Video hero
13/03/2017
Culture & Entertainment
AUTHOR: สุวิชา พิทักษ์กาญจนกุล
SHARE:

ก้าว : เพลงแห่งความหวังและกำลังใจสไตล์ Greasy Café

โลกนี้ไม่เคยมีเพลงมากเกินไป ไม่ว่าเพลงนั้นจะหวานหยดหรือแสนเศร้า แต่หากมันได้มีส่วนสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ผู้คนลุกขึ้นเดินตามความฝันของตัวเอง ยืนหยัดสู้กับความอยุติธรรม กระตุ้นแรงบันดาลใจ เพลงเหล่านั้นก็ย่อมเป็นบทเพลงแห่งความรัก ความปรารถนาดีที่ควรค่าแก่การรับฟังอย่างตั้งใจ เล็ก-อภิชัย ตระกูลเผด็จไกร หรือ Greasy Café กำลังมีผลงานใหม่จากแคมเปญ ‘SangSom คนไทย… ตั้งใจทำอะไรไม่แพ้ชาติใดในโลก The Inspirers’ ซึ่งเขาเล่าว่าเป็นหนึ่งในงานเพลงที่ท้าทายที่สุดเท่าที่เคยทำมา ก้าวแรกเริ่มจากศูนย์ : โจทย์ที่มากกว่าความท้าทาย “เราเคยร่วมงานกับแสงโสมมาหลายงาน จนวันหนึ่งได้รับการติดต่อเข้ามาเกี่ยวกับโปรเจกต์ที่ว่าด้วยการให้กำลังใจในการลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง เราดีใจมากที่แสงโสมเลือกให้เราทำเพลงที่ชวนคนให้ก้าวออกมาทำอะไร ไม่ค่อยได้แต่งเพลงแบบนี้สักเท่าไหร่ มันยาก ท้าทายแล้วก็สนุกด้วย แต่ช่วงแรกเราวนมาก ไม่แน่ใจเลยว่าเราจะพูดยังไง เพลงนี้มีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างจากเพลงอื่นๆ ที่ผ่านมาเพราะมีโจทย์มาก่อน ในเพลงอื่นๆ ที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นในเพลง คือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา คนรอบข้างที่สนิทมาก ๆ แต่ก่อนที่จะเกิดมาได้แต่ละเพลง เราต้องรู้สึกกับมันมากๆ” ก้าวที่สอง : สมการบันดาลใจที่แก้ได้ด้วยบทสนทนา “เราติดกับเพลงนี้อยู่นานพอสมควร จนกระทั่งมีโอกาสได้แชร์เรื่องนี้กับรุ่นน้องคนหนึ่ง แล้วมันชัดเจนขึ้นมากๆ เขาพูดขึ้นมาว่า ‘จริงๆ แล้วการลุกขึ้นมาทำอะไรมันมีหลายขั้นตอนมาก ตั้งแต่ก่อนจะออกจากบ้าน ล้มลงไปแล้ว ลุกขึ้นมาใหม่’ มันชัดมากเลย สิ่งที่เราจะบอกในเพลงนี้คือ เรายังไม่ได้ออกจากบ้านเลย การก้าวออกมาทำอะไรของเรามันอาจจะยังไม่ได้ล้ม ยังไม่เคยล้มด้วยซ้ำหรือเปล่า มันก็เลยมาถึงคอนเซปต์เลข 9 ซึ่งอยู่ในตำแหน่งสุดท้ายก่อนจะกลายเป็นศูนย์ ถ้าคนเราไม่ลุกขึ้นมาทำอะไร ชีวิตอาจจะกลายเป็นสูญเปล่าหรือเปล่า การที่คนคนหนึ่งตั้งใจทำอะไรมากๆ แล้วมันดันกลายเป็นศูนย์ อย่าลืมว่ามันมีเลขหนึ่งรอคอยให้เราเริ่มต้นใหม่เสมอ” ก้าวที่สาม : รูปลักษณ์ของแรงบันดาลใจ “เราคิดว่าการลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง มันไม่ใช่การกระโดดพรวดพราดลุกขึ้นมา แต่อาจจะเป็นการรวบรวมกำลังใจค่อยๆ ลุกแล้วก้าวเดินไป สิ่งที่เรารู้สึกคือมันไม่ควรเร็วมาก แต่ก็ไม่ช้าอืดอาด ขยับได้ แต่ไม่ควรเต้น เพลงนี้มันไม่ใช่เพลงเต้น ซึ่งเราก็ไม่ถนัดอยู่แล้ว ดนตรีของเพลงนี้มันก็เลยอยู่กลางๆ ส่วนเรื่องของการเลือกสรรคำ เป็นสิ่งที่เราไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องใช้คำที่พิเศษหรือคำยากอะไร แต่เมื่อพูดแล้วจะเป็นคำที่คนทั่วไปไม่ได้คุ้นเคยกับมันมาก เช่นคำว่า ‘ในวันที่เราตัดสินข้างในใจ’ มันไม่ใช่แค่การตัดสินใจ เราคิดว่าการตัดสินข้างในใจมันกินความหมายมากกว่า มันกินไปถึงการพูดคุยกับข้างในของเราแล้ว แล้วค่อยลุกออกมาทำ ในเพลงมันจะพูดถึงว่า ‘อย่าหวั่นไหวกับคำพูดบางคำของใคร’ การที่ใครสักคนจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง คำพูดรอบข้างอาจมีผลต่อการตัดสินใจแต่ถ้าไม่ได้เสียหายหรือผิดกฎหมาย ทำไปเถอะ แล้วค่อยมาดูผลกัน หลายคนถามเราว่า “พี่ ผมอยากแต่งเพลง ผมต้องทำยังไง” สิ่งที่เราตอบก็คือ “เริ่มต้นทำสักที” แค่นั้นเอง ไม่ต้องมัวแต่คิดว่าคนจะชอบไหม จะเพราะไหม เราคิดแค่ว่า ทำก่อนไหม ถ้าคุณบอกว่าคุณไม่พร้อม แล้วเมื่อไหร่คุณจะพร้อมล่ะ บางทีเราก็ต้องลองดูก่อน ถ้าลองไปแล้วได้เห็นว่าเรายังไม่พร้อมจริง ๆ อย่างน้อยเราได้เริ่มแล้วนะ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ได้ทำสักที” ก้าวที่สี่ : เสียงที่โอบล้อมเรื่องราวเอาไว้ “เพลงของเราโดยส่วนใหญ่แล้วจะชอบให้มันมีบรรยากาศ เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเพลงของ Greasy Café บางคนอาจจะถามว่า อ้าว นี่คือบรรรยากาศเหรอ เราไม่รู้ แล้วแต่ใครจะฟัง แต่สำหรับเรามันควรมีบรรยากาศในเพลง เปรียบเหมือนหนังผีสักเรื่องหนึ่ง ที่แม้ผีจะยังไม่ออกมาแต่เรารู้สึกกลัวแล้ว มันมีอะไรห่อหุ้มให้เรารู้สึกแบบนั้น ก็เลยรู้สึกว่ามีบรรยากาศในเพลงที่ทำให้เรารู้สึกว่าต้องเตรียมตัว แล้วค่อย ๆ ก้าวไปด้วยกัน ก้าวที่ห้า : กระบวนการบันทึกท่วงทำนอง “เพลงนี้เริ่มจากช่วงแรกที่ช้าๆ มาถึงช่วงกลาง แล้วพอท่อนฮุกก็จะมีจังหวะ ตึง ตึง ตึง บรรยากาศของเพลงนี้จะเป็นโทนสีอุ่นๆ หน่อย หากเราเป็นเพื่อนเธอก็จะไม่กอดเธอ แต่จะนั่งข้างๆ แล้วจับมือหรือจับเข่าเอาไว้มากกว่า มันจะไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายอะไรมาก มันจะเป็นการแบบเมื่อไหร่ที่ต้องการหันมานะ เราอยู่ตรงนี้ มันจะไม่ได้กระชากเขาออกมา แต่จะเป็นการบอกว่า ไปเถอะตอนแต่งเพลงก็ทำที่บ้านเรานี่แหละไม่ได้มีห้องอัดอะไรเลย ปิดหน้าต่างแล้วก็อัด มิกซ์มาสเตอริงก็ไปที่สมอลล์รูม เพราะที่บ้านมีปัญหาเรื่องเสียงรบกวนตลอด บางทีอัดกลองแล้วหมาเห่าก็ต้องรอ มอเตอร์ไซค์ผ่านก็ต้องรอ” ก้าวที่หก : มุมมองของการออกเดิน “แสงโสมอยากให้คนมีส่วนร่วมมากกว่าการแค่ไปร่วมคอนเสิร์ตเฉยๆ จึงคิดแคมเปญที่ให้ผู้ที่สนใจส่งคลิปเรื่องราวของตัวเองเข้ามาร่วมสนุก ความยากก็คือการจะบริหารยังไงให้คลิปที่คนส่งมามีส่วนร่วมอยู่ด้วยกันได้พอดี เพราะเพลงนี้ถ้าจำไม่ผิดมีความยาว 4.5 หรือ 5.4 นาทีนี่แหละ การให้คนส่งคลิปเข้ามา ก็ต้องมาคิดว่าทำยังไงจะอยู่ด้วยกันได้ คนส่งคลิปเข้ามาจริง คอมเมนต์ใต้คลิปที่มีคนมาให้กำลังใจ หรือเล่าเรื่องราวของตัวเองก็น่าสนใจด้วยเช่นกัน เรากับทีมรู้สึกว่าคอมเมนต์มันเยอะมาก จึงเห็นว่าเราน่าจะเอาตรงนั้นมาทำอะไรด้วย จึงเอาคอมเมนต์มารวมกันแล้วตีโจทย์เพิ่ม สร้างประเด็นขึ้นมาอีกอันหนึ่งที่สรุปรวมความเป็นเพลงนี้ไว้” ก้าวที่เจ็ด : จากเสียงสู่ภาพ “เพลงนี้จุดสำคัญของมันคือต้องให้คนรู้สึกอะไรบางอย่าง ถ้าคนดูแล้วฟังแล้วไม่ได้รู้สึกอะไรเท่าไหร่ก็อาจจะผิดวัตถุประสงค์ จากความรู้สึกจริงๆ ว่าเราอยากให้คนรู้สึกแบบนั้น คลิปจึงต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันด้วย ว่าถ้าดูแล้วรู้สึกก็เอามาใช้ ดูแล้วมันสะเทือนไหม ถ้ายังไม่สะเทือนพอ ก็ยังไม่เลือกคลิปนั้นมาใช้ ทีมงานเป็นคนคัดเลือกก่อน เราเองก็มาช่วยดูอีกที ที่ส่งมาก็มีหลาย ๆ แบบ บางคนก็ทำมาจริงจังมาก แต่ก็อยากจะเป็นตัวแทนขอบคุณแทนทุกคนที่ทุกคนมาร่วมแชร์ความรู้สึก ประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเอง เราเชื่อว่าต่างคนต่างจะให้กำลังใจกัน เมื่อเอ็มวีนี้เสร็จแล้วจะเป็นการรวมตัวกันของคนหลายๆ คน” ก้าวที่แปด : สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเพลงจบ “เราว่าเรื่องบางเรื่องที่เกิดในชีวิตเรา บางทีที่รู้สึกว่ามันยาก แต่พอผ่านมันไปได้ เราสู้กับความรู้สึกที่มันยากมากขึ้นได้อีกหน่อย เราก็รู้สึกว่าเรานั่งรถไฟเหาะโดยที่ไม่ได้เป็นอะไรมากได้นี่หว่า ตอนนี้เรานั่งรถไฟเหาะที่ใหญ่ขึ้นและยาวขึ้นได้แล้ว แต่การตัดสินใจจะนั่งรถไฟเหาะหรือไม่นี่แหละที่สำคัญ มันก็เหมือนกัน เราก็รู้สึกว่า เราก็ทำได้ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเราเก่งจัง ไม่ใช่แบบนั้นเลย แค่รู้สึกว่ามันท้าทายเรา เป็นรถไฟเหาะเที่ยวที่ลงมาแล้วโอเค” ก้าวที่กล้า : ถ้าตั้งใจทำอะไร ไม่ว่ายังไงจะเกิดอะไรขึ้นมาเสมอ “เราว่ามันอาจจะมีแหละที่เราตั้งใจแล้วมันไม่เป็นอย่างใจ มันมีแหละ แต่สิ่งที่เขาพูดมันคือความตั้งใจของคน มันมีค่ามาก ในการที่คนคนหนึ่งรู้สึกว่าโอเค จะกลับไปหาแม่เดือนละครั้งแล้ว จากสามปีครั้ง หรือต่อไปนี้จะตั้งใจทำงานเพื่ออะไรสักอย่าง ในความตั้งใจแรกที่เป็นเลขหนึ่งมันดีอยู่แล้ว ถ้ามันไม่ใช่เรื่องเสียหายทำร้ายใคร คนที่ตั้งใจทำอะไรนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราเอาตัวเราไปวางไว้ตรงไหนด้วย สมมติว่าเราทำกราฟิกดีไซน์ เห็นงานของต่างชาติคนหนึ่งแล้วรู้สึกว่าเขาคือพระเจ้า ถ้าเราเอาตัวเองไปวางไว้ตรงนั้นเราจะรู้สึกด้อยสุดๆ เลย ทำไมเราไม่ลองหาวิธีแบบเรา เราอาจไม่ใช่พระเจ้าที่เก่งที่สุด แต่เราเป็นคนธรรมดาที่ตั้งใจดี เราเชื่อว่าสักวันคนจะเห็นเอง เราว่ามันคือคำว่าตั้งใจ” ภาพ มณีนุช บุญเรือง