีกสเต็ปหนึ่ง แต่เขาเป็นเพื่อนที่ดีของเรามาก อินสไปร์เราหลายอย่าง เราไม่อยากให้เขาตาย อยากให้เขายังมีชีวิตอยู่ 

หากวันหนึ่งต้องเกษียณตัวเองจากบรรณาธิการ อยากฝากถึงคนรับไม้ต่อว่าอย่างไร

อย่าทิ้ง a day ได้ไหม (หัวเราะ) ก่อนที่จะไป ช่วยส่งต่อให้ใครสักคนที่รักมัน เชื่อในมัน และหวงแหนในมันได้ไหม เราเชื่อจริงๆ ว่า a day มันสร้างคนใหม่ๆ สร้างคนที่มีคุณค่าที่จะช่วยคนอื่นได้อีกเยอะมากจากพลังของการเล่าเรื่อง อย่าคิดว่ามันเป็นแค่สื่อ จะปิดก็ปิดไป วันหนึ่งเราอาจจะถอยออกมาแล้ว แต่เราคงหันกลับมามองแล้วรู้สึกว่าดีจังที่มันยังอยู่ต่อไปได้ อีกอย่างหนึ่งคือการที่จะเลือกใครมาอยู่ตรงนี้ จงเลือกคนอย่างใช้ใจเลือกว่าเขาจะเป็นคลื่นลูกต่อไปที่ส่งต่อมันได้ดี 

จังหวะนี้เราแน่ใจว่าปายน่าจะใช้อารมณ์ขันกลบเกลื่อนน้ำตาเอ่อๆ ไม่ให้มันไหลลงมา และจากใจความทั้งหมดที่เธอกล่าวมา เราก็อยากฟังเสียงของลูกทีมเธอ เรียกได้ว่าเป็นการสัมภาษณ์ที่ระทึกที่สุด ราวว่ากำลังอัดเสียงอยู่ในห้องแอร์เย็นเฉียบ

2 เดือนที่ได้อยู่ที่นี่กระทำความผิดพลาดไปบ้างหรือยัง

อืม ก็มีตอนที่เราพิสูจน์อักษรแล้ว ลงแพลตฟอร์มไปแล้ว แต่มันยังมีผิดอยู่ คนก็มาเห็น เราก็รู้สึกแย่ เพราะมันเป็นหน้าที่ของเรา แต่ดันผิดพลาดไป คนก็มองว่าเฮ้ย! ทำไม a day ถึงผิดพลาดวะ เราก็แบบไอเชี่ย! เราพลาดไปนี่ ทั้งที่มันเป็นหน้าที่ที่เราต้องทำให้ดีที่สุด เหมือนโดนคนด่าทั้งองค์กร แต่มันทำให้เราเรียนรู้นะ ปล่อยวางได้มากกว่า เคยคุยกับพี่ปายอยู่ครั้งหนึ่ง เขาดูเข้าใจ แล้วก็บอกเราว่าไม่เป็นไร ก็ค่อยๆ แก้ แล้วค่อยๆ ดูกันไป คำพูดนี้ของเขามันทำให้เราสบายใจขึ้น 

คาดหวังให้ได้อะไรกลับไปจากการมาทำงานใน a day

ตอนแรกเริ่มจากการเป็นเด็กจบใหม่ที่หางาน หาเงิน แต่เราตัดสินใจมาที่นี่เพราะอยากลองเป็นนักเขียน อยากเรียนรู้วิธีเล่าเรื่องในแบบอื่นมากขึ้น เริ่มรู้ตัวว่าไม่ได้ชอบแค่การเป็นศิลปินปกติ อยากเข้าใจคำว่าศิลปินมากขึ้น นักเขียนก็เป็นอีกพาร์ตหนึ่งที่เราอยากลองดู แล้วถ้ามันสามารถตอบโจทย์ในช่วงวัยนี้ที่เราต้องทำงานหาเงิน ทำตามแพสชันในสิ่งที่อยากทำได้ ก็เป็นจุดเมิร์จที่ลงตัวดี

ถ้านี่เป็นการลอง เกิดวันหนึ่งมีคนบอกว่าเขียนไม่เห็นดีเลยจะทำอย่างไร

จริงๆ เราเป็นคนคิดมากกับคำพูดคนอื่นพอสมควรเลย ยากแฮะ คงจะนอยแหละ ก็ต้องกลับมาถามตัวเองว่ากูเล่าเรื่องได้ดีแล้วหรือยังวะ แต่ถ้ากูทำได้ดีแล้ว ก็คงฟังตัวเองมากขึ้น แต่จะไม่ปักหลักที่คำว่ายอมแพ้ เราเป็นคนไม่ยอมแพ้ 

การเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ของนิตยสารทำให้ได้รู้อะไรบ้าง

เรารู้อยู่แล้วว่ามีหน้าที่ต้องดูภาพรวม แต่คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าต้องดูไปถึงภาพลักษณ์องค์กรด้วยว่าเราจะพรีเซนต์อะไร ทำให้ต้องละเอียดกว่าเดิม การสื่อสารก็เหมือนกัน ภาพที่จะออกไปมันสำคัญมากว่าแบรนด์ของเราคืออะไร

ตอนนี้รู้หรือยังว่าแบรนด์ a day คืออะไร

คงเป็นการเอานิสัยของคนในทีม เอาความชอบของหลายๆ คน หลายความเชื่อมากะเทาะรวมกัน ถ้าถามว่าคืออะไร มันคือเส้นสเปกตรัมที่ฉายหลายสี เพราะทุกคนมีสไตล์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน มันเลยเป็นภาพ a day ในทุกวันนี้ที่เราว่ามันถูกมองเห็นว่ามีหลากหลายสี  

หากเป็นแฟนหนังสือเล่มของ a day แล้วอ่านมาถึงตรงนี้ อาจทำให้คลายข้อสงสัยกันลงไปบ้าง แต่หากไม่ใช่แฟนของ a day เราก็อยากให้ลองเป็นเพื่อนกัน จับมือทำความรู้จักกันก่อน เผื่อว่าจะหลงรัก ไม่ก็อาจยังไม่โดนเส้น ซึ่งไม่ผิดอะไรสักนิด อนาคตข้างหน้าพวกเราอาจยังก่อความผิดพลาดอยู่ก็ได้ แต่ไม่ถึงขั้นพุ่งเข้าหายนะหรอก ตราบเท่าที่ a day ยังเป็นสนามเด็กเล่นให้เราหกล้มได้ และมีแผนกปฐมพยาบาลเป็นเพื่อนที่เล่นสไลเดอร์อยู่ข้างๆ ทั้งเสียงเริงร่าที่ทำให้หยุดร้องไห้จากเพื่อนที่กำลังนั่งไกวชิงช้าสูง 

แต่เราคงปล่อยให้ผู้อ่านเฝ้าสงสัยในข้อหนึ่งอยู่ต่อไปนะว่าไอ้พวกบ้านี่มันกำลังจะทำอะไรอีก มันจะวิ่งไปทางไหน เพราะไอ้พวกบ้าที่อยู่ใน a day นี้ก็ยังตอบไม่ได้เช่นกัน อย่างไรเสีย อะเดา! อะเดย์! อะโดด! ไปด้วยกันดูไหม 

ด้วยรักจากผู้เขียนและทีม a day แน่! โดนหลอกแล้วเห็นไหม จากที่เกริ่นนำไปว่าจะไม่มีความลาดเอียง ขอแสดงความยินดีมา ณ ที่นี้ เพราะคุณกำลังอ่านอักษรจากนักเขียนที่อยู่ใน a day อย่างไรล่ะ

AUTHOR