Video hero
27/05/2021
ที่ช้อป
AUTHOR: ฉัตรชนก ชัยวงค์
SHARE:

ตะลุย 5 ร้านชวนผ่อนคลายที่ไลฟ์สไตล์แบบไหนก็ห้ามพลาด

ความสุขของแต่ละคนคืออะไรบ้าง? ร้านน่าช้อป อาจเป็นการได้ตื่นเช้ามาจิบกาแฟหอมกรุ่นร้อนๆ อาจเป็นการได้อ่านหนังสือวันละเล่มสองเล่ม อาจเป็นการออกไปรับไอแดดแล้วสรรหาสารพัดของจุกจิกมาไว้ในครอบครอง หรืออาจเป็นการทำหลายๆ อย่างพร้อมกันไปเลยก็ย่อมได้ ในยามที่สถานการณ์สังคมทำให้เราทุกข์ใจ เราจึงอยากชวนทุกคนออกไปสรรรหาสารพันของเพิ่มความสุขให้มากกว่าเก่าผ่าน 5 ร้านน่าช้อป ที่ไม่ว่าคุณจะมีไลฟ์สไตล์ไหนก็ห้ามพลาด ตั้งแต่ร้าน selected shop เสื้อผ้า ต้นไม้ แผ่นเสียง ไปจนถึงเครื่องเขียน แต่ละร้านล้วนคัดสรรของที่มีเอกลักษณ์มาเสิร์ฟให้คนมีของจากหลายไลฟ์สไตล์ทั้งนั้น  พร้อมแล้ว ก็อยากชวนไปลุยกันเลย ร้านน่าช้อป mediums ร้านเครื่องเขียน 24 ชั่วโมงที่อยากให้ศิลปะเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน อาคารสีขาวตั้งเด่นเป็นสง่าตรงหน้าเราคือ mediums ร้านเครื่องเขียนปากซอยสุขุมวิท 42 ของ พีท–กษิดิศ ประสิทธิ์รัตนพร ชายหนุ่มวัย 16 ปีผู้ใช้แพสชั่นในงานศิลปะที่มีมาสร้างสรรค์พื้นที่ให้คนที่รัก (และอยากจะรัก) ศิลปะได้สนุกไปด้วยกัน ร้านน่าช้อป “เราทำงานศิลปะตั้งแต่อายุ 11-12 ปี แต่เพิ่งมาเริ่มจริงจังและอยากเข้าเรียน Fine Art ช่วง 2-3 ปีมานี้เอง ปัญหาที่เจอคือคนรอบข้างตั้งคำถามกับสิ่งที่เราจะเรียนเพราะเขามองว่ามันทำเป็นอาชีพไม่ได้ มันเข้าถึงยาก และที่สำคัญคือเขามองว่าศิลปะเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นกับชีวิต “ปัญหาที่ว่าจึงเป็นไอเดียตั้งต้นที่ทำให้เราอยากทำคอมมิวนิตี้ศิลปะเพื่อทำให้คนไทยเข้าใจว่าศิลปะไม่ได้เป็นสิ่งที่เข้าถึงยากขนาดนั้นและคนที่มีแพสชั่นด้านนี้ก็ประกอบอาชีพนี้ได้นะ เราตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปีนี้ เราอยากให้ mediums เป็นสื่อกลางที่ทำให้ศิลปะกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตคน อยากได้ยินคนพูดว่าเสาร์-อาทิตย์นี้ไปคอมมิวนิตี้งานศิลปะกันไหม และอยากได้ยินคนบอกว่าเวลาว่างชอบวาดรูปเหมือนที่บอกว่าชอบฟังเพลงหรือดูหนัง”  พีทจึงออกแบบ mediums ให้เหมือนแคนวาสผืนใหญ่ที่ช่วยเติมเต็มแรงบันดาลใจด้านศิลปะให้คนไทยผ่านทีเด็ด 3 ข้อ ข้อแรก–ในสถานการณ์ปกติ mediums ตั้งใจเปิดร้านอุปกรณ์งานศิลป์ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะเขาเข้าใจคนทำงานศิลป์ที่หัวแล่นและจำเป็นต้องปั่นงานส่งกลางดึก แต่อุปกรณ์ดันหมดจนต้องหยุดสร้างงานกะทันหัน ข้อสอง–ความที่ประเทศไทยมองว่าศิลปะเป็นของฟุ่มเฟือย อุปกรณ์งานศิลป์ทั้งหลายจึงมีราคาสูงเกินกว่าที่ประชาชนทั่วไปจะเข้าถึงได้ เขาจึงตั้งใจขายอุปกรณ์ในร้านด้วยราคาที่ย่อมเยาและต่ำกว่าร้านอื่นๆ โดยที่ mediums ยังต้องอยู่ได้เช่นกัน ต่อเนื่องจากข้อสองนั้นเอง เขายังพบว่าอุปกรณ์ศิลปะในไทยไม่หลากหลาย ไปร้านไหนก็เจอแต่แบรนด์เดิมๆ ที่ไม่ตอบโจทย์การสร้างสรรค์งานใหม่ๆ ทีเด็ดข้อที่สามของที่นี่จึงเป็นอุปกรณ์สำหรับงานศิลปะที่มีแบรนด์แปลกแตกต่างจากร้านอื่น เช่น กระดาษสีน้ำแบรนด์ BAOHONG ทำจากคอตตอนแท้ปราศจากสารเคมี และสีน้ำแบบแผ่นกระดาษแบรนด์ Viviva ที่เจอวิวสวยๆ ที่ไหนก็หยิบขึ้นมาละเลงได้ทันที  นอกจากอุปกรณ์งานศิลปะที่ว่า พีทยังตั้งใจให้ภายในร้านมีนิทรรศการหมุนเวียนเพื่อสื่อสารว่าศิลปะนั้นเข้าถึงได้ เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ที่แวะไปเวียนมาอยากหยิบจับดินสอปากกามาทำงานศิลปะเล็กๆ ของตัวเอง ที่สำคัญไม่ต้องห่วงว่าจะเลือกซื้ออุปกรณ์ผิดประเภทไปเพราะพนักงานขายทุกคนจะต้องผ่านการปรับพื้นฐานด้านศิลปะกว่า 2 เดือนเพื่อให้แนะนำสินค้าและวิธีทำงานศิลปะขั้นพื้นฐานแก่ทุกคนได้ หรือถ้าใครต้องการผู้แนะนำวิธีการสร้างงานศิลปะที่ลึกซึ้งกว่านั้น ที่นี่ก็มีโซน make[space] คอยจัดเวิร์กช็อปสนุกๆ ให้คนได้ร่วมทำงานศิลปะตามใจอยาก ทั้งมี Nmbr สตูดิโอสำหรับลูกค้าที่อยากใช้พื้นที่ถ่ายทำโฆษณา จัดงานประชุม อีเวนต์ขนาดย่อม และนิทรรศการส่วนตัวให้บริการ แถมมีคาเฟ่เล็กๆ ชื่อ ‘เวลา’ ที่มีกาแฟรสชาติน่าสนใจอย่าง Dawn (รุ่งสาง) และ Dusk (พลบค่ำ) พร้อมเสิร์ฟตลอด 24 ชั่วโมงด้วย Unfound Projectsร้านแฟชั่นสตรีทที่รวบรวมแบรนด์ที่คนไทยทำมาให้คนไทย (และเทศ) ใช้ ใจกลางกรุงเทพฯ อย่างสยามมีร้านรวงเปิดมากมาย แต่ละร้านล้วนมีเรื่องเล่าเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ หนึ่งในนั้นคือ Unfound Projects ร้านแฟชั่นมัลติแบรนด์อายุกว่า 6 ปีของ เดฟ–เดวิด สตีเวนสัน ชายหนุ่มผู้หลงรักวัฒนธรรมสตรีทจนสร้างแบรนด์และร้านของตัวเองเพื่อรวบรวมเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายจากสารพัดแบรนด์ไทยที่ใส่ได้ทุกเพศทุกวัย แรกเริ่มเดิมที UNFOUND Projects เป็นเพียงแบรนด์เสื้อผ้ายูนิเซ็กซ์สายสตรีทที่เดฟตั้งใจปั้นขึ้นมา แต่เมื่อเก็บฐานแฟนคลับและเก็บเงินจากการทำแบรนด์ได้ส่วนหนึ่ง เดฟจึงตัดสินใจเปิดหน้าร้านเล็กๆ ที่โรงหนังสกาล่ากระทั่งหมดสัญญาจึงขยับขยายพื้นที่มายัง LIDO Connect เมื่อไม่นานมานี้ “พื้นที่ตรงนี้ใหญ่กว่าที่สกาล่ามาก เราจึงปรับแนวทางใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่เน้นขายสินค้าอย่างเดียว ตอนนี้เรามีดิสเพลย์หน้าร้าน มีบาร์กาแฟ มีลิสต์เพลงไว้ให้ลูกค้าฟัง และมีหนังสือเกี่ยวกับวัฒนธรรมสตรีทให้เขาได้ศึกษา แถมยังจัด live session ในร้านได้ด้วย เพราะเราไม่ได้แค่อยากขายของแต่อยากสื่อสารว่าสตรีทคัลเจอร์มันคือทุกอย่าง ทั้งวิถีชีวิต บทเพลง การแต่งกาย และศิลปะ” แต่แม้จะเปลี่ยนสถานที่ คอนเซปต์ของร้านก็ยังคงเดิมคือเน้นความโลคอลเป็นหลัก เสื้อผ้าในร้านที่เขาคัดสรรจึงมีแบรนด์ต่างชาติเพียง 2-3 แบรนด์ ส่วนอีก 80 เปอร์เซ็นต์ของร้านเป็นแบรนด์คนไทยทั้งหมด เช่น Madworks และ Homeward Bound หรืออย่างเสื้อสีแดงสกรีนลายสุดเท่แบรนด์ BLAQ LYTE ที่เราหยิบจับมามิกซ์แอนด์แมตช์กับหมวกและถุงเท้าของ UNFOUND ด้วย “เราได้ไอเดียนี้จากการไปญี่ปุ่นและเห็นว่าคนที่นั่นเขาสนับสนุนแบรนด์ของประเทศตัวเองจนแบรนด์ไปได้ไกล เราก็อยากให้แบรนด์คนไทยไปได้ไกลกว่านี้เหมือนกันนะ เพราะเราเห็นศักยภาพ และที่สำคัญเราอยากให้คนต่างชาติมาซื้อแบรนด์ไทยกลับไปบ้าง” ร้านแผ่นเสียงร้านขายแผ่นเสียงชื่อตรงตัวที่อยากให้เสียงเพลงเป็นส่วนหนึ่งของทุกคน หากเดินเข้าซอยประดิพัทธ์ 19 ซึ่งเป็นย่านชุมชนคนอาศัย คงไม่คิดว่าจะเจอร้านแผ่นเสียงในบ้านทรงคลาสสิกอันเป็นร้านของ นก–พงศกร ดิถีเพ็ง ผู้เติบโตมากับเสียงเพลงและเป็นผู้ที่คนในวงการเพลงแทบทุกคนต้องรู้จัก “เกิดมาก็เห็นแผ่นเสียงแล้ว แม่ให้ฟังเพลงทุกวัน วัยรุ่นหน่อยก็ไปซื้อแผ่นเสียงกับแม่ที่ร้าน แม่เขาฟังสุนทราภรณ์ ส่วนเราก็ซื้อดิอิมพอสซิเบิล แถมที่บ้านทำร้านอาหารก็เปิดเพลงทุกวัน เรียกว่าซึมซับการฟังเพลงไปโดยไม่รู้ตัวกระทั่งอายุ 30 กว่าๆ ถึงได้ค้นพบตัวเองว่าอาชีพของเราคืออาชีพคนขายแผ่นเสียงนี่แหละ” จุดเริ่มต้นที่ว่าคือการที่เขาได้ไปเป็นพนักงานขายแผ่นเสียงที่ร้าน Bangkok Hifi ที่ห้างฟอร์จูน ด้วยสนิทกับเจ้าของร้านเป็นทุนเดิม จากวันนั้นกระทั่งวันนี้ เขาวนเวียนเวียนวนในอุตสาหกรรมแผ่นเสียงกว่า 25 ปี ก่อนเพิ่งมีร้านเป็นของตัวเองเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาในนาม ‘ร้านแผ่นเสียง’ ที่ขายสินค้าตรงตามชื่อที่รุ่นพี่ที่เคารพตั้งให้ “แรกเริ่มเราถนัดเพลงแนวป๊อป-ร็อกยุค 70s-80s ตอนเปิดร้านของตัวเองจึงเน้นขายเพลงแนวนี้และเป็นแผ่นมือสองหายาก แต่พออยู่ในวงการนี้มาเรื่อยๆ ค่ายเพลงไทยเริ่มหันมาทำแผ่นเสียง เราก็ต้องขยายความรู้ไปเรื่อยๆ จนตอนนี้เรามีทุกแนวเพลงทั้งแผ่นใหม่และแผ่นเก่า เราจึงต้องย้อนกลับไปฟังเพลงยุค 60s และต้องฟังเพลงไทยยุคใหม่ๆ ตลอดเวลา ต้องรู้ว่าแสตมป์ อภิวัชร์เป็นใคร เพลงของเขียนไข อภิรมย์เป็นยังไง (หัวเราะ)” ภายในบ้านสีขาว 2 ชั้นหลังนี้มีแผ่นเสียงมากกว่า 10,000 แผ่น ทั้งแผ่นเสียงเก่าเก็บหายาก และแผ่นเสียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นของวง Gorillaz ซึ่งทำเพลงแนวฮิปฮอป-อัลเทอร์เนทีฟร็อก หรือจะเป็นแผ่นของวง Metallica ที่มีแนวเพลงแบบเฮวี่เมทัลก็ตาม นอกจากนี้ที่นี่ยังมีเครื่องเสียงให้เลือกฟังโดยเฉพาะ และในสถานการณ์ปกติ สนามหญ้าที่รายล้อมบ้านยังกลายเป็นพื้นที่จัดคอนเสิร์ตขนาดย่อมของวงดนตรีใหญ่และเล็กเกือบทุกสัปดาห์ Yarnnakarn + Ago อาคาร 3 ชั้นย่านนางลิ้นจี่ที่คัดสรรของจุกจิกและเซรามิกมาไว้ในที่เดียวกัน ถ้าใครเป็นสายของจุกจิกและของแต่งบ้านต้องไม่พลาด Yarnnakarn + Ago อาคาร 3 ชั้นย่านถนนนางลิ้นจี่ ที่เกิดจากความร่วมมือของ AGO Designed Selected Shop ของอู๋–ภฤศธร​ สกุลไทย และพี–รวมพร​  ถาวรอธิวาสน์​ และร้านเซรามิกเลื่องชื่ออย่าง Yarnnakarn​ ของ กริน–กรินทร์​ พิศลยบุตร​ และนก–พชรพรรณ​ ตั้งมติธรรม​ ที่ตั้งใจเป็นศูนย์รวมสารพัดสินค้า ทั้งจากสองแบรนด์เองและจากเพื่อนบ้านรอบข้างเพื่อมอบประสบการณ์พิเศษภายในอาคารเดียว หากเริ่มต้นเดินทางจากด้านล่าง เราจะพบสวนเล็กๆ ด้านหน้าอาคารที่เชื่อมต่อกับ Yarnnakarn ร้านเซรามิกที่มีอายุกว่า 10 ปี ที่นี่ กรินปั้นงานขึ้นด้วยมือตนเองก่อนจะทำพิมพ์และหล่อเป็นเซรามิกหลากสไตล์ ทั้งจานชามใบงาม ตุ๊กตาน่ารักอย่างนก กวาง และรูปมืออันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ กระทั่งเหยือกสีฟ้าใบสวย กระถางต้นไม้ลวดลายเก๋ และงานไม้อย่างเชิงเทียน นอกจากนั้นด้านหลังร้านยังมีโรงปั้นเซรามิกที่ในสถานการณ์ปกติจะเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมได้ด้วยนะ  เมื่อเดินจากชั้นล่างขึ้นไปยังชั้นสอง ที่นี่คือพื้นที่ที่ทั้ง Ago และ Yarnnakarn ใช้ร่วมกันเพื่อจัดเป็นนิทรรศการทดลองความสนใจของผู้ก่อตั้งทุกคน อย่างนิทรรศการเชิงทดลองนาม  ‘คอนเทนเนอร์’ ที่จัดขึ้นก่อนหน้านี้ Yarnnakarn ตั้งคำถามต่อคุณค่าของงานศิลปะและงานฝีมือผ่านงานปั้นรูปทรงต่างๆ และเร็วๆ นี้ Ago กำลังจะจัดนิทรรศการเกี่ยวกับแสงที่อู๋กำลังสนใจเพื่อนำผลลัพธ์ต่อยอดเป็นชิ้นงานอื่นๆ ต่อไป  “เราออกแบบว่าคนที่เข้ามาจะนั่งกินกาแฟตรงไหนก็ได้ในตึก จะเอาแก้ว Yarnnakarn มาซื้อกาแฟที่ชั้น 3 ของ Ago ก็ได้ หรือเอาขนมจาก Ago ไปนั่งกินชั้น 1 ก็ได้ เราออกแบบให้มันเป็นพื้นที่ที่ให้เราได้ทดลองอะไรใหม่ๆ และชวนทุกคนมาทดลองด้วยกันในทุกๆ ชั้นของอาคาร เพราะเราอยากมอบประสบการณ์โดยรวมของ Yarnnalarn + Ago ให้คนที่เข้ามาที่นี่” อู๋เล่าแนวคิดตั้งต้นของพื้นที่ทั้งสามชั้นให้เราฟัง เมื่อเดินขึ้นมายังชั้น 3 ด้านขวาของชั้นคือ selected shop ของ Ago ที่นกและอู๋คัดเลือกของจุกจิกที่พวกเขาสนใจมานำเสนอ ทั้งงานดีไซน์ของศิลปินไทย ของเก่าเก็บของพีและอู๋ รวมถึงหากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายจนเดินทางไปต่างประเทศได้ดังเดิม ทั้งคู่ก็ตั้งใจซื้อหาของวินเทจและของดีประจำพื้นที่นั้นๆ มานำเสนอ ทั้งหนังสือ แผ่นเสียง เสื้อผ้า และสารพัดของจุกจิก “เวลาเดินทางแล้วเราเจอบางอย่างที่น่าประทับใจเราก็อยากเก็บกลับมาฝากทุกคน มาเล่าให้ฟังว่าเราเจออะไรบ้าง ที่นู่นมันเป็นยังไง เราอยากให้ร้านนี้เก็บบรรยากาศนั้นเอาไว้” พีแห่ง Ago เสริม ส่วนคาเฟ่ขนาดย่อมในชั้นเดียวกัน ทั้งคู่ไม่เพียงเสิร์ฟขนมและเครื่องดื่มของร้าน แต่ยังรวมของอร่อยจากเพื่อนบ้านย่านนางลิ้นจี่มาเสิร์ฟด้วย นอกจากนั้นโซนดาดฟ้าของอาคาร Yarnnakarn + Ago ยังมีเวิร์กช็อปสนุกๆ หมุนเวียนให้ทุกคนที่แวะเวียนเข้ามาได้ร่วมแจมด้วย เช่น หากพวกเขากำลังสนใจเรื่องการทดลองรสชาติอาหารก็อาจจัดเป็นกิจกรรมเชฟเทเบิลเล็กๆ ให้ได้ลองชิมกัน พลูโต Houseplant Studioร้านขายต้นไม้ลับๆ ที่อยากให้คนได้พลูต้นโตไปช่วยผ่อนคลายจิตใจ ในย่านสาทรที่คนพลุกพล่านและเต็มไปด้วยตึกออฟฟิศ ลึกเข้าไปในนราธิวาสซอย 4 มีร้านต้นไม้ลับๆ อย่างกับสวนลับใน Alice In Wonderland ตั้งอยู่บนชั้น 3 ของอาคารเก่าที่นำมารีโนเวต  ที่นี่คือร้านต้นไม้ของคนงานยุ่ง 2 คน อย่าง วริศ ลิขิตอนุสรณ์ และกิม–นิรัช ตรัยรงคอุบล ที่อยากให้ พลูโต Houseplant Studio เป็นพื้นที่หลบหนีและคลายเครียดจากโลกความเป็นจริง จากครั้งแรกที่ทั้งคู่อยากได้ต้นไม้ที่ไม่ต้องดูแลมากกลายเป็นความบ้าต้นไม้โดยเฉพาะต้นไม้ตระกูลพลูและสารพัดต้นไม้ในบ้านจนไม่มีที่เก็บ สู่การคิดทำร้านต้นไม้ฉบับลับๆ ที่ต้องนัดวันล่วงหน้าเข้ามาและมีบริการระหว่างขายและหลังขายที่น่าประทับใจ ภายในห้องใต้หลังคาแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นไม้ที่พบเห็นได้ง่ายๆ แต่สวยสะพรั่งแบบที่เราต้องถามแล้วถามอีกว่าเลี้ยงยังไงให้งามขนาดนี้ อย่างพลูงาช้างที่เป็นพุ่มสวย ลิ้นมังกรด่างที่ด่างได้ใจ กระทั่งต้นพลูหัวใจแนบหรือ Scindapsus Exotica ที่จริงๆ แล้วไม่ใช่ต้นไม้ตระกูลพลูแต่คนไทยมักเรียกว่าพลูเพราะใบที่คล้ายกัน “เวลาคนซื้อต้นไม้เขามักจะซื้อต้นไม้ราคาแพง หายาก แต่ซื้อไปแล้วมันอาจจะไม่ได้เลี้ยงง่ายขนาดนั้น เรากลับพบว่าต้นไม้ตระกูลพลูที่คนมองว่าเป็นต้นไม้ธรรมดาก็มีความน่าสนใจ มีความสวยแบบของมัน เราจึงอยากให้ที่นี่เป็นที่ที่ทำให้คนหันมาเลี้ยงพลูกันบ้าง” กิมเล่าถึงความตั้งใจแรกเริ่ม “ร้านจึงขึ้นต้นว่า ‘พลู’ มีคำว่า ‘โต’ มาต่อท้ายเพื่อสื่อความถึงการเจริญเติบโตงอกงาม ขณะเดียวกันคำว่า ‘พลูโต’ ก็เหมือนกับดาวพลูโตที่อยู่ดีๆ คนก็ทิ้งให้มันออกจากการเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะจนดูเหมือนเป็นดาวที่มีอยู่แต่ก็เหมือนไม่มีอยู่ด้วย ซึ่งตรงกับที่อยู่ของร้านที่ค่อนข้างลับ เหมือนเป็นสถานที่ที่ทำให้เราได้หนีออกมาจากโลกการงานที่เครียดๆ” ความหมายซ้อนสองชั้นในชื่อยังถูกเติมเต็มด้วยคำว่า Houseplant Studio เพื่อสื่อสารว่าต้นไม้จากที่นี่ไม่ได้ถูกซื้อมาและขายไป แต่ถูกบำรุงและทดสอบมาอย่างดีว่าควรปลูกในที่แบบไหน ได้รับแสงมากน้อยยังไง เรียกว่าถ้าเลี้ยงในห้องใต้หลังคาของทั้งสองได้รอด ก็ต้องอยู่กับลูกค้าผู้รักต้นไม้ได้รอดเช่นกัน ความน่ารักและสร้างสรรค์อีกอย่างคือต้นไม้ทุกต้นจะมีแท็กประจำตัวระบุปริมาณน้ำและแสงที่ต้องการ แถมยังมีความท้าทายในการเลี้ยงตั้งแต่ 0-10 ให้พิจารณาก่อนซื้อด้วย เช่น “0/10 เลี้ยงไปเถอะไม่ตาย” หรือ “2/10 เลี้ยงง่ายมากๆ แต่แนะนำว่าไม่ต้องให้น้ำเยอะ”  “เราคงเศร้าถ้ารู้ว่าต้นไม้ที่เขารับจากเราไปมันไม่รอดก็เลยอยากแนะนำเขาให้ได้มากที่สุด” New Honda Lead 125 มอเตอร์ไซค์สำหรับคนมีของ หลังเดินทางครบ 5 ร้านที่ทำให้เราได้สารพัดของเพิ่มความสุขหลายชิ้นจนกลายเป็นคนมีของมากขึ้นไปอีก เชื่อว่าการมีตัวช่วยอย่างมอเตอร์ไซค์คู่ใจอย่าง New Honda Lead 125 ใหม่ คงทำให้เหล่าคนมีของสนุกกับการสรรหาสารพันของเพิ่มความสุขได้ไม่น้อย เพราะ New Honda Lead 125 ใหม่ มี U-BOX ใต้เบาะที่จุสัมภาระได้มากถึง 37 ลิตร จะใส่หมวกกันน็อก 2 ใบก็ไหว หรือใส่แจกัน เชิงเทียน กระดาษสีน้ำ จานใบงาม แผ่นเสียงหรือเสื้อผ้าที่เลือกสรรมาจากทั้ง 5 ร้านก็เหมาะเจาะสุดๆ ส่วนถังน้ำมันความจุ 6 ลิตรก็ย้ายมาไว้ด้านหน้าเพื่อให้คนมีของทุกคนเติมน้ำมันได้ง่ายและสะดวกกว่าเดิม  แต่ถ้าของที่เลือกซื้อมานั้นมีมากเกินกว่าจะเก็บใต้เบาะก็ไม่ต้องห่วง เพราะมอเตอร์ไซค์คันนี้ออกแบบให้แร็กด้านหลังมีขนาดใหญ่กว่าเดิมเผื่อติด Top Box จุของจุกจิกหรือบิ๊กเบิ้มอย่างต้นไม้ก็ไหว ส่วนพื้นที่ด้านหน้าก็ไม่ทิ้งให้เสียเปล่าเพราะมีที่แขวนที่พับเก็บก็ได้หรือจะกางไว้แขวนของเพิ่มเติมก็ดี แถมยังมี AC Socket ชาร์จมือถือระหว่างเดินทางและใส่ขวดน้ำขนาด 500 มล.ไว้แก้กระหายอีกด้วย ภายในเก็บของได้มากแต่ภายนอกออกแบบให้คลาสสิกและมินิมอล หน้าจอแสดงผลครบทุกฟังก์ชั่นแถมไฟหน้าเป็นแบบ LED ส่วนเครื่องยนต์นั้นเป็นเครื่องยนต์ eSP 125 ซีซี ที่ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 50 กม./ลิตร จะบิดไปสอบ ไปหาเพื่อน ไปออกเดต หรือไปซื้อของต่อก็ทันใจ  เรียกว่าจะมีไลฟ์สไตล์แบบไหน ต้องแบกของอะไรก็เหมาะจริงๆ