Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
Umwelt เมื่อคนและสัตว์ต่างรับรู้สภาพแวดล้อมด้วยประสาทสัมผัสที่แตกต่างกัน

Umwelt เมื่อคนและสัตว์ต่างรับรู้สภาพแวดล้อมด้วยประสาทสัมผัสที่แตกต่างกัน

09/11/2022
In Other Words
AUTHOR: Sy Chonato
SHARE:

 เคยนึกอยากลองเกิดเป็นสัตว์ดูไหม หากเรากลายเป็นงู  นก เต่า  เห็บ หรือสุนัขที่บ้าน เราจะรับรู้โลกแบบไหน  โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร  ตัวเราจะยังเป็นเราไหมเมื่อเปลี่ยนร่างกายของเราไป หรือโลกที่เรารับรู้จะเปลี่ยนไปด้วยเพราะเรากับสัตว์นั้นมีประสาทสัมผัส ระบบต่างๆ ในร่างกายที่ต่างกัน

 คำศัพท์วันนี้ เราอยากพาไปสำรวจโลกของ Umwelt เพื่อลองจินตนาการโลกที่เราอยู่ผ่านประสาทสัมผัสของสิ่งมีชีวิตที่เปลี่ยนไป

Umwelt เมื่อเราและสัตว์รับสัญญาณจากสิ่งแวดล้อมต่างกันไป

  ในปี 1909 Jakob von Uexküll นักชีววิทยาชาวเยอรมัน ได้หยิบยืมคำว่า  Umwelt  (อ่านว่า อืมเวลท์)

  คำนาม ในภาษาเยอรมัน  อันแปลว่า “สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ”  แล้วนิยามคำนี้ด้วยความหมายที่เฉพาะเจาะจงลึกลงไป เพื่ออธิบายข้อสังเกตที่แสนธรรมดาแต่มักถูกเพิกเฉยมองข้ามโดยคนทั่วไป นั่นคือ “สัตว์ต่างๆ ในระบบนิเวศเดียวกัน ล้วนรับรู้สัญญาณจากสิ่งรอบตัวต่างกัน ด้วยข้อจำกัดของประสาทสัมผัสในสิ่งมีชีวิตและสรรพสัตว์”  

 “Umwelt” คือ โลกและสิ่งแวดล้อมที่แต่ละสิ่งมีชีวิตรับรู้  ส่วนความเป็นจริงยิ่งใหญ่กว่าที่ครอบการรับรู้ของแต่ละสิ่งมีชีวิต เรียกว่า “Umgebung”   คือสิ่งแวดล้อม เบื้องหลัง มณฑลที่ใหญ่กว่าซึ่งครอบคลุมสิ่งมีชีวิตต่างๆ ไว้อีกที

 David Eagleman นักวิทยาศาสตร​์สาขาประสาทวิทยา ยกตัวอย่างไว้ในบทความ Edge.org  เพื่อให้เห็นภาพ Umwelt เช่น หากเราเกิดเป็น “เห็บ” สิ่งมีชีวิตซึ่งที่ไม่มีหูและตา โลกของพวกมันมืดมิดและเงียบสงัด สัญญาณที่สำคัญที่พวกมันรับได้คือ “อุณหภูมิ” และ”กลิ่นของกรดบิวทิริก” ซึ่งพบในไขมันพืชและสัตว์  ในโลกของสัตว์อื่นๆ อาจมีประสาทสัมผัสชนิดอื่นที่ร่างกายมนุษย์ไม่มี เช่น การรับรู้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือกระแสไฟฟ้า สิ่งมีชีวิตแต่ละชีวิตรับรู้สภาพแวดล้อมต่างกันตามขีดจำกัดของเครื่องรับสัญญาณที่ติดมากับร่างกายที่ต่างกัน แต่ล้วนนึกว่า Umwelt ของตนเองคือโลกความเป็นจริงทั้งหมด

Umwelt สำรวจประสาทสัมผัสของสรรพสัตว์เพื่อได้รับรู้จักรวาลใหม่ๆ ในโลกใบเก่า

 หนังสือเรื่องAn Immense World: How Animal Senses Reveal the Hidden Realms Around Usโดย Ed Yong ได้พาเราไปสำรวจประสาทสัมผัสต่างๆ ของสัตว์อันแตกต่างหลากหลาย โลกนั้นเต็มไปด้วยภาพและพื้นผิว เสียง การสั่น กลิ่น และรสชาติ สนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้า

An Immense World — Ed Yong

 Ed Yong ได้หยิบยก Quote จาก Marcel Proust นักเขียนคนสำคัญชาวฝรั่งเศสผู้ล่วงลับ Prouse เคยกล่าวไว้ว่า “The only true voyage . . . not to visit strange lands, but to possess other eyes.” หรือ การเดินทางที่แท้จริง มิใช่การไปเยี่ยมชมดินแดนอันแปลกประหลาด หากแต่คือการได้รับดวงตาดวงอื่น การทำความเข้าใจการรับรู้ที่ต่าง คือการจินตนาการถึงความเป็นไปได้จักรวาลและโลกในเวอร์ชันที่ต่างออกไป  โดยในแต่ละบทของ An Immense World เขาชวนให้เราไปสำรวจประสาทสัมผัสของสัตว์อื่น  มีนักวิจัยมากมายที่ศึกษาการรับรู้โลกของสัตว์หลากหลายในสปีชีส์ ชวนให้นึกตาม ตัวอย่าง เช่น

  •  กลิ่นและรส นั้นเป็นสัมผัสที่แยกจากกันได้ยาก มนุษย์เคยชินกับลิ้นที่ไว้รับรสและจมูกที่ไว้ดมกลิ่น  สัตว์บางชนิดมีประสาทสัมผัสกลิ่นและรสที่รวมกัน 
    • ในสัตว์เลื้อยคลาน เช่น งูและสัตว์เลื้อยคลานหลายชนิด มีลิ้นที่ใช้ดมกลิ่น ลิ้นของพวกมันสามารถรับโมเลกุลของสิ่งแวดล้อมได้ เสมือนว่าพวกมันกำลังชิมรสสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า โดยไม่ต้องสัมผัสโดยตรงเหมือนลิ้นของเรา
    • คนเราสัมผัสชิมรสอาหารจากการกินเข้าปาก แต่สัตว์บางชนิดมีประสาทสัมผัสรับรสอยู่ทั่วร่างกาย เช่น ปลาดุก พวกมันจึงเหมือนลิ้นที่ว่ายน้ำได้ และสัมผัสรสชาติสิ่งรอบกายได้ตลอดเวลา
    • ส่วนสัตว์เล็กๆ อย่างแมลงอาจรับรู้รสจากปลายเท้า เพราะพวกมันใช้เท้าวางลงไปบนอาหาร ชวนให้เราจินตนาการหากปลายเท้าหรือมือของเราสามารถแตะอาหารแล้วรู้รสได้จะเป็นอย่างไร
  • การมองเห็นคือการรับแสงและการรับรู้สีต่างๆ ชนิดของดวงตา เลนส์รับแสง และตำแหน่งดวงตาที่ต่างก็ทำให้สิ่งมีชีวิตเห็นภาพต่างกันไป  แต่สัตว์อื่นอาจรับภาพต่างไปในหลากหลายลักษณะ ทั้งความความชัด จุดโฟกัส มุมของภาพ หรือ ประเภทของสีที่พวกมันเห็น เช่น 
    • มนุษย์นั้นมีดวงตาสองข้างที่มองไปข้างหน้าทำให้ต้องหันไปรอบๆ เพื่อรับรู้ภาพในมุมอื่น นกหรือสัตว์บางชนิดมีดวงตาอยู่คนละฝั่งของศรีษะทำให้มันอาจเห็นวัตถุหนึ่งไป พร้อมกับดูอย่างอื่นไปพร้อมๆ กันได้  เรามองเห็นโลกอยู่ข้างหน้าเรา นกบางชนิดสามารถมองเห็นได้แบบมุมกว้างพาโนรามารอบตัวได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องหันหัวไปรอบๆ นกสามารถรับรู้บางสีที่เรารับรู้ไม่ได้ พวกมันเห็นความต่างในความถี่แสงที่คนไม่สามารถมองเห็นได้
    • สัตว์ที่ดูแสนจะธรรมดาอย่างหอยเชลล์ มีดวงตาสีฟ้ามากมายถึง 200 ดวงอยู่ขอบๆ เปลือก ลองจินตนาการว่าพวกมันจะเห็นโลกอย่างไร ทุกดวงตาจะรวมภาพเป็นภาพเดียวหรือหลายภาพพร้อมๆ กัน สัตว์บางชนิดมีเซลล์รับรู้แสงอยู่ที่อวัยวะอื่นๆ เช่น มือและเท้า 
    • แมงมุม Jumping Spider นั้นมีดวงตาถึง 8 ดวงซึ่งอ่อนไหวต่อแสงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้น จึงมีคนเปรียบว่าพวกมันอาจรับรู้โลกที่ค่อยๆ สว่างเรื่อยๆ ตามอายุขัยเหมือนอยู่ในโลกที่ดวงอาทิตย์ค่อยๆ จากมืดขึ้นจนสว่างจ้าในบั้นปลายชีวิต
    • สัตว์บางประเภทมีเซ็นเซอร์รับรู้แสงได้กว้างกว่ามนุษย์จนเรานึกไม่ออกว่า การเห็นแสงเหนือม่วงหรืออินฟราเรดนั้นภาพเป็นอย่างไร
    • สิ่งมีชีวิตบางชนิดไม่จำเป็นต้องรับแสงเลยด้วยซ้ำเช่น ปลาบางชนิดที่อาศัยในพื้นมหาสมุทรลึก การที่เราส่องแสงไปสำรวจมัน อาจเป็นการทำร้ายพวกมันที่ปรับตัวให้มีชนิดในสภาวะมืดมิด โดยที่เมื่อนักวิจัยสำรวจพื้นทะเลปิดไฟลง สัตว์ที่ตัวใหญ่จึงปรากฏตัวมาให้พบ
  • การรับรู้ความเจ็บปวด สิ่งมีชีวิตเรียนรู้ที่จะรับความเจ็บปวดอันเป็นสัญญาณของการบาดเจ็บซึ่งอันตรายต่อชีวิต  คนบางคนยังรู้สึกเจ็บปวดในแขนขาข้างที่ได้ถูกตัดออกไปแล้ว แต่สัตว์บางชนิดอาจไม่มีสัมผัสนี้ นักวิทยาสตร์ตั้งชื่อประสาทสัมผัสนี้ว่า Nociception (กระบวนการทางประสาทที่เข้ารหัส และประมวลผลตัวกระตุ้นอันตราย) แปลง่ายๆ  คือกระบวนการของสิ่งมีชีวิตที่จะทำให้รับรู้ถึงการบาดเจ็บและชำรุดของร่างกาย 
    • สัตว์บางชนิด ส่วนสมองนั้นแยกความเจ็บปวดออกจากการบาดเจ็บ และมีคนเชื่อว่าสัตว์บางชนิด เช่น ปลา ปู กุ้ง  แมลง ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดแต่คำตอบนั้นหลากหลายและเป็นที่ถกเถียงและศึกษาในวิทยาศาสตร์ 
    • และสัตว์บางชนิด แม้บาดเจ็บเพียงจุดเดียวอาจส่งปฏิกิริยาไปทั้งร่างกาย ปลาหมึกที่ได้รับบาดเจ็บนั้นจะอ่อนไหวไปทั่วทั้งร่างกาย ในขณะที่คนเราสามารถแยกความเจ็บปวดเฉพาะจุดได้เพื่อระบุส่วนที่เสียหายที่เกิดขึ้นในจุดที่บาดเจ็บ แต่ก็สามารถดำเนินชีวิตต่อด้วยส่วนอื่นที่ไม่เจ็บปวด
  • การรับรู้ความร้อน แม้คนจะสัมผัสความร้อนได้จากการต้องเข้าไปอยู่ในนั้น แต่สัตว์บางชนิดสามารถจับความร้อนได้ด้วยการรับรู้จากระยะไกล สำหรับสัตว์บางประเภทอุณหภูมิที่เหมาะสมคือตัวแปรสำคัญในการอยู่รอดในธรรมชาติ และบางครั้งอุณหภูมิคือตัวชี้วัดแหล่งอาหาร
    • แมลงไม่สามารถปรับอุณหภูมิในร่างกายและอุณหภูมิร้อนหรือเย็นเกินไปอาจทำให้ตายได้ แมลงหลากชนิดมีพฤติกรรมตอบสนองโดยมีอุณหภูมิเรียกว่า Thermotaxi ซึ่งจับความร้อนได้รวดเร็วและแม่นยำมาก เช่น ยุงมีระบบรับรู้ความร้อนจากร่างกายสัตว์ที่มันต้องไปดูดเลือด
    • สัตว์ล่าเหยื่อเช่นงู มีอวัยวะลักษณะเป็นรูชื่อ Pit organs บนใบหน้า ที่มองผ่านๆ ดูคล้ายรูจมูก เพื่อใช้การรับรู้ความร้อนควบคู่กับดวงตาในการล่าเหยื่อที่ร่างกายมีความร้อน เช่น นกและหนู ช่วยให้มันหาเหยื่อในที่มืดได้
  • การสัมผัส และการสั่น ปลายนิ้วมือของคนนั้นอ่อนไหวต่อความรู้สึกมากจนทำให้ผู้ที่ตาบอดสามารถอ่านอักษรเบรลล์ได้จากการรับรู้ผิวสัมผัสนูนต่ำบนกระดาษ ในโลกของสัตว์ การสัมผัสนั้นมีความแตกต่างหลากหลาย
    • ตัวนากมีมือและหนวดที่ไว มีระบบ active touch ซึ่งรับรู้ได้ไวมากจากการสัมผัส การที่มันดูเหมือนลอยม้วนตัวไปมาในน้ำ แท้จริงแล้ว มันอาจกำลังอ่านสิ่งแวดล้อมอยู่ สัมผัสที่ไวทำให้มันหยิบจับอาหารได้อย่างรวดเร็ว
    • ปลาเคลื่อนที่ไปในน้ำได้อย่างว่องไวในทิศทางที่มันต้องการ นอกจากจะปรับสรีระให้เหมาะสมกับการเคลื่อนไหวในน้ำ ปลาสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวของกระแสน้ำ หรือ Hydrodynamic  ปลาสามารถรู้ถึงสัตว์อื่นที่เคลื่อนไหวมา สิ่งนี้ทำให้ปลาว่ายหนีก่อนที่คนจะว่ายน้ำเข้าหาพวกมัน พวกมันใช้ชีวิตในน้ำและรับสัญญาณในน้ำที่เราไม่ตรวจจับได้ ส่วนสัตว์ที่ล่าพวกมันเป็นอาหารก็อาจสามารถตรวจจับร่องรอยในน้ำได้หลังจากพวกมันได้ว่ายผ่านไปแล้ว
    • แมลงกว่า  200,000 ชนิดเช่น จักจั่น ตั๊กแตน  ใช้คลื่นความสั่นต่างๆ กันเพื่อสื่อสาร ส่งสัญญาณถึงกัน เสียงของพวกมันไม่อยู่ในคลื่นที่หูของเราสามารถจับได้ จึงไม่รับรู้ว่ามีอยู่
  • เสียงและเสียงสะท้อน สัตว์จำนวนมากไม่มีหู และสัตว์ต่างชนิดก็ส่งเสียงและรับสัญญาณในต่างคลื่นเสียงในความความถี่ที่แตกต่างกันไป
    • แมลงในยุคแรกไม่มีอวัยวะรับเสียง แต่แมลงบางชนิดก็ได้วิวัฒนาการจนมีส่วนที่ใช้รับรู้เสียงได้และอยู่ในจุดต่างๆ  อันแตกต่างกันหลากหลาย บางแมลงมีหูอยู่ที่เสาสัญญาณ ที่ข้อเข่า ปลายขน  
    • วาฬสามารถส่งเสียงถึงกันได้ในระยะไกล หากวาฬได้ยินเสียงเพลงจากวาฬอีกตัวที่ห่างไป 1,500 ไมล์นั่นคือเสียงได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว วาฬ่รับรู้ถึงภูเขาในมหาสมุทรผ่านการส่งเสียงสะท้อนไปในวัตถุนั้น หากวัตถุห่างไกล
    • อย่างที่เราเคยเรียนกันมา ค้างคาวมี Echolocation หรือสามารถระบุตำแหน่งของวัตถุโดยใช้เสียงสะท้อน โดยพวกมันสามารถระบุชนิดของแมลงได้จากจังหวะของการกระพือปีก สามารถบอกได้ว่าแมลงกำลังจะบินมาหรือบินออกจากตำแหน่งของตัวค้างคาว
  • สนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กโลก
    • ปลามากถึง 350 สปีชีส์สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ปลาไหลไฟฟ้าปล่อยพลังงานไฟฟ้าที่สามารถฆ่าม้าให้ตายได้ มีปลาอีกมากที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ พวกมันใช้ในการรับรู้สิ่งแวดล้อม และสื่อสารถึงกัน พวกมันใช้กระแสไฟฟ้าเหมือนที่สุนัขใช้ดมกลิ่น และค้างคาวใช้ระบุตำแหน่งจากเสียงสะท้อน
    • สัตว์ที่จำเป็นต้องอพยพทางไกลสามารถรับรู้ได้ถึงสนามแม่เหล็กโลก ซึ่งสัญญาณนี้เป็นตัวช่วยระบุทิศเพื่อให้พวกมันอพยพทางไกลได้โดยไม่หลงทาง สนามแม่เหล็กโลกไม่ถูกกระทบโดยสภาพอากาศหรือสิ่งกีดขวาง เต่าหรือปลาแซลมอนสามารถจดจำตำแหน่งสถานที่เกิดของมันได้แม่นยำจนสามารถกลับมาที่จุดกำเนิดได้เมื่อเติบโต เพื่อวางไข่ในชายหาดเดียวกับที่พวกมันฟักตัวออกมาดูโลก  มนุษย์ใช้เข็มทิศมาเป็นพันปี แต่สัตว์เหล่านี้ใช้ระบบนี้มาเป็นล้านๆ ปี เพื่อไปถูกทิศทางแม้ไม่มีแผนที่ในท้องฟ้าและมหาสมุทรอันกว้างใหญ่
หอยเชลล์มีดวงตาสีฟ้านีออนน้อยๆ เป็นร้อยๆ ดวงของชวนให้เรานึกว่าภาพที่มันเห็นจะเป็นอย่างไร
Hubble in a bubble: Scallop eyes act like tiny telescopes

 แม้จุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิตต่างๆ บนโลกจะเริ่มขึ้นจากจุดเดียวกันก่อนจะค่อยๆ ขยายแผ่กิ่งก้านสาขาแห่งวิวัฒนาการไปตามกาลเวลา สีที่เราเห็นอาจเป็นคนละสีหากมองด้วยดวงตาอื่น กลิ่นที่เหม็นสำหรับเราอาจหอมสำหรับสัตว์อื่น แม้กระทั่งความเจ็บปวดในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดก็อาจจะแตกต่างกันไปตามระบบการรับรู้ของร่างกาย และมีอีกหลายประสาทสัมผัสที่เราไม่มี

 ในธรรมชาติมีข้อมูลมากมายล่องลอยอยู่ ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่สมบูรณ์และรับสัญญาณทุกสิ่งได้พร้อมๆ กัน เพราะมันจะเป็นชุดข้อมูลที่มากมายเกินไป สัตว์ต่างๆ จึงวิวัฒนาการระบบประสาทมาจับสัญญาณเพื่อรับรู้แค่ข้อมูลบางประเภทเท่านั้น ข้อมูลทุกสิ่งไม่ได้จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและอาจใช้พลังงานมากเกินไปหากต้องรับรู้ทุกส่วนเสี้ยวความจริงพร้อมๆ กัน

 สิ่งมีชีวิตล้วนได้รับเพียงส่วนเสี้ยวของความจริง แต่ละสิ่งมีชีวิตแต่ละสายพันธุ์จึงรับรู้โลกในเวอร์ชั่นที่ต่างกัน สัตว์ (และคน) ต่างล้วนอยู่ใน Sensory Bubble หรือฟองอากาศแห่งประสาทสัมผัสของตนเองซึ่งจำกัด และเรียกทุกสิ่งที่ตนสัมผัสได้ว่าคือโลกที่แท้จริง ซึ่งจริงๆ แล้วอาจมีหลากหลายเวอร์ชั่นที่เราไม่อาจจินตนาการได้ครบทุกความเป็นไปได้

Umwelt พาเราออกไปนอกขอบเขตโลกที่เรารับรู้ได้

 การมีอยู่ของ Umwelt ชวนให้เรานึกตามว่า หากเราเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตใกล้ตัวเราเช่นสุนัข พวกมันสำรวจโลกโดยใช้จมูกเป็นหลัก จมูกของมันนั้นรับรู้กลิ่นได้อย่างละเอียดท่วมท้นกว่าคนมากมาย โลกของสุนัขจึงเต็มไปด้วยกลิ่น สิ่งของทุกชิ้น ทุกสถานที่อาจประเดประดังด้วยกลิ่นหลากชนิด เราไม่อาจนึกออกว่าหากเรามีร่างกายที่แตกต่างไปแท้จริงแล้วจะรู้สึกและรับรู้อย่างไร

 David Eagleman จึงสรุปว่าคงจะดีหากคนทั่วไปได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของ Umwelt คอยเตือนให้เรารู้ข้อจำกัดของการรับรู้ของเรา และลองจินตนาการถึงข้อมูลที่เราไม่สามารถเข้าถึงได้มากมายในโลก และจักรวาลนั้นเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ที่เราอาจนึกไม่ถึง

 อริสโตเติลเคยระบุว่า ประสาทสัมผัสมีอยู่ 5 อย่างคือรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส นั่นเป็นข้อมูลพื้นฐานตามที่เราคุ้นเคยกัน แต่ในปัจจุบันวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า ร่างกายของเรามีประสาทสัมผัสมากกว่านั้น เช่น Sense of Balance การรับรู้สมดุลร่างกาย หรือกระทั่งเมื่อเราหลับตา เราสามารถรับรู้ถึงแขนขาของเราได้ แม้เราจะยังไม่ได้มองหรือจับ คนที่ประสาทสัมผัสส่วนเหล่านี้ชำรุดหรือบกพร่องไป ก็จะไม่สามารถรับรู้โลกได้เหมือนคนอื่นๆ

 ตั้งแต่อดีต มนุษย์มักมีเรื่องเล่า นิทาน เกี่ยวกับสัตว์ที่พูดได้และมีพฤติกรรมเหมือนคน มนุษย์ได้พยายามใส่มุมมองความเป็นคนเข้าไปในสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เมื่อเราดูสารคดีสัตว์โลก ไปสวนสัตว์ สังเกตดูสัตว์ต่างๆ เรามักสังเกตพวกมัน เราจินตนาการความคิดและการรับรู้ของมันโดยอ้างอิงจากตัวเรา Umwelt ทำให้ออกจากมุมมองที่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง พลิกมุมมองเราให้เปิดใจไปสำรวจพยายามเข้าใจพวกมันโดยคำนึงถึงในลักษณะทางกายภาพของสิ่งมีชีวิตในแบบที่มันรับรู้

 แม้ยากที่เราจะนึกออกว่าสัตว์ต่างๆ มองเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น สัมผัสโลกข้างหน้าแตกต่างจากเราอย่างไร แม้ยากที่เราจะเข้าใจเราจะรู้สึกอย่างไรหากเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตอื่น.. แต่การได้ลองนึกว่าพวกมันรับรู้โลกต่างจากเราอย่างไรได้บ้าง อาจพาเราไปพบความน่าอัศจรรย์ใจคือความหลากหลายในความธรรมดา

 อ้างอิง

  • An Immense World — Ed Yong
  • English Translation of “Umwelt” | Collins German-English Dictionary
  • https://www.edge.org/response-detail/11498
  • Aristotle got it wrong: We have a lot more than five senses.
Tags:umweltAn Immense WorldEd Yongin other words
Share :
Author
Sy Chonato
Photographer
-
Digital Amnesia:  เมื่อเราจดจำอะไรไม่ค่อยได้เพราะเชื่อใจให้โทรศัพท์จดจำแทนเราไปทั้งหมด
In Other WordsDigital Amnesia: เมื่อเราจดจำอะไรไม่ค่อยได้เพราะเชื่อใจให้โทรศัพท์จดจำแทนเราไปทั้งหมดนักเขียน : Sy Chonato
Permacrisis คำศัพท์แห่งปี 2022 สะท้อนโลกที่วุ่นวายมีวิกฤตต่อเนื่องไม่จบไม่สิ้น
In Other WordsPermacrisis คำศัพท์แห่งปี 2022 สะท้อนโลกที่วุ่นวายมีวิกฤตต่อเนื่องไม่จบไม่สิ้นนักเขียน : Sy Chonato
Adorkable ค่านิยมของ Gen Z ที่ยึดถือความเด๋อด๋าไม่ปรุงแต่งมากกว่าภาพลักษณ์ตามมาตรฐาน
In Other WordsAdorkable ค่านิยมของ Gen Z ที่ยึดถือความเด๋อด๋าไม่ปรุงแต่งมากกว่าภาพลักษณ์ตามมาตรฐานนักเขียน : Sy Chonato