Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

ธรรมชาติชีวิตในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของ ตูน Bodyslam 3/4

5

หนวดเคราบนใบหน้าเขาในวันนี้ขับให้เขาดูต่างจากศิลปินป๊อปร็อกวัยใสเมื่อครั้งวันวานคล้ายกับเป็นคนละคน
หากนำปกอัลบั้มแรกของบอดี้สแลมมาวางเทียบกับปกซิงเกิลล่าสุด เราอาจสงสัยว่า
ใช่นักร้องนำคนเดียวกันจริงหรือเปล่า

นอกเหนือจากเรื่องของกายภาพ เขาว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนคือเรี่ยวแรงที่เริ่มถดถอยสวนทางกับวันและวัยที่เพิ่มขึ้น
ที่เคยกระโดดโลดเต้นบนเวทีได้เป็นชั่วโมงโดยที่ยังรู้สึกสนุกอยู่
ตอนนี้ผ่านไปเพียงครึ่งโชว์ก็มีเหนื่อยหอบ

“ผมเคยกระโดดข้ามกลองชุด
จากข้างหลังกระโดดข้ามหัวพี่ชัชลงมาข้างล่างได้นะ แต่ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าผมจะทำได้หรือเปล่า”

ไม่ใช่เตรียมตัวมาไม่ดีหรืออ่อนซ้อม
จากสิ่งที่เพียรทำยืนยันว่าเขาคือหนึ่งในศิลปินที่ดูแลตัวเองได้ดีที่สุดคนหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งทุกวันเป็นกิจวัตร
ขับรถไปตีปิงปองที่ยิมใกล้บ้านในวันที่ช่วงเช้าพอมีเวลา
เตะฟุตบอลในอาทิตย์ที่ไม่มีคิวงาน
หากแต่เรี่ยวแรงที่หดหายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครหลบเลี่ยงได้

มันเป็นธรรมชาติ-เขาว่าอย่างนั้น

“เรารู้สึกว่าเวลานั้นมาถึงเราแล้วนะ
ที่เราเคยเห็นนักกีฬาหรือนักดนตรีที่พออายุเยอะขึ้นเขาจะบาลานซ์ชีวิตอีกแบบ ด้วยพลังที่น้อยลง
แต่ในพลังที่น้อยลงของคนเหล่านั้นที่ผมเฝ้ามอง มันก็มีอะไรมาแทนที่
ด้วยเรื่องของมันสมองก็ตาม นิ่งขึ้น ไม่ได้มุทะลุเหมือนเดิม ได้ใช้แรงสมองมากขึ้น
แทนที่เราจะไปข้างหน้าด้วยพลังกายอย่างเดียว เป็นเรื่องที่เราจะออกแบบชีวิตเราต่อไปยังไงกับสิ่งที่ธรรมชาติให้กับเรามากกว่า”

“แล้วที่เคยบอกว่าว่า
ยอมตายบนเวทีได้
ยังคิดยังเชื่ออย่างนั้นอยู่ไหม” ผมถามทบทวนความเชื่อเมื่อครั้งก่อน

ใช่ ผมเชื่อแบบนั้นอยู่
ผมเป็นคนชอบพูดคำว่าตายบ่อยมาก ซึ่งไม่ดีเลย คนรอบข้างก็รู้สึกกับมันว่าทำไมผมเป็นแบบนี้
แต่ไม่รู้สิ ผมรู้สึกว่ามันเป็นความสุขนะ ที่เราได้เต็มที่กับอะไรสักอย่างหนึ่งในชีวิตจนเรายอมที่จะให้ชีวิตกับมันได้”

เหตุการณ์ที่ยืนยันคำพูดนั้นเกิดขึ้นที่ผับแห่งหนึ่ง
ในขณะที่กำลังยืนโยกหัวร้องเพลง อกหัก อยู่บนเวที อยู่ๆ เขารู้สึกเจ็บที่สะบักหลัง
จนต้องล้มลงไปนอนร้องกับพื้นเวทีด้วยความทรมาน
แฟนเพลงข้างล่างเวทียังคงตะโกนโห่ร้อง คิดว่านั่นเป็นท่วงท่าในการแสดงของเขา
คงไม่เป็นปัญหาถ้านั่นเป็นเพลงสุดท้ายในการโชว์คืนนั้น
หากแต่เขาต้องฝืนยืนขึ้นร้องต่ออีกเกือบชั่วโมง เขารู้ถึงอาการผิดปกติของร่างกายเมื่อโยกคอแล้วรู้สึกชาที่ปลายเท้า
แต่ก็ฝืนร้องจนจบโชว์

คืนนั้นเขาถูกหามส่งโรงพยาบาลและพบว่าตัวเองป่วยด้วย
โรคกระดูกคอทับเส้นประสาท

“พอรู้ตัวว่าเรามีความเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้
มันเป็นช่วงที่ดาวน์สุดของชีวิตเลย ในช่วงนั้นของชีวิตมันหนักมากนะ
เราไม่มีทางอยู่กับรถเข็น กับเตียงนอนได้แน่ๆ แล้วมันเป็นช่วงที่ผมกำลังจะมีคอนเสิร์ต
BODYSLAM LIVE IN คราม พอดี ต้องตัดสินใจว่าจะเล่นไหม หรือจะแคนเซิล
หรือจะเลื่อนมันไปก่อน คือค่ายเขาลงทุนไปหลายล้านแล้ว เราต้องตัดสินใจ ในช่วงเวลานั้นมีคนให้กำลังใจผมเยอะมาก
แล้วมีคนคนหนึ่งที่ผมจำสิ่งที่เขาสอนผมในวันนั้นได้

“ในช่วงที่ผมยังตัดสินใจไม่ได้ว่าเดินหน้าคอนเสิร์ตต่อไป
หรือแคนเซิลดี ก็มีสายจากคุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม โทรมาหาผม บอกว่า
ตูนไม่ต้องสนใจเลยนะว่าแกรมมี่จะเสียหายเท่าไหร่หรือจะขาดทุน ดูแลตัวเองให้ดีที่สุดก่อน
เอาสุขภาพตัวเองเป็นตัวตั้ง เขาสอนผมว่าชีวิตคนเราก็เหมือนเลขหนึ่ง มีแรง มีพลัง
มีความสามารถ จะต่อท้ายเลขศูนย์ไปอีกกี่ตัวก็ได้
แต่ตราบใดก็ตามถ้าเลขหนึ่งตัวนี้ไม่แข็งแรง ถ้าเลขหนึ่งวันใดวันหนึ่งมันล้มลง เลขศูนย์ที่เราตั้งใจทำมามันก็จะไม่มีค่า
ไม่มีความหมายเลย ผมรู้สึกว่าเราโชคดีจังที่เราได้อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ที่ดีๆ อย่างเขา
จากวันนั้นก็สอนอะไรผมเยอะเหมือนกัน แต่สุดท้ายด้วยความเป็นผม อย่างที่บอกว่าผมตายบนเวทีได้น่ะ
ผมไม่มายด์ ผมตัดสินใจขึ้นเวที

“เรามีห้าหกสิบเราก็ใส่หมด
ตอนนั้นไม่คิดอะไร คิดแค่คอนเสิร์ตวันนั้น มันใหญ่ที่สุดในชีวิตเราแล้ว
เป็นอีกหลักไมล์ของเรา เราอยากเต็มที่กับมัน เราก็มีแค่นี้ในตอนนั้น เราก็ให้หมด”

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2553 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน BODYSLAM LIVE IN คราม คอนเสิร์ตใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาดำเนินไป ท่ามกลางผู้ชมเต็มความจุสนามกว่า 65,000 คน นอกจากทีมงานหลังเวทีแล้วไม่มีใครรู้ว่ามีรถพยาบาลแสตนบายด์พร้อมปฏิบัติการทุกนาที

จนเพลงสุดท้ายจบลง

(จากคอลัมน์ a day with a view – a day 166 มิถุนายน 2557)

อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่ ตอนที่ 1 ตอนที่ 2 ตอนที่ 4

ภาพ นวลตา วงศ์เจริญ

Author

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร a day และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 6 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox, รักเขาเท่าทะเล และ Between Hello and Goodbye ครู่สนทนา

นวลตา วงศ์เจริญ

ช่างภาพสาวสุดเท่ที่หลงรักการถ่ายภาพพอร์เทรต มีความสามารถในการดึงตัวตนของแบบออกมาได้ชัดเจน และชื่นชอบการทำให้ภาพที่ถ่ายดูมีชีวิต นอกจากถ่ายภาพ นวลตายังชื่นชอบการเดินทางอีกด้วย

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)