
Nathan Fielder ผู้สร้างที่ทำความเข้าใจมนุษย์ผ่านความกระอักกระอ่วน
เคยหรือไม่ นำคอมพิวเตอร์ไปร้านซ่อมแต่กังวลว่าช่างซ่อมจะแอบเปิดดูความลับส่วนตัว – งั้นเรียกใช้ช่างซ่อม asexual ที่เป็นกลุ่มคนไม่ฝักใฝ่ทางเพศมาซ่อมให้สิ เคยหรือไม่ จ้างคนทำความสะอาดมาที่ห้องแต่ใช้เวลานานจนทำอะไรไม่สะดวก – งั้นเปลี่ยนเป็นบริการหนึ่งครั้งใช้คนทำความสะอาด 40 คนและเสร็จงานภายในเวลาแค่ 6 นาที เคยหรือไม่ เอารถไปซ่อมแล้วโดนช่างซ่อมคิดค่าบริการในราคาแสนโหด – งั้นให้ช่างซ่อมมานั่งเช็กบิลล์ค่าบริการระหว่างถูกใส่เครื่องจับเท็จสิ เหล่านี้คือหนึ่งในกลวิธีสุดอิหยังวะที่ Nathan Fielder คิดค้นขึ้นมาสำหรับเจ้าของธุรกิจที่กำลังประสบปัญหาและเป็นทางออกที่จะช่วยแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้น(เหรอ) ใน Nathan For You รายการวาไรตี้กึ่งสารคดีที่เคยสร้างไวรัลดังในช่วงยุค 2010 และแจ้งเกิดชื่อของเขาในฐานะผู้สร้างสายตลกคนใหม่ของวงการ ด้วยอารมณ์ขันชวนกระอักกระอ่วนคาดเดาไม่ได้ แต่กลับแฝงไปด้วยการสำรวจพฤติกรรมมนุษย์ที่น่าสนใจ เขาต่อยอดความสำเร็จด้วย The Rehearsal ซีรีส์จำลองสถานการณ์ปัญหาในชีวิตประจำวัน ที่ยกระดับงานสร้างและการเล่าเรื่องไปอีกขั้นจนชวนตกตะลึง และปีนี้ที่เขากลับมากับ You Can See Everything หนังสารคดีเกี่ยวกับผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงสตาร์อัพครั้งใหญ่ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในอเมริกาตอนนี้ ด้วยรสชาติความตลกที่ไม่เหมือนใคร(และไม่มีใครอยากเหมือน) เราจึงอยากเชิญชวนผู้อ่านมาสอดส่องผลงานของ Nathan Fielder ว่าเขามีแนวคิดหรือกลวิธีอย่างไรในด้านการสร้างสรรค์ ที่ทำให้เขากลายเป็นผู้สร้างที่การันตีเรื่องลีลาการเล่าเรื่องที่สดใหม่อยู่เสมอ และเพื่อทำความเข้าใจตัวตนเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่เลือกสร้างผลงานออกมาเพื่อหาคำตอบร้อยแปดของโลกใบนี้ และอาจรวมถึงตัวเราที่กำลังอ่านงานชิ้นนี้อยู่ด้วย “ผมชื่อ Nathan Fielder ผมเรียนจบจากหนึ่งในคณะบริหารธุรกิจที่ดีที่สุดในแคนาดาด้วยเกรดสวยหรู ตอนนี้ผมกำลังใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาเพื่อช่วยเหลือเหล่าเจ้าของธุรกิจตัวเล็กๆ ที่กำลังประสบปัญหาให้เอาอยู่ได้ในโลกแห่งการแข่งขันสูง นี่คือ Nathan For You” ประโยคเปิดตัวรายการ Nathan For You รายการวาไรตี้ล้อเลียนที่แจ้งเกิด Nathan Fielder อย่างเต็มตัวด้วยบุคลิกท่าทางแบบคนขาดความมั่นใจ เข้าสังคมไม่เก่ง และอารมณ์ขันหน้าตายที่มาพร้อมกับกลวิธีและแนวคิดสุดประหลาดในการช่วยเหลือบรรดาเจ้าของธุรกิจเล็กๆ ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเนธานจะคิดค้นหนทางรอดของธุรกิจที่ดูสุดโต่งและชวนตั้งคำถามขึ้นมาเพื่อดูว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร โดยรายการออกฉายครั้งแรกผ่านช่อง Comedy Central ในปี 2013 จนถึงปี 2017 และมีทั้งหมด 4 ซีซัน ความตลกที่เกิดขึ้นในรายการนี้มาจากการนั่งดูปฏิกิริยาของผู้คนรอบตัวเนธานที่ต่างรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกว่าพวกเขาควรขอบคุณเนธานสำหรับน้ำใจอันดีงามหรือควรกุมขมับกับความทุ่มเทอันแรงกล้าในวิธีการประหลาดแสนสุดโต่งที่เขาเชื่อว่ามันจะช่วยเหลือธุรกิจของพวกเขาได้จริง(เหรอ) เช่น การเข้าไปช่วยเหลือเจ้าของร้านโยเกิร์ตที่กำลังประสบปัญหาไม่มีลูกค้า ด้วยการออกสินค้าใหม่อย่าง ‘โยเกิร์ตรสอึ’ เพื่อดึงดูดให้คนมาลิ้มลองและได้ลูกค้าเข้าร้านไปในตัว หรือเมื่อครั้งที่เนธานช่วยเหลือเจ้าของร้านขายเสื้อผ้าผู้หญิงด้วยการจัดห้อง ‘โซนผู้ชาย’ เอาไว้หลังร้านที่มีทั้งทีวีจอใหญ่ เบียร์พร้อมเสิร์ฟ โซฟา ของประดับห้องอย่างลูกฟุตบอลและปืน เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและฆ่าเวลาสำหรับผู้ชายต้องมานั่งคอยแฟนสาวช็อปปิงนานๆ นอกจากอารมณ์ขันที่เกิดขึ้นแล้ว การที่รายการพาคนดูไปพบกับเจ้าของธุรกิจมากมายในสหรัฐอเมริกา เช่น เจ้าของปั้มน้ำมัน นายหน้าขายบ้าน เจ้าของบ้านผีสิง ฯลฯ และตัวเนธานเองที่เป็นคนแคนาดา ทำให้การเล่าเรื่องของรายการมีน้ำเสียงในเชิงคนนอกที่มองเข้ามายังวัฒนธรรมของคนอเมริกัน สะท้อนถึงค่านิยมและกฎหมายแปลกๆ ที่เอื้อให้เกิดอะไรเช่นนี้ในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ดังนั้นผู้เขียนจึงขอยกตัวอย่างสองตอนเด่นจากรายการมาเล่าสู่ เพื่อให้เห็นภาพชัดยิ่งขึ้น Souvenir Shop; ELAIFF เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อเนธานเข้าไปช่วยเหลือเจ้าของธุรกิจร้านของที่ระลึกแห่งหนึ่งในย่านฮอลลีวูด ซึ่งกำลังประสบปัญหาไม่มีลูกค้ามาจับจ่ายของในร้าน โดยกลยุทธ์ที่เนธานเสนอให้เจ้าของร้านคือการจัดฉากสมมุติว่ามีการถ่ายทำภาพยนตร์เกิดขึ้นในร้าน (โดยมีดารานำเป็น Johnny Depp ตัวปลอม) เพื่อหลอกล่อนักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปมาให้มาร่วมแสดงเป็นตัวประกอบในเรื่องและใช้เงินจริงๆ ซื้อของภายในร้านดังกล่าว กลยุทธ์นี้ได้ผลอย่างดีแต่เรื่องราวกลับบานปลายเมื่อเขากังวลว่าสิ่งที่เขาทำอาจถูกดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงได้ในภายหลัง เขาจึงจำเป็นต้องใช้ฟุตเทจปลอมๆ เหล่านั้นมาเขียนพล็อตและตัดต่อให้เป็นภาพยนตร์ขึ้นมาจริงๆ อีกทั้งยังต้องได้รับการยอมรับจากเทศกาลภาพยนตร์เพื่อให้เขาหลุดพ้นจากข้อพิพาททางกฎหมายได้ ซึ่งเขาก็ดำเนินการสร้างเทศกาลภาพยนตร์ปลอมๆ ขึ้นมา เรียนเชิญบุคลากรในวงการภาพยนตร์มารับชมเป็นหน้าม้า และประกาศมอบรางวัลให้ตัวเองแบบครบจบ (ภาพยนตร์เรื่องนั้นชื่อว่า The Web และสามารถรับชมได้จริงๆ บนช่องยูทูบ Comedy Central) ตอนนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของรสชาติการดูรายการ Nathan For You ที่มักจะเริ่มต้นด้วยไอเดียหลุดโลกที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่มันกลับให้ผลลัพธ์ที่เกินกว่าที่คาดคิดเอาไว้ อีกทั้งยังเป็นการโชว์ทักษะการแก้ปัญหาอันหลากหลายของเนธานกับสถานการณ์ต่างๆ อีกด้วย Dumb Starbucks เป็นตอนที่โด่งดังที่สุดของรายการและกลายเป็นไวรัลดังในโลกอินเทอร์เน็ตอยู่พักใหญ่จากการล้อเลียนร้านกาแฟแฟรนไชส์ดังอย่าง สตาร์บัคส์ ในชื่อร้าน Dumb Starbucks (แปลตรงตัวคือสตาร์บัคส์หน้าโง่) ที่เขาลงทุนออกแบบหน้าร้านให้มีลักษณะใกล้เคียงกับสตาร์บัคส์ที่สุด โดยอ้างว่ามันคือนิทรรศการศิลปะรูปแบบหนึ่งในเชิงล้อเลียนเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกฟ้องร้อง ซึ่งต่อมาได้มีลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการร้านจริงๆ และถูกพูดถึงในวงกว้างจนได้ออกข่าวไปทั่วประเทศ โดยมีความคิดเห็นหลายแง่ปะปนกันไป ทั้งลูกค้าที่มองว่ามันคือการประท้วงต่อระบบทุนนิยมและการผูกขาดจากเจ้าของแฟรนไชส์ หรือมองว่ามันคืองาน banksy ศิลปะเสียดสีสังคมรูปแบบใหม่ ซึ่งเนธานเองก็รับรู้ถึงกระแสสังคมและความดังชนิดหยุดไม่อยู่ของร้าน Dumb Starbucks แต่แทนที่เขาจะออกมาประกาศว่ามันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายการ เขากลับจัดงานแถลงข่าวหน้าร้านประกาศว่า Dumb Starbucks จะเตรียมเปิดสาขาถัดไปที่นิวยอร์กอย่างภูมิใจ ด้วยความโด่งดังของตอนนี้ ทำให้เนธานได้สร้างการรับรู้ต่อคนหมู่มากในสิ่งที่เขาได้ทำ มันกลายเป็นการนำพาคาแรกเตอร์ของเขาในรายการให้ออกมาโลดแล่นอยู่ในโลกความเป็นจริงและยกระดับแผนการขนาดย่อมให้เป็นปรากฏการณ์ชั่วข้ามคืน การถูกมองเห็นและเป็นที่ชื่นชมจากผู้คนกลายเป็นสิ่งที่เนธานรู้สึกประทับใจ และก่อให้เกิดความรู้สึกซ้อนทับกันระหว่างรายการกับเรื่องจริงของคนดู ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเค้าลางบางอย่างที่อาจนำไปสู่อะไรที่ซับซ้อนกว่าแค่รายการตลกขบขัน Nathan For You: Finding Frances ตอนสุดท้ายปิดฉากรายการ Nathan For You ที่มีความยาวถึงชั่วโมงครึ่งราวกับภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง และนำเสนอด้วยท่าทีที่แตกต่างจากทุกตอนก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง เรื่องราวของเนธานที่ออกเดินทางร่วมกับชายแก่คนหนึ่งที่เขาเคยร่วมงานในรายการนี้ เพื่อพาเขาไปหาคนรักในอดีตที่เขายังจดจำฝังใจและการเดินทางครั้งนี้เองที่ทำให้เนธานได้ลองย้อนกลับมาทบทวนถึงชีวิตในแบบที่เขาเองไม่เคยคาดคิดมาก่อน ระหว่างการเดินทางครั้งนี้ ชายแก่ค่อยๆ เปิดเผยถึงอดีตของตัวเองทั้งช่วงสุขและทุกข์ แต่น้ำเสียงของการเล่าดูจะไปในทิศทางอย่างหลังมากกว่า ชายแก่เล่าถึงการจมอยู่กับความเสียใจที่มีต่อคนรักในอดีต ซึ่งเขาทำให้เธอผิดหวังและทั้งคู่ต้องห่างเหินกันไปเป็นเวลากว่าห้าสิบปี การตามหาและหวนคืนพบหน้าเธออีกครั้งอาจทำให้เขาได้พบความสงบทางใจอย่างที่เขาโหยหา ซึ่งตัวเนธานเองก็นำกลวิธีการจัดฉากจำลองเหตุการณ์มาใช้งานเพื่อให้ชายแก่ได้ฝึกรับมือผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไปเมื่อเวลานั้นมาถึง เช่น หากเขาโดนปฏิเสธจะเป็นอย่างไร หากเกิดการทะเลาะกันจะเป็นอย่างไร ระหว่างกำลังดูตอนนี้ มันมอบความรู้สึกใกล้เคียงกับการดูภาพยนตร์เรื่อง Sentimental Value ที่เป็นเรื่องราวศิลปินวัยชราพยายามรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับคนในอดีต โดยหวังว่ามันจะกอบกู้เศษเสี้ยวความเป็นมนุษย์(ความรัก) ที่ตัวเขาเคยทิ้งไว้เบื้องหลัง ด้วยมวลอารมณ์ของชายแก่ที่ท้วมท้นไปด้วยความสุขและเศร้า เนธานจึงเลือกจับภาพชายแก่คนนี้ในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดและแทบจะปราศจากการปรุงแต่งเพื่อเรียกร้องซีนอารมณ์ใดๆ จนคนดูต่างรู้สึกเข้าถึงและมีอารมณ์ร่วมไปกับชายแก่ เอาใจช่วยให้เขาได้พบเจอคนรักในอดีตอย่างที่เขาต้องการ ขณะที่คนดูกำลังติดตามเรื่องราวของชายแก่ ระหว่างนั้นก็มีตัดสลับการเล่าเรื่องในฝั่งของ Nathan Fielder ที่เขากำลังเผชิญหน้ากับความรู้สึกบางอย่างหลังจากได้ตามติดชีวิตชายแก่คนนี้ เขาเริ่มรู้สึกกังวลต่อการแก่ตัวลงอย่างโดดเดี่ยว ภาพการใช้ชีวิตในช่วงปั้นปลายที่อาจต้องจมอยู่กับความเสียใจและไม่อาจเก็บเกี่ยวความสัมพันธ์ที่มีค่าเอาไว้ได้ การเดินทางครั้งนี้ทำให้เนธานมองย้อนกลับมาถามตัวเองว่า เขาจะปล่อยให้ตัวเองลงเอยเช่นนั้นหรือไม่ เนธานเริ่มทำตัวหลุดจากคาแรกเตอร์ที่เห็นในตอนก่อนๆ ของรายการ เขาดำดิ่งไปกับความคิดดังกล่าวและโหยหาความสัมพันธ์ลึกซึ้ง ทำให้เขาตัดสินใจไปออกเดตกับผู้หญิง escort และติดต่อพูดคุยกันอย่างจริงจัง เขากลายเป็นเนธานฉบับอ่อนโยนและดูเป็นมิตรขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดูกระอักกระอ่วนน้อยลงจากที่คุ้นชินจนคนดูเผลอปักใจเชื่อว่าหรือนี่จะเป็นเนธานในเวอร์ชันที่เป็นตัวเองจริงๆ ไม่ใช่การสวมบทบาทแบบในรายการ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้คนดูจะเห็นเขาอยู่กับตา แต่คนดูจะล่วงรู้ได้อย่างไรว่านั่นคือความจริง เพราะในท้ายที่สุดเนธานเองก็เป็นคนที่ร้อยเรียงเรื่องราวที่คนดูกำลังรับชมอยู่ดี การแสดงออกอย่างจริงใจอาจเป็นอีกหนึ่งหน้ากากที่เขาสวมใส่เพื่อให้แผนของเขาเดินหน้าไปได้ เขาอาจจะกำลังมีความสุขที่ได้สวมบทบาทเป็นคนอื่นอยู่ คนที่มีเสน่ห์ คนที่พูดจาฉะฉาน มีรสนิยม และมีความมั่นใจในแบบที่เขาอยากเป็น ฉากจบของเรื่องได้ทำลายเส้นแบ่งระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่งลงโดยสมบูรณ์และทิ้งคำถามที่ชวนให้ฉุกคิดว่าสรุปแล้วเนธานทำรายการ Nathan For You ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนอื่นหรือทำขึ้นเพื่อเป็นทางลัดให้เขาได้สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้คนอย่างที่เขาไม่อาจทำได้ในโลกความเป็นจริง ด้วยความกระอักกระอ่วนที่เขาเป็น การสวมบทบาทเข้าหาคนอื่นด้วยหน้ากากทางสังคมมันจึงง่ายกว่าหรือเปล่า ความจริงใจมันจะมีโอกาสเปิดเผยตัวออกมาหรือไม่ หากมนุษย์เลือกที่จะไม่เป็นตัวเองหรือสวมบทบาทในยามที่เข้าหาคนอื่น ยิ่งเมื่อมีกล้องคอยเก็บภาพอยู่และเรารู้อยู่แก่ใจว่ามันกำลังถูกรับชมโดยคนอื่น แล้วในฐานะคนดูที่มีวัฒนธรรมการเสพเรื่องราวของชีวิตคนด้วยการดูสารคดี ดูคลิป Vlog เรื่องราวชีวิตคนอื่นที่แสดงออกผ่านสื่อ ผ่านกล้อง ผ่านพิธีกรดำเนินรายการ หากทุกอย่างผ่านการจัดแสง วางเฟรมภาพ การถ่ายทำ และกระบวนการตัดต่อมาแล้วทั้งสิ้น ความจริงจากต้นทางของเรื่องราวจะยังคงหลงเหลืออยู่แค่ไหน หากคนดูไม่ได้ปฏิสัมพันธ์กับมันด้วยตัวเอง แต่กลับรับชมมันจากที่บ้าน ผ่านหน้าจอโทรศัพท์ หน้าจอทีวี นั่งดูในห้องนั่งเล่น นอนดูบนเตียงยามดึก เรากำลังดูสิ่งเหล่านี้เพื่อชดเชยความรู้สึกใดๆ ที่เราอยากรู้สึกในโลกความเป็นจริงแต่ไม่กล้าแม้แต่จะเผชิญหน้าหรือเปล่า ไม่แน่เราอาจไม่ต่างอะไรกับ Nathan Fielder เลยก็เป็นได้ Nathan For You หรือ Nathan For Us หาก Nathan For You คือการเล่นสนุกกับไอเดียการจับภาพปฏิกิริยาผู้คนต่อไอเดียหลุดโลกและสถานการณ์ปั่นๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยความกระอักกระอ่วน The Rehearsal ผลงานถัดมาคือการสำรวจลงลึกไปยังอารมณ์ความรู้สึกหยั่งรากลึกของมนุษย์ด้วย ‘การจำลองสถานการณ์’ ปัญหาในชีวิตจริงขึ้นมา เพื่อซักซ้อมและสรรหาวิธีรับมือเหตุการณ์ล่วงหน้าอย่างเบ็ดเสร็จ โดยซีรีส์ได้ออกฉายทาง HBO เมื่อปี 2022 และปัจจุบันมีออกมาให้รับชมแล้ว 2 ซีซัน ซีซันแรกเล่าถึงการจำลองและซักซ้อมสถานการณ์ต่างๆ ของคนธรรมดาที่อาจเป็นปัญหาลำบากใจ เพื่อลดความสุ่มเสี่ยงด้านผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นหากคนเผชิญหน้ากับสถานการณ์เหล่านั้น เช่น การไปออกเดต การบอกความจริงว่าตัวเองโกหก การสารภาพความลับ การปฏิเสธอย่างสุภาพ ฯลฯ โดยเนธานเป็นคนจัดการออกแบบและสร้างฉากสถานการณ์จำลองขึ้นมาอย่างประณีตและสมจริงจนสุดจะเหลือเชื่อ เช่น บาร์นั่งดื่ม บ้านทั้งหลัง ตึกทั้งชั้น หรือแม้แต่อาคารผู้โดยสารในสนามบิน การเล่นกับบทบาทที่สร้างขึ้น การสวมหน้ากากเป็นคนอื่นยังคงเป็นองค์ประกอบหลักที่ต่อยอดมาจาก Nathan For You และนำมาใช้อย่างหลากหลายในเรื่องนี้ เช่นการจำลองการใช้ชีวิตในแบบครอบครัว ซึ่งเขาทำมันได้ดีจนทำให้เขารู้สึกอยากสร้างครอบครัวขึ้นมาจริงๆ แต่แทนที่จะหยุดทำงานเพื่อมานั่งคิดวิเคราะห์ เขากลับจำลองสถานการณ์ที่เขานั่งคิดวิเคราะห์ขึ้นมาอีกทีเพื่อทดสอบผลลัพธ์ว่าหากเขาตัดสินใจในรูปแบบหนึ่ง สองหรือสามมันจะออกมาเป็นอย่างไร The Rehearsal นับเป็นผลงานที่เปิดโอกาสให้เนธานได้ดำดิ่งไปในห้วงอารมณ์ของมนุษย์อย่างที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนหรือเลือกมองมันผ่านเลนส์ความตลกมาโดยตลอดจนเริ่มไม่รู้สึกน่าขำขันอีกต่อไป และมันได้ทำลายเส้นแบ่งระหว่างความจริงกับเรื่องแต่งจนคนดูต้องยอมจำนนอย่างราบคาบ แม้ซีรีส์จะไม่ทิ้งอารมณ์ขันหน้าตายแสนกระอักกระอ่วนอันเป็นเอกลักษณ์ แต่อาจพูดได้ว่ามันได้สร้างจุดเปลี่ยนกับตัวเนธานที่ทำให้เขาตัดสินใจยกระดับการเล่าเรื่องของเขาไปสู่พรมแดนใหม่ที่เล่นกับสถานการณ์โลกปัจจุบันยิ่งขึ้นในซีซัน 2 สำหรับซีซัน 2 เนธานตั้งต้นไอเดียด้วยกิจวัตรยามว่างที่เขาชอบทำและคิดว่ามันสามารถต่อยอดสู่การทำซีซันใหม่ได้ นั่นคือการศึกษาเหตุการณ์เครื่องบินตก ซึ่งเกิดขึ้นอยู่หลายครั้งในสหรัฐและเขาเห็นถึงแพตเทิร์นที่น่าเป็นกังวล เขาจึงเริ่มต้นการสำรวจสภาพแวดล้อมของการเป็นนักบิน อุตสาหกรรมการบินพลเรือน ความปลอดภัยของการบินในระดับมหภาค รวมถึงการตั้งคำถามต่อบรรดาอุบัติเหตุทางเครื่องบินมากมายว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร เพราะกัปตันกับนักบินผู้ช่วยไม่ได้มีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพราะตำแหน่งความอาวุโสที่ทำให้นักบินผู้ช่วยเกรงกลัวที่จะการสื่อสารกับกัปตัน เพราะแรงกดดันในฐานะนักบินกับปัจจัยภายนอกที่ทำให้สภาวะจิตใจไม่มั่นคง ความสงสัยตรงนี้เองที่ทำให้เนธานตัดสินใจทุ่มเวลาชีวิตกว่าสองปีครึ่งในการฝึกขับเครื่องบินและคลุกคลีกับเหล่านักบินตัวจริง จนได้รับใบอนุญาตนักบินที่สามารถขับเครื่องบินโดยสารเชิงพาณิชย์ที่มีผู้โดยสารร่วมเดินทางจริงๆ อีกทั้งเขาได้หยิบยกประเด็นสุขภาพจิตของนักบินนำไปพูดคุยในสภาเพื่อให้มีการออกมาตรการจริงจังกับทางสายการบิน รวมถึงการสร้างฉากจำลองสถานบินทั้งอาคารผู้โดยสารพร้อมนักแสดงประกอบจำนวนมากเพื่อทดสอบทฤษฎีสมมุติฐานที่เขาตั้งขึ้น และจำลองบรรยากาศในห้องนักบิน (cockpit) เพื่อสำรวจการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างกัปตันและนักบินผู้ช่วย หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน โดยเนธานกล่าวว่าที่เขาลงทุนทำทั้งหมดนี้ก็ด้วยเจตนาอันดี เพื่อสร้างการตระหนักต่อผู้เกี่ยวข้องภายในอุตสาหกรรมการบิน เพื่อนำไปสู่การป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุโศกนาฏกรรมในอนาคต เรียกได้ว่าเป็นความทุ่มเทในฐานะผู้สร้างที่ไม่ได้เห็นกันบ่อยๆ ถึงกระนั้น แม้ประเด็นตั้งต้นของซีซันนี้จะมีความจริงจังราวกับสารคดีจริงๆ แต่ในเมื่อมันถูกกุมบังเหียนโดย Nathan Fielder การเล่นใหญ่ไปสุดกับไอเดียหลุดโลกของเขาจึงไม่ได้สิ้นสุดแค่จากที่กล่าวมา หากแต่มันได้ยกระดับไปอีกขั้น จากแค่จำลองสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งไปสู่การจำลองที่เหนือชั้นเกินกว่าใครจะจินตนาการถึง หากยังจำกันได้ หนึ่งในเหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์การคมนาคมทางอากาศ คงหนีไม่พ้นเหตุการณ์เครื่องบิน US Airways เที่ยวบินที่ 1549 ลงจอดฉุกเฉินในแม่น้ำฮัดสันเมื่อปี 2009 หลังเกิดเหตุขัดข้องจนทำให้เครื่องยนต์ดับกลางอากาศ กัปตันซัลลี่เป็นผู้นำเครื่องบินลงจอดในแม่น้ำและช่วยชีวิตผู้โดยสารรวมถึงลูกเรือทุกคนบนลำเอาไว้ เหตุการณ์ครั้งนั้นเปรียบได้ดั่งปาฏิหาริย์และนั่นทำให้กัปตันซัลลีได้รับการยกย่องถึงความกล้าหาญของเขา เนธานเลือกตั้งข้อสงสัยว่า กัปตันซัลลี่เขาเติบโตมาอย่างไรหรือมีเหตุการณ์จุดเปลี่ยนตรงไหนที่นำมาสู่การตัดสินใจเช่นนี้ เขาจึงตัดสินใจครั้งสำคัญในการจำลองชีวิตของเขาตั้งแต่เป็นเด็กทารกจนมาถึงวัยผู้ใหญ่ โดยเริ่มจากการแปลงโฉมตัวเองด้วยการเมกอัปทั้งตัว สวมบทบาทเป็นเด็กทารกโดยมีนักแสดงมาเล่นบทพ่อแม่คอยสั่งสอนเลี้ยงดู ไล่อายุไปสู่ช่วงวัยรุ่นที่ซัลลี่ได้ค้นพบความชอบในการบิน และวัยผู้ใหญ่ที่ผ่านการแต่งงานการมีลูก จนถึงช่วงเวลาวันเกิดเหตุ เขาอ้างอิงเหตุการณ์ในชีวิตกัปตันซัลลี่ ด้วยการอ่านหนังสือไดอารีชีวประวัติของเขาที่กล่าวถึงรายละเอียดยิบย่อยมากมาย เช่นการที่เขาได้ซื้อไอพอดเครื่องหนึ่งพกติดตัวไว้เสมอ เนธานจึงไปซื้อไอพอดรุ่นเดียวกัน และนั่งจัดเพลย์ลิสต์เพลงให้สอดคล้องกับเพลย์ลิสต์ของกัปตันซัลลี่ ณ ช่วงเวลานั้น การจำลองชีวิตกัปตันซัลลี่เป็นไปอย่างสุดโต่งชนิดไม่อยากจะเชื่อสายตา แต่นั่นกลับเล็กน้อยเมื่อเทียบกับทฤษฎีสุดหลุดโลกที่เนธานสันนิษฐานขึ้นมาว่า เป็นไปได้ไหม หากในขณะที่กัปตันซัลลี่กำลังตัดสินใจว่าจะทำการลงจอดฉุกเฉินในแม่น้ำฮัดสันหรือไม่นั้น เขาอาจจะกำลังฟังเพลง Bring Me to Life ของวง Evanescence ในไอพอดที่เขาพกติดตัวไปด้วยทุกที่ เพื่อเป็นแรงฮึดในการตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะช่วยชีวิตคนบนเครื่องได้ทั้งลำ นั่นเองคือจังหวะที่ซีรีส์ตลบหลังคนดูฉาดใหญ่อย่างไม่ทันตั้งตัว เพราะท้ายที่สุดแล้วเจตนารมณ์ทั้งหมด ความทุ่มเทบากบั่นที่เนธานทำไปนั้น มันเพื่อมุกตลกจังหวะนี้หรือเปล่า มันใช่ความจริงที่อาจเกิดขึ้นหรือเป็นเพียงอีกหนึ่งข้อสันนิษฐานที่เนธานจำลองขึ้นมาเท่านั้น เรียกว่าต่อให้คนดูจะพยายามคาดเดาทิศทางล่วงหน้าไปไกลเพียงใด แต่ด้วยกลเม็ดอันแสบสัน ลูกล่อลูกชนที่รัดกุมและเฉียบคมของเนธาน มันทำให้คนดูโดนปั่นหัวจนต้องยอมจำนนให้กับหมากเกมนี้ของเขาไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เชื่อว่าหนึ่งในกิจวัตรประจำวันของนักดูหนังทุกท่านคือการไล่จดรายชื่อภาพยนตร์ที่อยากดูในวันหยุด อาทิตย์หน้าหรือเดือนหน้าเพื่อสำรวจหาเรื่องที่น่าสนใจและตั้งเป้าหมายการรับชมในอนาคต ในเวลาอีกแค่สามเดือนก่อนหมดปีที่จะถึงนี้ก็ต่างมีหนังน่าสนใจมากมาย บางคนกำลังตั้งหน้าตั้งตารอชมการปะทะกันของสองยักษ์ใหญ่อย่าง Avengers: Doomsday และ Dune Part 3 ที่ฉายชนในวันเดียวกัน หรือเฝ้ารอบรรดาหนังคุณภาพมากมายที่เตรียมจ่อคิวฉายในช่วงเวทีรางวัลภาพยนตร์ ซึ่งระหว่างที่กำลังไล่ดูรายชื่ออยู่นั้นเอง มีชื่อหนังสารคดีเรื่องหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างไร้ที่มาที่ไป มันคือหนังที่ไม่มีใครทราบข่าวมาก่อนว่ามันเปิดหรือปิดกล้องไปเมื่อไหร่ ทุกคนบนโลกรับรู้ถึงการมีอยู่ของหนังเรื่องนี้พร้อมกันและมันได้สร้างความน่าตื่นเต้นอย่างที่หนังสารคดีน้อยเรื่องจะทำได้ Nathan Fielder ได้เปิดตัว You Can See Everything หนังสารคดีความยาวเฉียดสามชั่วโมงจากค่าย A24 ที่เนธานกำกับร่วมกับ Lance Oppenheim มีบุคคลต้นเรื่องเป็นอดีตนักธุรกิจสาวมาแรงแห่งยุคสมัยที่ต่อมากลับถูกโจษจันในฐานะคนลวงโลกอย่าง Elizabeth Holmes อดีตเจ้าของบริษัทสตาร์ตอัป Theranos ที่หลอกขายฝันคนทั่วโลกด้วยการผลิตอุปกรณ์ที่จะมาพลิกวงการแพทย์สมัยใหม่ด้วยการตรวจจับโรคภัยไข้เจ็บได้ด้วยเพียงเลือดแค่หยดเดียว กลายเป็นคดีฉ้อโกงครั้งประวัติศาสตร์ที่สร้างความเสียหายต่อนักลงทุนไปมากกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐ โดยสารคดีเรื่องนี้จะเป็นการการตามติดชีวิตเธอกับสามีและลูกในช่วงเวลา 34 วันก่อนที่เธอจะถูกส่งไปยังเรือนจำและถูกจำคุกเป็นเวลา 11 ปี ความน่าสนใจของหนังไม่ใช่แค่ตัวคนถูกสัมภาษณ์ที่มีชื่อเสียระดับโลก แต่มันคือการเผชิญหน้ากันของหนึ่งคนที่เล่นสนุกกับความลวงที่ปั่นหัวผู้ชมของเขากับอีกหนึ่งคนที่ใช้ความลวงเพื่อผลประโยชน์จากคนอื่นจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ ทำให้จากการเป็นเพียงสารคดีติดตามชีวิตทั่วไป หนังเรื่องนี้อาจแปรสภาพกลายเป็นเกมจิตวิทยาระหว่างคนสองคนที่ช่ำช่องในเรื่องการสวมบทบาทต่อสาธารณะเพื่อหาคำตอบอะไรบางอย่างซึ่งกันและกัน ทำไมเนธานถึงเลือกเธอคนนี้มาพูดคุย เขากำลังค้นหาอะไรอยู่กันแน่ และเขาจะให้เราได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด จริงหรือเปล่า แม้จะสร้างชื่อจากอารมณ์ขันอันเป็นเอกลักษณ์แต่ Nathan Fielder ไม่ได้ยึดติดอยู่เพียงแค่ความตลกเท่านั้น เขามาพร้อมกับไอเดียสร้างสรรค์ที่บรรเจิดยิ่งขึ้นในทุกผลงานใหม่ เขาสร้างผลงานที่เรียกเสียงหัวเราะจากความกระอักกระอ่วน แต่ในขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดพฤติกรรมมนุษย์อันซับซ้อนทั้งสุข เศร้า เหงา และเสียใจ โดยมีความกระอักกระอ่วนเป็นตัวช่วยเปิดทางสู่อารมณ์เหล่านั้น รวมถึงการทำลายเส้นแบ่งระหว่างความจริงกับเรื่องแต่งให้พร่ามัวจนน่าคลุมเครือ ไม่อาจหาข้อสรุปได้ชัดเจน และตั้งคำถามต่อการรับรู้ว่าสิ่งใดจริงสิ่งใดลวงนั้นบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์บ้าง ทั้งหมดนี้จึงได้เป็นประสบการณ์อันยากจะลืมเลือนของการรับชมผลงานจากผู้ชายนามว่า Nathan Fielder




