SCRUBB : วงดนตรีที่เขียนบทเพลงธรรมดาที่ว่าด้วย เวลา สถานที่ และความสัมพันธ์
รู้ตัวอีกที เราก็ฟังเพลงของวงดนตรีของสองหนุ่มดูโอ้ Scrubb มาเกือบ 17 ปีแล้ว บทเพลงจังหวะเบาสบาย บอกเล่าความหมายแสนดีที่เอากลับมาฟังวนซ้ำได้บ่อยๆ คือนิยามที่เรามอบให้กับเพลงที่ เมื่อย-ธวัชพนธ์ วงศ์บุญศิริ และ บอล-ต่อพงศ์ จันทบุปผา ตั้งใจประกอบเนื้อร้อง ทำนอง และเรื่องราวที่อยากบอกเล่าผ่านเสียงดนตรีได้เข้ากันดี เป็นเหตุผลว่าทำไม Scrubb ถึงยืนระยะในวงการเพลงไทย แถมยังมีแฟนเพลงทุกเพศทุกวัยคอยติดตามเพลงใหม่ของพวกเขาอยู่เสมอ สำหรับเรา บทเพลงของ Scrubb ประกอบด้วยชุดคำธรรมดาที่จับกลุ่มเรียงกันอย่างถ่อมตัว ใช้คำง่ายๆ ที่ฟังแล้วติดหูแถมร้องตามได้ติดปาก แต่ยากที่จะอ่านเนื้อร้องแล้วเข้าใจความหมายที่ต้องการสื่อได้ทันที ไม่แปลกที่เราเคยได้ยินใครหลายคนพูดกันว่า เพลงของ Scrubb ต้องตั้งใจฟังในวันและเวลาที่พอดี เมื่อเราผ่านเรื่องราวเดียวกันกับในเพลง ตอนนั้นเองเพลงที่เคยฟังไม่เข้าใจจะทำปฏิกิริยากับสมองและหัวใจจนเราจดจำฝังแน่น เราพกความสงสัยนี้เข้าไปนั่งพูดคุยกับเมื่อยและบอล ย้อนเวลาพาเรากลับไปในบทเพลงเหนือกาลเวลาของพวกเขา เขียนจากการเลียนแบบ เมื่อย: จุดเริ่มต้นก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่ชอบฟังเพลง ตอน ม.ปลาย เราเป็นคนที่เข้าไปแทนนักร้องคนเก่าของวงดนตรีเพื่อนเราเพราะเขาไม่มา แล้วกลายเป็นว่าวงก็ไล่คนเก่าออกด้วยเหตุผลอะไรไม่รู้ เราตอนนั้นไม่มีอะไรเลยก็คิดว่าถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง เราต้องโดนไล่ออกเหมือนคนที่แล้วแน่ เลยลองเริ่มแต่งเพลงดู แรงบันดาลใจก็มาจากวงดนตรีที่ชอบ ตอนนั้นเราชอบโยคีเพลย์บอยมากๆ อยากเขียนเพลงแบบนั้น ก็เปิดหนังสือเพลงแล้วดูว่าใช้คอร์ดอะไรบ้าง แล้วเอาคอร์ดมาแต่งเป็นทำนองเพลงใหม่ เล่าจากเรื่องส่วนตัว เมื่อย: ส่วนตัวเราเป็นคนที่แต่งเพลงตามโจทย์ไม่ได้เท่าไหร่ สมมติอยากให้แต่งเพลงอารมณ์นี้ๆ ไปทำมานะ จะทำไม่ค่อยได้ ที่ถนัดคือไปเจอประสบการณ์อะไรก็เอามาแต่ง เป็นความรู้สึกของเราที่อยากเก็บเอาไว้ ซึ่งเนื้อร้องและเมโลดี้จะมาพร้อมๆ กัน เพราะเราเป็นคนจำเมโลดี้ไม่เก่ง แต่โชคดีที่คำภาษาไทยเวลาร้องมันจะเป็นเมโลดี้อยู่แล้ว เลยอาศัยหาคำต่างๆ จากหนังสือที่อ่านหรือเพลงที่ฟังให้เหมาะกับเมโลดี้นั้นๆ ยังไม่สนใจความหมายเท่าไหร่ จะพูดว่ามั่วก็ได้นะ เราก็ยอมรับ (ยิ้ม) รวมกันเป็นงานกลุ่ม เมื่อย: Scrubb เป็นเหมือนงานกลุ่มครับ เราทำยังไงก็ได้ให้มีเพลงที่พี่บอลสะดุดหูแล้วหยิบไปเขียนต่อ ซึ่งไม่ใช่ 100 เปอร์เซ็นต์แน่นอน เพราะเราเป็นคนเขียนเอง ไม่รู้หรอกว่าคนที่ฟังต่อจากเราจะรู้สึกยังไง ถ้าพี่บอลเอาไปทำต่อโดยไม่อินก็ไม่มีประโยชน์ อีกด่านหนึ่งก็ต้องทำต่อให้พี่ฟั่น (โกมล บุญเพียรผล โปรดิวเซอร์ของวง) สะดุดอีกที เป็นวิธีการทำงานที่แอบประชาธิปไตยเหมือนกันนะ แต่ข้อเสียคือเราก็ไม่รู้ว่าจะได้เพลงอย่างนั้นเมื่อไหร่ ส่วนตัวผมคิดว่าเวลาเราทำอะไรบ่อยๆ อย่างแต่ก่อนผมเริ่มแต่งเพลงจากการลอกคอร์ดไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งก็เจอทางคอร์ด เมโลดี้ ที่เป็นของเราเอง จนพี่บอลยังทักเลยว่า เฮ้ย เป็นแบบนี้อีกแล้ว คำแบบนี้อีกแล้ว พูดเนื้อหาเรื่องนี้อีกแล้ว ทั้งสามคนก็ต้องมาช่วยกันบิดเมโลดี้ เลือกคำให้เป็นสิ่งที่เรายังอยากพูดถึงอยู่ แต่ฟังแล้วไม่รู้สึกว่าย่ำอยู่กับที่ บางทีเราก็วนอยู่ในเรื่องของตัวเอง แต่ Scrubb ไม่ใช่แค่เราคนเดียว มีพี่บอล พี่ฟั่นช่วยกันมองและทำยังไงก็ได้ให้เรา 3 คนเห็นว่าดีพร้อมกันโดยไม่เสียตัวตนของเราไป เลือกเพลงจากความกระทบใจ บอล: เพลงของเมื่อยที่มักถูกช็อปไปใช้ก่อนคือเพลงที่แต่งเนื้อเพลงกับขึ้นคอร์ดพร้อมกัน วิธีนี้เป็นวิธียากที่สุดแต่ผลลัพธ์จะออกมาเป็นเพลงที่ดีที่สุด ปกติถ้าไม่ขึ้นเนื้อร้องก่อนแล้วฮัมให้ได้เมโลดี้ ก็มีวิธีง่ายที่สุดคือเล่นกีตาร์ หาคอร์ดแล้วค่อยไปใส่เนื้อตามที่ไกด์ไว้ แต่เมื่อยทั้งขึ้นทำนองและเขียนเนื้อร้องด้วยตัวเองในเวลาเดียวกันได้ เนื้อเพลงที่เขียน ณ เวลานั้นเลยเป็นเนื้อที่เกิดขึ้นเพื่อใช้สำหรับเพลงนี้จริงๆ มันจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน ประเภทต่อมาคือบางทียังมาไม่จบเพลง แต่เป็นทำนองที่เราสะดุดและจำได้ อย่างเพลง เก็บไว้ให้เธอ เมื่อยเล่นตอนไปเชียงใหม่ที่ Gallery Seescape ยังมาแค่ท่อนกลางว่า ‘รอได้ไหมหัวใจของเรา ผ่านความเหงาและความคิดถึงไป’ ฟังแล้วก็ชอบ ขับรถกลับมาแล้วยังต้องโทรไปถามว่าจำได้ไหมว่าเล่นเพลงอะไร ขุดกันอยู่นานมากเพราะเมื่อยมีเดโมเยอะมากจนเจ้าตัวเองก็จำไม่ได้ พอจำได้ก็ให้เขาอัดเสียงใส่โทรศัพท์ส่งมาแล้วมาเติมกันต่อเลย นอกนี้ก็เป็นเพลงที่ทีแรกไม่ได้ตั้งใจจะใช้กับวง มีบางเพลงแต่งให้เพลง (ต้องตา จิตดี จากวง Plastic Plastic) แต่เราไปนั่งฟังแล้วชอบยึดมาก็มี ที่เหลือคือเพลงที่ทำด้วยกัน หรือเรานึกดนตรีออกก็ทำมาก่อนแล้วส่งให้เมื่อยใส่เมโลดี้ ซึ่งมีน้อยมากๆ เพราะชอบรอเพลงที่ขึ้นจากเมื่อยมากกว่า เมื่อย: เราลองมาทุกวิธีการแล้วครับ ทำยังไงก็ได้ให้ได้เพลงออกมา แต่งให้เป็นบทเพลงสำหรับทุกคน เมื่อย: เนื้อหาเพลงของ Scrubb ก็เปลี่ยนไปทุกอัลบั้ม สับสนมากน้อยกันไป ส่วนตัวเราอยากบอกเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ฟังแล้วเข้าใจบ้างหรือไม่เข้าใจบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ไม่จำเป็นต้องสอนอะไรเยอะ ไม่ได้ต้องการเป็นพระเอกหรืออะไรที่อุดมคติเกินไป เราแค่รู้สึกว่าบางอย่างถ้าเขียนให้ไม่ครบประโยคมันจะน่าฟังกว่า ฟังได้นานกว่า หรือประโยคที่พูดโดยบอกความหมายไม่ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็อาจเป็นเพลงที่ไม่เลี่ยน บางเพลงน้องๆ ที่ยังเด็กอาจฟังไม่เข้าใจ แต่เราเชื่อว่าเพลงที่เราแต่งจากสิ่งที่เราเจอมา พอถึงจุดหนึ่งที่คนฟังเจอประสบการณ์แบบนั้น เขาจะเข้าใจมันเอง อยากให้เพลงของเราเป็นตัวแทนของคนธรรมดาคนหนึ่งที่เจอเรื่องนั้นเรื่องนี้ ดีบ้างร้ายบ้าง บอล: ถ้าวิเคราะห์จากสิ่งที่เมื่อยเล่า คือเพลง Scrubb เกือบทั้งหมดพูดโดยไม่ได้อิงกับยุคสมัยหรือช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น ไม่ได้พูดถึงสยามสแควร์ตอนปี 2540 แฟชั่นในปี 2550 เคยมีพี่นักวิจารณ์เพลงเขียนไว้ว่า เพลงของเมื่อยเป็นเพลงที่พูดถึงเวลา สถานที่ และความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ในชีวิตประจำวันเราอยู่แล้ว นั่นทำให้เพลงของเรา timeless เพราะต่อให้เวลาผ่านไป คนเอามาฟังแล้วรู้สึก นั่นแปลว่าเขารู้สึกถึง เวลา สถานที่ และความสัมพันธ์ของตัวเอง เมื่อยไม่เคยผูกมัดว่านี่เป็นเรื่องเล่าของเมื่อย ไม่เคยเขียนเพลงมีบทสรุปว่าต้องจบลงแบบนี้ แต่สิ่งที่เมื่อยเล่าเป็นสิ่งที่เขาเจอเองและเล่าในมุมเท่าที่เล่าได้ ตัวเพลงมีความปลายเปิดอยู่จนทุกคนสามารถเอาเพลงไปผูกกับประสบการณ์ตัวเองได้ เรายิ่งมั่นใจในการทำงานแบบนี้ตอนที่ทำอัลบั้มพิเศษ ชุดเล็ก และนำเพลง เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ ของพี่จิก-ประภาส ชลศรานนท์ มาทำใหม่ เพลงนี้ก็เป็นตัวอย่างของเพลงที่ไม่ผูกกับเวลา สถานที่ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ เพลงนี้ไม่บอกเพศด้วย ไม่บอกว่าชายพูดถึงหญิง พ่อพูดถึงแม่ เพื่อนพูดถึงเพื่อน หรือกิ๊กพูดถึงกัน พอไม่ได้บอกว่าเขียนเพื่อใคร กลับกลายว่าเป็นเพลงตัวแทนความรู้สึกของใครก็ได้ พอเล่นเพลงนี้ คนที่มาฟังเพลงเราก็มีทั้งวัยรุ่น คุณลุง คุณป้า เห็นเลยว่าเพลงนี้มีพลังมหาศาลเพราะครองใจคนอายุไหนก็ได้ พอไม่มีเพศนี่ชนะทุกเพลงที่เราเคยทำมาทั้งหมดเลย เพราะเพลงยุคแรกของเราอย่าง เข้ากันดี ทุกอย่าง ใกล้ ยังระบุอะไรบางอย่างมากน้อย เรามีตัวอย่างเพลงที่ดีเป็นโมเดลให้เห็นว่าเพลงที่ไม่ยึดติดกับอะไรเลย ก็สามารถอยู่ในใจใครก็ได้เมื่อเวลาและโอกาสเหมาะสม ถ้าเราอยากทำเพลงที่แม้แต่เราเองก็อยากฟังได้นานๆ วิธีการทำเพลงให้มันไปอยู่ ณ ช่วงเวลาไหนก็ได้ก็เป็นวิธีที่ดี 5 บทเพลงในความทรงจำที่ไม่หายไปในเวลาและสถานที่ใด 01 artbar (อัลบั้ม SSS..S..S / ปี 2546) เมื่อย: ส่วนตัวชอบเพราะเป็นหนึ่งในเพลงที่ไม่ได้ตั้งใจแต่ง เราไปนั่งเล่นกีตาร์ที่บ้านของน้องชื่ออาร์ตที่เรียนคณะมัณฑนศิลป์ เรียกบ้านมันเล่นๆ ว่า art bar จำได้ลางๆ ว่าจะเช้าแล้วก็นั่งตีคอร์ดซ้ำไปซ้ำมา จนได้ท่อนหนึ่งที่เราแต่งเก็บไว้ว่า ‘อยู่ด้วยกันตอนนี้ คงไม่มีเบื่อ สุขอารมณ์อย่างนี้ คงต้องเมาสักวัน’ ประโยคนี้วนอยู่ในหัวเราก็เลยได้นำมาทำต่อ เป็นโมเมนต์ที่เราพบว่าถ้าเรารู้สึกกับเพลงยังไง คนฟังก็น่าจะรู้สึกได้ 02 เธอ (อัลบั้ม SSS..S..S / ปี 2546) เมื่อย: เป็นเพลงที่นับว่าเป็นจุดแรกที่เริ่มทำงานกับพี่บอลเป็นเรื่องเป็นราว เราเขียนเนื้อร้องแล้วส่งไปให้พี่บอลเรียบเรียงต่อจนได้กลับมาเป็นเพลงเวอร์ชั่นที่มีกีตาร์ เบส กลอง ครบ ความหมายส่วนตัวในเพลงนี้ก็คงเป็นจุดเริ่มต้นของวง และเป็นกำลังใจให้เราว่ามีแนวร่วมแล้ว และอยากทำต่อ 03 See Scape (อัลบั้ม club / ปี 2548) เมื่อย: พอทำอัลบั้มแรกเสร็จ วัตถุดิบที่มีในหัวก็หมดแล้วและไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี เลยไปหาพี่หนึ่ง Sleeper 1 (เกรียงไกร วงษ์วานิช) บอกว่าช่วยผมด้วย อยากจะทำงานแต่คิดไม่ออกเลย พี่หนึ่งก็เลยบอกว่าเดี๋ยวพาไปเชียงใหม่ เราก็นั่งรถไฟไปเชียงใหม่คนเดียว ได้เจอเพื่อนใหม่ พอขากลับนั่งรถไฟกลับมา อยู่ดีๆ ประโยคที่ว่า ‘ออกไปมองฟ้าและน้ำที่กว้างใหญ่ ให้ได้กลิ่นดินและลมที่พัดเข้ามา’ มันก็ออกมาเอง เหมือนเราไปเจอเรื่องราวจนอิ่มก็ล้นออกมาเอง กลับมาปุ๊บ อีกวันหนึ่งก็เขียนส่งให้พี่บอลทำต่อเลย 04 ย้อนเวลา (อัลบั้ม mood / ปี 2550) เมื่อย: ส่วนตัวเพลงนี้คือเพิ่งทะเลาะกับแฟนและห่างกันไป ความรู้สึกนี้ก็เกิดขึ้นจนออกมาเป็นเพลงความหมายว่าอยากเอาบางสิ่งบางอย่างกลับคืนมา ทั้งหมดที่อยากให้แฟนได้ยินก็คือประโยคในเพลงนี่แหละ 05 รอยยิ้ม (อัลบั้ม clean / ปี 2556) บอล: เพลงนี้เป็นเพลงที่ช่วยกันแต่งด้วยนิดหนึ่ง เราทำอัลบั้ม clean เสร็จแล้ว เมื่อยก็ส่งเดโมเพลงนี้มาให้บอกว่าไว้ใช้ในอัลบั้มหน้า มีไกด์แค่ 2 verse สั้นๆ คือ ‘รอยยิ้มของเธอแค่ครั้งเดียว ทำฉันให้ลืมเรื่องราวที่ผ่านเข้ามา’, ‘เสียงของเธอแค่ครั้งเดียว ทำฉันให้ลอยล่องไปไกลสุดสายตา’ พอฟังแล้วก็รู้เลยว่าต้องเอามาใส่ในอัลบั้มนี้แหละ (หัวเราะ) โทรไปบอกค่ายว่าขอเวลา 2 อาทิตย์ ให้เมื่อยเขียนเมโลดี้มาจนครบ ผมก็ขึ้นโครงให้มีคีย์คอรัสเสร็จสรรพจนมาดูกันว่ามีจุดไหนที่ต้องเขียนเพิ่ม ช่วงนั้นทัวร์คอนเสิร์ตพอดี ก็เป็นครั้งแรกที่มานั่งคุยกันก่อนแยกห้องนอน ลองช่วยกันแต่ง 2 คน พอผมแยกไปนอน เมื่อยก็ไลน์มาบอกว่าใช้คำนี้ไหมพี่ ช่วยกันแต่งในไลน์เลย กลับมากรุงเทพฯ ก็เสร็จแล้ว เป็นเพลงที่ด่วนที่สุดและเป็นเพลงที่เราช่วยประกอบร่างกัน ภาพ ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข




