
เพราะคำว่า ‘อกหัก’ เกิดได้กับทุกคน ส่องศิลปะภายใต้ความอกหักของคน 40 ยังแจ๋ว
ชีวิตแค่โดนทำร้ายแต่ที่สุดมันต้องไม่โดนทำลาย แค่วันนี้หัวใจสลาย เตือนตัวเองว่าถึงยังไง ฉันยังต้องอยู่ เราเชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยผ่านการอกหักมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง a day เลือกเดินเข้าหอศิลป์กรุงเทพฯ หรือ BACC ด้วยแรงบันดาลของคนที่มีใจรักศิลปะเหมือนกัน ขณะปัจจุบันที่ความอกหักเป็นสถานะยอดฮิตของชีวิตทุกวัย เราขอพาทุกคนไปรู้จักกับคำว่าอกหักในโลกของศิลปะสักหน่อย โลกของศิลปะร่วมสมัยที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การคัดเลือก และการยอมรับจากสถาบัน มีศิลปินจำนวนไม่น้อยต้องทำงานภายใต้ความไม่มั่นคง ทั้งในด้านรายได้ โอกาส และการมองเห็น หลายคนถูกปฏิเสธ ถูกมองข้าม รวมถึงไม่มีพื้นที่ให้แสดงผลงาน แม้จะยังคงสร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่องก็ตาม a day ขอเป็นอีกหนึ่งสื่อที่คอยส่งเสียงให้กับพวกเขาด้วยใจมุ่งมั่น ‘ศิลปะก็ยังเป็นศิลปะ หลายครั้งก็เกิดขึ้นจากพื้นที่ที่แสงไฟไม่เคยส่องถึง’ อกหักเชิญทางนี้ จึงเป็นนิทรรศการที่เปิดพื้นที่ให้ศิลปินที่เคยถูกปฏิเสธหรือไม่เคยได้รับโอกาส ได้กลับมาบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองผ่านผลงานศิลปะที่สะท้อนประสบการณ์ ความล้มเหลว ความหวัง ความอกหัก และการยืนหยัดในเส้นทางศิลปะของพวกเขา คอยตอกย้ำว่า การทำงานศิลปะคือสิทธิของทุกคน ไม่ใช่อภิสิทธิ์ของคนที่ถูกเลือกเท่านั้น แต่ความอกหักก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นกับวัยรุ่นเสียทีเดียว วัยไหนก็เกิดได้ นิทรรศการอกหักเชิญทางนี้เปิดพื้นที่ให้ศิลปินไทยอายุ 40 ปีขึ้นไป ที่เคยถูกปฏิเสธจากระบบ ได้กลับมาแบ่งปันมุมมองของตน ทำให้ผู้เข้าชมได้รู้ว่า น้ำเสียง การมองโลก และการสร้างสรรค์ของมนุษย์จริงๆ ยังมีความหมายอยู่ ผมพยายามเปิดใจเดินเข้าไปในนิทรรศการด้วยใจโล่งๆ กับการเชื้อเชิญที่ว่า ‘อกหักเชิญทางนี้’ หนึ่งในผลงานที่ผมชอบมีชื่อว่า ‘Rebound Practice’ ของศันสนีย์ รุ่งเรืองสาคร ชิ้นงานภายใต้ความอกหักที่บันทึกการลดน้ำหนักในช่วงเวลาต่างๆ กับภาพร่างของร่างกายในแต่ละช่วงชีวิต จิตรกรรมสีอะคริลิก ร่วมกับวัสดุอย่างผ้าและกระดาษ ความอกหักของเขาเริ่มจากนิสัยที่ชอบรับประทานจุบจิบ ศิลปินเผชิญกับปัญหาน้ำหนักตัวมาเกือบตลอดชีวิต ลดน้ำหนักจนผอม แต่พอถึงจุดนิ่ง น้ำหนักก็ดีดขึ้นกลับมาอีกครั้ง วัฏจักรของการอ้วนและผอมจึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาพยายามทบทวนความทรงจำของการลดน้ำหนัก ควบคู่กับการสำรวจตนเอง ผ่านการบันทึกเรื่องราวของการลดน้ำหนักในช่วงเวลาต่างๆ ความพยายามลดน้ำหนักของศิลปิน เป็นเหมือนการสร้างสรรค์งานศิลปะ ที่ต้องลองผิดลองถูก การเริ่มต้นใหม่ และการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ตัวศิลปินเองก็ยังสวมบทบาทสองใบในชีวิต ทั้งในฐานะอาจารย์และศิลปิน งานหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตทำให้เวลาสำหรับการสร้างสรรค์ศิลปะลดน้อยลง แต่ความตั้งใจในการทำงานศิลปะก็ไม่เคยหายไป งานศิลปะชิ้นนี้จึงค่อยๆ จุดไฟให้ศิลปินกลับมาเดินต่อบนเส้นทางศิลปะอีกครั้ง เป็นทั้งประสบการณ์ใหม่ และความท้าทายที่อยากจะดันให้ก้าวต่อไปด้วยความเชื่อมั่น ถึงอกหัก…แต่ก็ยังฟังเสียงร่างกายและไม่ยอมแพ้ ภายในนิทรรศการเหมือนกับการเดินผ่านความทรงจำของเหล่าศิลปิน ความทรงจำที่มีทั้งดีทั้งร้าย ความทรงจำที่ผ่านเวลา ผ่านความคิดมาพอสมควร ความทรงจำที่กว่าจะประกอบร่างเป็นผลงานที่พวกเขาภูมิใจ ขอบคุณนิทรรศการที่เปิดพื้นที่ให้กับศิลปินรุ่นกลางที่ยังดิ้นรนกับศิลปะร่วมสมัย ได้มาแชร์คำว่า ‘อกหัก’ ในมุมของตนให้คนรุ่นใหม่ได้ค้นพบ การมานิทรรศการครั้งนี้ทำให้ผมรู้ว่า ศิลปินบางคน ทิ้งร้างศิลปะมานาน พวกเขาอกหักจากชีวิต จนเกือบลืมความเป็นตัวตนของตัวเองไปแล้ว เขากล่าวว่า บางอย่างศิลปะเป็นเรื่องนามธรรมมากๆ อาจจะสื่อสารได้แค่ 50% อาจจะต้องใช้ใจและความรู้สึกดู ผมเลยอยากชวนทุกคนมาเดินดูกันเยอะๆ ผลงานชิ้นต่อไปที่ผมพาทุกคนมาดูในวันนี้คือ ‘สายลมแสงแดดและสวนความทรงจำ’ ของอัครวินท์ ไกรฤกษ์ สื่อผสมทั้งภาพถ่าย วิดีโอ เสียง ผ้า บันทึก และไซยาโนไทป์ ภาพพิมพ์ผ่านแสงเคมี เป็นชิ้นงานที่พูดถึงความอกหักในมุมมองที่ผมไม่ได้พบเจอมาก่อน ศิลปินพูดถึงการดูแลสวน กิจกรรมเล็กๆ ของเขาในชีวิตประจำวัน สถานที่ที่มอบความสงบ และการใคร่ครวญถึงการมีชีวิตอยู่ ภายในสวนเราจะเห็นธรรมชาติค่อยๆ เคลื่อนไหวและเติบโตไปพร้อมกัน การกระพือปีกของด้วง การโผบินและร่วงหล่นของแมลงบนพืชคลุมดิน การเอนตัวของต้นการเวกที่โน้มลงมาสร้างร่มเงาให้พื้นที่พักผ่อน การเคลื่อนไหวเล็กน้อยของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ทำให้เขาเข้าใจสภาพแวดล้อมที่พวกมันอาศัยอยู่ เป็นความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนของระบบนิเวศที่ค่อยๆ ปรับสมดุลด้วยตัวเอง ศิลปินค่อยๆ ซึมซับความคุ้นเคยของพื้นที่ในอดีต ผ่านร่องรอยที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ทั้งพืชคลุมดิน การตอบสนองของต้นไม้ หรือโพรงไม้ที่ขยายตัวตามกาลเวลา ทุกองค์ประกอบล้วนสะท้อนถึงการปรับตัว การผ่อนปรน และการพึ่งพาอาศัยกันของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ เสียงนกร้อง การขันของไก่ การเคลื่อนไหวของสัตว์ป่า การเคลื่อนไหวเลียนแบบกันของพืช แมลง และสัตว์ กลายเป็นสัญชาตญาณของการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล เขาบอกกับผมว่าความอกหักของเราคือการกลับมาเป็นผู้ดูแล เขาจัดวางความรู้สึกและความทรงจำให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ผ่านการดูแลสวนที่เติบโตไปพร้อมกับความทรงจำของเขา ภายในงานมีศิลปินผู้สร้างสรรค์จำนวน 8 คน แต่คนคนสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงวันนี้ คือ ‘Prototype D-0.4 (ต้นแบบ D-0.4)’ ของ ไพรชยนต์ ปันดา หุ่นประติมากรรม 6 ขา ที่เคลื่อนไหวได้แต่ภายในใจซ่อนอะไรไว้มากมาย ศิลปินเป็นหนึ่งในผู้ที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมไทย ที่สะสมมานานจนป็นภาวะที่ยากจะแก้ไขในระยะเวลาอันสั้น เขาได้กลับมาพิสูจน์จุดยืนทางศิลปะอีกครั้ง หลังจากที่ต้องเบนเส้นทางไปสู่อาชีพอื่น ศิลปินเลือกใช้เทคโนโลยีที่ตนถนัด เป็นเครื่องมือถ่ายทอดความเชื่อทางสังคมและการเมือง อำนาจถูกกระจุกตัวอยู่ในมือคนส่วนน้อย กฎเกณฑ์ที่บิดเบี้ยว มันตัดทอนโอกาสและค่อยๆ กัดกินความฝันของผู้คน วังวนทางการเมือง กลไกของรัฐ ถูกครอบงำโดยกลุ่มอำนาจที่มุ่งรักษาผลประโยชน์ของตน เขาจึงจำลองสภาวะดังกล่าวผ่าน สิ่งมีชีวิตสังเคราะห์จักรกลหกขา ที่หน้าตาไม่สมบูรณ์ ลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล ภายใต้การทำงานที่ถูกกำหนดไว้ ความอกหักของเขาเป็นดั่งการอกหักจากประชาธิปไตยไทยที่ไม่เคยไปไหนไกลเลย ราวกับสิ่งมีชีวิตไม่เคยเติบโตพ้นจากวัยหัดเดิน ทำได้เพียงเดินย่ำอยู่ในจังหวะซ้ำเดิมที่ไร้จุดหมาย สะท้อนความโหยต่อกติกาที่เป็นธรรม และความหวังต่อทิศทางใหม่ ที่จะพาสังคมก้าวออกจากวงจรเดิมๆ ให้ศิลปะได้กลับมาทำหน้าที่ของมัน ให้ตั้งคำถามต่อสังคม และชวนให้ผู้คนมองอนาคตไปพร้อมกัน เราอยากชวนชาว a day ผู้เคยอกหัก มาเดินเล่นเปิดใจ ให้สมองโล่ง รับความความเจ็บปวดผ่านการเรียนรู้ไปพร้อมกัน ‘นิทรรศการอกหักเชิญทางนี้’ เปิดแสดงตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 7 หอศิลป์กรุงเทพฯ ผมเดินนิทรรศการครบ จึงได้รู้ว่า ‘การอกหักเป็นเรื่องปกติ’ เมื่อเวลาผ่านไป ความเจ็บปวดจะค่อยๆ จางลงและได้เรียนรู้กับมันเอง พื้นที่เล็กๆ ที่เปิดให้ได้รับชมในวันนี้ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวหรือแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในวันพรุ่งนี้ก็ได้ คงเป็นจริงดั่งที่เพลงพี่ตูน Bodyslam บอกไว้ว่า ‘เตือนตัวเองว่าถึงยังไง ฉันยังต้องอยู่’ ‘ความรักลวงหลอกมันก็แค่เจ็บปวด ไม่มีค่า’ ‘ให้มันทำลายชีวิตไม่ได้’




