Video hero
09/07/2026
Portfolio
AUTHOR: Nudcha Phongprapat
SHARE:

บันทึกธรรมชาติของ ‘ซันเดย์’ นิสิตและมิตรแท้ของเพื่อนต่างสายพันธุ์ เพราะในรั้วจุฬาฯ มีอะไรมากกว่าที่เห็น

ในรั้วจุฬาฯ ร่มรื่นเพราะมีต้นไม้มากมาย ใครที่เคยมาเยือนมหาวิทยาลัยกลางเมืองแห่งนี้ก็คงเห็นด้วย แต่น้อยคนจะตระหนักว่านอกจากกิ่งก้านใบ ต้นไม้ในจุฬาฯ ยังมีอะไรซ่อนอยู่อีกมาก เห็ดหิ้ง ผึ้งหลวง อึ่งอ่างบ้าน นกตะขาบทุ่ง เหล่านี้คือเพื่อนร่วมสถาบันผู้ไร้รหัสนิสิตของ ซันเดย์ – ณฐรัตน์ คงลาภ สาวน้อยยิ้มเก่งบุคลิกกระฉับกระเฉง และบัณฑิตป้ายแดงจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของโปรเจกต์จบการศึกษา A Tree / A Path / A University โปรเจกต์ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงหนังสือ 3 เล่มและโปสเตอร์ 5 แผ่น แต่คือสมุดรายนามของสิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ที่แอบซ่อนอยู่ตามต้นไม้ใบหญ้าของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครื่องกระจายเสียงของเหล่าเพื่อนร่วมโลกต่างสายพันธุ์ที่เคยอาศัยอยู่ตรงนั้นแต่ปัจจุบันสูญหายด้วย ‘เหตุผลบางประการ’ “เราเห็นภาพที่เห็นทุกวันในจุฬาฯ แต่ว่าจริงๆ มันมีสิ่งมีชีวิตซ่อนอยู่นะ” ซันเดย์เล่าว่า โปรเจกต์ A Tree / A Path / A University เป็นการสังเกต เดินทาง และตั้งคำถามจากจุดเล็กๆ อย่างต้นไม้ต้นหนึ่งไปจนถึงภาพใหญ่อย่างปัญหาความหลากหลายทางชีวภาพที่พบในเขตมหาวิทยาลัย โปรเจกต์นี้เริ่มจาก A Tree สมุดเล่มเล็กๆ 2 เล่ม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายธรรมชาติของซันเดย์ ตัวกระดาษทำมาจากใบจามจุรีเพื่อบันทึกความทรงจำเมื่อครั้งสาวน้อยนั่งอยู่ใต้ต้นจามจุรี และได้พบโดยบังเอิญว่าบนต้นไม้ยังมีอะไรอยู่อีกมากนอกจากกิ่ง ก้าน และใบ “เราเจอนก เจอแมลงแต่เราไม่รู้ชื่อของมันเลย รู้แค่ว่ามีนกหนึ่งตัวอยู่ตรงนี้ แต่นั่นก็คือจุดเริ่มต้นทำให้เราเห็นความหลากหลายของสัตว์ในต้นไม้ต้นหนึ่ง” A Tree จึงเป็นเสมือนอารัมภบทที่แสดงให้เห็นว่า ต้นไม้เป็นมากกว่าเครื่องให้ร่มเงาแก่คน จากความสนใจในต้นไม้หนึ่งต้นนำไปสู่การเดินทางสำรวจธรรมชาติ (nature walk) ซึ่งต่อมาได้ให้กำเนิด A Path หนังสือเล่มใหญ่ที่บันทึกเรื่องราวระหว่างเดินสำรวจธรรมชาติในรั้วจุฬาฯ ทั้งสิ่งที่เจอและความรู้ที่ได้รับ รวมไปถึงความทรงจำและประสบการณ์บนเส้นทางตั้งแต่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ไปจนถึงห้างสรรพสินค้าสามย่านมิตรทาวน์ A Path จึงเปรียบเสมือนตัวของซันเดย์ ที่เติบโตขึ้นจาก A Tree ซึ่งเธอเป็นเพียงคนธรรมดาที่สามารถบอกได้แค่ว่า ‘นี่คือนก’ และ ‘นี่คือแมลง’ กลายเป็นสาวน้อยตาไวที่สามารถสังเกตสิ่งมีชีวิตตัวจ้อยที่แอบซ่อนตามแมกไม้และพงหญ้า และจำแนกได้ว่า ‘นี่คือนกกิ้งโครงคอดำ’ และ ‘นี่คือเพลี้ยจักจั่นเขา’ “การรู้ชื่อมันสำคัญ” ซันเดย์ว่า “เพราะเราจะอนุรักษ์สิ่งนั้นไม่ได้เลยถ้าเราไม่รู้จักสิ่งนั้น ไม่รู้ว่ามันคือตัวอะไร ไม่รู้ว่ามันหายไป” การเดินสำรวจธรรมชาติไม่เพียงแต่ทำให้สาวน้อยสังเกตเห็นนกและแมลงที่ซ่อนอยู่ในจุฬาฯ ได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังทำให้ซันเดย์สามารถสังเกตเห็นปัญหามากมายที่ซุกซ่อนอยู่หลังแนวกิ่งไม้และพงหญ้าสูงของมหาวิทยาลัยอีกด้วย สาวน้อยเล่าว่าเธอเดินสำรวจธรรมชาติในเส้นทางเดิมร่วม 6 – 7 ครั้ง แต่ทุกครั้งล้วนไม่เหมือนเดิม “เพราะว่าต้นไม้มันหายไป หรือว่ารังผึ้งมันหายไป” ซันเดย์ว่า “เราก็เลยอยากจะพูดกับทุกคนว่าในจุฬาฯ เคยมีสิ่งเหล่านี้แต่มันหายไปแล้วนะ” A University จึงถือกำเนิดขึ้นในรูปแบบโปสเตอร์สีเขียวที่พิมพ์จากหมึกถั่วเหลืองจำนวน 5 ใบ เพื่อเรียกร้องถึงปัญหาความหลากหลายทางชีวภาพที่ซุกซ่อนอยู่ในแนวรั้วของมหาวิทยาลัย ต้นกล้าแตกหน่อ ก่อนมาทำโปรเจกต์ A Tree / A Path / A University ซันเดย์สนใจประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ใกล้ตัวกว่าอย่างปัญหาปศุสัตว์ ส่วนเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพยังไม่เข้ามาอยู่ในสายตาของสาวน้อย จนกระทั่งปีสุดท้ายในมหาวิทยาลัย “เราเป็นมังสวิรัติแบบ Pescatarian ก็คือไม่กินเนื้อสัตว์บก เพราะมันปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะ แล้วก็รู้ว่าเบื้องหลังมันโหดร้ายกับสัตว์เลยสงสาร ไม่อยากกิน กินแค่ปลา แต่ถ้าเลือกได้ก็ไม่กินค่ะ” นอกจากไม่ทานเนื้อสัตว์แล้ว ซันเดย์ยังเป็นสมาชิกฝ่ายสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนขององค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ ที่ส่งเสริมการทานอาหารวีแกนในมหาวิทยาลัยอีกด้วย แล้วอะไรทำให้ความสนใจด้านอาหารทางเลือกพัฒนามาสู่ปัญหาความหลากหลายทางชีวภาพ ? “ตอนนั้นองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ จัดกิจกรรมดูนกขึ้นมา แล้วเราก็ไปเป็นสตาฟถ่ายรูป” ซันเดย์เล่า แล้วเสริมขำๆ ว่าตอนแรกเธอขี้เกียจ ไม่อยากไป เพราะนัดกันตั้งแต่เช้า แต่สุดท้ายกิจกรรมที่อิดออดไม่อยากทำกลับสนุกกว่าที่คาด เพราะมันทำให้เธอได้เห็นอะไรใหม่ๆ ใกล้ตัวที่คนเมืองแต่กำเนิดอย่างเธอไม่เคยสังเกตมาก่อน “เราเป็นคนกรุงเทพฯ ตั้งแต่เกิด แล้วเราก็รู้สึกว่าเราไม่ได้รู้จักสิ่งมีชีวิตขนาดนั้น แต่พอเรามาเดินดูนกในจุฬาฯ นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้เราเห็นว่ามันมีนกเยอะมาก มีทั้งนกสีเหลือง สีฟ้า” สาวน้อยหยุดเล่าแล้วก็ขำ ย้ำว่าในจุฬาฯ มีนกสีฟ้าจริงๆ แม้เพื่อนๆ จะคิดว่าเธอโม้ไปเองมากกว่า “มันมีนกสีฟ้าจริงๆ นะ!” กิจกรรมที่เดิมเข้าร่วมด้วยความขี้เกียจจึงกลายเป็นหินไฟจุดประกายความสนใจ ถึงขั้นที่เมื่อต้องตัดสินใจเลือกหัวข้อสำหรับทำโปรเจกต์จบ ซันเดย์ก็เสนอเรื่องนี้กับอาจารย์โดยไม่ลังเล และต่อยอดไปสู่การจัดกิจกรรมเดินสำรวจธรรมชาติ (nature walk) ด้วยตัวเอง “ตอนแรกเราจะไปกับเพื่อนแค่สองสามคน” ซันเดย์สารภาพ “แต่พอเราโพสต์ลงไอจี มีคนมาเป็นสิบ ตอนนั้นหกโมงเช้าแต่ทุกคนก็มา เราไม่มีอุปกรณ์ให้เลย แต่เพื่อนเราที่อยู่ชมรมอนุรักษ์ เขาก็แบกกล้องส่องนกมาให้เรายืม” กิจกรรม nature walk ของซันเดย์จึงเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยคำเชิญชวนลอยๆ ที่เจ้าตัวโพสต์ลงในอินสตราแกรม และอุปกรณ์กล้องส่องนกที่เพื่อนจากชมรมอนุรักษ์ให้ยืมมา ส่วนเส้นทางที่เลือกก็คือทางเดินที่คุ้นเคยอย่างคณะสถาปัตย์ฯ ไปจนถึงสามย่านมิตรทาวน์ “เราเลือกเดินในจุฬาฯ เพราะว่าเป็นสถานที่ที่เราคุ้นเคยมากที่สุด เราเรียนปีหนึ่งถึงปีสี่ที่นี่ แล้วเราก็รู้สึกว่าจริงๆ มันมีอะไรซ่อนอยู่เยอะมาก แล้วมหาวิทยาลัยก็เป็นสถานที่ที่เราคิดว่าไม่น่ามีอะไร แต่จริงๆ มีเยอะมากเลย” ซันเดย์หยุดครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ แววตาเปิดเผยจริงใจ “เราก็หวังว่าเขาจะรักษาสิ่งนี้ไว้” นกน้อยหัดเดิน กิจกรรม nature walk ของซันเดย์ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ปัญหาใหญ่ที่สุด คือตัวเธอเองไม่ได้มีความรู้ด้านธรรมชาติวิทยา ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถเป็นผู้นำในการเดินสำรวจได้ “เราไม่ได้เป็นคนเดินนำ เพราะเราก็ไม่มีความรู้ขนาดนั้น” ซันเดย์ว่า แต่เคราะห์ดีที่สาวน้อยยังมีที่ปรึกษาเป็นเพื่อนๆ พี่ๆ รวมถึงอาจารย์ที่มีความรู้ทางด้านสัตว์และแมลง คณะเดินสำรวจธรรมชาติของซันเดย์จึงเป็นรูปเป็นร่างขึ้นได้ “เราชอบที่เราได้รับความรู้ระหว่างเดินที่สุด กับได้ไปเจอเพื่อน เราชอบเจอเพื่อนมาก ชอบเดินกับคนที่มีความรู้แล้วเราก็ชอบไปถามเขาว่าอันนี้ตัวอะไรคะ อันนี้ตัวอะไรคะ” ซันเดย์เอ่ยอย่างร่าเริง แล้วเริ่มเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างการเดิน nature walk ให้ฟัง “อันนี้คือตอนไป nature walk ตอนกลางคืน” ซันเดย์เปิดหนังสือ A Path ควบคู่ไปด้วยพลางชี้ชวนให้ดูรูปประกอบอย่างกระตือรือร้น “เพื่อนเราเขาเรียนสัตวแพทย์ เขากล้าจับตุ๊กแก เขาเลยสอนเราดูเพศตุ๊กแกแล้วบอกว่าอย่าไปทำตามนะ คือใครจะไปทำตาม!” ซันเดย์หัวเราะ ปัดมดที่แอบไต่แขนออกอย่างเบามือ ซันเดย์พลิกหนังสือไปอีกหน้า รอบนี้ไม่ได้เล่าแต่เริ่มด้วยการถามให้เดา “ตัวนี้เราก็เพิ่งเคยเห็นเหมือนกัน อยู่ตรงคณะอักษรฯ ตอนแรกเรานึกว่ากั้ง ให้ทายว่าตัวอะไร” ซันเดย์เอามือปิดคำอธิบายในเล่มแล้วจึงค่อยเฉลย “จริงๆ มันคือตัวอ่อนแมลงปอ แมลงปอมันจะวางไข่ในน้ำ แล้วพอมันลอกคราบก็ค่อยกลายเป็นแมลงปอแบบที่เราเห็น” ซันเดย์อธิบาย “เรื่องอะไรแบบนี้เราอาจจะเคยเรียนตอน ม.2 ในคาบเรียน แต่เราไม่เคยจำได้ แล้วก็ไม่สนใจด้วย แต่พอเราได้มาเห็นของจริง ได้เห็นชีวิตมันจริงๆ ก็ทำให้เรารู้อะไรมากขึ้น” สำหรับซันเดย์ การเดินสำรวจธรรมชาติไม่ได้เป็นแค่การรวบรวมสำหรับการทำโปรเจกต์จบ แต่เป็นทั้งการสร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกับเพื่อนเก่า และการทำความรู้จักเพื่อนใหม่ต่างสายพันธุ์ที่สาวน้อยไม่เคยรับรู้ว่ามีตัวตนอยู่ตลอดระยะเวลาสี่ปีที่เรียนอยู่ในรั้วจุฬาฯ ซันเดย์เล่าว่า การเดิน nature walk ทำให้เธอเปลี่ยนไปในหลายแง่ และในนัยหนึ่งก็ทำให้เธอเติบโตขึ้น มุมมองต่อพื้นที่รอบข้างของเธอเปลี่ยนไป เธอชอบเดินมากขึ้น และที่สำคัญคือเธอกลายเป็นคนช่างสังเกต “ตอนเดินก็มองรอบๆ มากขึ้น รู้สึกว่าตาไวขึ้น” แล้วสาวน้อยก็พิสูจน์ความตาไวด้วยการผุดลุกขึ้นแล้วชี้ไปยังต้นไม้ด้านหลัง พร้อมอุทานว่า “นั่นไงนกสีเหลือง!” (การสัมภาษณ์หยุดลงชั่วคราวเพราะทุกคนพร้อมใจกันมองหานกสีเหลือง) นักวิทยาศาสตร์สายศิลปะ หลังจากที่ทุกคนเข้านั่งที่เรียบร้อย ซันเดย์ก็เล่าต่อว่าหลังจากเก็บรวบรวมข้อมูลที่จะนำไปใช้ในธีสิสจาก nature walk ตลอดทั้งภาคการศึกษา ถัดมาเธอจึงเริ่มกระบวนการจัดการข้อมูล แล้วตอนนั้นเอง ซันเดย์ก็พบกับปัญหาใหญ่ข้อหนึ่ง นั่นคือการเรียบเรียงและนำเสนอสิ่งที่เจอระหว่างการเดิน “ก่อนหน้านั้นเราไม่รู้จะเรียงข้อมูลยังไง ไม่รู้จะว่าออกมาเป็นหนังสือแบบไหนเหรอ แล้วก็คุยกับอาจารย์หลายรอบมากกว่าจะได้” ซันเดย์เล่าว่าแผนแรกของเธอคือการแบ่งเนื้อหาตามประเภทการเดิน เช่น bird walk ที่เน้นแต่การดูนก และ bug walk ซึ่งสังเกตแค่แมลง แต่แผนนั้นก็ล่มไปหลังจากปรึกษาอาจารย์หลายต่อหลายรอบ และกลายเป็นการแบ่งตามสถานที่ที่พบดังที่เห็นในเล่ม A Path แทน เมื่อได้แพตเทิร์นการแบ่งเนื้อหาแล้ว ขั้นต่อไป ซันเดย์จึงมุ่งความสนใจไปที่รายละเอียดในงาน อย่างการเลือกใช้กระดาษที่ให้ผิวสัมผัสแตกต่างกันหลายแบบ เพื่อเป็นนัยสื่อถึงความหลากหลายที่เธอพบพานตลอดทาง “เราลองกระดาษสาหลายแบบ อย่างอันนี้คือใบปอ เราไม่ชอบเอฟเฟกต์ของมัน เพราะมันเหมือนผมคน แล้วมันดูภาพยาก” ซันเดย์หยิบตัวอย่างกระดาษให้ดู ในเนื้อกระดาษมีเส้นสีขาวๆ พาดอยู่เต็มไปหมด “หน้านี้เราใช้ใบมะขาม ใบไม้ในเนื้อกระดาษมันหลุดง่ายมาก พอหลุดแล้วเป็นด่าง” กระดาษใบนี้เห็นใบไม้กลมๆ ชัดเจน เช่นเดียวกับรูกลมๆ ที่เคยเป็นใบไม้ “เราใช้กระดาษหลายแบบมาก เพราะอยากให้ตอนอ่านรู้สึกตื่นตาตื่นใจ ให้ได้ผิวสัมผัสตอนจับ อยากให้ค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ จับ ค่อยๆ ดูสิ่งที่เราไปเจอมา” ความหลากหลายบนหน้ากระดาษในโปรเจกต์ A Tree / A Path / A University ไม่ได้มีเพียงชนิดของกระดาษและผิวสัมผัส แต่ยังรวมถึงวิธีการนำเสนออีกด้วย ซันเดย์ใช้การเขียนบรรยายสลับกับ Interactive Pop-up เพื่อให้คนดูรู้สึกสนุกกับการค้นหาและค้นพบเหมือนที่เธอรู้สึกระหว่างการเดินสำรวจ วิธีการพิมพ์มีทั้งใช้การพิมพ์สีแบบปกติและการพิมพ์แบบ Risograph ซึ่งเป็นการพิมพ์โดยใช้หมึกจากถั่วเหลืองและพิมพ์ทีละสี จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า “ระหว่างทำก็มีจุดเล็กๆ แบบนี้ที่คำนึงถึง ก็สนุกดีค่ะ” ซันเดย์ยิ้ม  ภาพประกอบในโปรเจกต์ A Tree / A Path / A University ล้วนเป็นภาพที่ซันเดย์ถ่ายและวาดเองกับมือ แต่บางส่วนก็เป็นภาพพิมพ์ด้วยแสงแดดจากเทคนิคที่เรียกว่า Cyanotype เพื่อเลียนแบบแสงแดดที่ทอดผ่านใบไม้ในตอนที่เธอเดินสำรวจหรือนั่งพัก นอกจากนี้ ซันเดย์ยังทำการทดลองพิมพ์ภาพด้วยแสงแดดอีกประเภทที่เรียกว่า Anthotype ซึ่งต่างจาก Cyanotype ตรงที่มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากว่า เพราะใช้สารสกัดจากธรรมชาติเป็นน้ำยาเพื่อให้เกิดภาพแทนสารเคมี  สำหรับธีสิสนี้ ซันเดย์ทดลองทำน้ำยาจากบีตรูต ลองผิดลองถูกอยู่นานกว่าจะได้สูตรผสมระหว่างน้ำบีตรูตและแอลกอฮอล์ที่ให้ภาพพิมพ์ชัดที่สุด สูตร Anthotype จากบีตรูตฉบับซันเดย์ สับๆๆ บีตรูตทั้งลูก นำเข้าเครื่องปั่น อย่า!! ผสมน้ำ กรองด้วยผ้าขาวบาง นำน้ำบีตรูตไปผสมแอลกอฮอล์ล้างแผล เสร็จแล้ว พร้อมนำไปทาได้ ข้างๆ ซันเดย์มีสมุดบันทึกแปะแผ่นกระดาษทาน้ำยา Anthotype ไว้หลายชิ้น เหมือนบันทึกผลการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ ธีสิส A Tree / A Path / A University จึงไม่ได้เป็นเพียงสิ่งพิมพ์ธรรมดา แต่เป็นผลงานที่เกิดจากการร่วมมือกันระหว่างศาสตร์แห่งวิทย์และศิลปะ ซันเดย์นำวิธีการทางวิทยาศาสตร์อย่างการสำรวจและทดลองมาปรับใช้ และนำความรู้ที่เธอได้เรียนมาตลอดสี่ปีในคณะสายศิลป์มาใช้ย่อยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนให้ผู้อ่านได้เข้าใจง่ายขึ้น วิทยาศาสตร์และศิลปะจึงไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นในธรรมชาติ คือดำรงอยู่เพื่อเกื้อกูลกัน และไม่สามารถมีชีวิตอยู่โดยแยกขาดจากกันได้ ปัญหาในเงาไม้ การเดินสำรวจธรรมชาติไม่เพียงทำให้ซันเดย์ได้ความรู้เพิ่มมากขึ้น มันยังทำให้เธอได้ตระหนักรู้ถึงปัญหาด้านความหลากหลายทางชีวภาพอีกหลายประการ ประการแรก ซึ่งเป็นประการที่เรามักนึกไม่ถึง คือการจัดกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัย “อาจารย์ที่สอนดูนกเขาเคยบอกว่า ฝั่งคณะนิเทศฯ นกเยอะกว่า เพราะฝั่งอักษรฯ เสียงคนทำกิจกรรมมันดัง” แล้วซันเดย์ก็เริ่มอธิบายว่า เสียงจากลำโพงในงานกิจกรรมทั้งหลาย ทั้งคอนเสิร์ต งานสันทนาการต่างๆ และอีกสารพัดงานที่จัดตามลานกว้างและสวนของมหาวิทยาลัย ทั้งแสงจากไฟแอลอีดีที่แขวนไว้เพื่อความสวยงาม ล้วนเป็นสิ่งรบกวนชั้นดีสำหรับนกที่อยู่บนต้นไม้ทั้งนั้น “เขาชอบจัดคอนเสิร์ตที่สวนสองรัชกาล มีกลองชุด มีจุดพลุ แล้วอย่างนี้นกมันจะอยู่ได้ไหม” ซันเดย์ยังพบอีกว่า สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในรั้วจุฬาฯ ได้รับผลกระทบจากการปรับพื้นที่ของมหาวิทยาลัย “ตรงทางออกไปถนนอังรีดูนังต์มีครอบครัวนกเค้าจุดอยู่ แต่พอมีการตัดต้นไม้ในมหาวิทยาลัย ถึงนกมันจะอยู่ได้แต่ก็อยู่ยาก เพราะมันต้องอาศัยอยู่ในที่ที่เป็นโพรง” ซันเดย์เล่าระหว่างเดิน และเมื่อไปถึงหน้าคณะสถาปัตย์ฯ ก็ชี้ให้ดูก้อนหินสีเขียวทรงสี่เหลี่ยมที่วางอยู่หน้าอาคาร ซันเดย์บอกว่าก่อนทางมหาวิทยาลัยจะนำหินก้อนนี้มาตั้ง จุดนี้เคยเป็นตอไม้ที่มีเห็ดหิ้งเกาะอยู่ แต่ปัจจุบันภาพของตอไม้และเห็ดหิ้งกลับมีให้เห็นแค่บนโปสเตอร์ A University เพราะเห็ดหิ้งไม่เคยถูกนับบนแผนที่ของมหาวิทยาลัย การปรับพื้นที่ของมหาวิทยาลัยบางครั้งทำไปเพื่อความปลอดภัยของนิสิตและบุคลากร แต่เพราะขาดความเข้าใจและการคำนึงถึงสิ่งมีชีวิตอื่นในพื้นที่ หลายๆ ครั้งจึงกลายเป็นสร้างความเดือดร้อนให้แก่พวกมันแทน ทั้งที่ความจริงคนและสัตว์สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่เบียดเบียนใคร “ที่ต่างประเทศเขามีสวนดอกไม้อยู่กลางมหาวิทยาลัยไว้ให้ผึ้งผสมพันธุ์ ในขณะที่ของเราเอารังชันโรงออก เพราะบอกว่ากลัวไปต่อยนิสิต แต่ชันโรงไม่มีเหล็กใน” ซันเดย์ยังเสริมอีกว่า กระทั่งการปลูกต้นไม้หรือออกแบบสวนก็ทำโดยคำนึงถึงการใช้สอยและความสะดวกสบายของคนเป็นหลัก โดยที่ไม่ได้พิจารณาว่าความจริงแล้ว ‘สวน’ ควรเป็นพื้นที่ที่คนและสัตว์สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ “มหาวิทยาลัยบางที่เรียกตัวเองว่าเป็นพื้นที่สีเขียว แต่พื้นที่สีเขียวของเขาอาจจะมีแค่ต้นหญ้าเตียนๆ เราอยากให้คนตระหนักรู้ว่าพื้นที่สีเขียวน่าจะมีพืชหลายระดับหรือเปล่า เพราะบางครั้งนกมันก็อยู่ในพุ่มเตี้ยหรือต้นไม้สูงประมาณหนึ่ง “เรารู้สึกว่าปัญหาในเมืองก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน ปลูกได้แค่บางประเภท เพราะรากต้นไม้อาจจะไปเจาะคอนกรีตอีก “เราอยากให้คนคิดถึงเรื่องนี้มากขึ้น เรื่องการจัดการพื้นที่หรือจัดการปัญหาโดยที่ไม่ได้นึกถึงแค่คน”  “ไม่ได้มีแค่คนที่อยู่ในเมือง มันมีสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ด้วย” สิ่งที่ซันเดย์พบและนำเสนอใน A Tree / A Path / A University ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ภายในแนวรั้วของจุฬาฯ แต่ปรากฏให้เห็นในทุกที่ ตั้งแต่ตามท้องถนนและพื้นที่ต่างๆ ในเมือง ไปจนถึงบริเวณละแวกบ้านของเราเอง งานเทศกาลสาดแสงใช้เสียงเกิดขึ้นตลอดปีทั่วมุมเมือง การตัดต้นไม้และทำลายรังสัตว์แมลงเพื่อปรับพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกให้มนุษย์ก็พบเห็นได้บ่อยครั้ง “เราเคยไปเดิน Nature walk ตรงที่เขากำลังจะรื้อไปทำสถานีรถไฟฟ้า ตรงนั้นมีสิ่งมีชีวิตเยอะมาก มีแมลงปอ ผีเสื้อ แต่เขากำลังจะรื้อออก” ซันเดย์พูดขณะเดินไปตามทางสู่คณะสถาปัตย์ฯ มือก็ชี้ชวนให้ดูว่าจุดไหนเธอเคยพบอะไร ระหว่างทางมีทั้งต้นไม้ใหญ่และพุ่มไม้ดอก มีสระน้ำ และเห็นนกจิกกินอาหารอยู่บนพื้นหญ้าประปราย “มันไม่ได้มีแค่คนที่อยู่ในเมือง มันมีสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ด้วย “หวังว่าคนที่มาดูงานเราจะได้ตระหนักรู้เรื่องนี้มากขึ้นค่ะ” ซันเดย์ว่า ชั่วขณะหนึ่งระหว่างมุ่งหน้าสู่คณะสถาปัตย์ฯ นกตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้น ขนของมันเป็นสีเทาธรรมดาเหมือนกับนกพิราบทั่วไป แต่ซันเดย์ตาลุกวาว รีบชี้ให้เราดู ทุกคนหันไปมองเจ้านกสีเทา เป็นจังหวะเดียวกับที่มันกระพือปีกขึ้นบิน เผยให้เห็นขนนกสีฟ้าสดใสขณะบินจากไป เหมือนขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมสามัญธรรมดา ขุมทรัพย์ที่เราคงไม่รู้เลยว่ามีอยู่หากไม่ใส่ใจจะมอง เจ้านกตะขาบทุ่งสีฟ้า ชื่อที่ไม่ได้มาจากตะขาบหลายขา แต่มาจากสีขาบอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน ซันเดยหันมายิ้มดีใจ ตื่นเต้นที่ทุกคนได้เห็นสิ่งที่เธอเล่าให้ฟังในตอนเริ่ม ก่อนเอ่ยทิ้งท้าย “เราดีใจมากที่ทุกคนได้เห็น”

Photographer
-