Video hero
29/03/2017
Culture & Entertainment
AUTHOR: นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์
SHARE:

เราจะรอดชีวิตอย่างไรในช่วงเวลาที่หนังการ์ตูนกลับมามีชีวิต?

ความสำเร็จของหนังอย่าง The Jungle Book คล้ายเป็นชนวนระเบิดสำคัญที่เปิดศักราชการรีเมกครั้งใหญ่ของดิสนีย์ (รีเมกอีกแล้วจ้า) จริงๆ การรีเมกหนังเก่าจากยุค 90 นั้นกลายเป็นเทรนด์สำคัญของหนังยุคนี้ (ซึ่งตอนนี้เริ่มลามมารีเมกหนังในปี 2000 ต้นๆ อย่าง The Matrix ที่มีข่าวว่าจะรีบูตให้คล้ายๆ กับการทำหนังอย่าง Rogue one ของซีรีส์ Star Wars) เราจะเห็นหนังที่เราคุ้นๆ ในช่วงเวลานั้นกลับมาใหม่อีกครั้ง ล่าสุดกับ Power Rangers ก็ยังอุตส่าห์กลับมา สาเหตุหนึ่งก็คือว่าถ้ารีเมกสำเร็จ บรรดาสินค้าคาแรกเตอร์ที่มีอยู่แล้วก็จะกลับมาขายได้อีกครั้ง ว่าง่ายๆ คือไม่ต้องดีไซน์ใหม่เลย ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมพี่ๆ เขาจึงขยันรีเมกกันใหญ่ หนังน่ะรีเมกได้ง่าย แต่เมื่อมองไปที่การ์ตูนหรือแอนิเมะ เราจะรีเมกกันยังไงได้บ้าง วาดใหม่ก็คงไม่ใช่ ทำแบบ 3D ก็ไม่ค่อยจะน่าสนใจ ดังนั้นการหนังเวอร์ชัน Live Action จึงดูน่าสนใจที่สุด เพราะยุคนี้เราก็มีเทคโนโลยีที่เพียบพร้อมพอที่จะทำอะไรก็ได้ และดีพอที่น่าจะทำให้คนเชื่อได้ แต่นั่นมันพอสำหรับการรีเมกการ์ตูนและแอนิเมะจริงหรือเปล่า? การแปลงร่างจากหนังการ์ตูนมาเป็นคนแสดง ต้องอาศัย ‘การทำให้เชื่อ’ เป็นอย่างมาก ลองคิดง่ายๆ ว่าการทำหนังจากหนังสือหรือวรรณกรรมยังยากเลย เพราะคนมีจินตนาการในหัวตัวเองขณะที่อ่านหนังสือเล่มนั้นๆ กลายเป็นว่าผู้สร้างจะต้องทำฉบับหนังให้วิจิตรกว่าที่คนอ่านคิดในหัว หรืออย่างน้อยก็เป็นไปตามที่คนอ่านจิ้นเอาไว้ (ซึ่งมักจะจิ้นกันเอาไว้เยอะซะด้วยสิ) จึงไม่น่าแปลกที่มักจะมีคอมเมนต์ประมาณว่า ‘สู้หนังสือไม่ได้’ ออกมาอยู่เสมอๆ, ทีนี้ว่ากันด้วยการ์ตูน คนทำหนังก็ต้องต่อสู้กับสิ่งที่การ์ตูนวาดไว้แล้ว เพราะสื่อการ์ตูนนั้นยืดหยุ่นและไร้รูปแบบมากกว่าภาพยนตร์มากนัก การ์ตูนเป็นสื่อภาพวาดที่คนวาดสามารถวาดให้เป็นอะไรก็ได้ และคนดูก็ยอมรับและโอเคกับมันด้วย ในขณะที่ภาพยนตร์นั้นเป็นเหมือนภาพถ่าย ต่อให้เป็นหนังแฟนตาชี มันก็ถูกกรอบของภาพความจริงล็อกเอาไว้ ตัวอย่างง่ายๆ เช่น การสร้างการ์ตูน Dragon Ball ให้กลายเป็นหนังนั้นก็ยังไม่เห็นมีใครทำได้สำเร็จ เพราะไม่มีใครสามารถจำลองผมฟูๆ ของหงอคงแบบฉบับเรียลิสติกได้ (ซึ่งถ้าคิดตามจริง ผมทรงหงอคงแม่งประหลาดมากเลยนะ เหมือนไม่ใช่ทรงผมของมนุษย์ แต่พอเป็นการ์ตูนแล้วเรากลับโอเคและคิดว่ามันสมจริง) หรือสมมติว่าร่างซูเปอร์ไซย่ากลายเป็นผมทอง ถ้าถ่ายจริงออกมา เราก็จะเห็นชาวญี่ปุ่นย้อมผมสีทองเฉยๆ มันไม่ใช่ทองของร่างซูเปอร์ไซย่าจริงๆ บางทีทำออกมาแล้วฮาอีกต่างหาก ตัวอย่างก็มีให้เห็นในหนัง Dragonball: Evolution (2009) ที่เจ๊งและโดนด่ากระจาย ดังนั้นการจะแหยมกับโลกการ์ตูนนั้นค่อนข้างยาก เพราะโลกการ์ตูนมีเหมือนกฎเกณฑ์และไวยากรณ์ทางภาพที่ผู้คนคุ้นตาและยอมรับไปแล้ว มีเหตุมีผลในโลกการ์ตูนเป็นของตัวเอง เรื่องเหนือจริงบางอย่างในการ์ตูนไม่ถูกตั้งคำถามอะไรมากมายนัก (เหมือนทุกคนเข้าใจว่าเพราะมันเป็นการ์ตูน) ค่อนข้างยากมากที่หนังจะเลียนแบบออกมาได้เทียบเท่า เอาเป็นว่ายังไงคนก็ยังเห็นโดราเอมอนเป็นสองมิติอยู่ดี น่าคิดเหมือนกันว่าถ้าทำโดราเอมอนออกมาเป็นหุ่นจริงๆ มันจะออกมาเป็นยังไง แล้วเราจะรับได้ไหม เหนือจากลายเส้นคือเรื่องการข้ามวัฒนธรรมและหัวใจของมัน, ผมมีโอกาสได้ดู The Jungle Book ฉบับภาพยนตร์ ซึ่งดูแล้วก็ไม่ติดขัดอะไรนัก อาจเป็นเพราะโดยปกติแอนิเมชันฝรั่งนั้นไม่ได้เว่อวังด้านวิชวลมากเท่าแอนิเมะของญี่ปุ่น (การ์ตูนอเมริกันจะดูค่อนข้างเรียลิสติกกว่า เหมือนพวกมาร์เวลที่เรียลิสติกทั้งเรื่องลายเส้นและเนื้อเรื่อง เลยทำออกมาเป็นหนังได้ง่าย) หรือจริงๆ อย่าง 20th Century Boys ก็ไม่ได้ออกมาแย่มากมายเพราะการ์ตูนดูเป็นภาพยนตร์อยู่แล้ว เลยคิดว่ากับบรรดาการ์ตูนเรียลิสติกนั้นอาจจะพอมีหนทางที่จะแปลงร่างมา จนมาถึงล่าสุดกับหนังอย่าง Beauty and The Beast ซึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อยและน่าจะเยอะเพียงพอที่ดิสนีย์จะวางแผนรีเมกหนังการ์ตูนเก่าๆ อีกหลายเรื่อง เช่น Aladdin, Mulan, Lion King ฯลฯ แต่เมื่อหันไปมองอีกฟากหนึ่ง หนังอย่าง Ghost in the Shell ที่ออกมาในเวลาใกล้เคียงกัน เราดันเห็นได้ว่าหนังที่ทำมาจากแอนิเมะญี่ปุ่นยากลำบากกว่าและมีข้อจำกัดมากมายที่ยังมีแค่น้อยคนจะเอาชนะได้ อย่างหนึ่งคือการทำการ์ตูนแอนิเมะให้กลายเป็น Live Action คุณจะต้องใช้เงินจำนวนมากในการสร้าง ซึ่งการทำหนัง Live Action เน้นพึ่งพา CG อย่างแรงสูง และฮอลลีวู้ดก็ยังคงทำสิ่งนี้ได้ดีกว่าทางญี่ปุ่นเอง ดังนั้นมันจะต้องกลายเป็นหนังสัญชาติฝรั่ง ซึ่งนั่นแปลว่า คุณต้องใช้นักแสดงฝรั่งแสดงเป็นคนญี่ปุ่น สุดท้ายเราก็ได้ สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน มา ซึ่งเอาเข้าจริง เราก็ทำใจคิดไม่ได้หรอกว่า สการ์เลตต์จะเป็นตัวละครเดียวกับไซบอร์กสาวญี่ปุ่นในฉบับเก่าได้ นอกจากนั้น บรรยากาศแบบการ์ตูนไซไฟญี่ปุ่นมันเป็นอะไรที่ญี่ปุ่นมากๆ จริงๆ พวกงานโปรดักชันดีไซน์ต่างๆ ก็ค่อนข้างเป็นเอเชียมากกว่า วิธีคิดของบทภาพยนตร์ก็แตกต่างเช่นกัน จนเราแอบคิดว่าฝรั่งอาจจะต้องเอาเงินมาให้คนญี่ปุ่นทำเป็นหนังญี่ปุ่นจะดีที่สุด เมื่อช่องว่างห่างขนาดนี้ เลยเป็นเรื่องยากที่จะแปลงร่างการ์ตูนญี่ปุ่นเหล่านี้ให้เป็นหนังคนแสดง ผู้กำกับหลายคนเลยใช้วิธีสร้างมันขึ้นมาใหม่ไปเลย The Matrix ก็ได้อิทธิพลมาจาก Ghost in the Shell หรือหนังอย่าง Inception ก็เหมือนได้ไอเดียมาจากหนังเรื่อง Paprika อยู่พอสมควร ว่าง่ายๆ คือไปสร้างเมืองใหม่แบบอเมริกันเอาเองไปเลย ไม่ต้องรีเมก หรือไม่ต้องพยายามทำให้เป็นญี่ปุ่นแต่อย่างใด เอาเป็นว่าเรื่องไหนตีเนียนไปกับต้นฉบับได้แล้วคนดูไม่เหวอขณะดู ก็คาดว่าจะมีสิทธิ์รอดไป แต่ที่ไม่รอดเนี่ยคือพวกเราคนดูนี่แหละครับ ต้องดูหนังรีเมกจากการ์ตูนไปอีกหลายปีแน่นอน ภาพ letterboxd.com