การด่วนจากไปก่อนวัยอันควรของ David Graeber เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2020 นับเป็นข่าวเศร้าของวงการมานุษยวิทยาเพราะนอกจากเขาจะเป็นนักวิชาการคนสำคัญที่คนมักนำแนวคิดและหนังสือของเขาไปอ้างถึงอย่างแพร่หลายแล้วGraeber ยังเรียกตัวเองว่าเป็น ‘นักอนาธิปไตย’ ควบคู่ไปกับการสอนนักศึกษาในมหาวิทยาลัย และเป็นนักกิจกรรมทางการเมืองคนสำคัญที่เคลื่อนไหวต่อต้านทุนนิยมและปฏิบัติการของรัฐอำนาจนิยมอยู่เป็นระยะ
ผมรู้จักชื่อของ Graeber ครั้งแรกในปี 2018 เมื่อได้อ่านBullshit Jobs: A Theoryหนังสือเล่มดังของเขาที่ชี้ให้เห็นว่าในโลกทุนนิยมทุกวันนี้มีงานจำนวนมากที่ Graeber นิยามว่าเป็น ‘bullshit jobs’ นั่นคืองานที่ไม่สร้างคุณค่าและคุณประโยชน์ใดๆทั้งต่อปัจเจกบุคคลและสังคมโดยรอบพูดง่ายๆคืองานประเภทที่ทำๆไปอย่างไม่มีเป้าหมายชัดเจนทำแค่ให้รู้สึกว่ากำลังทำอะไรสักอย่างอยู่ไม่ใช่นั่งอู้หรือนั่งว่างๆผลลัพธ์ของงานในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้ปัจเจกรู้สึกเหน็ดเหนื่อยทดท้อ และเบื่อหน่ายกับการทำงานแต่ยิ่งนานวันพวกเขาก็จะยิ่งรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองช่างไร้ค่าเสียเหลือเกิน
แม้ว่า Bullshit Jobs จะเป็นหนังสือที่เปิดประตูให้ผมได้รู้จักกับโลกของการศึกษาทางมานุษยวิทยา ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้อ่านงานเขียนเล่มอื่นๆของ Graeber สักเท่าไหร่จนกระทั่งเมื่อได้รู้ข่าวเศร้าว่าเขาได้อำลาโลกใบนี้ไปแล้วนั่นเองจึงเป็นสาเหตุให้ผมกลับไปอ่านผลงานชิ้นต่างๆของเขาอีกครั้ง

อาจกล่าวได้ว่า What Are Kings คือหนังสือเล่มล่าสุดและสุดท้ายของ Graeber ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้คือความ ‘อ่านง่าย’ ซึ่งนับว่าแตกต่างไปจากผลงานชิ้นก่อนๆของเขานั่นเพราะ What Are Kings? ไม่ใช่งานด้านมานุษยวิทยาที่เขียนด้วยภาษาวิชาการแต่เป็น ‘หนังสือสำหรับเด็ก’ นั่นเอง
หากลองนิยามอย่างหลวมๆ What Are Kings? คือหนังสือสำหรับเด็กเพราะ หนึ่ง–มีเนื้อหาสั้นกระชับ สอง–ใช้ภาษาเข้าใจง่ายและสาม–มีภาพประกอบตลอดทั้งเล่มเพียงแต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าหนังสือเล่มนี้จะเหมาะสำหรับผู้อ่านที่เป็นเด็กเท่านั้นแต่ผู้ใหญ่ก็สามารถอ่านได้เช่นกันไม่สิเผลอๆภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูจะเป็นมิตรของหนังสือเล่มนี้ผมคิดว่าจุดประสงค์จริงๆของ Graeber คือการเขียนให้ผู้ใหญ่อ่านด้วยซ้ำ


ใน Unbearable Lightness of Beingของ Milan Kundera มีประโยคหนึ่งกล่าวว่า “แท้จริงแล้ว – คำถามที่จริงจังที่สุดคือคำถามที่แม้กระทั่งเด็กก็สามารถตั้งขึ้นมาได้คำถามที่ไร้เดียงสาที่สุดคือคำถามที่จริงจังที่สุด” ซึ่งโครงสร้างในการเล่าเรื่องของ What Are Kings? ก็ดำเนินไปผ่านการตั้งคำถามที่ ‘ง่ายและไร้เดียงสา’ ด้วยน้ำเสียงและความใคร่รู้สงสัยแบบเด็กๆตัวอย่างเช่นคำถามง่ายๆว่าพระราชาคืออะไร? (What is a King?) พระราชาพระองค์แรกมาจากไหน (So where did the first kings come from?) และประชาชนจะต้องทำอะไรให้กับพระราชาบ้าง (What do the people have to do for the king?)
ก่อนที่จะไปกันต่อลองหยุดพิจารณาคำถามเหล่านี้สักครู่แล้วคิดเล่นๆว่าถ้ามีเด็กสักคนหนึ่งเดินมาถามคุณด้วยชุดคำถามเหล่านี้เราจะตอบเขายังไงไม่จำเป็นต้องบอกให้ผมรู้หรอกครับ เพียงแต่ประเด็นที่น่าสนใจคือแม้ว่าคำถามจะซื่อๆง่ายๆหากการจะได้มาซึ่งคำตอบที่ชัดเจนและน่าพึงพอใจกลับไม่ใช่เรื่องง่ายเอาเสียเลยแต่ทำไมมันถึงต้องไม่ง่ายล่ะ?
Graeber อธิบายว่า “คล้ายๆกับเกม ‘Simon Says’ นั่นแหละเพียงแต่คนคนเดิมจะได้เป็นไซมอนอยู่ตลอดแล้วเกมก็จะดำเนินไปเรื่อยๆ” Graeber ไม่ได้เลือกตอบคำถามซื่อๆง่ายๆของเด็กๆผ่านคำอธิบายที่ยืดยาวและสลับซับซ้อนเพียงเพราะเขาเป็นผู้ใหญ่ตรงกันข้ามเขากลับเลือกจะตอบคำถามว่าพระราชาคืออะไรผ่านการเปรียบเทียบกับเกม ‘Simon Says’ ที่เด็กๆคุ้นเคยอยู่แล้ว
หากยังจำได้ Simon Says คือเกมที่หลายๆคนน่าจะเคยเล่นในวิชาภาษาอังกฤษสมัยประถมโดยมีกติกาง่ายๆว่านักเรียนคนหนึ่งจะถูกเลือกให้เป็นไซมอนและเขาจะมีสิทธิสั่งให้นักเรียนคนอื่นๆปฏิบัติตามคำสั่งต่อเมื่อเขาพูดว่า “Simon says…” ในเกมนี้ นักเรียนที่ได้เป็นไซมอนจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆระหว่างที่เกมดำเนินไปไม่มีใครสามารถดำรงสถานะของไซมอนได้ตลอด ในแง่นี้สิทธิอำนาจจะถูกเปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ และนักเรียนทุกคนในห้องจะมีโอกาสที่จะเป็นไซมอนด้วยกันทั้งหมดแตกต่างกับสถานะของพระราชาในโลกแห่งความจริงที่จะมีเพียงคนคนเดียวที่จะถูกเลือกให้เป็นไซมอนอยู่ตลอดเวลา
ด้วยคำอธิบายนี้ นอกจากเด็กๆที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้จะสามารถเข้าใจความหมายของพระราชาอย่างชัดเจนโดยทันทีแล้วคำตอบของ Graeber ยังสะท้อนให้เห็นว่าบางครั้งการไม่อาจจะตอบคำถามได้ง่ายๆของเราเป็นผลจากกับดักทางความคิดที่ถูกกำกับด้วยคุณค่าบรรทัดฐานและอุดมการณ์ทางสังคมอีกขั้นหนึ่งพูดอีกอย่างคือในบางครั้งความตรงไปตรงมาของคำตอบกลับกลายเป็นอุปสรรคในการที่จะตอบคำถามเสียเองแค่เพราะความตรงไปตรงมาที่ว่านี้ขัดแย้งและสวนทางกับค่านิยมกระแสหลักของสังคมที่ประกอบสร้างเราขึ้นมา
หากเราย้อนกลับไปพิจารณาประโยคในนวนิยายของคุนเดอราที่ยกมาข้างต้นจะเห็นว่าสาเหตุที่คำถามที่ไร้เดียงสาที่สุดคือคำถามที่จริงจังที่สุดจึงเป็นเพราะว่าคำถามจากเด็กๆ คือคำถามที่ยังไม่แปดเปื้อนจากคุณค่าบรรทัดฐานและอุดมการณ์ทางสังคม


แน่นอนเกม Simon Says เป็นเพียงแค่ตัวอย่างเปรียบเทียบแต่กับคำถามที่ว่า ‘พระราชามาจากไหน’ ล่ะ? Graeber กล่าวว่าปัจจุบันเรายังไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนที่จะตอบคำถามได้ว่าพระราชาคนแรกของโลกมาจากไหน แต่ถึงอย่างนั้น Graeber ก็เสนอว่ามีความเป็นไปได้ที่สถานะของพระราชาจะถือกำเนิดขึ้นจาก ‘การแสดง’ (play)
Graeber เล่าว่า “ข้อสันนิษฐานที่ดีที่สุดของเราคือไม่แน่ว่าพวกเขา (ผู้คนในอดีต – ผู้เขียน) อาจแสดงบทเป็นพระราชาไม่แน่ว่าผู้คนที่ดูแปลกตาอาจถูกมองว่าศักดิ์สิทธิ์แค่เพราะพวกเขาแตกต่างออกไปและบางครั้งพวกเขาก็อาจปฏิบัติต่อผู้คนเหล่านั้นประหนึ่งเทพเจ้าเช่นในระหว่างพิธีกรรมหรืองานฉลองต่างๆแม้ว่าในช่วงอื่นๆผู้คนเหล่านั้นอาจเป็นเพียงคนธรรมดาทั่วๆไปไม่แน่ว่าในการแสดงหนึ่งๆหรือในการละเล่นหนึ่งๆใครสักคนหนึ่งอาจได้รับเลือกให้สวมบทพระราชาโดยที่เขาก็สามารถจะบัญชาทุกสิ่งได้ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปผู้คนก็พากันหลงลืมไปว่าจริงๆแล้วใครสักคนหนึ่งอาจกำลังแสดงบทอยู่”
หลายปีก่อนผมเคยดูละครเวทีอยู่เรื่องหนึ่งจำได้ว่านักแสดงคนหนึ่งอินกับบทของเขาสุดๆในระดับที่ว่า แม้ม่านการแสดงจะปิดฉากและทีมงานจะพากันออกมาโค้งคำนับขอบคุณคนดูนักแสดงคนดังกล่าวก็ยังคงร้องไห้อยู่เขาไม่สามารถหยุดน้ำตาที่หลั่งไหลอย่างต่อเนื่องได้ย้อนมองกลับไปยังเหตุการณ์ในวันนั้น แน่นอนว่าคนดูทุกคนต่างก็ตระหนักชัดว่าบทบาทที่นักแสดงคนดังกล่าวเล่นอยู่บนเวทีไม่ใช่ตัวตนจริงๆของเขา และคงเป็นเรื่องน่าตลกดีถ้าอยู่ดีๆไม่เพียงแค่นักแสดงหากยังรวมถึงคนดูและทีมงานต่างพากันเชื่ออย่างหมดใจว่าบทบาทของนักแสดงคนดังกล่าวคือตัวตนของเขาจริงๆ
โชคดีว่าความคิดเพี้ยนๆ นี่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงเพราะคนดูทุกคนต่างก็รับรู้ตั้งแต่แรกว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่ปรากฏบนเวทีเป็นเพียงแค่บทละคร เรารู้ เพราะต่างก็ได้เห็นจังหวะที่ม่านการแสดงค่อยๆ ถูกคลี่ออก เรารู้ เพราะต่างก็ได้เห็นจุดเริ่มต้นของละครเวทีเรื่องนี้กันอย่างถ้วนหน้า เรารู้ เพราะต่างก็ได้เห็นช่วงเวลาที่นักแสดงคนหนึ่งก้าวขึ้นสู่เวที
บ่อยครั้งเรามักจะอนุมานไปแล้วล่วงหน้าว่าหนังสือสำหรับเด็กมักจะบอกเล่าเรื่องราวที่เกินจริงเพ้อฝันและไม่สลักสำคัญสำหรับผู้ใหญ่ควบคู่ไปด้วยกันเราก็มักจะทึกทักไปแล้วใหญ่โตว่าชีวิตที่อาบน้ำร้อนมาแล้วมากมายย่อมจะมีคุณค่ายิ่งกว่าจินตนาการของเด็กๆอย่างเทียบกันไม่ติดแต่ผมอยากลองถามคุณเล่นๆว่า เรามั่นใจได้ยังไงว่าประสบการณ์ของเราคือคำตอบที่ถูกต้องแน่ๆส่วนจินตนาการของเด็กๆคือคำตอบที่ยังไงๆก็ผิด
ในโลกยุคปัจจุบันที่โลกของเด็กๆและผู้ใหญ่ยิ่งถูกจัดวางในลักษณะที่เป็นคู่ตรงข้ามมากขึ้นทุกที What Are Kings? คือหนังสือที่ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าทำไมการตั้งคำถามของเด็กๆจึงสำคัญไม่น้อยไปกว่า–หรือเผลอๆจะสำคัญยิ่งกว่าคำตอบของผู้ใหญ่
คำถามของเด็กๆนั้นโคตรจะง่าย แต่คำตอบยากๆของผู้ใหญ่กลับไม่เคยจะตอบอะไรตรงประเด็นสักที





